A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เกิดจากอะไร กรกฎาคม 24, 2007

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 6:12 pm
ความหมายและความสำคัญ
ความหมาย คือ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายในท้องภายหลังการรับประทานอาหาร บางคนเรียกว่า “โรคกระเพาะอาหาร” ความสำคัญ คือ คนมีอาการเช่นนี้กันมาก ต้องแยกให้ออกว่า กรณีใดอาจเป็นโรคที่มีอันตราย กรณีใดไม่เป็น
 
สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ยา
อาหาร
โรค
อื่นๆ

รายละเอียดของแต่ละรายการจะกล่าวไว้ในหัวข้อเรื่อง การรักษาและป้องกัน
อาการของโรค
 
อาการหลักคือ ความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายในท้องภายหลังการรับประทานอาหาร ในทางการแพทย์ อาการอึดอัด หรือแสบท้อง ร้อนในท้อง นับเป็น “อาการปวดท้อง” แบบหนึ่ง เพียงแต่อาการไม่รุนแรงนัก คนจึงไม่เรียกว่า เจ็บหรือปวด
อาการอื่นที่เกิดร่วมด้วย ได้แก่ เรอบ่อย ผายลมบ่อย ท้องใหญ่ขึ้น ลักษณะเด่นของผู้เป็นโรคนี้ได้แก่ ไม่มีอาการทางกายอื่นๆ กล่าวคือ รับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักไม่ลด ส่วนมากมักอ้วนไป นอกจากจะรู้สึกอึดอัดในท้องแล้ว บางคนแม้รู้สึกว่าท้องใหญ่ขึ้นแต่ก็ยุบได้ คนที่มีอาการเรอบ่อย เมื่อเรอแล้วจะสบายขึ้นชั่วคราว คนที่มีอาการผายลมบ่อยเมื่อผายลมแล้วท้องก็ยุบ ส่วนมากเมื่อตื่นนอนเช้ายังสบายดี หลังอาหารเข้าหรือเมื่อเริ่มทำงาน จึงเริ่มอืดอัดในท้อง เป็นอยู่นานหลายชั่วโมง แต่ถ้าทำงานเพลิน หรือยุ่งอยู่กับงานอาจลืมไปว่ามีอาการ
กรณีที่เป็นห่วงว่าจะมีโรคร้าย หรือมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระผิดไปจากเดิม เหนื่อย เพลีย ซีด มีไข้ เป็นต้น ควรหาแพทย์เพื่อหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุ เนื่องจากบางคนอาจมีโรคอื่น เช่น คนที่ท้องอืดและเหนื่อยหลังอาหารอาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
 
การรักษาและป้องกัน
กรณีที่มีอาการมาไม่นาน หรือหลายๆเดือนมีอาการครั้ง รับประทานอาหารได้ดีหรือเหมือนเดิม และไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย ให้สำรวจหาสาเหตุง่ายๆต่อไปนี้
การใช้ยา ยาที่ใช้รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคปวดหลังปวดข้อ อาจทำให้เกิดอาหารท้องอืดได้ (ถ้าอาการมากจึงปวดท้อง ดูเรื่องกระเพาะอาหารอักเสบ) เมื่อเลิกใช้ยาอาการจะหายไปภายในหนึ่งหรือสองวัน ยาปฏิชีวนะบางชนิดก็มีผลทำนองเดียวกัน ไม่ใช่การแพ้ยา แต่เป็นผลข้างเคียง เมื่อรับประทานยาครบแล้ว อาการก็จะหายไปภายในหนึ่งถึงสองวัน บางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ อาจมีโรคประจำตัวพร้อมกันหลายโรค เช่น โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ต้องรับประทานยาหลังอาหารหลายเม็ด ทำให้ต้องดื่มน้ำมากหลังอาหาร หากเลื่อนเวลารับประทานยาหลังอาหารออกไป เป็นเวลาหลังอิ่มอาหารแล้วอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง อาการท้องอืดอาจดีขึ้น โปรดทราบว่าหลังอาหารจะมีอาหารอยู่ในกระเพาะไม่น้อยกว่า 2-3 ชั่วโมง จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่ากระเพาะจะว่าง
บางคนมีอาการท้องผูกแบบหลายวันถ่ายครั้ง พยายามรักษาอาการท้องผูกด้วยการดื่มน้ำมากๆ และรับประทานผักและผลไม้มากๆ นอกจากไม่ทำให้ท้องผูกดีขึ้นแล้ว ยังอาจเกิดอาการท้องอืดจากการรับประทานมากเกินไปได้ด้วย ถ้าเรื่องนี้เป็นสาเหตุเมื่อเลิกพฤติกรรมนี้ได้ อาการก็จะหายไปภายใน 2-3 วัน
การรับประทานอาหารมื้อใหญ่เกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันสูง รีบร้อนในการรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารเลยเวลาที่เคยทำให้หิวมากหรือหายหิวแล้ว จะทำให้เกิดอาการท้องอืดหลังอาหาร หากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ อาการก็จะหายไป หรือดีขึ้นมากน้อยแล้วแต่จะแก้ไขได้เพียงใด
หากสำรวจและแก้ไขตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่อาจมีอยู่ แต่เมื่อแพทย์ตรวจแล้วไม่พบว่ามีโรค ก็ควรจะยุติ และหาทางแก้ไขดังต่อไปดังนี้
 
