A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

Zeni Geba (Money Crazy) คนบ้าเงิน เมษายน 16, 2009

 
Zeni Geba เป็นเรื่องราวของ กามะโกริ ฟุตาโร่ (Matsuyama Kenichi – L จาก Death Note)
จนตั้งแต่เกิด ตอนเด็กเขานั้น ไร้ค่า พ่อของเขาทำให้ครอบครัวติดหนี้มากมาย และหายตัวไป
เขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะมาใช้จ่ายค่ารักษาแม่ของเขา ที่ป่วยหนัก จนกระทั่งแม่ของเขาตายจากไป ตั้งแต่ที่แม่เขาจากไปเช่นนั้น
ทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเงิน และพร้อมที่จะทำทุกอย่างก็เพื่อเงิน
เมื่อเวลาผ่านไป ฟุตาโร่ ทำงานที่แห่งหนึ่ง ได้พบกับลูกสาวของประธานของบริษัท ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา
และน้องสาวของเธอที่ชื่อ อาคาเนะ (Kinami Haruka) ฟุตาโร่ ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครอบครองบริษัทของพ่อของพวกเธอ
และ อาคาเนะ ก็ชอบ ฟุตาโร่ ด้วย เป็นจุดเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร ติดตามได้ใน Zeni Geba

 

Advertisements
 

His Dark Material : The Golden Compass : ธุลีปริศนา (2007) กรกฎาคม 3, 2007

โลกในภาพยนตร์เรื่องนี้คือโลกแฟนตาซีที่คล้ายกับโลกของเรา เพียงแต่มนุษย์ทุกคนจะมีภูตประจำตัวเป็นสัตว์ที่แสดงถึงตัวตนคนๆนั้น ไลร่า คือ เด็กหญิงกำพร้าที่เติบโตในอ๊อกซ์ฟอร์ดท่ามกลางนักวิชาการ แม้จะเป็นเด็กฉลาด แต่ไลร่าก็ชอบเล่นซนมากกว่าเรียนหนังสือ วันหนึ่งเธอแอบได้ยิน ลอร์ดแอสเรียล ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ พูดถึงผงธุลีที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ และเชื่อมโยงถึงแสงขั้วโลกเหนือ แต่ผู้มีอำนาจหลายคนต้องการกำจัดธุลีนั้นเพราะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งชั่วร้าย

    

ต่อมา เด็กๆที่นี่ก็หายตัวไปทีละคน รวมทั้ง โรเจอร์ เพื่อนสนิทของไลร่าด้วย สาวน้อยพร้อมด้วย แพน ภูตประจำตัวของเธอจึงตัดสินใจติดตามลอร์ดแอสเรียลเพื่อออกเดินทางไปช่วยชีวิตเพื่อนรักและเด็กคนอื่นๆ ก่อนออกจาก อ๊อกซ์ฟอร์ด นักวิชาการคนหนึ่งได้มอบของวิเศษอย่างหนึ่งให้ไลร่า และกำชับให้เธอเก็บเป็นความลับ นั่นก็คือ เข็มทิศทองคำที่สามารถตอบคำถามทุกอย่างได้ หากผู้ที่ครอบครองมันรู้วิธีใช้

  

– สร้างจากนวนิยายแฟนตาซีชุด His Dark Materials ของฟิลิป พูลแมน ที่มี 3 ภาคได้แก่ The Golden Compass (หรือ Northern Lights ในอังกฤษ), The Subtle Night และ The Amber Spyglass หนังสือชุดนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วชื่อว่า “ธุลีปริศนา” และชื่อภาษาไทยของทั้ง 3 ภาค คือ มหันตภัยขั้วโลกเหนือ, มีดนิรมิต และ สู่เส้นทางมรณะ

          – The Golden Compass (มหันตภัยขั้วโลกเหนือ) ตีพิมพ์เมื่อปี 1995 และได้รับรางวัล Carnegie Medal , The Guardian Award และ British Book Award : Children’s Book of the Year กลายเป็น หนังสือที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากผู้อ่าน ทุกวัยทั่วโลก และเล่มที่สอง Subtle Knife (มีดนิรมิต) ตีพิมพ์เมื่อปี 1997 ก็ได้รับรางวัล United Kingdom Reading Award ถัดจากนั้นอีกสามปี ท่ามกลาง ความกระวนกระวาย ของผู้อ่านทั่วโลก The Amber Spyglass (สู่เส้นทางมรณะ) ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของชุดนี้ ก็ได้รับการตีพิมพ์ออกมา ยอดขายของมันทำให้สำนักพิมพ์อื่นๆตกตะลึง ผู้อ่านที่รอคอยมานานก็ไม่ผิดหวัง รับประกันด้วยรางวัล British Book Awards: Children’s Book of the Year , WHITBREAD CHILDREN’S BOOK AWARD WINNER นอกจากนี้มันยังได้รับเลือกให้เป็นหนังสือแห่งปีของ Whitbread ซึ่งนับเป็นหนังสือเด็กเล่มแรกที่ได้รับรางวัลนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลมา 30 ปี

         – หนังสือไตรภาคชุดนี้ ทำให้ พูลแมน กลายเป็นนักเขียนหนังสือเด็กที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4 ในอังกฤษ และได้รับรางวัลนักเขียนแห่งปีของ Booksellers Association (BA Author of the Year Award) ในปี 2002

