A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

ღ¸ 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวสุดสยองทั่วโลก สิงหาคม 3, 2007

Filed under: Travel — Korkai @ 11:06 am

อันดับ 10 สุสานมัมมี่ ปานาโม อิตาลี (LAS CATACUMBAS DE LOS CAPUCCINOS)

เป็นสุสานใต้ดินเก่าแก่ตั้งอยู่ในใต้อารามนักบวชคาปูชิน แห่งโบสถ์ฟรานซิสกัน ของคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก ที่เมืองปาร์เลอโม (PARLEMO) เกาะซิซิลี ที่นี้มีซากมัมมี่กองเต็มไปหมด จะเป็นชุมชนแออัดอยู่แล้ว ถึงขนาดที่บางศพที่มาทีหลัง ไม่มีที่ให้ยืนสบายๆ ต้องถูกแขวนไว้กับตะขอ บนผนังโน่น และถ้าเดินเข้าไปก็จะเจอแต่ศพนั่ง…..นอน…… ยืน…… และเดิน เอ๊ย เดินไม่มี บางตัวละยังคงสวมเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิตด้วย มีมัมมี่เด็กด้วยนะ เป็นผู้หญิงอายุ 8 ขวบชื่อโรซาเลีย ลอมบาร์โด (ROSALIA LOMBARDO) ที่ดองไว้70 – 80 ปีแล้วด้วย หน้าตายังน่ารักเหมือนคนนอนหลับเลย
สถานที่นี้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว(จะมีคนไปเหรอ) จำกัดเวลาครับ อยากไปร้องถามไถ่ดูละกัน

 

 

 

 

 อันดับ 9 อุโมงค์ที่ฝรั่งเศส กรุงปารีส (Pont de L’Alma)

สถานที่เจ้าหญิงไดอาน่าประสบอุบัติเหตุอุบัติเหตุรถคว่ำ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2540 และยังคงเป็นปริศนาค้างคาใจคนทั้งโลกว่าอุบัติเหตุหรือ ถูกฆาตกรรม เพราะในคืนที่เกิดโศกนาฏกรรม มีการเปลี่ยนเส้นทางรถยนต์ไปยังอุโมงค์ Pont de L’Alma อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่จุดหมายเดิม คือการเดินทางไปยังอพาร์ตเมนต์ของฝ่ายชาย และทำไมวิทยุสื่อสารของตำรวจในกรุงปารีส ไม่สามารถใช้การได้โดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงเดินทางเข้าสู่อุโมงค์ จนเกิดเหตุร้ายและไม่สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อขอรับการช่วยเหลือเพื่อรักษาพระชนม์ชีพของพระองค์ได้อย่างทันท่วงที
เป็นความบังเอิญจริงหรือ? ใครๆ ที่ไปเที่ยวที่อุโมค์ฝรั่งเศสแล้ว ใครๆ ก็ว่าบรรยากาศมันน่ากลัว

 อันดับ 8 เทือกเขาร็อกกี้ โคโลราโด (Colorado Rockies)

ที่สยองคือภูเขานี้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น เป็นเรื่องของมนุษย์กินคน ที่ไม่ใช่คนป่า ปี 1874 ในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัด คณะนักสำรวจหกคนได้ขุดอุโมงค์ในหุบเขาโคโลราโด ต่อมาอุโมงค์เกิดถล่ม การสื่อสารถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และต่อมา ฤดูใบไม้ผลิมีเพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมาจากหุบเขาโคโลราโด อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี เขาคนนี้มีนามว่าอัลเฟร์ด แพคเกอร์ และเมื่อเขาออกมาก็ถูกจับเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากินเพื่อนของเขาสองคนเพื่อมีชีวิตรอดเพราะอาหารหมดและเพื่อนก็ตายไปทีละคนทีละคน เขาเลยอดใจไม่ไหวกินเป็นอาหารเสียเลย

ถ้าคุณอยากลองเป็นหรืออยากรู้ว่ายังไงกับมนุษย์กินคนเป็นยังไง เทือกเขาร็อกกี้ก็พร้อมต้อนรับท่านไปเป็นมนุษย์กินคนอย่างยิ่งด้วยความหนาว และความตาย

อันดับ 7 หมู่เกาะปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea)

ปาปัวนิวกินีเป็นเกาะอยู่ทางเหนือ ของทวีปออสเตรเลีย ประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆมากกว่า 700 เผ่า แต่ละเผ่าต่างคนต่างอยู่ การเดินทางไปมาหาสู่กันลำบากมาก เพราะพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และใครอยากเห็นมนุษย์กินคนก็ต้องเข้าไปลึกหน่อยนะ โชคดีอาจไปทันตอนคืนพิธีเฉลิมฉลองชัยชนะ และกินซุปเนื้อมนุษย์ วิธีปรุงอาหารรายการนี้ง่ายมาก นำน้ำใส่หม้อดินขนาดใหญ่ต้มให้เดือด บั่นศพมนุษย์ที่ตายทั้งสองฝ่ายให้มีขนาดที่จะใส่ในหม้อนั้นได้ใส่ลงในหม้อ นำผักชนิดต่างๆ รวมทั้งมันและเผือกใส่รวมลงไปด้วย ต้มจนสุกและเปื่อยดีแล้วก็ตักออกมากินกัน ส่วนคนที่ยังไม่ตายก็มัดไว้ก่อนและค่อยๆ ฆ่าให้ตาย นำมาปรุงเป็นอาหาร กินเลี้ยงกันในคืนต่อๆ มารองเท้าหนัง ถุงเท้า ตลอดจน เสื้อผ้าก็ถูกนำมาต้มจนเปื่อย และกินจนหมดสิ้นเช่นเดียวกัน สำหรับหัวกะโหลกเก็บไว้ เป็นเครื่องประดับตามบ้านเรือนสวยงามมาก

แต่ปัจจุบันใครไปอาจอดเจอซุปเนื้อคนเพราะตอนนี้เขาเลิกแล้วเพราะกฎหมายออกมาว่าห้ามกินเนื้อคนไม่ว่าศัตรูหรือนักท่องเที่ยว!

