A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง มีนาคม 8, 2008

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 2:51 pm
 
ชีวประวัติโดยสังเขปของกรัมชีในที่นี้เป็นการเรียบเรียงจากงานชิ้นต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกช่วงชีวิตที่สำคัญของกรัมชีได้เป็น ช่วงแรกคือ ช่วงแรกของชีวิตที่ซาร์ดิเนีย ช่วงของการศึกษาต่อที่และเริ่มมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตูริน ถัดจากนั้นจึงเป็นช่วงสมัยของการปกครองแบบฟาสซิสต์ และช่วงเวลาสำคัญอีกช่วงก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของกรัมชี นั่นคือ ช่วงชีวิตในคุก

ซาร์ดิเนีย (Sardinia) 1891-1911
อันโตนิโอ กรัมชี นักมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1891 ที่เมือง Ales เกาะซาร์ดิเนีย ซึ่งเป็นพื้นที่ยากจน และประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม. พ่อของอันโตนิโอ กรัมชี หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำงานเป็นเสมียนให้กับรัฐบาล และต่อมาต้องถูกจับในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ส่งผลให้แม่ของอันโตนิโอ ต้องประสบปัญหาอย่างมากในการเลี้ยงดูอันโตนิโอ และพี่น้องรวมอีก 6 คน โดยการหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างตัดผ้า

ในวัยเด็กขณะที่เขามีวัยเพียง 4 ปี เขาได้พลัดตกจากอ้อมแขนของพี่เลี้ยง อุบัติเหตุในครั้งนั้นส่งผลส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังของเขา ซึ่งส่งผลให้เขาต้องกลายเป็นคนหลังค่อม และมีปัญหาทางสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงนับแต่นั้นเป็นต้นมา. กรัมชีเป็นเด็กที่เรียนได้ดี แต่เนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่มีข้อจำกัดทำให้ครอบครัว ไม่สามารถส่งเขาให้เรียนต่อถึงระดับมหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นหากเขาต้องการเข้าเรียนต่อในระดับสูงเขาจะต้องสอบชิงทุนการศึกษาให้ได้ ซึ่งเขาก็สามารถทำได้สำเร็จเมื่อสามารถสอบชิงทุนทั่วประเทศได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยตูริน ณ เมืองตูริน เมืองที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ที่ต่างไปจากซาร์ดิเนียแหล่งกำเนิดของเขา

ตูริน (Turin) 1911-1920
กรัมชีเริ่มศึกษาที่มหาวิทยาลัยตูรินในปี 1911 และได้ศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์ (Linguistics) แต่ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ทำให้กรัมชีไม่สำเร็จการศึกษาดังที่ได้ตั้งใจไว้. ต่อมาในปี 1913 กรัมชีได้เข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยมอิตาลี (Italian Socialist Party หรือ PSI) (*) และได้เริ่มมีบทบาทในการเริ่มงานเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ของพรรค ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาในปี 1916 เขาก็ได้เริ่มทำงานด้วยการยึดอาชีพนักหนังสือพิมพ์ และเขียนให้กับ Il Grido del Popolo และ Avanti!

(*)The Italian Socialist Party (Partito Socialista Italiano, PSI) was a socialist/social democratic political party founded in Genoa in 1892. Once the dominant leftist party in Italy, it was eclipsed in status by the Italian Communist Party following World War II. It dissolved in 1994 as a result of the Tangentopoli scandal, an investigation into political corruption by the Italian government.

The Italian Socialist Party was founded in 1892 by delegates of several workers’ associations. It was part of a wave of new socialist parties at the end of the nineteenth century, and had to endure persecution by the Italian government during its early years. At the start of the twentieth century, however, the PSI chose not to oppose the governments led by five-time prime minister Giovanni Giolitti. This conciliation with the existing governments, and its improving electoral fortunes, helped to establish the PSI as a mainstream Italian political party by the 1920s.

Despite the party’s improving electoral results, however, the PSI remained divided into two major branches, the Reformists and the Maximalists. The Reformists, led by Filippo Turati, were strong mostly in the unions and the parliamentary group. The Maximalists, led by Benito Mussolini, were affiliated with the London Bureau of socialist groups, an international association of left-socialist parties. The schism between these factions made it difficult for the PSI to make decisions with one voice.

