A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง Phukradung Thailand ตุลาคม 9, 2010

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 2:11 pm

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง


 

ประวัติศาสตร์จังหวัดฉะเชิงเทรา Chachoengsao ธันวาคม 23, 2007

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 12:09 pm

 chachoengsao

ประวัติศาสตร์จังหวัดฉะเชิงเทรา

แม่น้ำบางปะกง

“….ตั้งแต่เมืองฉะเชิงเทรา ตั้งปากน้ำเจ้าโล้แล้วยกมาตั้งแปดริ้ว แล้วยกไปตั้งโสธร….” เป็นประโยคที่ได้จากจารึกในแผ่นเงิน  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ และถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ปัจจุบัน    เงินแผ่นนี้เจ้าอาวาสวัดพยัคฆาอินทาราม (วัดเจดีย์) เก็บรักษาไว้ คำว่า “แปดริ้ว” ปรากฏเป็นหลักฐานในข้อเขียนบรรยายภาพประวัติวัดสัมปทวน ความว่า “….บางช่องปั้นเป็นภาพของจังหวัดฉะเชิงเทรา สมัย ๖๐ ปี สมัย ๑๐๐ ปี ที่ล่วงมาแล้วให้ผู้ที่ยังไม่ทราบจะได้ทราบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเดิม เรียกเมืองแปดริ้วนั้น  สมัยนั้นๆ มีสภาพเป็นอย่างไร….”  และ พ.ศ. ๒๕๓๐ ความว่า “….เปลี่ยนจากเซาที่แปลว่า ความเงียบ ยังมีอีกคำหนึ่งที่เรียกว่า บางปลาสร้อยร้อยริ้ว บางปลาสร้อยก็คือ ชลบุรี ร้อยริ้วก็คือ แปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรานี้เอง…. ”
เมืองแปดริ้วอยู่ที่ไหน ถ้าแปดริ้วกับร้อยริ้ว คือเมืองเดียวกันด้วยอิทธิพลของภาษาจีนเพี้ยนเป็นคำไทย และถ้าเป็นเช่นนั้น เมืองฉะเชิงเทราเป็นเมืองโบราณเพราะหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบขึ้นภายหลังล้วนอยู่ในบริเวณใกล้เมืองฉะเชิงเทราทั้งสิ้น ดังนั้นชุมชนโบราณของฉะเชิงเทราก็ควรเป็นเมืองร้อยริ้วที่คล้องจองกับบางปลาสร้อยนั่นเอง
ถึงอย่างไรชื่อเมืองแปดริ้ว ก็จัดอยู่ในประเภทตำนานหรือมีนิทานชาวบ้านที่เลียบชาย    ฝั่งทะเล ยังมีมากกว่านี้ ถ้าหากนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์จะไม่หลงลืมดินแดนนี้ไปเสีย  เพราะหลักฐานที่เกี่ยวกับมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยังมีอีกมาก… “อย่างน้อยก็เป็นดินแดนปากทางเข้า และฐานเศรษฐกิจทางทะเลของที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเมืองไทยและที่ราบต่ำในเขมร…”
ทั้งหมดนี้คงพอจะเป็นพลังให้นักคิด  นักเขียน สามารถนำไปศึกษาข้อมูลเพื่อสนับสนุนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้มีความก้าวหน้าและสมบูรณ์ขึ้น
พงศาวดารกับประวัติเมืองฉะเชิงเทรานั้น ปรากฏหลักฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปกวาดต้อนครัวไทยกลับคืนมา  หลังจากที่พระยาละแวกได้ฉวยโอกาสขณะที่ไทยติดสงครามพม่า  เขมรเข้ามากวาดครัวไทย แถบจังหวัดจันทบูร ระยอง ฉะเชิงเทรา  และชาวนาเริง (นครนายก) ในการศึกษาครั้งนี้ ชาวฉะเชิงเทราได้มีส่วนช่วยราชการสงครามได้รับความชอบซึ่งเป็นเกียรติมาแต่ครั้งนั้น เจ้าเมืองซึ่งเคยมีบรรดาศักดิ์เพียง “พระวิเศษ” ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น “พระยาวิเศษ”  ตั้งแต่นั้นมา
ล่วงเข้าสมัยอยุธยาตอนปลาย กรมหมื่นเทพพิพิธได้รวบรวมกองทัพชาวเมืองแถบ   ตะวันออกพร้อมด้วยชาวเมืองฉะเชิงเทราเข้าร่วมในกองทัพนั้น  เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขอยุธยาที่กำลังเข้าตาจนในขณะนั้น แต่กองทัพไปเสียทีพม่าที่ปากน้ำโยธกาเสียก่อน
เมื่ออยุธยาคับขันถึงขนาดจะแก้ไขไม่ได้แล้ว พระยาตากได้คุมพลประมาณหนึ่งพันเศษ ตลุยทหารพม่ามาข้ามฟากที่ปากน้ำเจ้าโล้ อำเภอบางคล้า แล้วเดินทัพมุ่งไปตั้งตัวที่จันทบุรี ใช้เวลาบำรุงฝึกปรือกองทัพเป็นเวลา ๗ เดือนเต็ม แล้วจึงนำทัพขับไล่พม่าพ้นจากดินแดนไทย ในครั้งนั้นคนฉะเชิงเทราก็ได้เข้าร่วมไปกับกองทัพกู้ชาติอย่างสมภาคภูมิ และถือเป็นเกียรติยศของชาวเมืองฉะเชิงเทราที่มีเลือดของความเป็นผู้เสียสละและรักชาติอย่างแท้จริงตลอดมานั้นด้วย
เข้าสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองฉะเชิงเทราได้อยู่ในสายตาชาวตะวันตกแล้ว เพราะจากบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสกล่าวว่า “…..จังหวัดแปดริ้ว (ต้นฉบับเขียน          ) และบางปลาสร้อย ๓๐๐ คน…..” (หมายถึงมีคริสต์ศาสนิกชน) การบันทึกของฝรั่งนี้อยู่ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวต่างประเทศก็ให้ความสำคัญต่อดินแดนแถบนี้เป็นอย่างมาก ยิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินทางของฝรั่งก้าวหน้าและทันสมัย ก็ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้มีการสำรวจบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงนี้อย่างกว้างขวางอย่างแน่นอนเพียงแต่เรายังไม่พบหลักฐานที่เขาเขียนไว้อย่างละเอียดในตอนนี้เท่านั้น และคาดว่าต่อไปเมื่อพบคงจะทราบของแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นแน่
ต่อมาไทยเกิดบาดหมางกับญวน สู้รบกันในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และภายหลังญวนได้ได้ตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจึงทำให้ไทยเล็งเห็นถึงภัยที่จะมาจากเรือ   ต่างชาติ พระองค์จึงรับสั่งให้สร้างป้อมขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทราพร้อมกับเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองในปี พ.ศ. ๒๓๗๗ เมืองฉะเชิงเทราจึงปรากฏหลักฐานเป็นเมืองคล้ายเมืองสมัยใหม่คือมีป้อมป้องกันแบบเมืองสมัยใหม่เพื่อทานแรงจากการยิงของปืนเรือศัตรูที่มาทางเรือ ข้อนี้นับเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ควรจะเล็งเห็นถึงอดีตของกำแพงเมืองที่ยังอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษาเป็นอย่างดี  ป้อมเมืองหรือกำแพงเมืองฉะเชิงเทราสร้างขึ้นพร้อมกับวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ซึ่งถือเป็นวัดหลวงในสมัยนั้น เพื่อประกอบพิธีการต่างๆ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เกิดจลาจล “อั้งยี่” พวกนี้เป็นคนจีนที่อพยพเข้ามารับจ้างทำไร่ และเป็นกรรมกรในงานอื่นๆ เกิดมีความกำเริบยึดเมือง และฆ่าเจ้าเมืองฉะเชิงเทราในครั้งนั้นคือ พระยาวิเศษฤาชัย (บัว)  มีผลให้บ้านเมืองฉะเชิงเทราร่วงโรยไประยะหนึ่ง
พอเข้าสู่ยุคการล่าอาณานิคมอย่างจงใจของชาติมหาอำนาจ เมืองฉะเชิงเทราจึงได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ในด้านทิศตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง
เริ่มตั้งแต่การสร้างทางรถไฟมาถึงแปดริ้ว และสร้างที่ว่าการมณฑลปราจีนไว้ในย่านเดียวกัน คือริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง (ปัจจุบันคือศาลากลางไฟไหม้ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๙) สร้างกำลังทหารกองพล ๙ ขึ้นที่ตำบลโสธร (ค่ายศรีโสธรปัจจุบัน) สร้างโรงเรียนตัวอย่างมณฑลปราจีน

“ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์” (ปัจจุบันคือโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์) การที่ต้องเร่งดำเนินการสร้างบ้านเมืองให้ทันสมัยก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่กำลังไม่แน่ใจในอธิปไตยของชาติ เพราะชาติมหาอำนาจใช้นโยบายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคือ คนในบังคับของสถานกงสุลไปขึ้นศาลกงสุลสำหรับคนต่างด้าวโดยเฉพาะ ชาวจีนต่างก็สนใจที่จะไปเป็นคนในบังคับของต่างชาติ และพร้อมกับเมื่อมีข่าวเรื่องการเสียดินแดนให้กับชาติมหาอำนาจบ่อยๆ ด้วย จึงทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสต่อการปกครองของรัฐบาลไทยและเมืองฉะเชิงเทรานี้ ก็ได้เป็นตัวอย่างให้มณฑลอื่นๆ มาดูแบบอย่างการปกครองที่ก้าวหน้าและมั่นคงในครั้งนี้ด้วย จึงนับเป็นประวัติศาสตร์ที่ สมควรแก่การบันทึกให้เยาวชนชาวฉะเชิงเทราได้ภาคภูมิใจโดยถ้วนหน้าด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะได้ให้ทราบโดยทั่วกันคือ ดินแดนเมืองฉะเชิงเทรานี้มีประชาชนที่รวมกันอยู่หลายเชื้อชาติหลายวัฒนธรรม แต่ทางราชการก็ได้ดำเนินการปกครองที่ก่อให้เกิดความกลมกลืนได้อย่างราบรื่นกล่าวคือ แต่งตั้งปลัดเขมรขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง เรียกว่า “พระกัมพุชภักดี” เพื่อช่วยทางราชการปกครองคนไทยวัฒนธรรมเขมร หรือตั้งปลัดจีนขึ้นมาช่วยปกครองคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินที่ฉะเชิงเทรามากขึ้นในขณะนั้น และเรียกตำแหน่งปลัดจีนว่า “หลวงวิสุทธิจีนชาติ” และถ้าเป็นระดับ  นายอำเภอก็ตั้งเป็น “หมื่นวิจารณกฤตจีน” เป็นต้น
สรุปว่า เมืองฉะเชิงเทราได้คงความสำคัญของชาติบ้านเมืองมาแต่โบราณกาล เมื่อเข้าสู่ยุคการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ การปกครองในระบบเทศาภิบาลที่เริ่มมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็ยุติลง เริ่มใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๖และรัฐบาลก็กระจายอำนาจมายังส่วนภูมิภาค ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งภาคมีเขตรับผิดชอบ ๘ จังหวัด ซึ่งเป็นการตั้งภาคครั้งสุดท้ายแล้วก็ยกเลิกไป
ในปัจจุบัน ฉะเชิงเทรามี ๘ อำเภอ ๑ กิ่ง ได้แก่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอบางคล้า อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางปะกง อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอพนมสารคราม อำเภอสนามชัยเขต อำเภอแปลงยาว และกิ่งอำเภอราชสาส์น
มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เทศบาลตำบลบางคล้า สุขาภิบาล ๑๕ แห่ง และสภาตำบล ๘๙ ตำบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔ คน
มีกองพล ร.๑๑ ตั้งขึ้นเมื่อ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่ตำบลบางตีนเป็ด อ. เมือง       จ. ฉะเชิงเทรา ถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านการทหาร ซึ่งในสมัยการล่าอาณานิคม รัฐบาลก็ได้เคยขยายกำลังทหารระดับกองพลมาตั้งไว้ครั้งหนึ่งแล้วคือ กองพล ๙ ที่ได้กล่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง มาปัจจุบันสถาน-การณ์ทางชายแดนตะวันออกส่อไปในทางไม่ปลอดภัย รัฐบาลจึงเตรียมการไว้โดยไม่ประมาทซึ่งนับว่าเป็นขวัญและกำลังใจกับลูกแปดริ้วอีกส่วนหนึ่งด้วย
การศึกษาของจังหวัดนั้นนับว่าเคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังมาตั้งแต่สมัยปรับตัวเผชิญกับการล่าอาณานิคมแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีที่คนเมืองนี้สามารถรับรู้แนวความคิดเห็นใหม่ๆ ได้อย่างสะดวกโดยไม่รู้สึกขัดกับระเบียบชีวิตของตน เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว ทาง  องค์การยูเนสโก ก็ยังใช้เมืองฉะเชิงเทราเป็นศูนย์ทดลองการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งปัจจุบันสถานที่นี้ได้เป็นสำนักงานการศึกษาเขต ๑๒ ตั้งอยู่ที่ถนนมรุพงษ์ บริเวณริมน้ำหน้าวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์  นอกจากนั้นแล้วยังมีสถาบันชั้นสูงที่มีรากฐานจากการทดลองปรับปรุงการศึกษาในครั้งนั้น ช่วยสร้างคนแปดริ้วให้มีคุณภาพพร้อมกันอีกหลายโรงเรียนหลายวิทยาลัย
ฐานเศรษฐกิจของจังหวัดนับเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สมบูรณ์ยิ่งแห่งหนึ่งของประเทศไทยทีเดียว เพราะทั้งเรือกสวนไร่นา การปศุสัตว์ เจริญรุดหน้าไปกว่าแหล่งอื่นเป็นอันมาก