อันดับ 6 โรงงานนรก “ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz)

สยองที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กับ “ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz)ที่ใกล้เมืองเอาชวิตซิน โดยค่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อสังหารชาวยิวด้วย การรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผา โดยมีเหยื่อที่โดนถึง 1 ล้านสองแสนคน จากที่ต่างๆ ทั่วยุโรป จํานวน 22 ล้านคน ไปที่ค่าย โดยขนไปทางรถยนต์ รถไฟ และเรือเดินสมุทร และปัจจุบันสภาพยังเหมือนเดิมทุกประการไม่ว่าเตารมแก๊ส เตาเผา ค่ายพัก คุก มีกลิ่นแห่งความตายติดมาด้วย พร้อมกับความวังเวง เมื่อท่านไปก็อาจเจอผีชาวยิวที่ไม่ไปเกิดอีก ได้สองเด้ง

ปัจจุบันเอาชวิตซ์เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีนักท่องเที่ยวสนใจมากที่สุด แห่งหนึ่งของ โปแลนด์ ซึ่งพยายามรักษาสภาพ เอาชวิตซ์ให้ใกล้เคียง สภาพเดิมให้มากที่สุด

อันดับ 5 ปอมเปอี (Pompei)

ปอมเปอีเมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่ง ถูกภูเขาไฟระเบิดถล่มทั้งเมือง ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สยองขวัญมาก เค้าหล่อรูปคนตายในท่าที่ถูกลาวาทับไว้ ก็เลยเป็นสถานที่แสดงท่าหนีตายของชาวเมืองไปเพราะวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย"

ปัจจุบันเมืองโบราณปอมเปอีได้รับการฟื้นฟู องค์การยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997


 

อันดับ 4 คุก และหอคอยลอนดอน (Tower of London)

หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษ สถานที่เกิดเหตุแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ยาวนานกว่า 900 ปี นองเลือด ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เคยเป็นป้อมปราการ, ปราสาทราชวัง, คุก แดนประหาร เป็นสถานที่ตัดหัวของแอนน์ โบลีน พระสนมในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่ทุกวันนี้วันดีคืนดียังมีคนเห็นแอนน์ โบลีนถือหัวและร้องครวญอย่างทรมาน ไม่รวมกับอีกหลายวิญญาณที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในหอคอยแห่งนี้ซึ่งมักจะส่งเสียงร้องขอชีวิต หรือเสียงลากโซ่ตรวนให้ผู้คนได้ยินและปรากฎให้เห็นเป็นระยะๆ จึงทำให้ที่นี่ยังคงโด่งดังเรื่องความหลอนตลอดกาล

ปัจจุบันหอคอยลอนดอนเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารและหอคอยหลายหลัง ที่เก็บเครื่องมือทรมานและเครื่องมือประหารนักโทษแบบโหดๆ ของยุคกลาง และมีอีกาดำด้วย ดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆแหละ

อันดับ 3 ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย โรมาเนีย

ปราสาทที่เป็นแหล่งที่มาของนิยายผีดูดเลือด แดรกคิวล่า ที่ว่าน่ากลัวคือเจ้าชายจอมเสียบ วลาด ดารคูลา ผู้เป็นเจ้าของปราสาท แกชอบเอาจับเอาเหล่าเชลยมาเสียบด้วยไม้แหลมจากก้น จนทะลุขึ้นไปซีกบน แล้วก็เอามานั่งเรียงรายกันไปในบริเวณกว้างๆ เช่นกำแพงเมือง หรือ สนามหญ้าใหญ่ๆ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ เขาก็จะนั่งดินเนอร์ดูการประหารด้วยวิธีนี้เสียตรงนั้นเลย……………….อืมอร่อย

 อันดับ 2 อัลคาแทรซ, ซานฟรานซิสโก (Alcatraz)

นี่คือคุกที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา อัลคาแทรซ (Alcatraz) สถานที่คุมขัง อัลคาโปน เจ้าพ่อชื่อดัง และภายในคุกสยอง วังเวงจริงๆ และได้ฉายาว่าเดอะร็อกเป็นคุกที่ไม่มีใครแหกสำเร็จ ถึงแม้จะมีนักโทษพยายามใช้ของชิ้นเล็กๆ ตัดซี่กรงเหล็กและแอบว่ายน้ำหนีออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเขามีชีวิตรอดไปได้ นักโทษหลายคนตายในห้องขังที่นี่ ส่วนหนึ่งตายเพราะบาดแผลติดเชื้อ และนี่เองเป็นที่มาของเสียงประหลาดมากมาย เช่น เสียงตัดเหล็ก เสียงปิดประตูห้องขัง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน และความรู้สึกถูกจ้องมอง

อันดับ 1 อนุสรณ์สถานแห่งคิลลิ่ง ฟิลด์ (Killing Field)

ใครจะว่าไงไม่รู้ แต่ผมยกให้สถานที่นี้คือสุดยอดที่สุดแล้ว เพราะมันอยู่ใกล้บ้านเรา กัมพูชาเองจ้า เลิกซะทีเถอะข้ามพรมแดนไปเล่นการพนัน หันมารู้ประวัติศาสตร์ที่แสนโหดร้ายกันบ้างกับ โดยสถานที่นี้เป็นอนุสรณ์รำลึกความโหดร้ายในยุคเขมรแดงที่นำโดยเฮียพอลพต ที่สั่งฆ่าชาวเขมรนับล้าน ศพมากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นกะโหลกไร้ญาติ(ไม่สามารถระบุได้ว่าคนตายเป็นใคร) ได้ถูกนำมารวมไว้ที่นี้ และมีรูปผู้ตายที่นับล้านให้ดูไว้ให้สงสาร คืนดีคืนดีบางคืนอาจได้ยินเสียงกะโหลกร้องระงม ฟังแล้วได้บรรยากาศมาก อีกที่ก็ ตุล สาเลช คุกเถื่อนซึ่งในอดีตเป็นโรงเรียนมัธยม ที่นั้นมีคนมาถูกฆ่าไม่เว้นวันและบางรายถูกนำมาทรมานเยี่ยงสัตว์ ก่อนตายอย่างสยอง

Advertisements
 

Yellowstone National Park : อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตน กรกฎาคม 7, 2007

Filed under: Travel — Korkai @ 10:32 pm

 

Smile 

ชื่อสถานที่

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตน
: Yellowstone National Park

สถานที่ตั้ง  

ที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ ประเทศ สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน

สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เยลโลว์ สโตน เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอเมริกาและแห่งแรกของโลกด้วย มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่บนที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ มีเนื้อที่มากกว่า 2 ล้านเอเคอร์ คือประมาณ 43,750 ตารางไมล์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง และ 250 แห่งเป็นบ่อน้ำพุร้อน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมายเช่น หมีกริซซี่ (Grizzy Bear) หมีดำ (Black Bear) ควายป่าไบซัน กวางมูส (Moose) กวางเอลค์ (Rocky Mountain Elk) แพะภูเขา บิ๊กฮอร์น (Bighorn sheep) แมวปา (Lynx) รวมถึงนกชนิดต่าง ๆ อีกมากกว่า 250 ชนิด
ดินแดนแห่งนี้มีอายุมากกว่า 600,000 ปี เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทิ้งร่องรอยของหินละลายที่พุ่งผ่านผิวโลกขึ้นมาเย็นตัว เกิดเป็นภูเขาสูง ที่ราบและหุบเหวที่สวยงาม ที่ราบที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยาน มีความกว้างกว่า 50 ไมล์ หรือ 80 กิโลเมตร มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 7,000 ฟุต หรือ 1 ไมล์ครึ่ง จุดที่ต่ำที่สุด คือ 5,300 ฟุต จะอยู่ทางด้านเหนือของอุทยาน และจุดที่สูงที่สุดจะอยู่ที่ยอดเขาอีเกิ้ล สูงถึง 11,300 ฟุต บนที่ราบสูงจะมีแม่น้ำเยลโลว์ สโตนไหลผ่านลงสู่ทะเลสานเยลโลว์ สโตน ที่อยู่เกือบกึ่งกลางเขตอุทยาน

        หลังยุคน้ำแข็งละลายคือ กว่า 8,500 ปีที่ผ่านมา ป่าในอุทยานแห่งชาติ เยลโลว์ สโตนได้เริ่มเกิดขึ้น ผู้ที่เคยพบเคยผ่านมาในอดีตก็คือ พวกอินเดียนแดง ต่อมาก็มีคนผิวขาวได้เคยเดินทางผ่านบ้าง ต่างก็เล่าขานบอกกล่าวถึงป่าใหญ่ที่อุดมไปด้วยบ่อน้ำร้อนและบ่อน้ำพุร้อน รวมถึงบ่อโคลนเดือด

        เยลโลว์ สโตนเริ่มมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเมื่อนักสำรวจชาวอเมริกันชื่อ จอห์น โคลเทอร์ (John Colter) ได้เดินทางมาถึงในปี ค.ศ.1807 โคลเทอร์ได้พยายามผลักดันให้ชาวอเมริกันและชาวโลกได้รู้จักกับดินแดนภูเขาสูงแห่งนี้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1872 ดินแดนแถบนี้ในชื่อของ Colter’s Hill จึงได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอเมริกัน ให้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของชาวอเมริกา และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งแรกของโลกด้วย
อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตนมีเนื้อที่ทั้งหมดอยู่ในด้านตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐไวโอมิ่ง อาณาเขตด้านเหนือติดเขตแดนรัฐมอนทาน่า และด้านตะวันตกติดขอบแดนรัฐไอดาโฮ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่อุทยานได้ถึง 4 ทาง คือ ด้านตะวันตกจากไอดาโฮ ด้านเหนือจากมอนทาน่า ส่วนทางด้านใต้และด้านตะวันออกก็อยู่ในไวโอมิ่ง ในบริเวณอุทยานมีถนนหนทางยาวรวมแล้วกว่า 500 กิโลเมตร ถนนส่วนใหญ่จะเปิดให้รถใช้ราว ๆ เดือนพฤษภาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นจะห้ามรถผ่าน อนุญาตให้เฉพาะพาหนะที่ใช้สำหรับฟื้นหิมะและน้ำแข็ง เช่น รถสโนว์โค้ช สโนวโมบิล สกี และเลื่อนน้ำแข็ง เป็นต้น

       นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องขับขี่สโนว์โมบิลเข้า อุทยานด้วยตัวเอง การใช้สโนว์โมบิล เป็นวิธีหนึ่งที่จะท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติได้อย่างใกล้ชิดและน่าสนใจที่สุด ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดดังนี้
        1. ผู้ขับขี่ต้องมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป และสโนว์โมบิลที่ใช้ในการขับขี่จะต้องจดทะเบียนเป็นของบุคคลผู้ขับขี่หรือเป็นของนิติบุคคลผู้ให้เช่าอย่างถูกต้อง
        2. ในการขับขี่ในอุทยาน รัฐกำหนดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 45 ไมล์ต่อชั่วโมง
        3. ผู้ขับขี่ต้องขับขี่ในเส้นทางที่อุทยานกำหนดให้เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะต้องถูกจับและปรับเป็นเงิน 500 เหรียญดอลลาร์
        4. ผู้ขับขี่ไม่ควรดื่มของมึนเมา เพราะอาจเป็นอันตรายในการขับขี่
        5. ในระหว่างขับขี่ไป เมื่อพบเจอสัตว์ที่ขวางทางอยู่ ผู้ขับขี่ต้องเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงไป การชนหรือเข้าใกล้จนสัตว์ตื่นตกใจ หรือให้อาหารสัตว์เป็นสิ่งที่ผิดกฏ
โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานที่ดูแลอุทยาน จะแจกเอกสาร แผนที่ รวมถึงคำเตือนต่าง ๆ ในการท่องเที่ยวในอุทยานช่วงฤดูหนาว เนื่องจากมีพื้นที่หลายแห่งที่เต็มไปด้วยหลุม หุบเหว และพื้นที่ที่ยังไม่ได้สำรวจ อากาศที่หนาวจัดและหิมะที่ตกหนักอาจเป็นอันตรายต่อการท่องเที่ยว อีกทั้งอากาศที่แปรปรวนบ่อย ๆ ในป่าเขาอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลงทาง ติดหิมะเป็นอันตรายถึงชีวิต นักท่องเที่ยวต้องระวังตัวและเตรียมพร้อม ต้องเช็คข่าวจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศ ใช้ทักษะและความระมัดระวังในการเอาตัวรอด ไม่ประมาท เมื่ออยู่ใกล้หุบเหว น้ำตก บ่อน้ำร้อน บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด จุดชมวิว และอันตรายจากสัตว์ป่า รวมถึงต้องคอยระวังดูแลเด็ก ๆ ในปกครองอย่างเข้มงวดด้วย