In 1912, Mussolini and the Maximalists prevailed at the party convention, and thereafter expelled the Reformists. At the outbreak of World War I, the PSI remained firmly pacifistic in the face of Nationalist violence, unlike other European Socialist Parties, and Mussolini was thrown out. The PSI never accepted Lenin’s ideology of transforming the "imperialist war" into civil war (revolution).

The party’s leadership remained in exile during the Fascist years. After World War II, the party returned to stand in Italy’s first post-war elections in 1946, and obtained 22.6 % of the popular vote.

In 1948, the Socialist Party ran for elections as part of a Popular Front, the Fronte Democratico Popolare, in alliance with the Italian Communist Party, or PCI. However, it lost at the polls, with many of the party’s supporters choosing instead to vote for the PCI. Nonetheless, the PSI continued its alliance with the PCI until 1956, when Soviet repression in Hungary caused a major split between the two parties.

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1917 คือ ได้เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย โดยพรรคบอลเชวิก ภายใต้การนำของเลนิน ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น กรัมชีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการให้กับ PSI สาขาตูรินด้วย. เหตุการณ์สำคัญนอกจากนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่ตูรินของกรัมชีได้แก่การที่ เบนิโต มุสโสลินี ได้ก่อตั้งพรรค Fasci Italiani di Combattimento (*) ขึ้นที่มิลาน ในปี 1919 และในปีเดียวกันได้มีการจัดการประชุมคอมมิวนิสต์สากล (Comintern) หรือสากลที่สามขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงมอสโก

(*)Fasci Italiani di Combattimento : The Fasci Italians are fighting a political movement in Milan founded by Benito Mussolini on March 23, 1919, the future Duce provided for the implementation of a specific "programme San Sepolcro" (the name of the square where it was proclaimed). The first belonging to Fasci is called sansepolcristi, embellished a band giallorossa (the colors of Rome); the squadristi simple instead were recognizable by a red stripe at the wrist black shirt.

The premises of the first headquarters in Milan were made available by Lombard of Industrialists, the haunt was marked by symbols that will become common in iconography fascist: the dagger, the pennant of daring, the skull. The symbol of the Roman Fascist symbol like him and many symbols of the regime refer to those dell’Antica Rome.

The Fasci gathered by Italian citizens accumunati order to stop the Bolshevik activities. Most participants of the first hour interventionists were veterans of the First World War. Much of them had previously militant formations in the left (Socialists, Republicans, trade unionists revolutionaries).

Their main action, especially violent in nature, were aimed at countering the wave of strikes Communists. Devastarono many newspaper offices, homes and party of the people; intervene alongside the private agricultural red during the biennium to deal with the riots organized by the laborers.

สมัยฟาสซิสต์ และพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (Fascism and the PCI) 1921-1926
ชีวิตในช่วงเวลาต่อมาของกรัมชีเป็นยุคสมัยฟาสซิสต์เรืองอำนาจ โดยที่ในปี 1921 พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Party). ต่อมาในปี 1922 กรัมชีได้รับเลือกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีให้เป็นตัวแทนไปในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากล (สากลที่สาม) หรือComintern ที่มอสโก และที่นั่นทำให้เขาได้พบกับภรรยาของเขาในเวลาต่อมา คือ Julia Schucht ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น พรรคฟาสซิสต์ได้ขยายอำนาจยึดกรุงโรม และมุสโสลินีก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้

หลังจากที่ได้เป็นตัวแทนไปประชุมคอมมิวนิสต์สากลที่กรุงมอสโกในปี 1922 อีกสองปีต่อมาคือในปี 1924 กรัมชีได้เดินทางไปยังกรุงเวียนนาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเขา และในปีนี้เองที่ลูกชายคนแรกของเขา "เดลิโอ" (Delio) ได้ถือกำเนิด ก่อนที่ต่อมาในปี 1925 ภรรยา และลูกได้ย้ายมาอยู่กับกรัมชีที่กรุงโรม