ทบทวนเรื่องที่กล่าวข้างต้นอีกครั้ง สาเหตุเป็นเรื่องสำคัญ การรักษาอาการท้องอืดเป็นเรื่องรอง เพราะเป็นเพียงอาการที่น่ารำคาญเท่านั้น
ผู้ที่ตื่นนอนเช้าสบายดี แต่มีอาการท้องอืดชัดเจนหลังอาหารบางมื้อ ควรแก้ไขโดยการทำให้อาหารมื้อที่ทำให้เกิดอาการมีขนาดเล็กลง เช่น รับประทานเพียงของคาว งดขนมหรือผลไม้หลังอาหาร และขณะรับประทานอาหารหรือเมื่ออิ่มอาหารใหม่ๆควรดื่มน้ำแต่น้อย ไม่เกินหนึ่งในสี่แก้ว เป็นต้น การงดการพูดคุยเรื่องที่ต้องใช้ความคิดในขณะรับประทานอาหารก็อาจช่วยได้
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นเพียงอาการที่ทำให้รำคาญ การใช้ยาจึงควรใช้เท่าที่จำเป็น เลือกยาที่มีโทษน้อยที่สุด และให้สังเกตว่า อาการที่ดีขึ้นเป็นผลจากยาชัดเจนจึงควรใช้ ขอให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ยา ดังต่อไปนี้
ยาลดกรด ทั้งชนิดที่เป็นยาน้ำขาว และยาประเภทเป็นเม็ดสำหรับเคี้ยว มีโทษน้อยกว่ายาชนิดอื่นๆ ต้องใช้ในขนาดมากพอจึงจะได้ผล เช่น สองช้อนโต๊ะ หรือสามสี่เม็ดเคี้ยว ขณะมีอาการ หากได้ผลจริงอาการควรจะดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 10-15 นาที่ หากใช้เวลาร่วมชั่วโมงจึงดีขึ้น น่าจะหายเองมากกว่าหายเพราะยา ยานี้ควรใช้เฉพาะขณะที่มีอาการเท่านั้น ไม่ควรใช้ตามที่เขียนไว้ที่ฉลากยาว่าวันละเท่านั้นเท่านี้ครั้ง อย่างไรก็ตามหากใช้ยานี้แล้วได้ผลดี แต่อาการกลับมาเร็ว (เพราะยาหมดฤทธิเร็ว) ควรใช้ยาลดการหลั่งกรด เช่น รานิติดีน (Ranitidine) หนึ่งเม็ดวันละสองครั้ง จะสะดวกกว่า ได้ผลดีกว่า และมีโทษน้อยกว่า โดยที่ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่างกัน
ยาธาตุน้ำแดง (Mist. carminative) ตัวยามีผลสองอย่างคือ ทำให้รู้สึกร้อนในท้อง และทำให้เรอง่าย บางคนชอบที่ได้ความรู้สึกแบบนี้มาทดแทนอาการท้องอืด และเรอออกทำให้ท้องสบายขึ้นชั่วคราว การใช้เป็นครั้งคราวเวลามีอาการก็ใช้ได้หากชอบ แต่การใช้เป็นประจำวันละเท่านั้นเท่านี้ครั้งตั้งแต่ก่อนมีอาการ ไม่เกิดประโยชน์อะไร และการเรอบ่อยๆอาจจะทำให้แสบร้อนอกและคอ เป็นโทษมากกว่า
ยาลดแก๊ส เช่น ตัวยาไซเมทิโคน (Simethicone) มีฤทธิช่วยกระจายให้แก๊สให้มีขนาดเล็กลง ถูกขับออกมาง่ายขึ้น หรือยาถ่าน (Ultracarbon) ที่ดูดซับแก็ส พอมีเหตุผลในการใช้บ้าง แต่ต้องใช้แบบสม่ำเสมอ เช่น วันละ 3-4 ครั้ง ควรทดลองเปรียบเทียบระยะที่ใช้ยากับระยะที่ไม่ใช้ยาว่าต่างกันหรือไม่ โดยใช้ยาหนึ่งสัปดาห์แล้วหยุดหนึ่งสัปดาห์ หากยังไม่แน่ใจ ทดลองสลับกันหลายรอบก็ได้ หากเห็นชัดเจนว่า ระยะที่ใช้ยาดีกว่า ก็สามารถใข้ต่อไปนานๆได้ ข้อเสียมีเพียงยาราคาค่อนข้างแพง
ยาลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น บัสโคพาน หรือ โนสปาร์ อาจได้ผลในบางคน ต้องใช้แบบป้องกันอาการ คือ ต้องรับประทานก่อนอาหารมื้อที่มีอาการประมาณหนึ่งชั่วโมง หากได้ผลจะป้องกันอาการได้ ควรทดลองแบบมีระยะใข้ยาสลับกับหยุดยา ดังที่กล่าวไว้ในเรื่องยาลดแก็ส
ยาระบาย เนื่องจากการถ่ายอุจจาระทำให้รู้สึกว่าท้องโล่ง ท้องยุบ บางคนจึงใช้ยาระยายเพื่อทำให้ถ่าย การใช้เป็นครั้งคราวพอใช้ได้ แต่ถ้าใช้บ่อยๆก็จะทำให้การถ่ายผิดปกติไป กลายเป็นปัญหาใหม่ หากมีอาการท้องผูกให้อ่านเรื่อง ท้องผูก
ยาที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาที่ใช้กันด้วยความเข้าใจผิด เพราะอาการเหล่านี้แม้บางคนจะเรียกว่า อาหารไม่ย่อย แต่ในความเป็นจริงการย่อยอาหารของคนที่มีอาการเช่นนี้ไม่มีข้อบกพร่องเลย (หากการย่อยอาหารบกพร่องจะผอมลง และถ่ายอุจจาระบ่อย) จึงไม่มีประโยชน์ บางคนอาจรู้สึกใช้ยาเหล่านี้แล้วอาการดีขึ้น โปรดสังเกตว่ายาเหล่านี้มีส่วนผสมของยาชนิดอื่นด้วย เช่น ยาลดกรด ยาลดแก๊ส ยาลดการบีบตัวของลำไส้ หรือแม้แต่ยาระบาย จึงเป็นการรับประทานยาหลายอย่างโดยไม่จำเป็น อาจได้ผลเสียโดยไม่ได้ผลดี และเป็นการใช้ยาแพงขึ้นโดยใช่เหตุ
 