_______________________________
ที่มา : อ.สุนทร คัยนันทน์. หนังสือที่ระลึกเปิดศาลาประชาคมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระภูมิพลมหาราช. ชลบุรี : กมลศิลป์การพิมพ์, ๒๕๓๑.

  http://s10.histats.com/6.swf

 

เกาะบนทะเลเมฆ ดอยเชียงดาว พฤศจิกายน 30, 2007

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 3:36 pm

ข้อมูลทั่วไป ดอยเชียงดาว

ดอยเชียงดาว  เป็นภูเขาสูงอันดับ 3 ของประเทศด้วยความสูง 2,220 เมตร บางท่านก็ว่า 2,180 เมตร  บางท่านก็ว่า 2,300 เมตร ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเท่าไรแน่ รู้เพียงว่าสูงเป็นอันดับที่ 3 แน่นอน ตั้งอยู่ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ไปตามเส้นทางหลวงสายเชียงใหม่-ฝาง ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 72  หากนั่งรถผ่านไปตามเส้นทางดังกล่าวจะสังเกตเห็นเทือกเขาสูงชันทางด้านซ้ายมือนั่นล่ะคือดอยหลวงเชียงดาว

เทือกเชียงดาว มีสภาพเป็นยอดเขาสูงตั้งอยู่อย่างโดดเด่นด้านทิศตะวันออกติดกับทุ่งนาทางด้านทิศอื่นติดกับเทือกเขาที่ไม่สูงนัก บนเทือกเขาประกอบไปด้วยยอดเขาสูงหลายยอดที่สูงที่สุดคือยอดดอยหลวงเชียงดาวรองลงมาคือยอดปิรามิด,ดอยสามพี่น้อง,ดอยเหนือและยอดอื่นๆอีกหลายยอดที่ มีความสูงลดหลั่นกันไปซึ่งทั้งหมดนี้อยู่บนเทือกดอยเชียงดาวระหว่างยอดเขาต่างๆนั้นมีที่ราบกระจายตัวอยู่ทั่วไปซึ่งเรียกว่าอ่างสลุงซึ่งเป็นที่ราบ เหมือนท้องกระทะ สภาพป่าบนเทือกเขามีลักษณะเป็นป่าดิบเขากระจายตัวอยู่ทั่วไปในหุบเขาซึ่งเป็นที่อาศัยของนกจำนวนมากมีทั้งชนิดหาง่ายและหายาก ในบางช่วงของเส้นทางเดินจะต้องเดินผ่านป่าท่านจะได้ยินเสียงร้องให้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติจริงๆ นอกจากป่าดิบเขาจะเป็นที่อยู่ของนกต่างๆ แล้วยังเป็นที่เกาะอาศัยของมอส และกล้วยไม้ป่าอีกมากมายหลายชนิดซึ่งบางชนิดมีอยู่เฉพาะบนยอดดอยนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีต้นพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทยขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปช่วงที่มีดอกจะมองเห็นเป็นสีชมพูกระจายอยู่ทั่วไปในหุบเขา ตามข้างทางที่ต้องเดินผ่านไปก็ยังมีออกดอกสวยงามให้ชื่นชมขึ้นอยู่กับว่าการเดินทางจะตรงกับช่วงออกดอกหรือเปล่า

ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิสูงสุด 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด – 7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส

จุดน่าสนใจบนดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม หลายท่านเคยไปมาแล้วยังต้องกลับไปอีกทั้งๆ ที่การเดินทางสู่เขาสูงแห่งนี้ค่อนข้างลำบาก ทั้งนี้เพราะบนดอยหลวงเชียงดาวมีความสวยงามหลายอย่างคือ

จุดเด่นที่สุดที่นี่มีทัศนียภาพที่งดงามหากท่านได้ไปยืนอยู่บนยอดดอยท่านจะพบกับความสวยงามทุกมุมมอง

ที่นี่มีความหนาวเย็นที่บางคนต้องการไปสัมผัสกับความหนาวเย็น รับรองว่าไปที่นี่ไม่ผิดหวัง

นกก็เยอะ เชียงดาวจึงมีกลุ่มนักดูนกขึ้นไปเยี่ยมกันอยู่บ่อยๆ 

มีดอกไม้เฉพาะถิ่นที่สวยงามและหากที่ไหนไม่ได้ ดอกกุหลาบขาวเชียงดาวก็สวย หรีดเชียงดาวก็เยอะ และยังมีอีกเยอะแยะสำหรับพรรณไม้ดอกบนดอยแห่งนี้ สวยแต่ไม่มากมายหวือหวาที่ออกดอกกันเป็นทุ่งๆ เหมือนทุ่งดอกกะเจียว