ชีวิตในคุก (Prison) 1926-1937
ช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดของกรัมชีคือช่วงชีวิตของการเป็นนักโทษการเมือง สมัยฟาสซิสต์นี้เอง ทั้งนี้ในปี 1926 กรัมชีและครอบครัวได้อพยพลี้ภัยการเมืองจากการคุกคามของฝ่ายฟาสซิสต์ไปยังชายแดนสวิตเซอร์แลนด์แล้ว แต่กรัมชีได้กลับไปยังกรุงโรมอีกครั้ง เนื่องจากการที่เขามองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะเขาเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่ถูกจับเนื่องจากเขาได้รับสิทธิคุ้มกันเนื่องจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่กรัมชีก็ถูกจับโดยฝ่ายฟาสซิสต์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 1926 และถูกส่งไปยังคุกต่างๆ และไม่ได้รับอิสรภาพอีกเลยจนวาระสุดท้ายของชีวิต. ปีเดียวกับที่กรัมชีถูกจับกุมนี้เองลูกชายคนที่สองของเขา "จูเลียโน" (Giuliano) ได้ถือกำเนิด โดยที่กรัมชีจะไม่มีโอกาสได้เจอลูกชายคนที่สองของเขาเลย

ต่อมาในปี 1928 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี 4 เดือน กับอีก 5 วัน กรัมชีใช้ชีวิตในเรือนจำหลายที่จนกระทั่งปี 1933 เขาจึงได้ย้ายออกไปรักษาตัวที่คลินิกเล็กๆ ในเมืองฟอร์เมีย เนื่องจากอาการป่วย และสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก เขาใช้เวลาช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายของชีวิตไปกับการรักษาอาการป่วยที่คลินิกอีกหลายแห่ง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเขาได้มาถึงเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1937 รวมอายุได้ 47 ปี

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

คลาลิด้า เซีย (Khaleda Zia): นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแห่งบังคลาเทศ ธันวาคม 15, 2006

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 12:06 am
คลาลิด้า เซีย เกิดเมื่อปี พ.ศ.2488 ปัจจุบันอายุ 61 ปี พลิกจากบทบาทชีวิตแม่บ้านสู่ถนนการเมือง หลังจากที่ประธานาธิบดี Ziaur Rahman ผู้เป็นสามีถูกลอบสังหารเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2524, เดือนมีนาคม 2526 เซีย ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ที่สามีเป็นผู้ก่อตั้ง และเดือนสิงหาคม ปีถัดมา เซียขึ้นรับตำแหน่งประธานพรรคฯ เซียเริ่มบทบาททางการเมืองด้วยการต่อต้านรัฐบาลทหารของ Hossain Mohammad Ershad ที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อเดือนมีนาคม 2525 เซียนำพรรคบีเอ็นพีร่วมกับพันธมิตรอีก 7 พรรค บอยคอตการเลือกตั้งทุกครั้งที่รัฐบาลทหารจัดให้มีขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล การต่อต้านของเซียทำให้เธอถูกจับกุมคุมขังถึง 7 ครั้งในช่วงระหว่าง 9 ปีภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการ การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน กดดันให้ประธานาธิบดี Ershad ต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2533 และรัฐบาลรักษาการณ์จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 พรรคบีเอ็นพีชนะการเลือกตั้ง และเซียได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังคลาเทศ รัฐบาลของเซียให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา และนโยบายสตรี โดยได้จัดสวัสดิการให้เรียนฟรีสำหรับการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษา และพยายามเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษา โดยจัดสรรงบประมาณพิเศษช่วยค่าอาหารและค่าเล่าเรียนให้นักเรียนหญิงจนถึงเกรด 10 เซียเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นวาระที่ 2 เมื่อพรรคบีเอ็นพีชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกพรรคการเมืองอื่นๆ กล่าวหาว่าไม่โปร่งใส และเรียกร้องให้มีรัฐบาลรักษาการณ์มาจัดการเลือกตั้งใหม่ เซียปฏิบัติตามคำเรียกร้อง โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งรัฐบาลรักษาการณ์มาจัดการเลือกตั้ง แล้วจึงประกาศยุบสภาเพื่อเปิดทางให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 12 มิถุนายน ปีเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้พรคคบีเอ็นพีพ่ายแพ้ ต้องกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ เดือนตุลาคม พ.ศ.2544 เซียกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังคลาเทศอีกเป็นวาระที่ 3 เมื่อพรรคบีเอ็นพีของเธอชนะการเลือกตั้ง วาระที่ 3 ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเซียกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคมนี้ ท่ามกลางปัญหามากมายที่รายล้อม เช่น การก่อการร้าย การคอรัปชั่น และข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มต่างๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในบังคลาเทศ

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

สีมา ซามาร์ (Sima Samar): เสียงเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งอัฟกานิสถาน ธันวาคม 12, 2006

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 2:42 am

สีมา ซามาร์ เกิดเมื่อ พ.ศ.2500 ปัจจุบันอายุ 49 ปี เธอเป็นผู้หญิงคนแรกของชนชาติกลุ่มน้อย Hazara ในอัฟกานิสถาน ที่มีโอกาสเรียนและจบการศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคาบูล หลังจบการศึกษาในปี พ.ศ.2525 ซามาร์ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลในกรุงคาบูลได้เพียงไม่กี่เดือน ก็ต้องอพยพหนีภัยกลับไปบ้านเกิดในเขตชนบท ปี พ.ศ.2527 สามีของเธอถูกจับกุมและหายสาบสูญไป ซามาร์ต้องพาลูกชายอพยพหนีภัยไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย บริเวณชายแดนปากีสถาน และช่วยงานรักษาพยาบาลผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานที่เป็นสตรี ซึ่งผู้อพยพหญิงเหล่านี้ถูกห้ามไม่ให้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่เป็นบุรุษ  ปี พ.ศ.2544 ซามาร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีกิจการสตรี ในรัฐบาลชั่วคราวของอัฟกานิสถาน เธอลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกกดดันจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่พอใจกับการตั้งคำถามของเธอต่อกฎหมายอิสลามที่กดขี่ผู้หญิง  ซามาร์ไม่ยอมรับข้อบังคับทางศาสนาที่ห้ามผู้หญิงมุสลิมปรากฏตัวในที่สาธารณะ รวมทั้งการบังคับให้ผู้หญิงต้องห่อหุ้มร่างกายจากหัวจรดเท้า ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้หญิงมุสลิมด้วย ซามาร์กล่าวว่า ผู้หญิงมุสลิมจำนวนมากเป็นโรคกระดูกเปราะเพราะร่างกายขาดแคลเซี่ยมจากแสงแดด ปัจจุบัน ซามาร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งอัฟกานิสถาน และเป็นผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติ ในวิกฤตการณ์ดาร์ฟู ในซูดาน

Sima Samar nasce il 4 febbraio 1957 a Jaghori, nella provincia Ghazni, Afghanistan Centrale. Sima appartiene agli Hazara, gruppo etnico che vive nelle alte valli dell’Afghanistan Centrale, di origine mongola, di religione musulmana sciita e di lingua dari (persiano afghano). Sima aveva un sogno, andare a studiare medicina a Kabul, ma le tradizioni afghane solo a particolari condizioni consentono ad una donna di poter studiare all’università. Sima per soddisfare il suo sogno doveva essere promessa sposa ad un uomo ed essere la migliore della classe. A 18 anni viene promessa sposa ad un professore universitario di Kabul, così si trasferisce nella capitale e può iniziare gli studi di medicina. Sima ha un’occasione per andare all’estero, le viene offerta una borsa di studio in Australia, questa volta la sua famiglia si oppone. Nel frattempo l’Afghanistan viene invaso dall’Armata Rossa, durante quel periodo Sima ha un figlio, ma suo marito viene preso dai russi e scompare nel nulla, Sima non lo rivedrà mai più.