          – ผู้กำกับ คริส ไวซ์ เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก About a boy

           – นำแสดงโดย แดเนียล เคร็ก เจมส์ บอนด์คนใหม่ใน Casino Royale และซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ด นิโคล คิดแมน เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Hours (2002) โดยได้เข้าชิงรางวัลเดียวกันในปี 2001 จาก Moulin Rouge

          – มีเด็กผู้หญิงจากอ๊อกซ์ฟอร์ด, เคมบริดจ์, เอ๊กซีเตอร์ และเคนดอล กว่า 10,000 คน เข้ามาทดสอบบทเป็น ไลร่า เบลัคก้า แต่ในที่สุด บทนี้ก็ตกเป็นของสาวน้อยวัย 12 ขวบ ชื่อ ดาโกต้า บลู ริชาร์ดส์ ที่ได้รับการยอมรับจาก ฟิลิป พูลแมน เจ้าของนวนิยาย

กำหนดฉาย :

21 ธันวาคม 2550

ค่ายหนัง :

New Line Cinema

จัดจำหน่าย :

Mongkol Major

แนวภาพยนตร์ :

Action / Adventure / Drama / Family / Fantasy / Thriller

นักแสดง :

Nicole Kidman (นิโคล คิดแมน), Eva Green (เอวา กรีน), Daniel Craig
(แดเนียล เครก), Dakota Blue Richards (ดาโกตา บลู ริชาร์ด), Sam Elliott

ผู้กำกับ :

Chris Weitz (จาก About a Boy)

EN WEB 

http://www.goldencompassmovie.com/

JP WEB

http://lyra.gyao.jp/

 

 

ACROSS THE UNIVERSE : The musical (2007)

 

 

ACROSS THE UNIVERSE FACTS
 
This musical based on the songs of the Beatles finds a young woman named Lucy (Evan Rachel Wood) falling for a young British radical named Jude (Jim Sturgess). The young lovers get caught up in the ’60s counterculture and have their relationship tested to the limits while struggling to hold on to their ideals. Directed by Julie Taymor (Frida and the Broadway version of The Lion King).

เป็นหนังเพลงที่พูดถึงเรื่องราวความรักผ่านยุคสมัยที่สับสนในช่วงยุค 60 ของคู่รักฮิปปี้คู่หนึ่ง สตอร์เบอรี่ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางศิลป์อย่างหนึ่งในหนังถูกนำมาจัดวางอยู่กลางใบปิด ด้วยรูปร่างที่คล้ายกับหัวใจที่บ่งบอกถึงความรัก ทั้งชื่อหนังและคำโปรยก็ยังเป็นเพลงของวงบีทเทิล ซึ่งหนังใช้เพลงของวงนี้ดำเนินเรื่องราว แถมตัวอย่างหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้หลายคนนึกถึงหนังอย่าง Moulin Rouge ก็เป็นได้ ส่วนผู้กำกับหนังก็คือ จูลี่ เทย์มอร์ ผู้ที่ไม่ค่อยมีผลงานบ่อยแต่ทำหนังสวยงามออกมาทุกครั้ง ซึ่งผลงานก่อนหน้านี้ก็คือ Frida และ Titus

 

 

Hairspray : 1960 ยุคที่วัยรุ่นแต่งตัวเจิดจรัสทั้งเสื้อผ้าหน้าผม มันคือยุคแห่งสีสัน และเสรีภาพ

..        http://s10.histats.com/6.swf

 
HAIRSPRAY เกิดที่บัลติมอร์ สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 1960 ยุคที่วัยรุ่นแต่งตัวเจิดจรัสทั้งเสื้อผ้าหน้าผม มันคือยุคแห่งสีสัน และเสรีภาพ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน  ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ เด็กสาวหุ่นซุปเปอร์ไซด์  เทรซี่ เทิร์นแบลด (นิโคล บลอนสกี้) ใฝ่ฝันอยากเต้นใน Corny Collins Show ซึ่งเป็นรายการทีวีสุดฮิต ที่นักเต้นทุกคนล้วนแต่หุ่นดี  สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง เทรซี่ ต้องการคว้าโอกาสนั้นมาให้สำเร็จ ด้วยการเอาใจช่วยจากทั้งของคุณแม่อารมณ์ดี  เอ็ดนา เทิร์นแบลด ( จอห์น ทราโวต้า )  และ เพนนี พิงเลตัน (อแมนด้า ไบร์ส )  ซึ่งนอกจาก เทรซี่ จะมีความคิดอยากให้สาวอ้วน มีโอกาสแจ้งเกิดในเวทีด้วยแล้ว เธอยังคิดผลักดันให้วัยรุ่นผิวดำมีสิทธิ์เต้นออกทีวีด้วยเหมือนกัน  แม้จะต้องถูกต่อต้านและท้าชนจากทั้ง แอมเบอร์ วอน ทัสเซิล (บริตตานี่ย์ สโนว์) นักเต้นสาวที่ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เทรซี่ประสบความสำเร็จ  และแม่วายร้ายของเธอ  (มิเชล ไฟเฟอร์ ) กำกับการแสดงโดย  อดัม แชงค์แมน (The Wedding Planner ) นำแสดงโดย นิโคล บลอนสกี้, บริตานี่ย์ สโนว์ (The Pacifier) จอห์น ทราโวตา (Grease,Saturday Night Fever , Be Cool), มิเชล ไฟเฟอร์ ( Grease 2 ,I am Sam, What Lies Beneath)  คริสโตเฟอร์ วอลเค่น (Catch Me If You Can)อแมนด้า ไบนส์ (She’s the Man), ควีน ลาติฟาห์ (Chicago), เจมส์ มาส์เดน (X-Men) สะบัดลีลา  แดนซ์ไปกับ จอห์น ทราโวต้า  พร้อมกัน 2 สิงหาคมนี้  ทุกโรงภาพยนตร์

