A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

การเรียกเก็บค่าบริการอินเตอร์เน็ตในราคาที่ไม่เป็นธรรม ไม่แจ้งรายละเอียดที่เป็นจริงกับลูกค้า ตุลาคม 10, 2007

Filed under: News and politics — Korkai @ 8:25 am

 

เนื่องด้วยในวันที่ 29 กันยายน 2550 เวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผ่านมา ข้าพเจ้าได้สมัครแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตในระบบรายเดือนโดยใช้หมายเลข 086-3372070
โดยเป็นเบอร์จดทะเบียน ใช้ค่าบริการรายเดือน 399 บาท โดยสมัครในแพ็กเกจ mbi more 190 บาท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
-ค่าบริการเหมาจ่ายรายเดือน 190 บาทยังไม่รวมvat 7%
-ใช้บริการรับ-ส่งข้อมูลได้ 30 mb
-ค่าบริการส่วนเกินในการรับ-ส่งข้อมูล 0.025 บาท/kb
โดยสโลแกนของแพ็คเกจนี้มีอยู่ว่า
mbi more เหมาะกับคนรักการติดต่อ รับส่งอีเมล์ ท่องเน็ตพอประมาณ
โดยในระยะเวลาตัดรอบบิลจะตัดทุกวันที่ 2 ของทุกเดือน โดยเมื่อสมัครในวันที่ 29 จนถึงวันที่ 2 ตค.นี้
ข้าพเจ้าสามารถใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยคือ 5 mb(ทราบจากเจ้าหน้าที่) โดยที่ตอนสมัครได้ให้เจ้าหน้าที่ฮัทช์(เบอร์ 1128)คำนวณค่าใช้จ่ายออกมาคือ 27.70 บาท
ทำให้ข้าพเจ้าตกลงเปิดใช้
โดยในระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์รุ่น ซันโย 588 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์โดยความเร็วอยู่ที่ 28 kb (ทั้งๆที่โฆษณาว่า 153 kbps)
แต่ข้าพเจ้าก็ไม่คิดอะไรมาก ในการเชื่อมต่อใช้แค่เช็คเมล์ประมาณในแต่ละวันเฉลี่ยคงไม่เกิน 2-3 ชม.แน่เพราะอินเตอร์เน็ตช้ามาก
*พอวันที่ 2ตค.2550 ที่ผ่านมามีข้อความมาให้ติดต่อศูนย์ฮัทช์ที่เบอร์02-2888808 พอโทรเข้ามากับพบว่าค่าโทรรายเดือนไม่เกิน(คือใช้บริการรายเดือน 399 บาท)
แต่ที่ต้องตกใจคือค่าบริการอินเตอร์เน็ตที่เพิ่งเปิดใช้ไป 5 วัน 4,336 บาท ถ้าข้าพเจ้าใช้ไปครบเดือนถึงตัดรอบบิลคงจะถึง 2-3 หมื่นแน่ คือถ้าเป็นค่าโทรคงใช้ได้ทั้งปีแน่
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็โทรเข้าไปที่ศูนย์ 1128 โดยใช้เบอร์เติมเงินของข้าพเจ้าเองคือเบอร์083-0398047 โดยเข้าไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่โดยสอบถามว่าทำไมค่าบริการ
อินเตอร์เน็ตตั้ง 4,336 บาท ตอนแรกเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผมยังไม่ได้สมัครแพ็กเกจรายเดือน(ถ้าไม่สมัครคงใช้เล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้หรอก)ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน
หายไปพักใหญ่ ก็แจ้งข้าพเจ้าว่าให้โทรเข้ามาอีกที โดยใช้โทรศัพท์ระบบอื่นเข้ามา(ข้าพเจ้าสงสัยมากทำไมต้องให้ใช้ระบบอื่นโทรเข้าทั้งๆที่ข้าพเจ้าโทรเข้าไปก็เป็นระบบฮัท์)
หลังจากนั้นข้าพเจ้าใช้เบอร์0879909164 โทรเข้าไปโดยก่อนเข้าระบบต้องกดว่าใช้ฮัทช์เบอร์086-3372070เข้าไป
แล้วติดต่อกับเจ้าหน้าที่ โดยก็ได้แจงว่าได้สมัครแล้ว และก็ได้คำชี้แจงแบบเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างข้าพเจ้ามากๆดังนี้
1.เจ้าหน้าที่อธิบายว่าแค่เข้าหน้าเวปเพจก็เริ่มจ่ายตังค์เแล้ว(ทั้งๆที่ข้อมูลที่ให้ลูกค้าไม่มีคำพวกนี้ในโฆษณาเลยและตอนสมัครไม่มีคำอธิบายเรื่องนี้เลย)
และระบบอื่นๆเหมาจ่ายเป็นชั่วโมงก็ไม่แพงขนาดนี้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างนะครับ
ระบบ gsm แพ็คเกจเหมาจ่ายเป็นชั่วโมง
3 ชม. 30 บาท
5 ชม. 50 บาท
ของระบบฮัทช์ที่ผมใช้จากเฉลี่ยของ 5 วัน เท่ากับ 15 ชม.(ใช้ต่อวันเฉลี่ย 3 ชม.โดยประมาณ)
เฉลี่ยฮัทช์ ชม.ละ 289 บาท (คิดจาก 4,336)ซึ่งแพงมหาโหด ความเร็วแค่ 28 kb
ซึ่งถ้าเทียบกับร้านอินเตอร์เน็ตคิด ชม.ละ 20 บาท ความเร็ว 1 mb
รายเดือนโทรศัพท์บ้าน 599(ต่อเดือน) บาท ความเร็ว 1 mb
ทั้งๆที่ข้าพเจ้าก็ใช้ระบบเติมเงินซึ่งต่ออินเตอร์เน็ตได้ โดยคิดค่าบริการดังนี้
300 บาท ใช้ได้ 7 วันไม่จำกัดจำนวน
1200 บาท ใช้ได้ 30 วันไม่จำกัดจำนวน
ที่ข้าพเจ้าไม่เลือกใช้เพราะไม่ได้ใช้เน็ตทุกวันแค่เช็คเมล์ อ่านข่าวเท่านั้น จึงมาเปิดใช้ของรายเดือนแทน
2.ผมใช้เกินจาก 5mb ไปเป็นจำนวน 173.5 mb แล้วเจ้าหน้าที่ให้คูณ 25 จะได้เท่ากับ 4,336 ยังไม่รวมรายเดือน 399 บาท
ทั้งที่ตัวผู้บริโภคเองไม่สามารถเช็คได้เลย ไม่มีบอกบริการบอกเบอร์เช็คค่าบริการในโฆษณา ในเวปไซด์ ในสื่ออื่นๆ
*ในส่วนนี้ข้าพเจ้าเป็นพนักงานริษัทคนหนึ่งกินเงินเดือน ถ้ามารับภาระอันเกิดจากความไม่เป็นธรรมของผู้ให้บริการโทรศัพท์ ซึ่งคิดค่าบริการมากกว่ารายได้ต่อวันของข้าพเจ้า
ซึ่งแค่ 5 วัน เค้าสามารถทำรายได้ได้ตั้ง 4,336 บาท ซึ่งข้าพเจ้าเองโดยเฉลี่ยต่อวันแค่ 400 บาทเท่านั้น
*ข้าพเจ้าอยากให้ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ)ช่วยเร่งดำเนินการตรวจสอบทางบริษัทซึ่งเอาเปรียบผู้บริโภค โฆษณาเกินจริง คิดค่าบริการไม่เป็นธรรม
ทั้งๆที่ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารต่างๆได้เข้าถึงคนในกลุ่มต่างๆแล้ว
ในส่วนของข้อมูลแพ็คเกจดูตามลิงค์นี้ครับ
ลิงค์ของโปรอินเตอร์เน็ตที่ผมใช้อยู่ครับ http://www.hutch.co.th/mbi/1x/promo_cable_th.htm
ลิงค์ของฮัทเติมเงินครับ http://www.hutch.co.th/mbi/1x/mbi_prepay/activate_th.htm