ดาวที่นี่สวย ถึงแม้ว่าเราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันแต่ก็แปลกว่าที่นี่ดาวสวย คงเป็นเพราะยอดดอยแห่งนี้สูงมากจึงทำให้มองเห็นดาวที่สดใส และไม่มีสิ่งอื่นๆ มาบดบังสายตา

ความสวยงามต่างๆ ชมได้จากภาพทริปเชียงดาวที่ผ่านๆ มา

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ มุ่งสู่เชียงใหม่ จากเชียงใหม่ให้แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 107   เส้นเชียงใหม่-ฝาง ผ่านแม่ริมขับต่อไปอีกประมาณ 76 กิโลเมตรจนถึงตัวเมืองเชียงดาว แยกซ้ายตามถนนลาดยางเข้าไปยังบ้านถ้ำใช้เส้นทางเดียวกับถนนที่ไปถ้ำเชียงดาว หากเดินทางโดยรถโดยสาร มีรถโดยสารผ่านสายกรุงเทพฯ-ฝาง  กรุงเทพฯ-เชียงดาว นอกจากรถ บขส แล้วยังมีรถสองแถวท้องถิ่นสายเชียงใหม่-ฝาง ผ่านด้วย  จากแยกเข้าบ้านถ้ำให้เช่ารถเข้าไประยะทาง 5 กม.

ที่บ้านถ้ำเป็นจุดเริ่มต้นของทริปขึ้นดอยหลวงเชียงดาว นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อคนนำทางและลูกหาบได้ที่นี่ แต่ในช่วงวันหยุดจะหาคนนำทางและลูกหาบยากเพราะติดงาน  จากบ้านถ้ำต้องตัดสินใจว่าจะไปเส้นทางไหนดี

เส้นทางเดินขึ้นดอย

มี 3 เส้นทาง คือ

1. สายเด่นหญ้าขัด  เป็นเส้นทางที่เดินสบายกว่าเส้นทางสายอื่นๆ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชม. การที่จะไปเริ่มต้นเดินที่หน่วยเด่นหญ้าขัดต้องติดต่อเช่ารถท้องถิ่นให้ขึ้นไปส่งที่หน่วยฯ จากนั้นจึงเริ่มเดินเท้าเข้าสู่ป่า ผ่านป่าสนตัดลงสู่ทุ่งหญ้าในอ่างสลุง เดินไปเรื่อยๆ ก็จะถึงตีนดอยหลวงเชียงดาว หากเดินไปแยกผิดทางก็จะลงไปยังหมู่บ้านนาเลา ท่านไม่ต้องกลัวหลงทางเพราะต่อจากนี้ไปทุกคณะที่จะขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะต้องมีคนนำทางนำขึ้นไปเพราะนี่เป็นกฏของทางเขตฯ เพื่อต้องการให้ชาวบ้านมีรายได้  เส้นทางสายเด่นหญ้าขัดเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เดินกันมากที่สุดเพราะไม่โหด

2. สายนาเลา เป็นเส้นทางความโหดปานกลาง ต้องใช้รถขึ้นไปส่งเหมือนกัน ใช้เวลาเดินประมาณ 6 ชม. เส้นทางนี้แต่ก่อนนั้นเคยมีนักท่องเที่ยวใช้กันบ้างแต่น้อย เมื่อหลายปีก่อนผมพานักท่องเที่ยวขึ้นไป ปรากฏว่าทางปิด ผมต้องให้คนนำทางช่วยตัดทางขึ้นไป ตอนนั้นเถาวัลย์มีขนาดเท่านิ้วมือ สาเหตุที่คนใช้เส้นทางนี้กันน้อยเพราะว่าถนนที่รถจะขึ้นมาส่งยังจุดเริ่มเดินเป็นทางลูกรังที่เละเป็นหล่ม ทำให้ยากต่อการเดินทาง วันนี้เส้นทางสายนาเลาเป็นเส้นทางสะดวกที่นักท่องเที่ยวใช้ขึ้นดอยหลวงเพราะทางลูกรังที่ว่าได้เปลี่ยนไปเป็นถนนคอนกรีตแล้ว และที่ทางเก่าสายนี้ก็กำลังจะปิดอีกแล้วเพราะทางเขตฯ ได้เปิดเส้นทางใหม่โดยเริ่มจากหมู่บ้านชาวเขาเพื่อที่จะกระจายรายได้ไปยังชุมชน

3. เส้นทางสายบ้านถ้ำ ปัจจุบันห้ามขึ้นแต่ก็ยังมีเดินขึ้นกันเรื่อยๆ เป็นเส้นทางที่ตัดตรงจากบ้านถ้ำขึ้นสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาว เส้นทางสายนี้ขึ้นสวยลงไม่สวยเพราะตาลาย ใครจะขึ้นเส้นนี้ก็คิดให้ดีก่อน เวลาผมพานักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวจะใช้เส้นทางสายนาเลา เวลาผมขึ้นไปเที่ยวเองผมจะใช้เส้นทางสายบ้านถ้ำเพราะสะดวกดี เส้นทางก็สวย ดอกไม้ พรรณไม้ก็เยอะ ผมขึ้นเส้นทางนี้มา 5 ครั้ง แบกสัมภาระเองด้วย เหนื่อยแทบสลบ ตอนนี้ไม่ให้ขึ้นเส้นทางนี้แล้ว  ใช้เวลาเดินเร็วสุด 4 ชม  ปกติ 6 ชม เส้นทางนี้ปกติจะใช้เป็นเส้นทางเดินลงเพราะใกล้และตัดตรง ใช้เวลาเดินเร็วสุด 1 ชม. 50 นาที  ปกติ 3-4 ชม. ผิดปกติ 8-10 ชม. เคยลงช้าสุด 11 ชม.