 

The Last Mimzy : กล่องมหัศจรรย์ พันธุ์พิทักษ์โลก : คนในอนาคตกำลังพยายามบอกบางอย่างกับเรา

The Last Mimzy นำแสดงโดย ทิมโมธี ฮัตตัน (Ordinary People, General’s Daughter), โจลี่ ริชาร์ดสัน (The Patriot, ทีวีซีรี่ย์ Nip/Tuck), เรนน์ วิลสัน (The Office), ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน (The Green Mile) และหนูน้อยหน้าใหม่ เรียห์นนอน ลีห์ รีน และ คริส โอนีล ที่เข้ามารับบทนำเป็น เอ็มม่า และ โนอาห์

   หนังอำนวยการสร้างโดย ไมเคิล ฟิลลิปส์ (The Sting, Close Encounter of the Third Kind) และกำกับการแสดงโดย บ๊อบ เชย์ (ผู้อำนวยการสร้างบริหารจาก The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค) ซึ่งเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและคณะบริหารบริษัท New Line Cinema ด้วย

   The Last Mimzy สร้างจากเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์เรื่อง Mimzy were the Borogroves โดย ลูอิส แพดเจ็ทท์ (นามแฝงของ เฮนรี่ คัทเนอร์ และ C.L. ภรรยาของเขา) บทภาพยนตร์ดัดแปลงโดย บรูซ โจเอล รูบิน (Ghost, Deep Impact) และโทบี้ เอ็มเมอริช (Frequency) ดนตรีประกอบโดย โฮเวิร์ด ชอร์ (The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค) ตัดต่อโดย อลัน ฮีม (All That Jazz, The Notebook) และออกแบบเสียงโดย เดน เดวิส (The Matrix)

   ทีมงานมีที่ปรึกษาทางเทคนิค คือ ดร.ไบรอัน กรีน อาจารย์วิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผู้แต่งหนังสือเรื่อง The Elegant Universe และ The Fabric of the Cosmo และเป็นผู้นำเสนอทฤษฎีเส้นเชือก (เขาเป็นตัวประกอบในหนังด้วย) และ ดร.ซูซาน สมอลลี่ย์ อาจารย์ประจำวิชาจิตเวชศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมศาสตร์

 

จดหมายจาก ผู้กำกับ บ๊อบ เชย์

 

สวัสดีสื่อมวลชนทุกท่าน

   แน่นอนว่า The Last Mimzy เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีวิทยาศาสตร์ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นที่ฉลาดล้ำและน่าตื่นเต้นของ ลูอิส แพดเจ็ทท์ ซึ่งผมได้อ่านตั้งแต่เด็ก ผมสนใจแก่นเรื่องเกี่ยวกับสมองเล็กๆของเด็กที่เปิดกว้างแก่อิทธิพลและการเรียนรู้ทุกรูปแบบ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ภาพยนตร์เรื่องนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความสนุกสนานในครอบครัว

   แม้จะมุ่งสร้างความบันเทิงเป็นหลัก แต่ The Last Mimzy ก็อ้างอิงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์โดยมีที่ปรึกษา พิเศษเป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ดร.ไบรอัน กรีน อาจารย์ประจำวิชาฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ยอมรับว่า โดยทางทฤษฎีแล้ว การเดินทางข้ามมิติเวลาจะเกิดขึ้นผ่านปรากฏการณ์รูหนอนและหลุมดำ (ดร.กรีน รับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในภาพยนตร์ด้วย) ส่วน ดร.ซูซาน สมอลลี่ อาจารย์ประจำวิชาพันธุกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย UCLA ก็ยอมรับว่าหากมนุษย์ไม่ได้ใช้พฤติกรรมที่เรียกว่าไร้เดียงสาเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน พฤติกรรมนี้ก็อาจหายไปจากมนุษย์ และเป็นไปได้ว่ายีนที่มีความบริสุทธิ์จะสามารถทดแทนได้

   แน่นอนว่าทีมงานได้ลิขสิทธิ์เรื่องสั้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของทีมงานที่จะสร้างมันออกมาให้เป็นอย่างที่ต้องการ

   ในที่สุดเราก็ได้ความคิดพื้นฐานของ The Last Mimzy ถ้าคนเราหยุดมองรอบตัวด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง จะเห็นว่ามีหลายอย่างที่น่าวิตก ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่ยังมีเรื่องของสังคมด้วย ทุกวันนี้เราถือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ตลอดเวลา และถูกมันคุกคาม เด็กๆหมกมุ่นอยู่กับเครื่องเกม, โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ท แต่ละบ้านเปิดโทรทัศน์เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แม้จะปิดเสียงไว้ก็ตาม จอวิดีโอมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ข่าวสารมีแต่เรื่องความตาย เสียงเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์รบกวนชีวิตเรา ทั้งภายนอกและภายใน หูเราเริ่มเบิกกว้าง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งเสียงเรียกเราตลอดเวลา แล้วเราก็เริ่มปลีกตัวออกจากกันอย่างช้าๆ เมื่อความห่างเหินนั้นดำเนินไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราอาจไม่ต้องการความบริสุทธิ์ในจิตใจอีกต่อไป ผมเชื่อว่าหากเป็นอย่างนั้น มนุษย์เรากำลังตกอยู่ในปัญหาใหญ่