 
ศ.พญ.ศศิประภา บุญญพิสิฏฎ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์

ถาม. ลักษณะอาการท้องอืด มีลักษณะอาการอย่างไร
ตอบ. ได้แก่ อาการ ที่มีการปวดท้องส่วนบน ท้องอืด แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรือบางคนอาจจะมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย แสบบริเวณหน้าอก

ถาม. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด เกิดจากสาเหตุอะไร
ตอบ. สาเหตุอาจจะเกิดจากหลายอย่างด้วยกัน
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร เป็นต้น
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ ยาต่าง ๆ ที่เรารับประทาน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะ และลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอลเป็นส่วนผสม เช่น เหล้า เบียร์ จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ บุหรี่ อาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ อาหารรสจัด
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
4.  โรคของตับอ่อน
5.  โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยดพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร มีส่วนเกี่ยวข้อกับอาหารท้องอืด

ถาม. พฤติกรรมในการรับประทานอาหารมีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืดหรือไม่
ตอบ. พฤติกรรม ในการรับประทานอาหาร มีส่วนด้วยอย่างแน่นอน เช่น การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การรับประทานอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด รับประทานครั้งละมากไป รวมทั้งรับ ระทานอาหารย่อยยาก รับประทานอาหารมัน
อาหารประเภทผักจะมีเส้นใยปริมาณมาก ร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยที่จะทำการย่อย เส้นใยเหล่านั้น แบคทีเรียในลำไส้จะเป็นตัวช่วยย่อยทำให้เกิดมีกรดบางอย่างนั้น อาจจะทำให้ท้องอืดได้ ถ้ารับประทานมากไป แต่อาหารที่มีเส้นใยมากก็จะมีประโยชน์ในเรื่องของการขับถ่ายจะทำให้ขับถ่ายสะดวก
อาหารประเภทนม ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม หรือมีปริมาณน้อย เมื่อรับประทานจะทำให้มีอาหารท้องอืด หรือท้องเสีย ได้ถ้ารับประทานมาก

ถาม. คนที่ท้องอืดบ่อยๆ ถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ตอบ. อาการท้องอืดถ้านาน ๆ เป็นครั้งคราวจะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นบ่อย ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารท้องอืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะอาการท้องอืด เป็นอาการนำอันหนึ่งของมะเร็ง ในช่องท้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน เพิ่มจะมีอาการท้องอืด ในช่วงเวลาสั้น ๆ รวมถึงถ้ามีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เมื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ควรจะรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการนำของมะเร็ง กระเพาะอาหารได้

ถาม. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่มีอาการท้องอืดบ่อยๆ
ตอบ. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่ท้องอืด ได้แก่ โรคกระเพาะอาจจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ อาจจะเป็น โรคของทางเดินน้ำดี เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรืออาจจะเป็นจากอาหารที่เรารับประทาน

ถาม. เมื่อมีอาการท้องอืด เบื้องต้นมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ. การแก้ไขเบื้องต้น อาจจะใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองรับประทานดูก่อน ปรับอาหารให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รับประทานแต่พอควรไม่ให้มาก ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

ถาม. การรับประทาน ยาช่วยย่อยที่มีขายตามร้าน ขายยาทั่วไปมีผลอย่างไรต่อร่างกายหรือไม่ในกรณี ใช้เป็นประจำ
ตอบ. การรับประทานยาช่วยย่อย อาจจะช่วยอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องรับประทานทุกวัน คงจะไม่ถูกต้องเพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ของอาการท้องอืดและไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง อาจจะนำให้ โรคเป็นมากขึ้นได้

ถาม. เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ตอบ. ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาได้แก่
1. ในคนสูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป

ถาม. การรักษาในปัจจุบัน
ตอบ. ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่า เป็นโรคที่อันตรายแพทย์ อาจจะให้ยามารับประทาน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร และนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจจะดำเนินการ สืบค้นหาสาเหตุ ถ้าเป็นในกรณีที่กล่าวข้างต้น ถึงอาการต่างๆ แพทย์คงจะต้องทำการตรวจสืบค้นหาสาเหตุ และรักษาไปตามต้นเหตุ