        โดยทั่วไปอากาศในฤดูร้อนบนอุทยานจะเย็นสบายกำลังดี คือจะร้อนที่สุดในเดือนกรกฏาคม ประมาณ 13 c แต่ในฤดูหนาว อากาศจะหนาวมาก อุณหภูมิในเดือนมกราคมจะประมาณ -13 c และสถิติที่หนาวเย็นที่สุดที่เคยวัดได้คือ – 40 c อุทยานจะปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าโดยเด็ดขาดทุก ๆ ปี ตั้งแต่ราว ๆ เดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่หิมะกำลังละลาย การเดินทางอาจไม่สะดวกและเป็นอันตรายได้

        แกรนด์ แคนยอน (Grand Canyon) แห่งเยลโลว์ สโตน เป็นหุบเหวที่เกิดจากการแยกตัวของพื้นโลก อันมีสาเหตุมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ และน้ำแข็งไหลเลื่อน ในยุคที่น้ำแข็งละลาย ปัจจุบันมีแม่น้ำเยลโลว์ สโตนไหลผ่านเป็นระยะทางยาวกว่า 38 กิโลเมตร

        ห่างจากจุดชมวิวบริเวณแกรนด์ แคนยอน ไปอีกไม่เกิน 1 กิโลเมตร ก็เป็นจุดชมวิวหนึ่งที่สามารถมองเห็นน้ำตกที่กลายเป็นน้ำแข็งเคลือบบริเวณผิวหน้าของน้ำตก และแม่น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็งบริเวณหน้าผาหินสีแดงแกมน้ำตาลก็เต็มไปด้วยหิมะที่ตกลงมาค้างอยู่ตามซอกชั้นหลืบผา ทำให้ป่าทั้งป่ามีสีสันสลับกันระหว่างสีขาว น้ำตาล แดง และเขียวเข้มเกือบดำของป่าสน แทรกตัวด้วยละอองไอของไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของดินบ้าง จากบ่อน้ำร้อนบ้าง เป็นบรรยากาศที่พบเห็นได้ที่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตน

 ฟาวน์เทน เพนท์ พ็อท (Fountain Paint Pot) เป็นบริเวณที่อุดมไปด้วยบ่อโคลนเดือด บ่อน้ำร้อน บ่อน้ำพุร้อน และรอยแตกที่มีไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้อย่างใกล้ชิด บนเส้นทางที่ทางอุทยานกำหนดไว้ให้

        จากสภาพทางภูมิศาสตร์และทางธรณีวิทยา การเกิดบ่อน้ำร้อน บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด ไอน้ำร้อน เกิดจากน้ำใต้ดินที่ได้รับความร้อนจากชั้นของหินละลายใต้พื้นโลก หินเหล่านี้อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวโลกกว่า 2 ไมล์ และมีอุณหภูมิสูงกว่า 500 F หรือ 260 c น้ำใต้ดินที่ได้รับความร้อนจะถูกดันขึ้นมาตามรอยแตกของพื้นโลก กลายเป็นบ่อน้ำร้อนบ้าง น้ำพุร้อนบ้าง หรือถ้าจุดใดที่น้ำขึ้นมาได้น้อยก็จะมาผสมกับดินโคลนบนพื้นโลก กลายเป็นบ่อโคลนเดือดหรือในบางจุดอาจจะเล็ดลอดขึ้นมาบนผิวโลกได้เพียงแต่ไอร้อนเท่านั้น

        ส่วนสีสันที่เกิดขึ้นตามขอบบ่อน้ำร้อนหรือบ่อน้ำพุร้อน คือสีที่เกิดจากแบคทีเรียและพืชเซลล์เดียวประเภทแอลจี บางชนิดซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 c ขึ้นไปจนถึง 92 c
        จุดที่น่าสนใจที่สุดอีกแห่งหนึ่งในอุทยานคือ น้ำพุร้อนที่เรียกว่า โอลด์ เฟธฟูล เกย์เซอร์ (Old Faithful Geyser) ที่ตั้งอยู่ห่างลงไปทางใต้อีกราว 13 กิโลเมตร โอลด์ เฟธฟูล เกย์เซอร์ จะพุ่งสูงกว่า 100 ฟุต บางครั้งถึง 200 ฟุต ในแต่ละครั้งที่ระเบิดออกมาระยะเวลาห่างของการระเบิดพวยพุ่งของน้ำพุจะห่างกันตั้งแต่ 40 ถึง 120 นาที แต่โดยเฉลี่ยแล้ว คือประมาณ 70 นาที
ตั้งแต่มีการค้นพบน้ำพุร้อนแห่งนี้ได้มีการสังเกตและคาดเดาเวลาในการระเบิดดันน้ำพุให้พุ่งสูงขึ้น และได้มีการพยากรณ์เวลาในครั้งต่อ ๆ ไปว่าจะเป็นเวลาใดมาเรื่อย ๆ และมันก็เป็นไปตามการคาดหมายไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ อาจจะมีบางครั้งที่แรงดันมาเร็วหรือมาล่าช้ากว่าเวลาที่ทำนายไว้บ้าง

       จุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่ง คือ บริเวณ เวสต์ ธัมบ์ เกย์ เซอร์ เบซิน (West Thumb Geyser Basin) ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับทะเลสาบเยลโลว์ สโตน ที่นี่จะมีน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือดมากมาย มีทางเดินให้ชมความงดงามของธรรมชาติ และทัศนียภาพริมทะเลสาบด้วย
ทะเลสาบเยลโลว์ สโตน (Yellow Stone Lake) มีเนื้อที่ราว 136 ตารางไมล์ เป็นทะเลสาบที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 7000 ฟุต อุดมไปด้วยปลานานาชนิด ในหน้าร้อนจะมีผู้มาเล่นเรือ ตกปลา และล่องเรือดูนกด้วย ส่วนในหน้าหนาวทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้เปลี่ยนทัศนียภาพรอบๆ ทะเลสาบวสยงามต่างออกไปอีกแบบ