 

บ๊อบ เชย์
 

เกี่ยวกับงานสร้าง

 

   จุดเริ่มต้นของ The Last Mimzy ย้อนไปตั้งแต่ปี 1943 เมื่อนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ลูอิส แพดเจ็ทท์ (นามปากกาของคู่สามีภรรยา เฮนรี่ คัทเนอร์ และ ซี แอล มัวร์) ตีพิมพ์เรื่องสั้นชื่อ Mimzy Were The Borogroves ในหนังสือรวมเรื่องสั้น Astounding เรื่องราวเรียบง่ายเกี่ยวกับเด็กสองคนที่ได้พบกล่องลึกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่อง The Last Mimzy ในที่สุด


   ย้อนไปเมื่อปี 1990 ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์ ไมเคิล ฟิลลิปส์ (The Sting, Close Encounter of the Third Kind) ได้อ่านเรื่องสั้นของแพดเจ็ทท์ขณะกำลังมองหาเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ดังๆมาเป็นไอเดียในการสร้างหนัง

   “ผมรู้สึกว่ามีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในนั้น เราอ่านเรื่องสั้นไปประมาณพันกว่าเรื่อง แต่ Mimzy Were the Borogoves กระตุ้นจินตนาการผมทันทีที่ได้อ่าน” ฟิลิปส์เล่า “รสนิยมส่วนตัวในการสร้างหนังของผมคือ ความบันเทิงที่หลีกหนีจากความเป็นจริง และเรื่องนี้ก็มีคุณสมบัติข้อนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสองคนที่พบกล่องของเล่นจากอนาคต เป็นเรื่องที่น่าติดตามมาก”

    ฟิลลิปส์ยังมองเห็นศักยภาพของเรื่องราวที่จะนำมาขึ้นจอใหญ่ในแนวทางเดียวกับภาพยนตร์ไซไฟเรื่องเยี่ยมช่วงปี 1970 ถึงต้น 1980 ด้วย “หนังเรื่องนี้จะทำให้นึกถึงหนังอย่าง E.T. และ The Close Encounters of the Third Kind ที่พูดถึงความสงสัยเกี่ยวกับจักรวาลและสิ่งเหลือเชื่อที่อาจอยู่ในนั้น” ฟิลลิปส์เล่า “และมันพูดถึงเราในฐานะสัตว์โลกสายพันธุ์หนึ่งว่าจะเดินไปทางทิศไหน และเราจะกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้อย่างไรโดยกลับไปเป็นเหมือนที่เคยเป็น เรามีพรสวรรค์และศักยภาพอย่างที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน หนังนำเสนออนาคตอันสวยงามสำหรับสัตว์โลกอย่างมนุษย์เรา” ฟิลลิปส์เผยต่อว่า “เพราะฉะนั้นผมก็เลยซื้อลิขสิทธิ์เร่องสั้นนี้มาและเอาไปเสนอ บ๊อบ เชย์ ผู้บริหาร New Line Cinema ซี่งเขาพูดว่า ‘ผมรู้จักเรื่องนี้ ผมชอบมันตั้งแต่ยังเด็ก’ เราก็เลยตกลงร่วมงานกันไม่ยาก”


   กลายเป็นว่า บ๊อบ เชย์ รู้สึกกระตือรือร้นมากที่เรื่องสั้นที่เขาชอบมาตั้งแต่เด็กย้อนกลับมาหาเขาอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปหลายปี และเขาไม่ได้แค่ต้องการให้ New Line Cinema สร้างมันเท่านั้น แต่ยังต้องการกำกับมันเองอีกด้วย “มันเป็นเรื่องสั้นไซไฟที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งสมัยเด็กๆ หลังจากที่ไมเคิลออกจากออฟฟิศ ผมก็คิดว่า ผมอยากกำกับหนังเรื่องนี้ มันคงสนุกทีเดียว ยิ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมานานด้วยแล้ว นั่นแหละจุดเริ่มต้นของมัน”

   นอกจากนั้น เชย์ยังสนใจแก่นเรื่องร่วมสมัยเกี่ยวกับการสูญเสียความไร้เดียงสาของมนุษย์อันเกิดจากอิทธิพลของเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าเมื่อมนุษย์ยึดติดอยู่กับเทคโนโลยีมากขึ้น สุดท้ายเราอาจสูญเสียยีนหรือองค์ประกอบของยีนที่เป็นตัวสร้างอารมณ์ความรู้สึก” เชย์เล่า “ถ้าเราหยุดใช้ยีนบางประเภท ยีนเหล่านั้นก็จะหยุดทำงาน และก็แน่นอนว่าถ้าเราไม่ได้ใช้ความไร้เดียงสาเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน ยีนนั้นก็จะถูกแทนที่ และเราก็จะลืมเลือนว่าความบริสุทธิ์ของจิตใจเป็นอย่างไร”