 

ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) พลังเงียบของสันติวิธีเหนือลุ่มน้ำอิระวดี ธันวาคม 10, 2006

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 3:44 am

ออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า เคยกล่าวไว้ว่า เรื่องการเมืองไม่ได้อยู่ในความสนใจของเธอเลย แต่เมื่อประชาชนในประเทศพม่ากำลังเรียกร้องประชาธิปไตย เธอถือเป็นหน้าที่ที่ต้องเข้าร่วมด้วย ในฐานะที่เป็นบุตรสาวของนายพลออง ซาน ซูจี พลัดหลงเข้ามาสู่ถนนการเมืองในพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 หลังเหตุการณ์ 8-8-88 ที่กลุ่มผู้นำทหารในกรุงร่างกุ้ง ทำการปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2531. วันที่ 24 กันยายน ปีเดียวกัน เธอร่วมก่อตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy- NLD) และได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรค ประกาศต่อสู้กับอำนาจเผด็จการด้วยการใช้นโยบายสันติวิธีและอารยะขัดขืน เธอร่วมกับประชาชนในพม่าเรียกร้องประชาธิปไตย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเสมอภาคระหว่างกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ในประเทศพม่า  เดือนพฤษภาคม 2533 พรรคเอนแอลดีของเธอชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แต่ไม่เคยมีโอกาสได้บริหารประเทศ ภายใต้การยึดอำนาจของกลุ่มเผด็จการทหาร ซูจีถูกสั่งกักบริเวณครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อปิดกั้นข่าวสารและบทบาทของเธอจากประชาคมโลก หากแต่ชื่อของ ออง ซาน ซูจี กลับถูกกล่าวถึงอยู่เสมอในฐานะที่เป็นสัญญลักษณ์ของนักต่อสู้ด้วยสันติวิธี ซูจี ได้รับการประกาศชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี พ.ศ.2534  เมื่อก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองเพื่อต่อสู้กับเผด็จการทหารในพม่าในปี 2531 ซูจีไม่ได้ย่างเท้าก้าวออกจากพม่าอีกเลย เธอทิ้งอนาคตทางวิชาการและครอบครัวไว้เบื้องหลัง เธอจบการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง และปรัชญาจาก St. Hugh’s College, Oxford University และอยู่ในระหว่างทำวิทยานิพนธ์ด้านวรรณคดีพม่าสำหรับการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ London School of Oriental and African Studies (SOAS) ซูจีแต่งงานกับไมเคิล อริส นักวิชาการชาวอังกฤษ และมีบุตรชาย 2 คน สามีและบุตรของเธอใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ไมเคิล อริส ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2542 ที่ประเทศอังกฤษ

          ณ วันนี้ แม้จะถูกจองจำอยู่ในประเทศพม่า แต่การต่อสู้ด้วยสันติวิธีและอารยะขัดขืนของซูจี ทรงพลังในการเรียกร้องให้ประชาคมโลกมิอาจถอนความสนใจไปจากปัญหาทางการเมืองในพม่าได้ ในวันที่บุตรชายสองคนของซูจี เดินทางจากอังกฤษไปรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแทนมารดา พวกเขาได้นำสาส์นจากซูจีไปกล่าวกับผู้มาร่วมแสดงความยินดีว่า "ถ้าแม่มีอิสรภาพและอยู่ที่นี่ในวันนี้ แม่จะขอบคุณพวกคุณและขอร้องให้พวกคุณร่วมกันสวดมนต์ให้ทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่โยนอาวุธทิ้ง และหันมาร่วมกันสร้างชาติด้วยความเมตตากรุณาและจิตวิญญานแห่งสันติ" ซูจีถูกรัฐบาลเผด็จการทหารจำกัดอิสรภาพตลอดเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา

 

 

ผู้หญิง-เพศสภาพ-การเมือง : เรื่องชวนถกให้เถียง ธันวาคม 6, 2006

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 9:08 pm
          

สุภัตรา ภูมิประภาส
นักวิชาการอิสระ และนักหนังสือพิมพ์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1035
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๙