จุดพักแรม  แต่ก่อนนั้นการพักแรมบนเทือกดอยเชียงดาวเป็นเรื่องที่คลาสสิกและโรแมนติกมาก คือว่าเมื่อเราเริ่มเดินไปอาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง หากเดินช้าไม่ถึงจุดกางเต็นท์หลักๆ เราก็สามารถตั้งแคมป์พักแรมกันในป่า ระหว่างเส้นทางมักจะเห็นร่องรอยการพักแรมเป็นจุดๆ โดยเฉพาะจุดที่มีพื้นที่ราบ บางครั้งก็พักแรมที่ชายป่า ในหุบเขา  ถ้าขี้เกียจกางเต็นท์ก็ไปหานอนที่กระท่อมเฝ้าไร่ฝิ่นของชาวเขา  จุดกางเต็นท์จุดสุดท้ายคือที่อ่างสลุงเชิงดอยหลวงเชียงดาว

ตอนนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้วเพราะดอยหลวงมีการจัดระเบียบกันใหม่เพื่อความเรียบร้อย ได้กำหนดจุดกางเต็นท์ไว้เป็นหลักๆ 2 จุดก่อนถึงและ 1 จุดที่เชิงดอย  ที่ดอยกิ่วลมห้ามขึ้นไปกางเต็นท์แล้วเพราะว่าข้างบนขาดแคลนไม้ที่ใช้ทำฟืน คนขึ้นไปตั้งแคมป์ข้างบนก็มักจะไปตัดไม้มาใช้งาน คนที่ตัดมากก็คือพวกลูกหาบและคนนำทางนี่แหล่ะ เขาตัดมาก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่น ตอนนี้จึงห้ามขึ้นไปตั้งแคมป์ข้างบนกิ่วลมแล้ว  นักท่องเที่ยวก็อย่างเพิ่งน้อยใจที่มาช้าอดขึ้นไปเที่ยว อันที่จริงพักในอ่างสลุงนั่นดีแล้วเพราะลมก็ไม่แรง ที่ราบก็เยอะ ไม่ต้องไปแย่งพื้นที่บนดอยกิ่วลมที่มีที่ราบแคบๆ ตอนที่อ่างสลุงใกล้ยอดสูงสุด พอตื่นเช้าขึ้นดอยสูงสุดได้สะดวกดี

สิ่งอำนวยความสะดวก

บนดอยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ไม่มีน้ำ ไม่มีร้านค้า ไม่มีบ้านพัก มีแต่ดอกไม้สวยๆ วิวสวยๆ น้ำและอาหารจะต้องจ้างลูกหาบแบกขึ้นไป

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมเข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่ คนละ 20 บาท ค่าพักแรมคืนละ 30 บาทต่อคน

จะไปเที่ยวดอยหลวงเชียงดาว ทำไงดี

ก็ต้องตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวกันเองโดยมีคนนำทาง แบกของเอง ทำอาหารกันเอง หรือ มีคนนำทาง มีลูกหาบ หรือจะไปซื้อทัวร์ที่นั่นให้นำขึ้นไป หรือจะซื้อทัวร์ไปจากกรุงเทพฯ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละท่านแต่ละกลุ่ม

1. ไปเที่ยวกันเอง  ตอนนี้ค่าใช้จ่ายสูงหน่อยเพราะต้องมีคนนำทาง ( บังคับให้ใช้ ) ถ้าหากไปเดี่ยวหรือไปกันเพียงสองสามคนก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงเพราะตัวหารน้อย  ถ้าตัดสินใจไปเที่ยวแบบนี้ก็ต้องเตรียมทีมให้พร้อม เลือกวิธีการเดินทางไปยังบ้านถ้ำ จะไปโดยขับรถยนต์ส่วนตัวไป หรือจะไปโดยรถทัวร์ปรับอากาศ หรือจะไปโดยรถ บขส หรือจะไปโดยรถโบก เลือกเอา ไปถึงตลาดเชียงดาวหาเช่ารถให้ไปส่งที่บ้านถ้ำ ติดต่อหาคนนำทางและลูกหาบที่นั่น  ช่วงฤดูหนาวมีคนไปเที่ยวดอยกันมากมักจะขาดแคลนลูกหาบ บางครั้งผมก็ต้องใช้ลูกหาบที่เป็นชาวต่างประเทศ ( ไทยใหญ่ )

2. ไปเที่ยวกับทัวร์ท้องถิ่น  ที่บ้านถ้ำมีทัวร์ท้องถิ่นพาขึ้นดอยหลวงหลายคณะ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ถูกบ้าง แพงบ้าง เลือกเอาตามความชอบใจเลยครับ ราคาขึ้นอยู่กับว่าคณะไหน  ล่าสุดปีนี้ค่าทัวร์ปกติคนละ 2,200 บาทต่อคณะ 8 ท่าน บางทัวร์ก็ 2,500 บาท บางทัวร์ก็ 1,800 บาท

3. ซื้อทัวร์ไปจากกรุงเทพฯ  ก็มีหลายทัวร์ให้เลือก ทั้งบริษัททัวร์ขนาดใหญ่ ทัวร์ขนาดเล็ก ทัวร์ตามเวบ ทัวร์สมัครเล่น ทัวร์มือใหม่ ทัวร์หารเฉลี่ย ทัวร์ชวนกันเที่ยวตามเนต หลากหลายรูปแบบให้เลือก ชอบแบบไหนเลือกแบบนั้นเลยครับ

ไปดูอะไรที่ดอยหลวงเชียงดาว….

ดอยหลวงเชียงดาวมีเส้นทางเดินป่าที่ท้าทาย   มีความสูงที่โดดเด่นด้วยลักษณะเทือกเขาที่สูงชันขึ้นมาจากพื้นราบ ความหนาวเย็นสุดๆ เพราะสูงถึง 2 กิโลเมตรกว่าๆ  จุดชมวิวที่สวยงามเมื่ออยู่บนยอดดอย จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม  ทะเลหมอกที่กิ่วลมสวยงามไม่แพ้ใคร บรรยากาศการแคมปิ้งในหุบเขาที่ยิ่งใหญ่มีสันเขาล้อมรอบทุกด้าน พืชพรรณหลากหลาย ดอกไม้เฉพาะถิ่นที่สวยงามมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคเหนือ เขต 1
โทร. 0-5324-8604, 0-5324-1466

 

ทำมายต้องปาย….ปาย พฤศจิกายน 5, 2007

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 12:59 am
 CNX685wtmk
 
คราย ครายก็ไปปาย
เค้าปายกันทามาย
หรือว่าไม่มีที่อื่นให้ปาย
หรือไม่รู้จาปายหนาย
นึกไม่ออกก็เลยต้องปาย
แต่เราก็อยากปาย
อยากรู้เจงๆว่ามันมีอาราย
แล้วมันสวยแค่หนาย
แล้วปายมันมีแมลงหมาย
แล้วปายมันอยุ่ที่หนาย
แล้วเราจะปายกับคราย
แล้วครายจะอยากปาย…ปาย
 