ถาม. ข้อแนะนำ และการปฏิบัติตัวในผู้ที่มีอาการท้องอืดและการป้องกัน
ตอบ. ไม่ควรดื่มสุรา หรือ แอลกอฮอลล์ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง บุหรี่ น้ำชา กาแฟ
ผู้ที่ดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด หรือท้องเสีย อาจจะขาดน้ำย่อย ใช้ย่อยนม ซึ่งได้แก่การเปลี่ยนแปลงในการกินอยู่และการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรับประทานอาหารประเภทผักที่มีเส้นใยมากๆ ถ้ารับประทานอาหารมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดเกินขึ้นได้ เพราะเส้นใยอาหารหรือกากใยอากรร่างกายเราย่อยไม่ได้ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป้นตัวช่วยย่อยสลาย แต่อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผัก ก็มีประโยชน์ เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรรับประทานอาหารครั้งละมากๆ แต่ควรจะมีอาหารว่างระหว่างมื้อ รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดไม่ควรรีบร้อน

 

Advertisements
 

เซลลูไลท์ มกราคม 6, 2007

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 11:21 am

คุณผู้หญิงที่อายุมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออายุย่าง 30 ปีไปแล้วก็จะพบกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นมีรอยตีนกา อ้วนมากขึ้น และเกิดเซลลูไลท์ขึ้นบริเวณสะโพก หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน หรือหลัง หากจะอธิบายให้เห็นภาพ คุณลองเปรียบเทียบกับผิวส้ม คนที่มีเซลลูไลท์จะมีผิวเหมือนเปลือกส้ม ยิ่งเมื่อบีบบริเวณที่สงสัย หากพบว่าผิวเหมือนเปลือกส้ม แน่เลยคุณมีเซลลูไลท์

ปกติระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือที่เรียกว่า connective tissue  เซลล์ไขมันจะอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นนี้ เซลลูไลท์เกิดจากเนื้อเยื่อรอบเซลล์ไขมันอ่อนแรงทำให้รูปทรงของเซลล์เสียหาย เซลล์ไขมันจะดันโป่งมายังชั้นผิวหนังทำให้เกิดลักษณะเป็นตุ่มๆ

จริงหรือไม่ที่เซลลูไลท์จะเกิดเฉพาะคนอ้วน ในความเป็นจริงเซลลูไลท์สามารถเกิดในคนที่ที่มีน้ำหนักปกติ หรืออ้วนก็ได้เนื่องจากคนเหล่านั้นดูแลตัวเองไม่ดีพอ

เซลลูไลท์มักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในผู้หญิงเรียงเป็นแนวตั้งและมีปริมาณไขมันสะสมมาก ส่วนของผู้ชายเรียงเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็กๆและมีปริมาณไขมันสะสมน้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่ค่อยพบเซลลูไลท์ในผู้ชาย

การเกิดเซลลูไลท์

ผิวหนังของคนเราประกอบด้วยชั้นนอกสุดที่เรียกว่าหนังกำพร้าหรือชั้น epidermis ถัดรองมาเป็นหนังแท้หรือชั้น Dermis ใต้หนังแท้จะเป็นชั้นที่เรียกว่า Subcutaneous ซึ่งเป็นชั้นที่ไขมันอยู่ ชั้นนี้จะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน connective tissue ความแข็งแรงและปริมาณขึ้นกับกรรมพันธ์ไขมันที่อยู่ชั้นบนสุดของชั้นไขมันนี้จะเป็นต้อกำเนิดของเซลลูไลท์ ปริมาณไขมันจะขึ้นกับระดับของฮอร์โมนไม่ขึ้นกับอาหารหรือการออกกำลังกาย  (บางแห่งเรียกไขมันแข็ง)

ส่วนไขมันที่เหลือจะเป็นไขมันที่สะสมเพื่อให้พลังงาน ไขมันในชั้นนี้จะอยู่กันอย่างหลวมๆไม่ค่อยมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมากนัก ชนิดอาหาร การออกกำลังกายจะสามารถควบคุมปริมาณไขมันชนิดนี้ได้(บางแห่งเรียกไขมันอ่อน)

กลไกการเกิดเซลลูไลท์เชื่อว่าเกิดจากการที่เซลล์ไขมันบวม และการที่มีพังผืดเข้ามาหุ้มทำให้เกิดการรวมตัวของเซลล์ไขมันเป็นกลุ่มก้อนซึ่งสามารถอธิบายการเกิดได้ดังนี้

  • เซลล์ของไขมันบวมเนื่องจากมีการสะสมไขมันไว้ในเซลล์เป็นปริมาณมาก

  • ผนังหลอดเลือดของเซลล์ไขมันจะรั่วทำให้มีน้ำซึมผ่านออกจากเซลล์ไขมันทำให้เกิดการคั่งของน้ำ

  • การระบายของน้ำเหลืองไม่ดี

  • เซลล์ของไขมันจะจับกันเป็นกลุ่มโดยมีcollagen ล้อมรอบซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี

  • เนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะดึงผิวหนังตำแหน่งที่ยึดกับผิวหนังทำให้ผิวหนังเป็นรอนๆ

ทำไมจึงเกิดเซลลูไลท์ และใครที่มีโอกาสเกิด

การเกิดเซลลูไลท์มักจะเกิดในผู้หญิงโดยจะเริ่มเกิดเมื่ออายุย่างเข้า 14 ปี เมื่ออายุมากขึ้นก็จะเป็นมากขึ้น เซลลูไลท์มักจะพบมากในคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด หรือหลังคลอดเนื่องจากร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง สำหรับผู้ชายมักจะไม่เกิดเนื่องจากผิวหนังของผู้ชายจะหนาและไขมันผู้ชายจะอยู่ลึกกว่าผู้หญิง มักจะมีสาเหตุที่สำคัญดังนี้