 

เกาะช้าง ธันวาคม 29, 2006

Filed under: Travel — Korkai @ 10:51 am

"เกาะช้าง" เป็นที่ตั้งของ กิ่ง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล
คือ "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง" มีพื้นที่เป็นภูเขาเกือบทั้งหมด ถนนบนเกาะช้างจึงต้องตัดเลียบริมทะเลไปรอบๆ เกาะ ปัจจุบันถนนบนเกาะช้างลาดยางเสร็จทั้งหมดแล้ว แต่ชันอยู่หลายช่วงโดยเฉพาะช่วง "บ้านคลองสน – หาดทรายขาว" กับช่วง "หาดไก่แบ้ – บ้านบางเบ้า" ทางตอนใต้ของเกาะช้างติดภูเขาสูงชัน จึงยังไม่สามารถตัดถนนให้เชื่อมกันได้ แต่ได้ยินมาว่ากำลังจะมีการพัฒนาให้เป็นทางสำหรับการท่องเที่ยวด้วยจักรยานภูเขา ฝั่งตะวันตกเห็นปากทางอยู่เลยบ้านบางเบ้าไปหน่อย ตรงจุดที่ทางหลวงบรรจบกับทางส่วนบุคคลของโรงแรมเรือ "Koh Chang Grand Lagoona" เมื่อดูตามแนวสันเขาในภาพถ่ายทางอากาศแล้ว แนวทางพอจะมาออกได้ใกล้ๆ น้ำตกคีรีเพชร แต่คงต้องซิกแซกไปตามร่องเขาเป็นระยะทางประมาณ 7-8 กม.
. . . . นอกจากหัวเกาะด้านเหนือแล้ว ยังไม่มีถนนรถยนต์เชื่อมระหว่างฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกของเกาะช้าง แต่มีทางเดินเพื่อศึกษาธรรมชาติ เป็นทางเดินป่า จำนวน 1 เส้น ชื่อ "เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกธารมะยม-น้ำตกคลองพลู" ระยะทาง 6 กิโลเมตร
. . . . ข้อมูลจากภาพแผนที่รูปถ่ายทางอากาศของ "กรมแผนที่ทหาร" มาตราส่วน 1 : 50,000 แสดงพื้นที่ห่างจากชายฝั่งเข้ามาในใจกลางเกาะเป็นรูปเทือกเขาซ้อนกันหลายลูก
. . . . ข้อมูลของ "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง" บอกไว้ว่าเป็นป่าดิบชื้นที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ สัตว์ป่ายังอาศัยอยู่ได้อย่างสุขสบายหลายชนิด เช่น หมูป่า ค้างคาว ลิง ชะนี งู ไก่ป่า เก้ง นางอาย ค่างหงอก ตุ่น ชะมดเช็ด พังพอนเล็ก ลิ่น กระรอก กระแต หนู และนกอีกหลายชนิด สำหรับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลานก็มีหลายชนิด ได้แก่ ตะพาบน้ำ ตะกวด เหี้ย เป็นต้น และที่สำคัญคือ "กบเกาะช้าง"

. . . . "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง" ตั้งอยู่ที่ 160/12 ม.1 บ้านหินตาบ๋อย ต.แหลมงอบ อ. แหลมงอบ จ. ตราด 23120 โทร. 0-3953-8100

 

 

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อ. เมืองปาน จ. ลำปาง ตุลาคม 7, 2006

Filed under: Travel — Korkai @ 4:49 pm
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองปาน อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ และอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีสัตว์ป่านานาชนิด และมีทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกแอ่งน้ำอุ่น บ่อน้ำพุร้อน ซึ่งสามารถเป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่าใต้พื้นโลกเรายังมีความร้อนระอุอยู่ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง มีเนื้อที่ประมาณ 480,000 ไร่ หรือ 768 ตารางกิโลเมตร
     ป่าไม้เขตลำปางได้มีหนังสือ ที่ กษ 0709(ลป)/4181 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2524 เรื่อง ขอกำหนดพื้นที่ป่าบริเวณน้ำตกแจ้ซ้อนเป็นวนอุทยาน กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงมีคำสั่งที่ 1648/2524 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2524 ให้นายนฤทธิ์ ตันสุวรรณ นักวิชาการป่าไม้ 6 ไปทำการสำรวจ สรุปได้ว่าสภาพป่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีจุดเด่นทางธรรมชาติสวยงามหลายแห่ง มีน้ำตกและน้ำพุร้อนไหลตลอดปี เหมาะสำหรับจัดเป็นวนอุทยาน ในปีงบประมาณ 2526 กรมป่าไม้ จึงได้ดำเนินการจัดตั้งวนอุทยานแอ่งน้ำอุ่น (วนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อน) บริเวณน้ำตกแจ้ซ้อน ตำบลแจ้ซ้อน กิ่งอำเภอเมืองปาน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เนื้อที่ประมาณ 45,000 ไร่ หรือ 75 ตารางกิโลเมตร โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตลำปาง
     ต่อมากรมป่าไม้ได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/13868 และ 13870 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2526 ถึงจังหวัดลำปางและป่าไม้เขตลำปาง ขอความเห็นที่จะยกฐานะวนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อน (วนอุทยานแอ่งน้ำอุ่น) เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งจังหวัดลำปางได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ ลป 0009/18356 ลงวันที่ 12 กันยายน 2526 และป่าไม้เขตลำปางได้ให้ความเห็นชอบและสนับสนุน ในการที่จะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชา
ติเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ เป็นการสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2526 ที่กำหนดให้จังหวัดลำปาง เป็นจังหวัดส่งเสริมการท่องเที่ยว
     กองอุทยานแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมต่อมาเป็นระยะๆ และกองอุทยานแห่งชาติ สำนักงานป่าไม้เขตลำปางและส่วนราชการองค์กรภาคเอกชนของจังหวัดลำปาง ได้เริ่มโครงการจัดตกแต่งวนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อน เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2529 ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2530 และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2530 ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปตรวจราชการวนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อน เกิดความประทับใจในธรรมชาติที่สวยงาม จึงเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อวางแผนพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2530 และได้มีหนังสือแจ้งให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0202/2889 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2530
     กองอุทยานแห่งชาติกรมป่าไม้ จึงมีคำสั่งที่ 388/2530 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2530 ให้ นายสุทัศน์ วรรณะเลิศ นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าบริเวณวนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อน เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณากำหนดขอบเขตพื้นที่ เพื่อยกระดับฐานะวนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อนเป็นอุทยานแห่งชาติ อีกทั้งนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อธิบดีกรมป่าไม้ และนายธำมรงค์ ประกอบบุญ ผู้อำนวยการกองอุทยานแห่งชาติ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมและร่วมพิจารณาความเหมาะสมในการวางแนวทางพัฒนาวนอุทยานน้ำตกแจ้ซ้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 6
มิถุนายน 2530 และกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2530 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2530 เห็นชอบในการยกฐานะเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่สุก ป่าแม่สอย ป่าแม่ตุ๋ยฝั่งซ้าย ป่าแม่ตุ๋ยฝั่งขวา ในท้องที่ตำบลแจ้ซ้อน ตำบลเมืองปาน ตำบลบ้านขอ ตำบลทุ่งกว้าง อำเภอแจ้ห่ม และตำบลบ้านคำ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เนื้อที่ประมาณ 370,000 ไร่ หรือ 592 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนที่ 122 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 58 ของประเทศ
     ต่อมาได้มีประกาศขยายเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาขยายเขตอุทยานแห่งชาติป่าแม่สุก ป่าแม่สอย ป่าแม่ตุ้ยฝั่งซ้าย และป่าแม่ตุ้ยฝั่งขวา ในท้องที่ตำบลวังใต้ ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ ตำบลแม่สุก อำเภอแจ้ห่ม และตำบลหัวเมือง ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง พ.ศ. 2543 เนื้อที่ประมาณ 110,000 ไร่ หรือ 176 ตารางกิโลเมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนที่ 121 ก ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2543
     