 
 
 
 
 
 
******************
 
 
ปาย เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่โดดๆ เป็นที่ราบเล็กๆ แวดล้อมด้วยเทือกเขาสูงทิวทัศน์สวยงาม เมื่อราว 20 ปีก่อน มีนักท่องเที่ยวประเภทแบกเป้เข้ามาพักกับชาวบ้านเกิดหลงไหลในความสวยงามของธรรมชาติและความเรียบง่ายของชมชนจึงบอกต่อกันไป จนทำให้นักท่องเที่ยวแบกเป้เดินทางมายังเมืองปายปีละหลายพันคน

     แม้ปัจจุบัน อ. ปายจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แต่ค่าครองชีพก็ยังถูกกว่าเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ มีที่พักราคาประหยัด บรรยากาศชุมชนยังสงบเรียบง่าย ที่เที่ยวแต่ละแห่งห่างกันราว 300-400 ม. การเดินทางสะดวกทั้งเดินเท้า หรือเช่าจักรยาน มอเตอร์ไซค์ขี่ท่องเที่ยว ร้านเช่าจักรยานที่รู้จักกันดีคือ รถถีบไต-ปาย ซึ่งจะมีแผนที่เส้นทางท่องเที่ยวแจกให้เป็นคู่มือด้วย

     ถนนสายหลักของ อ. ปาย คือ ถ. รังสิยานนท์ ถ. ราษฎร์ดำรง และ ถ. ชัยสงคราม เป็นถนนสายสั้นๆ มีเกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายโปสการ์ด ของที่ระลึก ร้านเช่าจักรยาน มอเตอร์ไซค์ ร้านอินเทอร์เน็ต ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันในย่านถนนสายหลักดังกล่าว การเดินเที่ยวในตัวเมือง หรือนั่งดื่มกาแฟ ชมบรรยากาศของเมืองที่สงบงาม นับเป็นการท่องเที่ยวเมืองปายที่มีเสน่ห์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น ของกินใน อ. ปาย ส่วนใหญ่เป็นอาหารแบบตะวันตก มีร้านเบอเกอรี่อยู่สองสามร้าน ร้านคอฟฟี่ชอป ร้านกาแฟที่น่านั่งมาก คือ ร้านออล อะเบาท์ คอฟฟี่ และผับที่ฝรั่งแบกเป้รู้จักดีคือ บี บ็อป ซึ่งมีดนตรีเล่นสดทุกคืน

ตื่นเต้นกับการล่องแพแม่น้ำปาย
        แม่น้ำปายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดใน จ. แม่ฮ่องสอน มีแหล่งต้นน้ำ มาจากเทือกเขาถนนธงชัยกับเทือกเขาแดนลาวในเขต อ. ปาย แล้ว ไหลลงมาตามหุบเขา ผ่าน อ. ปาย มีแม่น้ำสาขาหลายสายแต่ที่มีความสำคัญคือลำน้ำของ ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ในเขต อ. ปางมะผ้า ไหลมารวมกับแม่น้ำปาย ผ่านแม่ฮ่องสอน และไหลลงสู่แม่น้ำสาละวินที่บ้านใหม่ รัฐคะยา ประเทศพม่า เดิมทีการล่องแพแม่น้ำปายเริ่มล่องมาจากเขตต้นน้ำบริเวณบ้านเมืองน้อยในเขต อ. ปาย โดยใช้ไม้ไผ่นำมาผูกเป็นแพ ล่องมาตามสายน้ำแล้วมาขึ้นที่ อ. ปาย ภายหลังเกิดปัญหาการใช้ไม้ไผ่ในปริมาณมากเกินไป กรมป่าไม้จึงมีคำสั่งให้ปิดป่าไม่อนุญาตให้ตัดไม้ไผ่ เส้นทางการล่องแพนี้จึงยุติไปโดยปริยาย อีกทั้งน้ำในแม่น้ำปายตื้นเขินไปจากเดิม


    ปัจจุบันการล่องแพในแม่น้ำปาย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยใช้แพยางแทนแพไม้ไผ่ เส้นทางการล่องแพที่เป็นที่รู้จักจะเริ่มจากบ้านน้ำของ อ. ปางมะผ้า ล่องมาตามลำน้ำของมาออกแม่น้ำปาย สิ้นสุดเส้นทางที่ที่ทำการ อช. น้ำตกแม่สุรินทร์ บ้านปางหมู อ. เมืองแม่ฮ่องสอน ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน

น้ำตกหมอแปง บ้านหมอแปง ต. แม่นาเติง มีทั้งหมดสามชั้นใหญ่ที่สุดสามารถเล่นน้ำได้คือ ชั้นที่ 2 กับชั้นที่ 3 เป็นชั้นที่สวยงามมากในฤดุฝน

  กองแลน บ้านร้องแหย่ง มัลักษณะคล้ายแพะเมืองผี จ. แพร่ แต่มีขนาดเล็กกว่า จุดชมกองแลนอยู่บนเนินสูง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ อ. ปาย ผ่านต้นสนสองใบสวยงามมาก

  บ่อน้ำร้อนเมืองแปง บ้านเมืองแปง มีอุณหภูมิสูงถึง 95 องศาเซลเซียส น้ำร้อนไหลเป็นธารผ่านก้อนหินใหญ่น้อยลดหลั่นกันลงไปอย่างสวยงาม

 

 

ชาวอเมริกันโหวต กทม.เมืองท่องเที่ยวเยี่ยมสุดในเอเชีย ตุลาคม 20, 2007

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 9:21 am

 

ยิ้ม

กทม.เมืองท่องเที่ยวเยี่ยมสุดในเอเชีย จริงหรือเนี่ยะ
แบบว่าแล้วทำไมชั้นไม่มีที่เที่ยว(ว่ะ) เมื่อก่อนอยู่แถวสุขุมวิท ว่างก็ไปสวนเบญ
มาอยุ่แถวลาดพร้าวไม่รู้จะไปเที่ยวไหนก็นั้ง สาย8 พานพุทธดริฟ
ที่เดินเล่นก็เห็นจะมีอยู่แค่นี้ นึกไม่ออก ไม่เดินใต้สะพานก็เดินบนสะพาน
เดินห้าง เดินสยามก็ไม่ใช่แนว จตุจักรดีหน่อย
ไปวัดเหรอ ไปไมอ่ะ ใจไม่ศรัทธา
… หมดแระกรุงเทพ หรือยังไม่หมด ใครมีจิคศรัทธามีที่ไหนแนะนำบ้างง่ะ