  • อาหาร ได้แก่อาหารที่อุอดไปด้วย toxin เช่นไขมัน   ของทอด สุรา น้ำตาล หากรับประทานอาหารเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกหมดเกิดการสะสม
  • การสูบบุหรี่ นิโคตินในบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงเซลล์ไขมันไม่พอและเกิดพังพืด
  • การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เนื่องจากการขาดการออกกำลังกาย
  • กรรมพันธุ์
  • ดื่มน้ำน้อย น้ำจะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกจากร่างกายควรจะดื่มอย่างน้อยวันละ 7 แก้ว
  • การขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
  • การไหลเวียนของน้ำเหลืองไม่ดีเนื่องจากการขาดการออกกำลังกาย หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนของร่างกาย ระดับเอสโตเจนที่มากเกินไปจะทำให้ผนังกั้นไขมันไม่แข็งแรง ไขมันบางส่วนจะถูกเบียดไปชั้นใต้ผิวหนังทำให้เกิดเป็นก้อนใต้ผิวหนัง เรามักจะพบเซลลูไลท์ในคนหลังตั้งครรภ์ หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด
  • เซลล์ไขมันของผู้หญิงจะมีขนาดใหญ่กว่าของผู้ชาย เมื่อผนังกั้นไม่แข็งแรง ไขมันจะถูกดันไปชั้นผิวหนัง
 

ครีมเพื่อหน้าขาว

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 11:18 am

หากท่านดูทีวีจะพบว่ามีการโฆษณาสรรพคุณของครีมเพื่อทำให้หน้าขาว ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ออกมาอย่างมากมาย จนกระทั่งครีมเพื่อให้รักแรสีขาวขึ้น ก่อนที่ท่านจะใช้ครีมท่านต้องพิจารณาผิวพรรณท่านก่อน หากท่านผิวดำหรือผิวคล้ำไม่แนะนำให้ใช้ครีมลอกหน้าขาวเพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังอาจจะเกิดผลเสีย ส่วนประกอบสำคัญของครีมเพื่อหน้าขาวมีดังนี้

  1. กรดผลไม้หรือ Alpha Hydroxy Acid [ AHA ] กรดผลไม้นี้จะช่วยให้เซลล์ชั้นผิวสุดหรือเซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกไป และมีเซลล์ใหม่งอกขึ้นมา ทำให้ผิวหนังสดใส หากใช้กรดผลไม้ขนาดต่ำอย่างต่อเนื่องจะทำให้ฝ้า กระและรอยด่างดำจางลง

การเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีกรดผลไม้

ในการเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีกรดผลไม้ผสมอยู่ท่านจะต้องเลือกกรดที่มีค่า pH ประมาณ 3-5 หากค่าต่ำกว่านี้จะเป็นกรดมากจะทำให้มีการระคายเคืองต่อผิวหนังมาก แต่หากค่า pH สูงกว่า 5 จะเป็นด่างทำให้ผิวหนังไม่ลอก นอกจากนั้นความเข้มข้นของกรดผลไม้ควรจะไม่เกิน 4 % หากต่ำกว่านี้ผิวจะไม่ลอก หากค่าความเข้มข้นอยู่ระหว่า  8-15% ไม่เหมาะสำหรับการใช้ประจำวันเพราะจะระคายเคืองมาก ความเข้มข้น ตั้งแต่20%ขึ้นไปเหมาะสำหรับการลอกหน้าข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีกรดผลไม้ผสม

  • เมื่อจะเริ่มใช้เครื่องสำอางชนิดใหม่ให้เลือกขนาดเล็กที่สุดเพื่อดูการตอบสนองของผิวหนัง
  • เครื่องสำอางที่มีกรดผลไม้ผสมไม่ควรจะมีแอลกอฮอล์ผสมเพราะจะทำให้ระคายเคืองมาก
  • ในการลองใช้เครื่องสำอางใดๆไม่ควรใช้ที่ใบหน้า แต่ควรจะใช้กับด้านในของท้องแขนเพื่อทดสอบการตอบสนองของผิวหนัง
  • ไม่ควรใช้สบู่ที่มีเม็ดทรายเพราะจะระคายเคืองต่อใบหน้า
  • ไม่ควรใช้ผ้า หรือวัสดุอื่นใดถูกหน้า ให้ใช้ผ้าซับก็พอ
  • หากท่าผิวแห้งแนะนำให้ใช้ครีม
  • หากผิวมันให้ใช้โลชั่น หรือเยล