แก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 50 07:55:42

จากคุณ : nextdata

     http://s10.histats.com/6.swf

Advertisements
 

ღ¸ แล้วค่าเงินบาทแข็งเนี่ย ไม่มีข้อดีเลยเหรอ?…..pantip.com กรกฎาคม 27, 2007

Filed under: News and politics — Korkai @ 12:07 am
มีสิครับ ข้อดีในทางกลับกัน ก้อคือ เราสามารถนำเข้าได้ถูกลง (เมื่อก่อนเราใช้เงิน 35 บาทในการซื้อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันใช้เงิน 33 บาทเท่านั้น

ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ก้อคือ เรื่องน้ำมัน

ประเทศไทยเรานำเข้าน้ำมันเยอะมาก ปีละหลายตังค์อยู่ พอบาทแข็งทำให้เรานำเข้าน้ำมันได้ถูกลง

ดูตัวอย่างกันชัดๆ จากข้อมูลของ EPPO เราจะพบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยเรานำเข้าน้ำมันดิบแล้วทั้งสิ้น 19,729 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,581 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราจ่ายเงินไป 267, 874 ล้านบาท (โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 35.88) ซึ่งจะเห็นว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลง 1.4% ใน 5 เดือนแรกนี้ก้อเถอะ (เมื่อเทียบกับห้าเดือนแรกปีก่อน) แต่มูลค่าคิดเป็นเงินบาทกลับลดลงถึง 14.2% ในขณะที่เราบริโภคน้ำมันเกือบๆ จะเท่าเดิม (ลดลงแค่ 1.6%)

สมมติว่า ถ้าปีนี้ทั้งปีเราบริโภคน้ำมันเท่าๆ กับปีก่อน (ที่ 48,125 ล้านลิตร) ต่อให้ราคาโคดแพงเท่าปีที่แล้วด้วยเอ้า (ราคาเฉลี่ยปีที่แล้วอยู่ที่ 65.49 เหรียญต่อบาร์เรล ในขณะห้าเดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 61เหรียญเท่านั้น)

ถ้าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 33 บาท

เราจะประหยัดเงินในการนำเข้าน้ำมันดิบได้ถึง 99,122 ล้านบาท หรือเกือบๆ หนึ่งแสนล้านบาทเลยทีเดียว

ผมเคยคำนวณเล่นๆ ว่า ถ้าเราสมมติว่า ทุกอย่างคงที่นะครับ (ภาษี ค่าการกลั่น ค่าการตลาด บลาๆๆ)

ทุกๆ หนึ่งบาทที่แข็งค่าขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศถูกลง 60 สตางค์ต่อลิตร

ในขณะที่น้ำมันแพงขึ้น 1 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันแพงขึ้นประมาณ 30 สตางค์ต่อลิตร

จะเห็นได้ว่า เพราะอานิสงค์จากบาทแข็งเนี่ยละ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศยังไม่ทะลุ high เดิมที่ 30.59 เมื่อกรกฎาคมปี 49 ทั้งที่ราคาน้ำมันเบนซินในตลาดสิงคโปร์ทำ new high เป็นว่าเล่น

แต่ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่จะให้ทุกท่านใช้น้ำมันไม่บันยะบันยังนะครับ

ปีปีหนึ่งเรานำเข้าน้ำมันมหาศาลซึ่ง เสียดายเงินอ่ะ ช่วยๆ กันประหยัดดีกว่าครับ  

 

ღ¸ ค่าเงินบาทแข็งตัวไม่ดีอย่างไร?……pantip.com

Filed under: News and politics — Korkai @ 12:04 am
เหตุผลสำคัญที่สุดคือไม่ดีต่อการส่งออก