  ———————-

   นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้ารับรางวัลการจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยว ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยกรุงเทพฯ ได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2007 ประเภทเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งของเอเชีย (Best City of Asia) จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านนิตยสาร Conde’ Nast Traveler สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำด้านการท่องเที่ยวที่มีผู้อ่านและสมาชิกในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ จ.เชียงใหม่ ยังได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยคะแนนที่สูสีกับฮ่องกง ซึ่งอยู่อันดับที่ 2 ส่วนการจัดอันดับโรงแรมชั้นนำ 75 อันดับ ของเอเชีย มีโรงแรมในประเทศไทยติดอันดับถึง 9 แห่ง ซึ่งผลรางวัลประจำปีนี้ จะเผยแพร่ลงในฉบับพฤศจิกายน 2550
        นางพรศิริ กล่าวด้วยว่า สถิตินักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2549 มีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ เข้ามาประเทศไทยจำนวน 640,674 คน ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีเดินทางเข้ามาแล้วกว่า 340,000 คน ซึ่งชาวอเมริกันที่เดินทางมาประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมในวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เช่น การท่องเที่ยววัดวาอาราม โบราณสถาน รวมทั้งกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ ขี่ช้างล่องแพ เรียนทำอาหารไทย และล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

 

     http://s10.histats.com/6.swf
 

 

อุทยานแห่งชาติขุนขาน อ. เมือง จ. เชียงใหม่ ตุลาคม 7, 2006

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 4:20 pm

 
อุทยานแห่งชาติขุนขานอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง และป่าแม่แจ่ม ท้องที่ตำบลแม่สาบ ตำบลบ่อแก้ว ตำบลสะเมิงเหนือ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง และตำบลบ้านจันทร์ ตำบลแม่นาจาร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ประมาณ 442,500 ไร่ หรือ 708 ตารางกิโลเมตร
     จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ ได้ทำการสำรวจและพิจารณาแล้วเห็นว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีสภาพธรรมชาติอันสวยงาม มีน้ำตก หน้าผา ถ้ำ หลายแห่งเหมาะสมให้กรมป่าไม้ทราบและพิจารณา กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่งที่ 934/2536 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2536 ให้นายสุรศักดิ์ วุฒิอิ่น ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ส่วนอุทยานแห่งชาติ มาดำเนินการสำรวจจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติขุนขาน”
     การดำเนินการสำรวจจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขุนขาน ได้ดำเนินการสำรวจมีเนื้อที่ประมาณ 442,500 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง และป่าแม่แจ่ม ท้องที่ตำบลแม่สาบ ตำบลบ่อแก้ว ตำบลสะเมิงเหนือ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิงและตำบลบ้านจันทร์ ตำบลแม่นาจาร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ รายงานให้ ส่วนอุทยานแห่งชาติและนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2538 ที่ประชุมพิจารณาเห็นว่า พื้นที่บริเวณที่สำรวจจัดตั้งทับซ้อนกับพื้นที่ที่กำลังมีปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติภาคเหนือ 13 แห่ง จึงได้มีมติที่ประชุม “ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขานไปดำเนินการแก้ไข ปัญหาราษฎรร้องเรียนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 13 แห่ง ทับซ้อนพื้นที่ทำกินของราษฎรก่อน”
     หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน ได้เข้าร่วมดำเนินการพิจารณาแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของราษฎร ของคณะกรรมกา
รตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด จนถึง ปี พ.ศ. 2540 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 เห็นชอบผลการเจรจากลุ่มปัญหาป่าไม้และที่ดิน กรณีป่าอนุรักษ์ภาคเหนือ (เขตอุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1) จำนวน 19 แห่ง ซึ่งปรากฏว่าไม่มีรายชื่ออุทยานแห่งชาติขุนขานอยู่ในข้อเรียกร้องแล้ว สำหรับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ได้ดำเนินการประชุมชี้แจง แก่สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่จำนวน 6 ตำบล รวมทั้งทำการเดินสำรวจกันเขตที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของราษฎรออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน สมาชิก อบต. และร่วมกันกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติ พร้อมปรับลดพื้นที่ให้เหมาะต่อการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติในอนาคต ทำให้ขนาดของพื้นที่ลดลงเหลือเนื้อที่ประมาณ 248,125 ไร่
     ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติต่อไป
     ลักษณะภูมิประเทศ
     พื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนขานตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 18 องศา 46 ลิปดา ถึง 19 องศา 02 ลิปดาเหนือ และลองติจูดที่ 98 องศา 23 ลิปดา ถึง 98 องศา 49 ลิปดาตะวันออก อาณาเขตทิศเหนือจด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ท้องที่ตำบลยั้งเมิน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศใต้จดพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติออบขาน ท้องที่ตำบลบ่อแก้ว ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ท้องที่ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันออกจด เขตอำเภอแม่ริม ท้องที่ตำบลโป่งแยง ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันตกจด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ท้องที่ตำบลแม่แดด ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
     พื้นที่ส่วนใหญ่
เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนโดยทั่วไป มีความสูงตั้งแต่ 500-1,708 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยอดเขาที่สุงที่สุดคือ ยอดดอยปุงเกี้ย สูง 1,708 เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำแม่ขาน และแม่น้ำแม่แจ่ม แม่น้ำทั้ง 2 สาย ไหลลงสู่แม่น้ำปิง
     ลักษณะภูมิอากาศ
     สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส ต่ำสุดเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไป 23 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,380 มิลลิเมตร
     พืชพรรณและสัตว์ป่า
     สภาพป่าของอุทยานแห่งชาติ ประกอบไปด้วยป่า 5 ชนิด คือ
     ป่าดิบเขา พบตามภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป บริเวณตอนบนของพื้นที่และบริเวณเทือกเขาแบ่งเขตอำเภอสะเมิงกับอำเภอแม่แจ่ม พันธุ์ไม้ที่พบมากได้แก่ ก่อ สนสามใบ ทะโล้ ตุ้มเต๋น มะขามป้อม จำปี มะส้าน สารภีป่า นมนาง เป็นต้น
     ป่าดิบแล้ง พบทั่วไปบริเวณหุบเขาและริมลำห้วยในระดับความสูง 600-1,000 เมตร พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ได้แก่ ยาง ตะเคียน มะม่วงป่า ลำไยป่า มะไฟ มะเดื่อ เป็นต้น
     ป่าสนเขา พบตามยอดเขาโดยทั่วไปที่ระดับความสูง 700-1,300 เมตร พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ได้แก่ สนสองใบ สนสามใบ ก่อ รัก รัง เหียง เป็นต้น
     ป่าเบญจพรรณ พบทางทิศตะวันออกของพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้แก่ สัก เติม สมอไทย เส้า แดง ประดู่ เสี้ยว มะแฟน ซ้อ เป็นต้น
     ป่าเต็งรัง พบมากโดยทั่วไปบริเวณภูเขาที่ไม่สูงมากนัก พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง สนสองใบ มะกอก เส้า เสี้ยว เป็นต้น
     สัตว์ป่าที่มีมาก ได้แก่ เก้ง หมูป่า ไก่ป่า เม่น หมาไน หมาจิ้งจอก นิ่ม ตุ่น กระรอก กระต่ายป่า บ่าง ค้างคาว อีเห็น พังพอน เป็นต้น ที่มีน้อยได้แก่ ลิง ชะนี เสือ เลียงผา นกกก เป็นต้น
     