   ข่าวเรื่องเชย์อยากกำกับเรื่องนี้เองทำให้ฟิลลิปส์ประหลาดใจไม่น้อย เพราะครั้งก่อนที่เคยร่วมงานกันเชย์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างบริหารมาตลอด “บอกตามตรงนะว่าผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่ เพราะผมไม่เคยเห็นเขากำกับ ผมรู้จักเขาในฐานะผู้อำนวยการสร้างบริหารเท่านั้น” ฟิลลิปส์เล่า “ผมไม่แน่ใจจนกระทั่งเราเริ่มเตรียมงานก่อนถ่ายทำ ผมถึงเห็นว่าเขาตั้งใจแค่ไหน เขาเข้าใจภาษาภาพยนตร์อย่างลึกซึ้งและทำได้ดีเยี่ยม หนังเรื่องนี้สร้างยากกว่าที่เราคิด มันเป็นความท้าทายที่ต้องร่วมงานกับเด็กสองคนเกือบทุกฉาก มีเอ็ฟเฟ็กต์ 340 ช็อต และกว่าครึ่งนักแสดงต้องแสดงกับสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์ที่จะใส่ไปทีหลัง แต่บ๊อบ (ผู้กำกับ) ก็รับมือกับความท้าทายเหล่านั้นได้ดีเยี่ยม”

   ในการสร้างฉากเอ็ฟเฟ็กต์อันซับซ้อนเหล่านั้น ทีมงานได้มอบหมายให้บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพิเศษ 3 บริษัทมารับผิดชอบฉากพิเศษคนละฉาก ได้แก่ บริษัท The Orphanage (จาก A Night at the Museum, Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest, Harry Potter and the Goblet of Fire) ที่ดูแลฉากสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์ส่วนใหญ่ของหนัง, บริษัท Rising Sun (จาก Superman Returns, Batman Begins และ The Lord of the Rings: Return of the King) ดูแลฉากใยแมงมุม และบริษัท Gentle Giant Studios (จาก X-Men: The Last Stand, The Da Vinci Code, The Chronicles of Narnia) ดูแลฉากสะพานเชื่อมอนาคต

   เมื่อได้ บ๊อบ เชย์ มาเป็นนั่งเก้าอี้ผู้กำกับ เขาและฟิลลิปส์ก็เริ่มดำเนินงานทันที ประสบการณ์อันโชกโชนในการอำนวยการสร้างหนังของทั้งคู่เป็นประโยชน์มากสำหรับการรับมือความท้าทายของการนำเรื่องสั้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ “เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงเต็มยาก” ผู้กำกับ บ๊อบ เชย์ กล่าว “เรื่องราวต้องดึงความสนใจ เราต้องการเรื่องราวที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กให้การตอบรับ เพราะมีบางอย่างที่น่าหลงใหลอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นเราก็เลยเลยเลือกเรื่องนี้และจ้างมือเขียนบทฝีมือดีชื่อ จิม ฮาร์ท มาเขียนบทร่างแรก


   ”บทร่างแรกนั้นเขียนเสร็จในปี 1993 และเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ที่สุดท้ายใช้ชื่อว่า The Last Mimzy “ผมเป็นผู้อำนวยการสร้างมา 35 ปี แต่หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องไหนที่ผมเคยทำ” ฟิลลิปส์เล่า “หนังเรื่องนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 12 ปี มีการเขียนบทร่างทั้งหมด 19 ร่างโดยมือเขียนบท 5 คน เริ่มจาก จิม ฮาร์ท ต่อด้วย โทบี้ เอ็มเมอริช (ประธานฝ่ายงานสร้างคนปัจจุบันของ New Line Cinema ที่ตอนนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายดนตรีประกอบและกำลังเขียนบทให้หนังไซไฟเรื่อง Frequency) สุดท้ายก็เป็น บรูซ โจเอล รูบิน ผมรู้สึกเหมือนจิมสร้างลำตัว โทบี้ให้ชีวิต และบรูซให้ปีกกับโปรเจ็คต์นี้ มันเป็นการเดินทางที่ไม่ธรรมดาเลย เหมือนขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา”

   ตอน รูบิน เข้ามารับหน้าที่เขียนบทร่างสุดท้าย เขาจำเรื่องราวนี้ได้ทันที แม้จะไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร “ตอนผม 10 ขวบ ผมได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่ง คิดว่าเป็น Fiction Theatre นะ มีอยู่ตอนหนึ่งที่เป็นเรื่องของเด็กสองคนที่พบของเล่นจากอีกโลกหนึ่ง” รูบินเล่า “ตอนนั้นผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา แกรี่ น้องชายผมเกาะติดขอบจอรอดูว่าตอนต่อไปเด็กสองคนนี้จะทำอะไรกับของเล่น จากนั้นมันก็หายไป ผมบอกน้องชายว่ามันต้องเป็นตอนแรก อาทิตย์หน้าต้องมีตอนต่อไป เช้าวันเสาร์ของอาทิตย์ต่อมาเราก็เลยตั้งตารอดูหน้าจอ แต่ก็ไม่มี เรางงกันมาก หลายปีผ่านไปผมก็ยังข้องใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับของเล่นและเด็กสองคนนั้น แล้วผมพลาดรายการตอนนั้นไปได้ยังไง”