           นิตยสารฟอร์บ (Forbes Magazine) ในสหรัฐอเมริกา เพิ่งจะตีพิมพ์ชื่อ "ผู้หญิง 100 คนที่มีอิทธิพลมากที่สุด" (The 100 Most Powerful Women) รายชื่อเหล่านี้ได้มาจากการทำสำรวจชื่อของผู้หญิงที่ปรากฏอยู่ในการรายงานของสื่อมวลชน ซึ่งครอบคลุมผู้หญิงในทุกสาขาวิชาชีพ  จากรายชื่อผู้หญิง 100 คนที่นิตยสารฟอร์บระบุว่ามีอิทธิพลนั้น จำนวน 30 คนเป็นผู้หญิงที่มีบทบาททางการเมือง และสามอันดับแรกของผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดนั้น ก็เป็นผู้หญิงจากแวดวงการเมือง คือ แองเจลลา เมอเกิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, คอนโดลิสซ่า ไรซ์ (Condoleezza Rice)รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และ หวูยี่ (Wu Yi)รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาชนจีน  นอกจากหวูยี่ แล้ว ยังมีผู้หญิงอีก 7 คนจากภูมิภาคเอเชียที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ติดอยู่ในอันดับผู้หญิง 100 คนที่มีอิทธิพลที่สุดของนิตยสารฟอร์บด้วย พวกเธอคือ

– ซอนย่า คานธี ประธานพรรคคองเกรสของอินเดีย (อันดับ 13)
– สีมา ซามาร์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งอัฟกานิสถาน (อันดับ 28)
– คลาลิด้า เซีย นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ (อันดับ 33)
– ทซีปี ลิฟนี่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล (อันดับ 40)
– กลอเรีย อาโรโย่ ประธานาธิบดีฟิลิปินส์ (อันดับ 45)
– ออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ประเทศพม่า (อันดับ 47) และ
– ฮาน เมียง ซุก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ (อันดับ 68)

           น่าสนใจที่ผู้หญิงทั้ง 8 คนนี้ แม้หลายคนจะมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิสตรี แต่พวกเธอก็มิได้จำกัดบทบาททางการเมืองอยู่กับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสตรีเท่านั้น พวกเธอมิได้อ้างมิติแห่งเพศสภาพ เพื่อร้องขอโอกาสเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง และไม่เคยมีใครประกาศว่า ใช้มุมมองของผู้หญิงมาเติมเต็มในการเมือง
           ผู้หญิง 8 คนนี้เดินเข้าสู่เวทีการเมืองอย่างมั่นใจภายใต้กติกาเดียวกับนักการเมืองชาย และไม่มีใครได้รับเลือกเข้าสู่เวทีการเมืองเพราะเพศสภาพที่เป็นหญิง พวกเธอดำเนินบทบาททางการเมือง เผชิญทั้งความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ ได้รับทั้งความนิยม และคำประณามเช่นเดียวกันกับนักการเมืองชาย และไม่มีใครถูกประณามและขับไล่จากเวทีการเมืองด้วยเหตุแห่งความเป็นหญิง         ต่างจากนักการเมืองหญิงในเมืองไทย ที่แม้กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิสตรีจะพร่ำพูดถึงเรื่องสัดส่วนหญิงชายในพรรคการเมือง ในรัฐบาลที่"ขาดมิติของผู้หญิงมาสร้างความสมดุลเชิงนโยบาย" แต่บรรดาผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่การเมือง และได้รับเลือกให้อยู่ในระดับบริหารในรัฐบาล หรือมีตำแหน่งที่มีบทบาทอยู่ในพรรคการเมือง รวมทั้งนักการเมืองหญิงที่มีบทบาทการทำงานในประเด็นผู้หญิงกลับต้องเผชิญกับคำปรามาสอยู่เสมอในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ เช่น
เป็นชายในร่างหญิง!
เป็นไม้ประดับ!
เป็นพวกหาคะแนนเสียงจากการทำประเด็นผู้หญิง !
เป็นพวกหัวเก่าย้อนยุค และสนับสนุนระบบชายเป็นใหญ่!