สิ่งอำนวยความสะดวก
     ห้องสุขาชาย
     มีห้องสุขาชายให้บริการ
     ห้องสุขาหญิง
     มีห้องสุขาหญิงให้บริการ
     สถานที่กางเต็นท์/เต็นท์
     มีพื้นที่กางเต็นท์ พร้อมห้องน้ำ-ห้องสุขารวม ไว้ให้บริการ ท่านสามารถนำเต็นท์มากางเอง หรือติดต่อขอใช้บริการเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีค่าบริการอยู่หลายอัตราขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของเต็นท์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ รายละเอียดเกี่ยวกับที่พักเต็นท์ขอให้ติดต่อสอบถามกับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

 

ปางอุ๋ง อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน ตุลาคม 2, 2006

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 5:51 pm
  

   หมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน
     ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสนเขียวขจี งดงามจนถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในเมืองไทย เปรียบได้กับ นิวซีแลนด์เมืองไทยและเมื่อได้สัมผัสกับแปลงพันธ์ไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่ปลูกประดับในโครงการ ฯ ซึ่งเปรียบเสมือนกับ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย
     ปางอุ๋ง …เมื่อฟากหนึ่งเป็นนิวซีแลนด์ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นสวิสเซอร์แลนด์
     การเดินทาง
     กรุงเทพ-ฮอด
     จากกรุงเทพ เดินทางผ่าน อยุธยา-นครสวรรค์-ตาก ถึง อ.ลี้ แยกซ้ายเข้าอำเภอ เดินทางต่อไปยังเส้น ลี้-บ้านโฮ่งก่อนถึง อ.บ้านโฮ่ง สังเกตุป้ายนัดนึงนะครับ จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายไปดอยเต่าเลี้ยวซ้ายจากนั้นก็วิ่งตามป้ายจนถึงฮอด ถึงสุดทางซึ่งจะเป็นสามแยกรูปตัว T ให้เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 200 เมตร จะเป็นวงเวียนเลี้ยวซ้ายที่วงเวียนก็จะเข้าสู่เส้นทาง ฮอด – แม่ฮ่องสอน ครับ
     ฮอด-แม่ฮ่องสอน
     จากฮอด วิ่งไปเรื่อย ๆ ตามทางสายหลัก ผ่าน อ.แม่สะเรียง, อ.แม่ลาน้อย, อ.ขุนยวม ก็จะถึงแม่ฮ่องสอนครับเส้นทางจาก ฮอด-แม่ฮ่องสอน คดเคี้ยวขึ้นเขา 1,864 โค้ง
     ใครไม่ชำนาญการขับรถ ขึ้น-ลง เขา ผมไม่แนะนำให้ขับรถไป
     แต่หากต้องการขับไปจริง ๆ ก็เผื่อเวลาสำหรับการเดินทางอีก 20% และขับให้ช้าสักนิดเพื่อความปลอดภัยครับ
     แม่ฮ่องสอน-ปางอุ๋ง
     ออกจากเมืองแม่ฮ่องสอนไปตามเส้นทาง แม่ฮ่องสอน-ปางมะผ้า-ปาย ไปสัก 10 กม.จะมีป้ายบอกว่าเลี้ยวซ้ายไป บ้านรวมไทย น้ำตกผาเสื่อ พระตำหนักปางตอง ซึ่งอยู่บนเ้ส้นทางเ
ีดียวกันเดินทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านน้ำตกผาเสื่อ ผ่านพระตำหนักปางตอง สังเกตุทางแยกซ้ายมือ จะมีป้ายเล็ก ๆ เขียนบอกว่าไป "บ้านรวมไทย" ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้านห้วยมะเขือส้มซึ่งจะมีทางแยกรูปตัว T เลี้ยวขวาตรงแยก ตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะถึง บ้านรวมไทย หรือ ปางอุ๋ง ครับเส้นทางจากแม่ฮ่องสอน -ปางอุ๋ง นอกจากเส้นทางจะคดโค้ง ขึ้นเขาชันจัด ๆ และถนนแคบมาก ๆ แล้วยังมีหมอกเป็นอุปสรรคอีกต่างหาก ควรเดินทางในช่วงกลางวันจะปลอดภัยกว่ามาก
กรณีที่ไม่ได้ขับรถไปเอง
นั่งรถทัวร์ กทม.-แม่ฮ่องสอน จากนั้นก็ไปที่หน้าตลาด ถามหาคิวรถปางอุ๋ง  ซึ่งมีขึ้น-ลง วันละ 2 เที่ยว ในตอนเช้า และ บ่าย จากนั้นก็นั่งรถไปถึงปางอุ๋งได้เลย
 
 
 

 

ทำไงจะได้ไปหล่ะเนี่ยะ

  http://s10.histats.com/6.swf