ขั้นตอนในการทาเครื่องสำอางที่มีกรดผลไม้

  • ล้างหน้าให้สะอาดเพราะหากมีเครื่องสำอางตกค้างจะต้านฤทธิ์ของกรดผลไม้
  • ไม่ควรทาเครื่องสำอางขณะหน้าเปียกเพราะผิวจะระคายเคืองมาก
  • ใช้เครื่องสำอางแต่น้อยแล้วทาบริเวณที่ต้องการให้ทั่ว ไม่ต้องตบ ไม่ต้องนวด ไม่ต้องอบหน้า
  • เริ่มต้นให้ทาวันละครั้งก่อน หากผิวระคายเคืองหรือลอกมากให้ทาวันเว้นวัน
  • หลังจากทาไปได้ระยะเวลาหนึ่งยังไม่มีการลอกและไม่มีปัญหาเรื่องระคายเคืองให้เพิ่มเป็นทาวันละ 2 ครั้ง
  • ต้องทายากันแดดร่วมด้วย
  • เมื่อผิวหนังได้ผลเป็นที่น่าพอใจก็ให้ลดลงเหลือวันละครั้ง
  • ไม่ควรทาเครื่องสำอางที่ผสมกรดผลไม้กับรอบด้วงตา และริมฝีปาก
  1. ครีมกันแดด

  2. Beta Hydroxy Acid [ BHA ] หรือกรด salicylic acid เนื่องจากเป็นกรดมากทำให้มีการลอกผิวหน้าลึกกว่ากรดผลไม้ และเกิดระคายเคืองต่อใบหน้า
 

สิวธรรมดาหัวดำ open comedone

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 11:07 am

 

คำว่า comedone หมายถึงต่อมขุมขนที่มีไขมันอุดตัน หากหัวสิวเปิดสู่ผิวหนังเรียก open comedone ลักษณะเป็นสิวหัวเล็กๆเป็นสิวหัวดำ เรียก open comedone ส่วน comedone ที่ปลายไม่เปิด หรือเปิดเป็นรูเล็กมากเรียก close comedone ลักษณะเป็นตุ่มสีขาว ไม่ว่าจะเป็นสิวชนิดไหนก็ไม่ควรจะบีบออก ที่เห็นเป็นสีดำๆคือเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ไขมัน สิวหัวดำมิใช่เกิดจากความสกปรก ดังนั้นการอาบน้ำบ่อยๆหรือถูแรงๆอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนัง

การรักษา

  • ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าหรืออาบน้ำวันละ 2 ครั้ง สบู่ที่ผสมยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์และระคายต่อผิวหนัง อาจจะใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ salicylic ทาเพื่อลอกเอาเซลล์ที่ตายออก สำหรับท่านที่ผมมัให้สระผมวันละครั้ง
  • สำหรับเครื่องสำอางต้องเลือกชนิดที่ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ
  • ใช้ยาละลายขุยเช่น retinoic acid 0.025,0.05,0.1% cream ทาก่อนนอน หลังทายาถ้ามีอาการะคายเคืองให้ทายาวันเว้นวัน ผิวที่ทายาไม่ควรถูกแสงเพราะจะทำให้ระคายเคืองมาก ระยะแรกของการใช้ยาโรคอาจจะเหอ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์จึงจะดีขึ้น หรืออาจะใช้ 5% benzoyl peroxide[BP] ทา10-15นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่มีอาการแพ้ให้เพิ่มเป็น 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก
  • ถ้าหัวสิวขนาดใหญ่ ให้ผ้าชุบน้ำอุ่นปิดบริเวณที่เป็นหลังจากนั้นใช้ Schamberg loop กดเอาสิวออก
 

Acne สิว

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 11:04 am

สิวเป็นการอักเสบของระบบต่อมไขมัน [sebaceous ]ในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมจะออกมาตามเส้นขน สิวเกิดจากไขมันไม่สามารถออกจากเส้นขนได้ สิวมีหลายชนิดที่พบเสมอ มีสิวธรรมดา [acne vulgaris] สิวหัวดำ สิวที่มีการอักเสบ [papulonodular] บางรายมีตุ่มหนอง papulopustular ร่วมด้วย

สาเหตุของสิว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่

  • ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน androgen ทำให้เกิดการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างขณะอายุ 11-14 ปี ดังนั้นจึงพบว่าสิวเกิดมากวัยนี้ และอาจจะเป็นอยู่ 5-6 ปีก็จะดีขึ้น สำหรับผู้หญิงสิวจะเกิดมากน้อยตามประจำเดือน
  • การผลิตไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ไขมันซึ่งออกตามเส้นผมผสมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียเกิดอุดตันกลายเป็นสิว
  • มีการเปลี่ยนของรากผม รากผสมเจริญเร็ว เซลล์มีการแบ่งตัวมาก และเซลล์ที่ตายก็มาก เกิดการอุดตันของขุมขน
  • แบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ Propionibacterium acne

องค์ประกอบที่ทำให้สิวเป็นมากหรือน้อยได้แก่

  • กรรมพันธุ์
  • การทำงานของต่อมไขมัน ถ้าหน้ามันมากมีโอกาสเป็นสิวมาก
  • อาหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิว ยกเว้นบางรายที่รับประทานอาหารแล้วมีอาการคัน
  • อากาศ บางรายเป็นมากในฤดูร้อน บางรายเป็นมากฤดูหนาว
  • อารมณ์เสียทำให้สิวเกิดมาก
  • การใช้เครื่องสำอาง ทำให้เกิดสิว เช่นการใช้สบู่ ยาสระผม เครื่องแต่งหน้า ครีมบำรุงผิวก่อนนอนโดยมากมักจะเกิดสิวชนิด papule หลังใช้ไม่กี่วัน การเลือกเครื่องสำอางควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่ทำให้เกิดสิว แต่ก็ควรจะระวังในการใช้ ให้ล้างเครื่องสำอางด้วยน้ำยาล้าง หรือใช้สบู่และน้ำล้างออกอย่าถูแรง
  • การระคายผิว เช่น การถูไถ การนวดหน้า สารเคมี
  • ยาเช่น INH, Iodides,Bromide,Steroid,ยาคุมกำเนิด testosterone ,gonadotropin, anabolic steroid เป็นฮอร์โมนที่ใช้สำหรับนักเพาะกาย,steroid ,ยากันชัก ยารักษาวัณโรค[inh],lithium