การส่งออกสำคัญต่อประเทศไทยมั่กๆๆๆๆ เพราะ รายได้ของประเทศไทย  70% มาจากการส่งออก
ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ GDP ประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ (หมายถึงรายได้ที่ประชาชนในประเทศเราทั้งหมดทำได้) มีทั้งสิ้น 2.083 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากการส่งออกซะ 1.468 ล้านล้านบาท หรือ 70.84%
เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าภาคการส่งออกมีปัญหา ประเทศไทยแย่แน่ๆ
ความจริงโครงสร้างประเทศไทยเป็นแบบนี้ มันก้อไม่น่าปลื้มเท่าไรนะครับ ที่เราพึ่งพิงการส่งออกมากเกินไป เพราะพอเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของเรามีปัญหา มันจะทำให้ประเทศเรามีปัญหาไปด้วย และทำให้เศรษฐกิจบ้านเราต้องไปผูกติดกับประเทศอื่นๆ มากเกินไป (ปัญหาเรื่องโครงสร้างนี่ ถ้าจะพูดกันยาว เอาไว้คราวหน้านะครับ)
ถ้าบาทแข็งขึ้น จะทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ (เมื่อก่อนชาวต่างชาติให้เงิน 1 ดอลล่าร์ ซื้อเงินบาทได้ 35 บาท แต่ปัจจุบัน ซื้อได้เพียง 33 บาทเท่านั้น และแทนที่จะได้เงิน 35 ไปชอปสินค้าไทย กลับได้แค่ 33 บาทเท่านั้น)
ด้วยความที่เราพึ่งพิงการส่งออกมากขนาดนี้ ทำให้ทุกๆ ฝ่ายกังวลเกี่ยวกับค่าเงินบาท
ยิ่งถ้าย้อนไปดูรายงานตัวเลขต่างๆ ของ GDP ฝั่งอุปสงค์จะเห็นว่า ที่ปัจจุบัน GDP ยังคงเติบโตอยู่ได้พอสมควร (ร้อยละ 4.3 ในไตรมาสที่ 1) เพราะมีการส่งออกเนี่ยละเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5) ในขณะที่การบริโภคโตเพียง 1.3 เท่านั้นเอง การลงทุนติดลบ

ถ้าเรายังปล่อยให้การส่งออกตายไป เศรษฐกิจไทยคงไม่เหลืออะไรไว้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเลย ภายใต้สภาวการณ์ในปัจจุบัน  

แต่อย่างไรก้อตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ตื่นตะหนกจนเกินไปคือ ไม่ใช่ว่า บาทแข็งขึ้นมา 10% แล้วจะหมายความว่าสินค้าเราจะแพงขึ้น 10%
เพราะการที่บาทแข็งมา มันก้อแข็งตามกับค่าเงินภูมิภาค ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เจอปัญหานี้เสียเมื่อไร
ซึ่งถ้าเราแข็งขึ้นมา 10% แต่คู่แข่งเราแข็งขึ้นมา 9% นั่นหมายความว่า สินค้าของเราแพงขึ้นจากคู่แข่งเพียงแค่ 1% เท่านั้น
ซึ่งแต่ละธุรกิจ ก้อจะมีคู่แข่งแตกต่างกันออกไป บ้างก้อแข่งกับเวียดนาม (เช่น ข้าว)  บ้างก้ออัดกับจีน (เช่น เครื่องนุ่งห่ม) ซึ่งมันยากในการบอกว่า อุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบจากบาทแข็งมากกว่ากัน ต้องไปดูถึงไส้ว่า อุตสาหกรรมนี้ใครเป็นคู่แข่งสำคัญ แล้วคู่แข่งนั้น ค่าเงินแข็งขึ้นมากน้อยขนาดไหน เทียบกับเราแล้วเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ดี ถ้าดูจาก NEER (Nominal Effective Exchange Rate : ดัชนีค่าเงินบาท เมื่อคำนวณเทียบกับประเทศคู่ค้าต่างๆในปีฐาน อธิบายจะยาว เอาเป็นว่า ถ้ามันเพิ่มขึ้น แสดงว่าบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ โดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักแล้ว ถ้ามันลดลง แสดงว่าบาทอ่อนลง ง่ายๆ เบๆ ^o^ ) จะพบว่า ค่าเงินของเราแข็งขึ้นมาจริงๆ เมื่อเทียบกับชาวบ้านชาวช่องโดยรวม และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา

แต่ถ้าเราลองไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ จะพบว่าการส่งออกของเราเติบโตอย่างน่าทึ่งทีเดียว ทั้งที่บาทแข็งโป้กแบบนี้
ตัวเลขล่าสุดของแบงค์ชาติ ชี้ให้เห้นว่า การส่งออกของไทยเติบโตถึง 18.5% ในไตรมาสที่ 1 และล่าสุดพี่แกก้อทะยานไปถึง 19.9% ในเดือนพฤษภาคม
โดยภาคที่ขยายตัวสูงๆ คือ สินค้าอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมพวกนี้ ค่าเงินไม่ค่อยส่งผลกระทบเท่าไรนัก เนื่องจากไม่ได้แข่งขันที่ราคาเป็นสำคัญ แถมมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูง ซึ่งก้อเจ๊ากันไป
(สังเกตง่ายๆ ว่า นักวิแคะเชียร์พวกอิเลคทรอนิกส์กันจัง หุ้นกลุ่มนี้ก้อวิ่งเอาๆ)