สิ่งอำนวยความสะดวก
     ห้องสุขาชาย
     มีห้องสุขาชายให้บริการ
     ห้องสุขาหญิง
     มีห้องสุขาหญิงให้บริการ
     ที่พักแรม/บ้านพัก
     มีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
     สถานที่กางเต็นท์/เต็นท์
     อุทยานแห่งชาติจัดเตรียมเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง สำหรับอัตราค่าบริการอยู่ระหว่าง 250-800 บาท ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของเต็นท์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น
     รายการที่ 1
     – เต็นท์ ขนาด 3
คน ราคา 250 บาท/คืน
     – เต็นท์โดม ขนาด 5 คน ราคา 400 บาท/คืน
     – เต็นท์เคบิน ขนาด 6 คน ราคา 500 บาท/คืน
     – เต็นท์ค่าย ขนาด 6 คน ราคา 500 บาท/คืน
     แต่ละประเภทจะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก ชุดเครื่องนอน ประกอบด้วย หมอน ที่รองนอน ถุงนอน และชุดสนาม
     รายการที่ 2
     – เต็นท์ ขนาด 2 คน ราคา 400 บาท/คืน
     – เต็นท์โดม ขนาด 4 คน ราคา 800 บาท/คืน
     – เต็นท์เคบิน ขนาด 4 คน ราคา 800 บาท/คืน
     – เต็นท์ค่าย ขนาด 4 คน ราคา 800 บาท/คืน
     แต่ละประเภทจะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก ชุดเครื่องนอน ประกอบด้วย หมอนใหญ่ ที่นอน ผ่าห่ม และชุดสนาม
     กรณีที่นำเต็นท์ไปกางเอง ต้องเสียค่าบริการสถานที่ 30 บาท/คน/คืน หากไม่มีเครื่องนอนก็ใช้บริการเครื่องนอนและอุปกรณ์สนามของอุทยานฯ มีอัตราค่าบริการเครื่องนอนกรณีนำเต็นท์ไปเอง มีดังนี้
     1) ชุดเครื่องนอน ประกอบด้วย หมอน ถุงนอน ที่รองนอน และชุดสนาม ราคา 150 บาท/ชุด/คืน
     2) ชุดเครื่องนอน ประกอบด้วย หมอนใหญ่ ที่นอน ผ่าห่ม และชุดสนาม ราคา 200 บาท/ชุด/คืน
     ที่จอดรถ
     มีลานจอดรถให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
     บริการอาหาร
     มีร้านอาหารไว้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่นักท่องเที่ยว
     ร้านขายของที่ระลึก
     มีร้านจำหน่ายของที่ระลึกของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนสำหรับนักท่องเที่ยว
     ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
     มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.30 น.
     ห้องอาบน้ำแร่
     มีห้องสำหรับอาบน้ำแร่ไว้บริการแก่นักท่องเที่ยวมีทั้งแบบอาบฝักบัวและแบบเป็นห้องนอนแช่ในบ่อน้ำแร่ ซึ่งจะอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

 