   “แล้ววันหนึ่ง บ๊อบ เชย์ ก็โทรมาหาผมเกี่ยวกับเรื่องสั้นชื่อ Mimzy Were the Borogroves ผมนึกขึ้นได้ทันทีว่ามันคือเรื่องที่ผมเคยดูตอนเด็กๆ ในที่สุดผมก็จะได้รู้เสียทีว่าตอนจบเป็นยังไง แต่ปรากฏว่าเราไม่ได้ดูตอนจบครับ เราก็เลยไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับของเล่นพวกนั้น”

   ตอนจบแบบทิ้งให้คิดทำให้รูบินหงุดหงิดจนปฏิเสธที่จะเขียนบทหนังเรื่องนี้ในตอนแรก แต่หลังจากนั้นก็มีการเขียนบทหนังออกมาอีกหลายร่าง และในที่สุดมันก็กลับมาหารูบินอีก “บ๊อบส่งบทร่างที่ โทบี้ เอ็มเมอริช เขียนมาให้ผมอ่าน มันดีมาก แต่ตอนจบยังมีปัญหา ผมก็เลยมาคิดว่าจะทำยังไงดีให้มันเข้าท่า”

   “ผมใช้เวลาหลายปีเดินทางท่องเที่ยวในเอเชีย และทิเบตเป็นประเทศที่มีประเพณีที่น่าสนใจมากอยู่ประเพณีหนึ่ง คือเมื่อครูสอนศาสนาคนหนึ่งตาย พวกเขาจะมองหาว่าเขากลับชาติมาเกิดเป็นใครด้วยวิธีการหลายๆอย่าง หนึ่งในนั้นคือเอาของเล่นเก่าสมัยผู้ตายยังเด็กผสมรวมกับของเล่นอื่นๆแล้วเอาไปให้เด็กจำนวนหนึ่งที่น่าจะเป็นครูกลับชาติมาเกิดเลือกถ้าเด็กคนไหนเลือกของเล่นของครูที่ตาย ก็แสดงว่าเป็นครูคนนั้นกลับชาติมาเกิด ผมคิดว่านี่อาจเป็นกุญแจสู่หนังเรื่องนี้ จะยังไงก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันจะช่วยให้เห็นภาพหนัง กับเรื่องราวของของเล่นจากอนาคต และเด็กสองคนที่รู้ว่าต้องทำยังไงกับมัน”


   รูบินสรุปที่มาที่ไปของการเข้ามาเขียนบทให้หนังเรื่องนี้ว่า “ผมอยากให้หนังเรื่องนี้สื่อถึงการสำรวจและค้นพบความบริสุทธิ์ในวิญญาณมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนสัมผัสและเข้าใจได้ไม่ว่าจะยุคไหน มันเป็นเรื่องราวที่น่าเก็บรักษาเอาไว้ ผมคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นพาหนะที่ดีสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิญญาณเชิงปรัชญากึ่งนิทาน มันเป็นได้ทั้งหมดที่ว่ามาเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องราวธรรมดาแต่ลึกซึ้งกว่านั้น ผมแค่ต้องการเขียนบทหนังที่สื่อสารอะไรให้สังคม หนังส่วนใหญ่สร้างความบันเทิงให้คนหลีกหนีจากความเป็นจริงประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วก็ไม่ได้ให้อะไรกลับมา ผมไม่อยากเล่าอะไรแบบนั้น ผมอยากทำหนังที่ฝากอะไรคนดูกลับไปคิด บางอย่างที่เข้าไปอยู่ในตัวคุณและเปลี่ยนคุณไปบ้างสักเล็กน้อย ผมว่า The Last Mimzy มีคุณสมบัติเหล่านั้น”

   ไมเคิล ฟิลลิปส์ พูดสรุปเกี่ยวกับงานสร้างว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตอนที่เขาตั้งใจอ่านวรรณกรรมไซไฟคลาสสิคเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง “เรื่องนี้ทรหดมากกว่าจะได้ขึ้นจอใหญ่ ผมมองเห็นศักยภาพของมันถึงได้อดทนมานาน สิ่งที่ผมใช้วัดคือความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง นั่นคือสิ่งที่ผมมองหา ผมเชื่อว่าถ้าคุณมีไอเดียที่สร้างสรรค์ มีจินตนาการ และสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ผู้ชมก็จะให้การตอบรับ”

 

ค้นหานักแสดงตัวน้อย

 

 

   การค้นหานักแสดงเด็ก โดยเฉพาะที่เด็กมากๆ ที่มีพรสวรรค์พอจะสวมบทเป็นตัวละครนั้นๆและรับมือกับงานสร้างแบบนี้ได้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่เด็กเหล่านี้ยังต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วย งานนี้เชย์และฟิลลิปส์จึงขอความช่วยเหลือจาก มาร์เกอรี่ ซิมกิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการหานักแสดงเด็กมาช่วยคัดตัวนักแสดงเรื่องนี้ “มาร์เกอรี่สนับสนุนให้ผมเอื้อมมือออกไป ขยายจินตนาการ มองหานักแสดงที่มีคุณภาพที่จะนำหัวใจ ความขบขัน และความลึกซึ้งของเรื่องราวมาสู่หนัง” เชย์เล่า

   ซิมกินออกหาตัวนักแสดงใน 4 เมืองใหญ่ คัดเลือกผู้สมัครและเสนอคนที่ดีที่สุดให้เชย์และฟิลลิปส์ “เรียห์นนอนเข้าตามาตั้งแต่แรก มีบางอย่างในตัวเธอ ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา แต่ยังมีนิสัยซุกซนที่ผมชอบมาก” เชย์เผย