ตำแหน่งที่พบสิว

ส่วนใหญ่พบบริเวณที่มีไขมันมากได้แก่หน้าไหล่ หลัง หน้าอก

การรักษาสิว

  • งดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด
  • งดยาหรือครีมทาหน้าก่อนนอน
  • ห้ามบีบหรือแกะสิวเด็ดขาด เพราะทำให้สิวลุกลาม
  • อาหารไม่มีข้อยกเว้น
  • ห้ามล้างหน้าหรือถูหน้าแรงๆ ให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งโดยใช้สบู่อ่อนใช้ผ้าซับเบาๆ
  • คนที่หน้ามันให้ล้างหน้าด้วยสบู่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
  • การเลือกยาทาสิวขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งจะกล่าวตามชนิดของสิว
  • การเลือกยารับประทานขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งอยู่ในความดูแลของแพทย์

A=เป็นต่อมขุมขนปกติ     B=สิวหัวดำ   C=สิวหัวขาว              D=สิวที่เริ่มเป็นตุ่ม        E=สิวอักเสบและเป็นหนอง

 

 

Growth Hormone ธันวาคม 22, 2006

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 9:20 pm

เซลล์กล้ามเนื้อในร่างกายของคนเราต้องการแคลอรีมากมาย ดังนั้นเมื่อเรารับประทานอาหารและได้แคลอรีเหล่านี้เข้ามาในร่างกาย ไขมันจะไม่ใช้แคลอรีเหล่านี้ แต่กล้ามเนื้อของเราใช้

       กล้ามเนื้อจะมีความหนาแน่นมากกว่าไขมัน ถ้าเราสามารถสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดขึ้น เราก็จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่ผอมลงและกล้ามเนื้อเหล่านั้นจะดูดซึมแคลอรี และปล่อยให้แคลอรีที่เกินความต้องการนั้นเปลี่ยนเป็นไขมัน  กล้ามเนื้อไม่สามารถถูกสร้างได้โดยปราศจาก Growth hormone ในกระแสเลือดของเราโปรตีนจำเป็นต่อการสร้างโครงสร้างของร่างกาย การสร้างโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะ เนื้อเยื่อ และอื่น ๆ ล้วนต้องการโปรตีน แต่ถ้าในกระแสเลือดมีแต่อินซูลินแล้วโปรตีนก็จะไม่เปลี่ยนไปในโครงสร้างของร่างกาย แต่จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานหรือไขมันเท่านั้น
สิ่งที่นำมาเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกล้ามเนื้อ หรืออยู่ในโครงสร้างของร่างกายก็คือ Growth hormone ไม่ใช่อินซูลินมีเพียง Growth hormone เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนอาหาร (โปรตีน) ไปเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ กระดูก โครงสร้างกล้ามเนื้ออื่น ๆ ร่างกายของมนุษย์ค่อนข้างมีความฉลาด มันสามารถคำนวณได้ว่าเวลาที่ดีที่สุดของร่างกายที่จะผลิต Growth hormone คือขณะที่กำลังนอนหลับระหว่าง 90 นาทีแรกหลังจากที่นอนหลับโดยธรรมชาติแล้วร่างกายจะผลิต Growth hormone ซึ่งจากนั้นการทำงานของมันคือเปลี่ยนโปรตีนที่มีอยูให้เป็นกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ กระดูก ผิวหนัง ผม และส่วนต่าง ๆ ที่ทดแทนขึ้นมาใหม่

       ถ้าเรารับประทานอาหารมาก ก่อนนอนหลับร่างกายก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไร มันก็ต้องเปลี่ยนอาหารทั้งหมดเป็นพลังงาน ดังนั้นมันจึงผลิตอินซูลินมากมายเพื่อที่จะจัดการงานของมันแต่ขณะที่เรานอนหลับร่างกายก็พยายามที่จะผลิต Growth hormone ด้วยเมื่อฮอร์โมน 2 ชนิดนี้พยายามที่จะอยู่ด้วยกันเวลาเดียวกันในกระแสเลือด Growth hormone จะมีระดับปานกลาง และอินซูลินจะมีมากกว่า จึงมีอินซูลินอยู่มากมาย อาหารที่รับประทานมากมายก่อนนอนจีงเปลี่ยนไปเป็นไขมันกรดอะมิโนบางชนิดเช่น Ornithine และ Arginine ทำให้ร่างกายผลิต Growth hormone ได้มากขึ้น กรดอะมิโนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในรูป Growth hormone เพียงแต่เป็นอาหารสำหรับต่อม พิธูอิธารี่ ซึ่งผลิต Growth hormone เมื่อต่อมพิธูอิธารี่สามารถผลิต Growth hormone ที่มากกว่ปริมาณปกติ มันก็จะเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกล้ามเนื้อ เราก็จะสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อส่วน Lysine นั้นเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายอีกชนิดหนึ่ง และสำหรับบางคนแล้วเมื่อรับประทาน Arginine เข้าไปจะทำให้เกิดแผลในช่องปาก และ Lysine ป้องกันไม่ให้เกิดอาการนี้