ส่วนที่แข่งขันที่ราคาอาทิ พวกสิ่งทอ นั่น มีผลกระทบแน่นอน และรายเล็กๆ สายป่านสั้นๆ อ่ะ ปิดไปหลายโรงแล้ว ก้อตามข่าวนั่นละ (แต่ไอ้โรงใหญ่ๆ ที่เป็นข่าวนั่น ค่าเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะครับ บริษัทเค้ามีปัญหาหลายเรื่อง)

แต่ที่น่าแปลกใจก้อคือ รายใหญ่ๆ กลับลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากออเดอร์ที่ปกติรายเล็กเป็นคนรับ พอเค้าปิดตัว ไม่มีใครทำต่อ รายใหญ่เลยถือเป็นโอกาส

 

ღ¸ เงินบาทแข็งเพราะอะไร?…..pantip.com

Filed under: News and politics — Korkai @ 12:00 am
บาทแข็งงวดนี้ ดูง่ายมาก

นอกจากปัจจัยอื่นๆ ที่เคยพูดไว้แล้ว (เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด การอ่อนตัวของดอลล่าร์สหรัฐจากกรณี Global Imbalance) ซึ่งก้อยังคงมีผลอยู่ในการแข็งค่าในปัจจุบัน
แต่เหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลใหม่ล่าสุด เพิ่มเติมจากเดิมคือ มีเงินทุนจากภายนอกไหลเข้ามาในประเทศมาก
ถ้าถามต่อว่าไหลเข้ามาเพื่ออะไร ก้อคงต้องบอกว่า ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยครับ หลายคนคงรู้อยู่แล้วล่ะ เพราะหุ้นขึ้นอย่างกับอะไรดี แถมต่างชาติซื้อสุทธิแทบจะทุกวัน
เรามาดูตัวเลขกันว่ามันมากมายขนาดไหน
จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในปี 2550 (นับตั้งแต่ 1 มค 50 ถึงวันที่ 13 กค 50 หรือวันศุกร์ที่แล้ว)  ต่างชาติซื้อสุทธิใน SET (ไม่รวมตลาด MAI) ไปแล้ว 127,804 เฉพาะเดือนกรกฎาคมเดือนเดียว พี่หรั่งก้อกว้านไปแล้วกว่า 30,282 ล้านบาท
เยอะไม่เยอะ อยากให้ลองเทียบกับปี 2549 ปีนั้นทั้งปี พี่หรั่งซื้อสุทธิทั้งสิ้น 84,000 ล้านบาท (รวม MAI)  แต่ปีนี้แค่ 7 เดือนปาไปแล้วถึง 127,000 ล้านบาท ( ไม่รวม MAI นะเนี่ย) หรือเพิ่มขึ้นจากปีทั้งก่อน 50%! แถมทำลายสถิติปี 2005 ที่ทำไว้ 119,000 ล้านบาท
โอเคล่ะ พอสิ้นปี มันอาจจะเหลือซื้อสุทธิแค่ไม่ถึง 10,000 ล้านก้อได้ หรืออาจจะเพิ่มไปถึง 200,000 ล้านก้อได้ ไม่มีใครรู้
แต่ถ้าแค่ปัจจุบัน นับว่าน่าตกใจทีเดียว

 

ღ¸ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมามากน้อยแค่ไหน?…..pantip.com กรกฎาคม 26, 2007

Filed under: News and politics — Korkai @ 11:55 pm
ก่อนอื่นอย่างที่ทุกท่านทราบ เพราะมาตรการกันสำรอง 30% (URR) นั้น ทำให้ตลาดเงินบาทของไทยแบ่งออกเป็นสองตลาดชัดเจนคือ ตลาด Onshore (ตลาดซื้อขายเงินตราในประเทศไทย) และ Offshore (ตลาดซื้อขายเงินตรานอกประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น New York, London, แม้แต่เวียงจันทร์ เราก้อเรียกมัน Offshore หมด)