อุทยานแห่งชาติแม่โถ อ. เมือง จ. เชียงใหม่

Filed under: Travel — Korkai @ 4:41 pm

 พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่โถตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาสูงที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องมาจากดอยอินทนนท์ มีสภาพป่าที่สมบูรณ์และหลากหลายประเภท เหมาะสำหรับการชมธรรมชาติและเที่ยวเล่นน้ำตก อุทยานแห่งชาติแม่โถครอบลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 618,750 ไร่ หรือ 990 ตารางกิโลเมตร ในท้องที่อำเภอฮอด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
     ในปี พ.ศ. 2517 กรมป่าไม้โดยกองอนุรักษ์ต้นน้ำ ได้ทำการสำรวจพื้นที่ล่อแหลมและพื้นที่ ถูกบุกรุกทำลายป่าจากชาวบ้านในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารทางภาคเหนือ และมีโครงการที่จะปลูกป่าเพื่อปรับปรุง พื้นที่ต้นน้ำที่ถูกทำลายให้กลับฟื้นคืนสภาพป่าดังเดิม โดยกำหนดให้มีโครงการจัดตั้งหน่วยพัฒนาและปรับปรุงต้นน้ำขึ้น จำนวน 10 หน่วย และได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 6 (ดอยแม่โถ) ขึ้นที่บ้านแม่โถ หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อสลี อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการปลูกป่าในบริเวณพื้นที่ภูเขาสูงที่เป็นต้นน้ำลำธารที่ถูกทำลาย จนถึงปี พ.ศ. 2523 ได้ปลูกป่าเต็มพื้นที่ตามแผนงาน จึงได้ย้ายหน่วยย่อยแยกไปดำเนินการปลูกป่าที่ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยในพื้นที่ที่ปลูกป่าเต็มตามแผนงานแล้ว ยังคงดำเนินการตามแผนงานการบำรุงป่าต่อไป
     ต่อมาในปี พ.ศ.2534 กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการสำรวจบริเวณพื้นที่ของหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 6 และบริเวณใกล้เคียงเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และให้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติแม่โถ” อุทยานแห่งชาติแม่โถได้นำเรื่องราวการสำรวจพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ลาย อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติการประชุมเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 เห็นชอบให้กรมป่าไม้ดำเนินการสำรวจเพื่อจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแม่โถ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจแนวเขตอุทยานแห่งชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 990 ตารางกิโลเมตร
     ลักษณะภูมิประเทศ
     อุทยานแห่งชาติแม่โถ มีพื้นที่อยู่ระหว่างเส้นลองติจูดที่ 18 องศา 07 ลิปดา ถึง 18 องศา 29 ลิปดา เหนือ และเส้นละติจูดที่ 98 องศา 8.5 ลิปดา ถึง 98 องศา 24 ลิปดาตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 990 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 618,750 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาย อำเภอฮอด และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่โถ ตั้งอยู่ที่หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 6 (ดอยแม่โถ) เดิม ในท้องที่บ้านเลาลี หมู่ที่ 9 (แยกหมู่บ้านมาจากบ้านแม่โถ หมู่ที่ 1) ตำบลบ่อสลี อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
     อาณาเขตทิศเหนือจดเส้นทาง รพช. สายแม่แจ่ม-บ้านพุย อำเภอแม่แจ่ม ทิศใต้จดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (ฮอด-แม่สะเรียง) และห้วยแม่ลอด ทิศตะวันออกจดอุทยานแห่งชาติออบหลวง และบางส่วนของทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1088 ทิศตะวันตกจดเขตอำเภอแม่สะเรียง และอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
     พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่โถโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ทอดยาวตามแนวเหนือ-ใต้ อยู่แนวเดียวกับเทือกเขา ดอยอินทนนท์ มีความสูงตั้งแต่ 400-1,699 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยจะมีความสลับซับซ้อนและลาดชันจากทิศใต้ขึ้นไปทางทิศเหนือ กล่าวคือ ทางทิศใต้จะมีความสลับซับซ้อนน้อยกว่าและความลาดชัน เฉลี่ยน้อยโดยเฉลี่ยประมาณ 15-20% ส่วนทางทิศเหนือของพื้นที่จะมีความลาดชันมากขึ้นไปตามลำดับประมาณ 20-48% มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดดอยกิ่วไร่ม้ง อยู่ในท้องที่บ้านปางหินฝน ตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม โดยมีความสูง 1,699 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่โถตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
     ลักษณะภูมิอากาศ
     ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปมี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 25 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 10 องศาเซลเซียส ฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 20 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 4 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 30 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 12 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี สูงสุดประมาณ 27 องศาเซลเซียส และต่ำสุดประมาณ 8 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,030 มิลลิเมตร/ปี
     พืชพรรณและสัตว์ป่า
     ชนิดป่าและพันธุ์ไม้ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแม่โถ ประกอบด้วย ป่าดิบชื้น พบทางด้านทิศเหนือของพื้นที่ในเขตอำเภอแม่แจ่ม พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ตะเคียนทอง ยาง จำปีป่า ยมหอม มะม่วงป่า เติม ตะคร้ำ ตีนเป็ด พืชพื้นล่างประกอบด้วย ตะคร้าน หมากเต้า พลูดิน เครือต่วย และกระชายป่า ป่าดิบเขา พบในระดับความสูงจากน้ำทะเล 800-1,400 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ก่อแพะ ก่อเดือย ก่อตาหมู รักใหญ่ จำปาป่า พืชพื้นล่างประกอบด้วย หญ้าคมบาง ถั่วแระป่า ค้างคาวดิน สาบหมา เป็นต้น ป่าเบญจพรรณ พบโดยทั่วไปสลับกับป่าดิบเขา พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ สัก แดง ประดู่ ตะแบก เสลา ตะเคียนหนู ยาง พืชพื้นล่างประกอบด้วยพวกไม้ไผ่และหญ้า ป่าสนเขาและป่าเต็งรัง พบโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่อำเภอฮอด จะเห็นป่าสนเขาขึ้นปะปนกับป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ สนสามใบ ก่อ เหมือด รักใหญ่ เต็ง รัง เหียง พลวง พืชพื้นล่างประกอบด้วย หญ้าเพ็ก ไผ่โจด และหญ้าอื่นๆ
     พันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประกอบด้วย กระทิง กวางป่า เลียงผา เก้ง หมีควาย ชะนี ลิง ค่าง อีเห็น กระต่ายป่า หมูป่า และช้างป่า ซึ่งมักจะอพยพหากินไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยสลับกับดงสามหมื่นและป่าแม่ปาย นก ประกอบด้วย นกยูง ไก่ฟ้าชนิดต่างๆ ไก่ป่า นกแก้ว นกขุนทอง นกขุนแผน เหยี่ยว นกหัวขวาน ฯลฯ สัตว์เลื้อยคลาน ประกอบด้วยงูเหลือม งูหลาม งูเห่า ตะกวด แย้ เต่า ตะพาบน้ำ ฯลฯ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ประกอบด้วย กบชนิดต่างๆ เขียด อึ่งอ่าง ฯลฯ ปลา ยังไม่มีการสำรวจ จะมีปลาอยู่ตามลำห้วยและแม่น้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำแม่แจ่มมีปลามากมายหลายชนิด
     

สิ่งอำนวยความสะดวก
     สถานที่กางเต็นท์/เต็นท์
     อุทยานแห่งชาติ ยังไม่ที่พัก-บริการไว้บริการนักท่องเที่ยว มีแต่สถานที่กางเต็นท์ให้บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นอุทยานแห่งชาติจัดตั้งใหม่ หากสนใจที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ ท่านต้องจัดเตรียมเต็นท์และอาหารไปเอง รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่กางเต็นท์ขอให้ติดต่อสอบถามกับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