              คำกล่าวหาเหล่านี้ สะท้อนมุมมองที่เวียนวนอยู่กับวิถีคิดของสังคมไทยที่มีต่อบทบาทของผู้หญิง ที่พ้นไปจากพื้นที่ในบ้าน คือความไม่เชื่อมั่นต่อบทบาทในพื้นที่สาธารณะของผู้หญิงที่ครอบงำความคิดของสังคมไทยมาช้านาน. แต่เป็นเรื่องน่าสนใจที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ มักเกิดขึ้นทุกครั้งในเวทีการพูดคุยเกี่ยวกับการรณรงค์ด้านสิทธิสตรีและความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งเป็นเวทีที่แทบไม่มีผู้ชายเข้าร่วมเสวนาสังสรรค์ด้วยเลย ขณะเดียวกัน หลายครั้งที่กลุ่มต่างๆในภาคประชาสังคม รวมทั้งนักรณรงค์ด้านสิทธิสตรี และสื่อมวลชนในสังคมไทย มักจะหยิบยกประเด็น "ความเป็นหญิง" และความเป็น "เหยื่อ"ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมที่มีรากฐานความคิดแบบ "ชายเป็นใหญ่"มาใช้ในปรากฏการณ์ความขัดแย้ง และการต่อสู้ทางการเมือง การต่อสู้กับผู้มีอำนาจ และอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการต่อสู้ทางการเมืองในหลายกรณี ถูกทำให้เป็นประเด็นการต่อสู้ของ "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" ทั้งๆ ที่ประเด็นขัดแย้งนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นหญิงหรือความเป็นชายเลย  บางกลุ่มถึงกับใช้คำว่า "เป็นการต่อสู้ของผู้หญิงตัวเล็กๆ" เป็นสีสันในการต่อสู้โดยที่มิได้ตระหนักเลยว่า วาทกรรมที่ใช้นั้นคือกระจกเงาที่สะท้อนกลับให้เห็นรากคิดที่ยอมรับภาวะไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชาย
              บางที เรื่องราวของนักการเมือง 8 คนจากภูมิภาคเอเซียที่ได้รับการระบุให้อยู่ใน 100 อันดับของ "ผู้หญิงที่มีอิทธิพลที่สุด"ของนิตยสารฟอร์บ อาจเป็นทั้งคำถามและคำตอบ และนำไปสู่การถกเถียงที่ก้าวคืบของสังคมไทยต่อภาวะ"ด้อยโอกาส" และ "มิติที่แตกต่าง" ที่ผู้หญิงจะเข้าไปสู่การเมือง

 

โสเครตีส ( Socrates ) กรกฎาคม 11, 2006

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 4:16 pm

โสเครตีส (470-399 ปีก่อนคริสตศักราช) เป็นนักปรัชญาสำคัญคนหนึ่งของกรีก เป็นผู้แสวงหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ อย่างบริสุทธิ์ใจและจริงจัง ไม่มุ่งหวังประโยชน์หรือ ลาภยศ ผู้ทำให้นักคิดนักปรัชญาเจ้าสำนักต่าง ๆ ที่ไม่มีความรู้อย่างแท้จริงต้องยอมจำนนต่อเหตุผลและความจริง แม้กระทั่งผู้มีอำนาจของบ้านเมืองที่เป็นทรราชย์ยังถูกเขาท้าทายอำนาจ จนกระทั่งตนเองต้องถูกกลั่นแกล้งด้วยความเกลียดชังและถูกตัดสินให้ดื่มยาพิษเพื่ออุดมการณ์ของตนเอง

โสเครตีสเกิดที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ บิดาเป็นช่างเจียระไนอัญมณี เมื่อวัยเด็กได้รับการศึกษาด้านศาสนาและความรู้ทั่วไปตามแบบอย่างชาวกรีกสมัยนั้น เมื่อเป็นหนุ่ม ชาวเผ่าสปาร์ตายกกองทัพมารุกราน เครตีสสมัครเป็นทหารไปรบและได้สร้างวีรกรรมในสงครามอย่างกล้าหาญและอดทน โดยสามารถ
ช่วยเหลือเพื่อนคนหนึ่งให้รอดชีวิตกลับมาได้ ถึงแม้กองทัพเอเธนส์จะพ่ายแพ้ต้องล่าถอยกลับมา โสเครตีสก็ไม่มีความตื่นตกใจ กลับสงบนิ่ง จนศัตรูยังเกรงขาม แม่ทัพของเขายังกล่าวชมเชยว่า ถ้าหากทหารทุกคนมีความกล้าหาญและเข้มแข็งอดทนเหมือนอย่างโสเครตีส เอเธนส์จะไม่พ่ายแพ้อย่างแน่นอน เมื่อสงครามผ่านพ้นไปแล้ว โสเครตีสแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งมีบุตรด้วยกัน 4 คน ภรรยาของเขาเป็นหญิงอารมณ์ร้าย ชอบดุด่าและพร่ำบ่น แต่โสเครตีส
บังคับตัวเองให้อดทนอดกลั้นอยู่กับเธอได้