ซึ่งบาท offshore แข็งขึ้นมาตั้งนานแล้ว เพราะอุปทานเงินบาทในตลาดเมืองนอกมันน้อย กล่าวคือ ในตลาดเมืองนอกมีค่อยมีเงินบาทไปขาย (ถ้าเป็นภาษาหุ้นก้อต้องบอกว่า Volume มันแห้ง วางช่องละไม่กี่พันหุ้น ทำให้เวลาที่ใครสักคนต้องการบาท ต้องเคาะทีหลายช่อง (แถมมีกระโดดอีกต่างหาก ฮา) ทำให้บาทแข็งขึ้นไปเรื่อย และผันผวนสูง (เพราะในทางกลับกัน ถ้าคนต้องทิ้งซ้าย ก้อต้องทิ้งหลายช่องเช่นกัน) )

แต่บาท onshore ไม่ใช่แบบนั้น อุปทานเหลือเฟือ (เพราะ ธปท พิมพ์แบงค์ได้เอง อยากได้เท่าไร ว่ามา! )

ถึงเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาด Ohshore กลับแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราดูตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (ธ.พ.) ที่ผมจะใช้อ้างอิงว่ามันเป็นเรต Onshore นะครับ เราจะพบว่า ภายหลังจากมาตรการ URR บาทมันก้อนิ่งๆ ไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะมีแนวโน้มแข็งขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ถ้าเรานับจากมาตรการ URR โดยใช้เรตวันที่ 19 ธ.ค. 49 ที่ ธปท นับมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้บาทแข็ง (จากการเก็งกำไร) มากไปกว่านี้ เราจะพบว่า บาทแข็งขึ้นมาอีก 6.78 %
 

 

YouTube ‘disappointed’ เมษายน 12, 2007

Filed under: News and politics — Korkai @ 3:23 am

  YouTube

 

"It’s a serious case of lese majeste," said Mr Sitthichai,
referring to crimes of offending the country’s monarchy.
"We asked Google to remove it some days ago, but they refused to."
The minister said access within Thailand would be reinstated
once the film had been removed.
YouTube’s head of global communications, Julie Supan, said:
"We are disappointed that YouTube has been blocked in Thailand,
and we are currently looking into the matter.
"The internet is an international phenomenon and while technology
can bring great opportunity and access to information globally,
it can also present new and unique cultural challenges."

 

สุทธิชัย กล่าวถึง เหตุการณ์หมิ่นสถาบันพระมหากษตริย์ของประเทศว่า
"มันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง"
"เมื่อวันกก่อนเราได้ขอให้ google ถอดคลิปออกแต่เขาปฏิเสธ
"รัฐมนตรีกล่าวอีกว่าการเปลดลอคเวปนั้นจะทำหลังจากที่คลิปถูกถอด 
Julie Supan กล่าว "ทางเรารู้สึกผิดหวังที่มีการปล็อก youtube
ในประเทศไทยและทางเรายังคงติดตามเรื่องนี้อยู่" 
"อินเตอร์เนทเป็นปรากฎการณ์สากล ในขณะที่เทคโนโลยีสามารถนำมาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่
และการเข้าถึงข้อมูลทั่วโลก และก็ยังทำให้เกิดสิ่งใหม่และท้าทายการรวมเป็นหนึ่ง
ของวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน"

————————————————————

  บล๊อคไปก็มีมาเรื่อยๆ เท่าที่อ่านข่าวจากเวบ CNN มา กระทรวง ICT ให้เหตุผลน่ารักน่าชังว่า ที่ต้องบล๊อคทั้งเวบเพราะ
บล๊อคเฉพาะเพจนั้นๆ ไม่เป็น Surprised บล๊อคไม่เป็น Sad
(YouTube said one of its representatives had spoken with Sitthichai directly
and he had said the ministry’s technical team was having difficulty understanding how to block individual videos.)

ไม่ได้เห็นด้วยกับ Google และก็ไม่เห็นด้วยกับไอซีทีที่จะไล่บล๊อคไปหมด
และการบล๊อคไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ลบคลิบหนึ่งได้ คลิป 2 -3 ก็ตามมา อย่างเมื่อกี๊เข้าไปดูใน Youtube ก็เจออีกคลิปนึง