   การค้นหานักแสดงเพื่อมารับบทพี่ชายของเรียห์นนอนทำให้ทีมงานได้พบกับนักแสดงเด็กหน้าใหม่ คริส โอนีล “มันคงเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต ผมว่านะ” เชย์กล่าว “เราได้พบเด็กผู้ชายหลายคน และเลือกมา 4 คนเพื่อมาทดสอบบทรอบสุดท้าย หนึ่งวันก่อนหน้านั้น มาร์เกอรี่บอกว่าเธอได้เพบเด็กผู้ชายคนหนึ่ง และบอกว่าผมต้องเจอเขาให้ได้ คริสก็เลยได้เข้ามาทดสอบบทและทำพวกเราอึ้งตอนเขาอ่าน เพราะเขาใช้เวลาเตรียมตัวแค่ 10-20 นาทีเท่านั้น เขามีความจำดีมาก เขากลายเป็นม้ามืดและคว้าบทนี้ไปในที่สุด”


   เชย์เล่าต่อว่า “นี่คือการแสดงครั้งแรกของคริส เขาไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนยกเว้นงานประกวดการแสดงของโรงเรียนที่เขาได้รางวัลชนะเลิศ ผู้จัดการของฮอลลีวู้ดคนหนึ่งบังเอิญไปอยู่ที่งานนั้น เธอตื่นเต้นกับการแสดงของคริสมากและได้ขออนุญาตคุณพ่อของคริสใหพาเขามายังลอสแองเจลลิสในวันก่อนหน้าการทดสอบบทรอบสุดท้ายของเรา พวกเขาไปพบโมเดลลิ่งที่หานักแสดงเด็กซึ่งเขาโทรมาหามาร์เกอรี่ว่าให้ลองดูเด็กคนนี้แสดง นั่นแหละเราถึงได้คริสมารับบทนี้

   แต่นอกจากพรสวรรค์ส่วนตัวของคริสแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เคมีระหว่างเขาและรีนที่ผู้อำนวยการสร้าง ไมเคิล ฟิลลิปส์ กล่าวว่า “พวกเขาเป็นคู่ที่ลงตัวมาก ระหว่างการคัดตัว บ๊อบให้เด็กๆลองแสดงฉากหนึ่งที่ยากที่สุดในหนัง ซึ่งผลปรากฏว่าทั้งคู่แสดงได้ยอดเยี่ยม เรานั่งดูกันแบบอ้าปากค้างเลย”

   ผู้กำกับเชย์เองก็ยอมรับว่า “เด็กสองคนนี้เป็นนักแสดงตัวจริง มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากที่ได้เห็นเด็กอายุเท่านี้และยังไม่มีประสบการณ์อะไรมากมายมาถ่ายทอดอารมณ์และความเป็นตัวละครออกมาได้มีชีวิตชีวาขนาดนี้”

   การร่วมงานกับนักแสดงเด็กที่รับบทนำถือเป็นงานน่าสนใจสำหรับนักแสดงผู้ใหญ่คนอื่นๆ “ฉันเคยแสดงร่วมกับเด็กมาบ้าง ไม่มีเรื่องไหนที่เด็กต้องรับความกดดันขนาดนี้” โจลี่ ริชาร์ดสัน ผู้รับบทเป็นแม่ของเด็กทั้งสองกล่าว “ฉันบอกได้เลยว่าเรียห์นนอนและคริสเป็นมืออาชีพมากกว่าที่คุณคิดว่าเด็กจะเป็น พวกเขาทำงานดีมาก ที่มีคนเคยบอกว่าร่วมงานกับเด็กเป็นยังไงน่ะ อย่าไปเชื่อทั้งหมด เด็กๆสามารถมีสัญชาติญาณที่ดยอดเยี่ยมซึ่งดีสำหรับนักแสดงร่วม มันทำให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมากมาย เป็นโบนัสและเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันชอบแสดงกับเด็กๆ”

   ทิมโมธี ฮัตตัน และ โจลี่ ริชาร์ดสัน ผู้รับบทเป็นครอบครัวของเด็กทั้งสองก็ทำงานได้ดีเช่นกัน “บทพ่อแม่ของเด็กคู่ นี้แสดงค่อนข้างยาก เพราะพวกเขาต้องมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกทุกอย่าง” เรนน์ วิลสัน ผู้รับบทเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ของโนอาห์กล่าว “สิ่งที่ยอดเยี่ยมของโจลี่และทิมคือพวกเขาเป็นคนซับซ้อนที่สร้างตัวละครได้มีรายละเอียดมากกว่าในหน้ากระดาษ คุณจะรู้สึกได้ถึงความหวัง ความฝัน และสิ่งที่ผลักดันพวกเขา”

 

ดนตรีประกอบ

 

 
 

   ไม่เพียงทีมนักแสดงของ The Last Mimzy เท่านั้นที่เป็นดาวเด่นของเรื่อง ดนตรีประกอบก็เช่น ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้แต่งโดยนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โรเจอร์ วอเทอร์ นักร้องนำระดับตำนานองวง Pink Floyd และนักแต่งเพลงประกอบเจ้าของรางวัลออสการ์ โฮเวิร์ด ชอว์ จาก The Lord of the Ring ทั้ง 3 ภาค