 

 

โรคอ้วน (obesity) ธันวาคม 21, 2006

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 3:44 pm

หมายถึง การที่ร่างกายมีไขมันมากเกินไปกระทั่งส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดูด้วยสายตา ก็พอจะรู้ว่าใครอ้วนใครผอม โรคอ้วนเป็นผลมาจากขนาดและจำนวนเซลล์ไขมันในร่างกายมีสูงขึ้น คนปกติทั่วไปควรมีเซลล์ไขมัน จำนวน 30-35 พันล้านเซลล์ โดยเซลล์แต่ละเซลล์แม้มีน้ำหนักน้อยเพียง 0.4-0.6 ไมโครกรัมเท่านั้น แต่หากมีปริมาณรวมกันมากขึ้นย่อมทำให้ไขมันมีน้ำหนักมากขึ้นในร่างกาย   เซลล์ไขมันเหล่านี้บรรจุไขมันในรูปของไตรกลีเซอไรด์ไว้เต็มเซลล์ เมื่อน้ำหนักไขมันในเซลล์มีมากขึ้น ขนาดของเซลล์ไขมันเหล่านี้จะพยายามขยายขนาดขึ้นเพื่อรองรับปริมาณไขมันจนเมื่อขยายเต็มที่แล้ว มันจะเริ่มทำการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มปริมาณของเซลล์ คนที่อ้วนอยู่แต่เดิมเมื่อลดความอ้วนขนาดของเซลล์ แม้จะลดลงแต่ปริมาณเซลล์กลับไม่ลด คนที่อ้วนอยู่ก่อนจึงหาทางลดความอ้วนได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากปริมาณเซลล์ไขมันไม่ยอมลดจำนวนลงอย่างนี้นี่เอง  ใครที่อ้วนแล้วสามารถลดความอ้วนลงได้ หากเผอเรอหันกลับไปรับประทานอาหารมากอีกครั้งหนึ่ง เซลล์จะขยายกลับไปมีขนาดเท่าเดิม นอกจากนี้ยังอาจเร่งให้มีการเพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้คนเหล่านี้อ้วนมากขึ้น
 
ร่างกายของคนอ้วนมีเซลล์ไขมันมากเกินไป พิจารณาเปรียบเทียบกับคนปกติดูก็น่าจะได้ คนปกติมีไขมันในร่างกายคิดเป็นน้ำหนัก ประมาณร้อยละ 18 ของน้ำหนักตัว หากน้ำหนักตัวอยู่ที่ 60 กิโลกรัมไขมันควรจะอยู่ที่ระดับ 11 กิโลกรัม  ส่วนคนอ้วนมีไขมันอยู่สูงกว่าร้อยละ 18 มาก โดยเฉลี่ยจะมีไขมันอยู่สูงถึงร้อยละ 35 ของน้ำหนักร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น คนอ้วนที่มีโครงร่างของร่างกายเล็ก และมีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม จะมีไขมันอยู่ถึง 21 กิโลกรัม  คนที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัมเท่ากัน หากเป็นคนปกติจะมีไขมันสะสมในร่างกาย อยู่แค่ 11 กิโลกรัม ยิ่งเป็นนักกีฬาประเภทนักวิ่งมาราธอนด้วยแล้ว ไขมันในร่างกายจะยิ่งมีน้อยลงไปใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นกล้ามเนื้อทั้งนั้น แต่หากเป็นคนอ้วนแล้วล่ะก็ ร่างกายกลับสะสมไขมันอยู่สูงถึง 21 กิโลกรัม จะเรียกว่าทั้งร่างกายพอกพูนไปด้วยไขมันก็น่าจะได้   ลองนึกเอาก็ได้ว่า คนอ้วนนั้น เซลล์ไขมันในร่างกายมีมากมายมหาศาลสักแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับคนปกติ และในข้อเท็จจริงก็คือ ยิ่งเซลล์ไขมันในร่างกายมีสัดส่วนมากขึ้นเท่าไหร่ เซลล์กล้ามเนื้อก็ย่อมมีสัดส่วนน้อยลงเท่านั้น เซลล์ไขมันทั้งหมดเฉื่อยใช้พลังงานต่ำมากโดยใช้พลังงานน้อยกว่าเซลล์กล้ามเนื้อถึง 20-30 เท่า ร่างกายของคนอ้วนจึงต้องการพลังงานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับคนปกติที่มีน้ำหนักเท่ากัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในร่างกายคนอ้วนมีเซลล์ไขมันจำนวนมาก เหตุนี้เองที่ทำให้คนอ้วนแม้จะกินอาหารเข้าไปไม่มาก ร่างกายใช้พลังงานไปแค่บางส่วนเท่านั้น พลังงานยังมีเหลือเก็บอีกมาก ไม่เหมือนกับคนปกติที่มีเซลล์กล้ามเนื้อแยะ ร่างกายใช้พลังงานมาก ถึงกินเข้าไปไม่น้อย ร่างกายก็มักใช้พลังงานจนหมด  คนอ้วนกินแต่น้อยจึงมักหนีความอ้วนไม่ค่อยพ้น ขณะที่คนไม่อ้วนถึงกินมาก ก็ยังรักษาหุ่นให้ดีอยู่ได้