การเดินทาง

     จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 102 (เชียงใหม่-ฮอด) ระยะทาง 89 กิโลเมตร ถึงอำเภอฮอด แล้วไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (ฮอด-แม่สะเรียง) ผ่านที่ทำการอุทยานแห่งชาติออบหลวง ระยะทาง 54 กิโลเมตรถึงบ้านกองลอย แล้วเดินทางแยกขวาไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1270 (บ้านกองลอย-บ้านแม่โถ) ระยะทาง 16 กิโลเมตร จะถึงทางแยกเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่โถ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากทางแยกประมาณ 500 เมตร
     
     

ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติแม่โถ
     สำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 16 ถนนเจริญประเทศ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 50000
     โทรศัพท์ +66 5381 8348 อีเมล reserve@dnp.go.th

 

ดอยแม่สลอง อ. แม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย

Filed under: Travel — Korkai @ 2:46 am

ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 ซึ่งอพยพจากประเทศพม่าเข้ามาในเขตไทย จำนวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ปี 2504 บนดอยแม่สลองมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งให้ได้ชื่นชมกัน เช่น ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะเห็น ดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาว จะบานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่หาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะจะเจริญเติบโตอยู่แต่เฉพาะในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น สุสานนายพลต้วน ผู้นำแห่งกองพัน 5 ซึ่งเสียชีวิตที่นี่ เป็นสุสานที่สร้างด้วยหินอ่อนอยู่บนเขา จากสุสานสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลภูเขาได้ และไม่ควรพลาดการชิมชา รสชาติกลมกล่อม หอม ซึ่งจะมีอยู่หลายร้านในหมู่บ้าน และหาซื้อกลับบ้านไปเป็นของฝาก
     การเดินทาง ใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน เลยจากอำเภอแม่จันไป 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไป 12 กิโลเมตร ถึงศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเลยจากศูนย์ฯ ไป 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านผาเดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชมและซื้อหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเดินทางจากบ้านเย้าถึงบ้านอีก้อสามแยก ทางขวาไปหมู่บ้านเทอดไทย ส่วนแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 18 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย 42 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอดสาย ในกรณีไม่ได้ขับรถมาเองสามารถขึ้นรถประจำทางจากตัวเมืองเชียงรายไปต่อรถสองแถวที่ปากทางขึ้นดอยแม่สลอง และจากดอยแม่สลองมีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร
     บ้านเทอดไทย เดิมเรียกว่า “บ้านหินแตก” อยู่ห่างจากเชียงราย 66 กิโลเมตร ในปี พ.ศ.2511 ขุนส่าเคยเข้ามาใช้เป็นฐานที่มั่นในฐานะผู้นำกองทัพกู้ชาติไต “ขุน”
เป็นคำที่ประชาชนในรัฐฉานเรียกบุคคลที่ให้ความเคารพนับถือ แต่ชาวโลกรู้จักขุนส่าดีในชื่อ “ราชาเฮโรอีน” ระหว่างปี พ.ศ. 2519-2525 ขุนส่าได้ใช้บ้านหินแตกเป็นฐานที่มั่นอย่างถาวรและกระทำการผิดกฎหมายจนทางรัฐบาลไทยต้องใช้กำลังผลักดันให้ออกไปจากประเทศไทยคงทิ้งไว้แต่อดีตที่เหลืออยู่ เช่น บ้านพักที่ขุนส่าใช้เป็นศูนย์บัญชาการ นอกจากนี้บ้านเทอดไทยยังเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวเขาหลายเผ่าซึ่งสามารถพบเห็นได้ในตลาดยามเช้า
 

ถ้ำลอดปางมะผ้า อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน ตุลาคม 2, 2006

Filed under: Travel — Korkai @ 5:01 pm
 


     เถื่อนถ้ำยิ่งใหญ่กลางพงไพรแม่ฮ่องสอน ซอกซอนเป็นโพรงถ้ำด้วยธารน้ำไหลผ่านชั่วนาตาปีมีโลกพิสุทธิ์ดุจประกายเพชรคือหินงอกหินย้อยตระการตา ในโลกแห่งความงามใต้พิภพแห่งนี้ มีเรื่องราวลี้ลับหลังความตาย ที่กลายมาเป็นแหล่งโบราณคดีล้ำค่าซ่อนอยู่
     แม่ฮ่องสอน
     อำเภอเล็กๆอำเภอหนึ่งทางเหนือของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนพื้นที่ส่วนใหญ่ติดชายแดนประเทศพม่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น ลีซอ มูเซอ และเย้าที่อาศัยอยู่ปะปนกับคนเมือง มีแหล่งท่องเทียวที่น่าสนใจคือถ้ำลอด เป็นถ้ำกว้างใหญ่มีน้ำไหลผ่าน การเข้าถ้ำต้องใช้วิธีนั่งแพแล้วมีคนก่อ มีคนนำทาง ในถ้ำลอดจะมีถ้ำต่างๆ เช่น ถ้ำผีแมนจะมีโลงศพคนโบราณ ขากลับจะใช้วิธีนั่งแพกลับ หรือเดินกลับอีกทางหนึ่งนอกถ้ำก็ได้ สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงได้แก่ ถ้ำแม่ละนา ถ้ำผาเผือก ส่วยที่ อ.ปาย ที่อยู่ใกล้เคียงมีแหล่งท่องเที่ยวคือ น้ำตกหมอแปง และการล่องแก่งแม่น้ำปาย
     วันเวลาที่แนะนำ
     ถ้ำลอดสามารถเที่ยวได้ทั้งปี มีการจัดการรองรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนรอบถ้ำร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย สามารถเข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่ 08.00-17.00 น. การเข้าชมถ้ำควรมีคนนำทางที่ชำนาญ และมีตะเกียงหรือไฟฉายในการให้แสงสว่าง
     การเดินทาง
     จากอำเภอปางมะผ้าจะมีทางแยก 9 กิโลเมตร สู่บ้านถ้ำลอดซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านถ้ำลอด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน
     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท.ภาคเหนือ เขต 1
     โทร. 0-5324-8604, 0-5324-8607, 0-5324-1466