   ชอว์ที่มีผลงานแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์กว่า 100 เรื่องเป็นนักแต่งเพลงแถวหน้าของวงการ นอกจากผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ The Lord of the Ring ทั้ง 3 ภาคที่ขายได้กว่า 6 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลกแล้ว ชอว์ยังมีผลงานเด่นเรื่องอื่นอีกมากมายด้วย ไม่ว่าจะเป็น The Departed, A History of Violence, The Aviator, Silence of he Lambs, Philadelphia และ The Fly

 

   วอเทอร์อัดเสียงเพลง Hello (I Love You) ใหม่เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นสถิติครั้งที่สองที่ศิลปินร็อคยอมอัดเสียงเพลงใหม่ให้ภาพยนตร์นำไปใช้เป็นเพลงประกอบ ขณะที่ชอว์รับหน้าที่แต่งดนตรีประกอบ วอเทอร์ร่วมงานกับชอว์และ เจมส์ กูธรี โปรดิวเซอร์เจ้าของรางวัล Grammy ของวง Pink Floyd เพื่ออัดเสียงเพลงนี้ ซึ่งทีมนี้มียอดฝีมือหลายคน ได้แก่ มือกลอง สตีฟ แกดด์ (เคยเล่นให้ เอริค แคลปตัน และ พอล ไซม่อน), มือกีต้าร์ เจอร์รี่ เลนเนิร์ด (กำกับดนตรีและเป็นมือกีต้าร์ของเดวิด โบวี่) ส่วนวอเทอร์ก็เล่นเบสและร้องนำ สาวน้อยวัย 6 ขวบนักแสดงนำจาก The Last Mimzy เรียห์นนอน ลีห์ รีน ก็ร้องเพลงประกอบเช่นกัน โดยร้องเป็นคอรัสให้กับวอเทอร์

   “ผมรู้สึกดีมากที่ได้ร่วมงานกับบ๊อบ เชย์ และ โฮเวิร์ด ชอว์ ในหนังเรื่องนี้” วอเทอร์กล่าว “เราช่วยกันแต่งจนได้เพลงที่เข้ากับเรื่องนี้ ซึ่งนั่นก็คือ ความขัดแย้งระหว่างสัญชาติญาณที่ดีและเลวของมนุษย์ และความไร้เดียงสาของเด็กว่าช่วยโลกได้อย่างไร”

 

นักแสดง

 

 

ทิมโมธี ฮัตตัน รับบท เดวิด วิลเดอร์
ผลงาน >> Ordinary People, Digging to China, Taps, Secret Window, Kinsey, The Good Shepherd
***ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Ordinary People (1980)
***เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ดราม่าจาก Taps (1981)

โจลี่ ริชาร์ดสัน รับบท โจ วิลเดอร์
ผลงาน >> The Patriot, 101 Dalmatians, Sister My Sister, Under heaven, ทีวีซีรี่ย์ Nip/Tuck
***เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในทีวีซีรี่ย์ประเภทดราม่าจาก Nip/Tuck (2003)

เรนน์ วิลสัน รับบท แลรี่ ไวท์
ผลงาน >> My Super Ex-Girlfriend, Dominion, Sahara, Full Frontal, Almost famous

แคทธรีน ฮาห์น รับบท นาโอมิ
ผลงาน >> How to Lose a Guy in 10 Days, A Lot Like Love, The Holiday

ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน รับบท นักสืบ บรอดแมน
ผลงาน >> The Green Mile, Daredevil, The Scorpion King, Armageddon, The Whole Nine Yard
***เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Green Mile (1999)
***เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Green Mile (1999)


เรียห์นนอน ลีห์ รีน รับบท เอ็มม่า วิลเดอร์
ผลงาน >> The Hulk

คริส โอนีล รับบท โนอาห์ (ผลงานการแสดงเรื่องแรก)

 

ทีมสร้าง

 

บ๊อบ เชย์ – กำกับ
ผลงานการกำกับ >> Book of Love, On Fighting Witches, Image
ผลงานอำนวยการสร้าง >> The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค, Frequency, A Nightmare on Elm Street

ไมเคิล ฟิลลิปส์ – อำนวยการสร้าง
ผลงาน >> The Sting (เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 1973), Taxi Driver (เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 1976), Close Encounters of the Third Kind, The Flamingo Kid

บรูซ โจเอล รูบิน – เขียนบท
ผลงาน >> Ghost, Brianstorm, Jacob’s Ladder, Deep Impact, Stuart Little 2
***ได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจาก Ghost (1990)

โทบี้ เอ็มเมอริช – เขียนบท
ผลงาน >> Frequency

แบรี่ ชูซิด – ออกแบบงานสร้าง
ผลงาน >> The Day after Tomorrow, Daredevil, Serenity

ฮาวเวิร์ด ชอร์ – เพลงประกอบ
ผลงาน >> A History of Violence, The Aviator, The Departed, The Silence of the Lambs, Philadelphia, The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค,
***ได้รับรางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก The Lord of the Rings: The Fellowship of the King (2001)
***ได้รับรางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)
***ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม (ชื่อเพลง Into the West) จาก The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)

เอริค เดิร์ส – ดูแลเทคนิคพิเศษ
ผลงาน >> Batman Forever, Batman & Robin, End of Days, Spider-Man 2, Syriana