โสเครตีสมีนิสัยชอบสนทนากับนักปรัชญาสำคัญ ๆ ของกรีก เพราะว่าขณะนั้นเขาเริ่มสนใจวิชาปรัชญาแล้ว ซึ่งคำว่าปรัชญาในสมัยนั้น หมายถึง การคิดค้นหาคำตอบในเรื่องที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อน รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับโลกและชีวิต  โสเครตีสเป็นคนรูปร่างเตี้ยล่ำ หน้าตาค่อนข้างอัปลักษณ์ และชอบสวมเสื้อผ้าเก่ายับย่น แต่ว่ามีลูกศิษย์และผู้ติดตามมากมายเพื่อคอยฟังคำสอน หรือถ้อยคำสนทนาของเขากับนักปรัชญาคนอื่น วิธีการสนทนาของโสเครตีสเป็นการซักถามหรือไต่ถามด้วยการใช้หลักของเหตุและผลที่เรียกว่า

“ ตรรกวิทยา ” เขาอาจจะเริ่มต้นการสนทนาด้วยเรื่องธรรมดา หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญ จากนั้นจะป้อนคำถามที่แฝงซ่อนความหมายลึกซึ้งแก่คู่สนทนา อันจะนำไปสู่จุดหมายของการสนทนาว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ผลดี ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เขาใช้วิธีการนี้แสวงหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ เช่นเมื่อเกิดสงสัยใคร่รู้ในสิ่งใด เขาก็จะไปหาผู้รู้หรือนักปรัชญาที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น แล้วขอคำอธิบายโดยการซักถามจนกระทั่งได้คำตอบสุดท้ายที่เขาพอใจ หรือไม่บางทีก็ทำให้ผู้รู้นั้นจนมุมไม่สามารถตอบได้ จึงพาลโกรธเกลียดโสเครตีสถึงกับเป็นศัตรูไปหลายราย

ลักษณะวิธีการซักถามเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงในท้ายที่สุดของโสเครตีส ก่อให้เกิดผลร้ายแก่เขาเสมอ มิหนำซ้ำลูกศิษย์หนุ่ม ๆ ของเขายังนำวิธีการของอาจารย์ไปใช้กับผู้อาวุโสทั้งหลายและซักไซ้ไล่เลียงจนผู้อาวุโสจนมุม ก็ยิ่งทำให้โสเครตีสถูกเกลียดชังจากคนทั่วไปมากขึ้น ถึงกับถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ชักนำบรรดาคนหนุ่มสาวของเอเธนส์ไปในทางเสื่อมเสียและกระด้างกระเดื่อง

มิใช่ว่าโสเครตีสจะเป็นคนไม่นับถือศาสนา แต่เขาถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาว่า เป็นคนไม่มีศาสนาและไม่เคารพเชื่อฟังผู้ปกครองบ้านเมืองในเวลานั้น เขาจึงถูกคณะลูกขุนในศาลตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษ แต่ได้รับผ่อนผันให้คุมขังไว้ก่อนเป็นเวลา 1 เดือน ในช่วงเวลานั้นเพื่อนสนิทและลูกศิษย์ของเขาพยายามหาทางพาเขาหนีออกจากที่คุมขัง แต่โสเครตีสปฏิเสธ เพราะเห็นว่าจะเป็นการทำลายความถูกต้องของกฎหมาย และประชาชนทุกคนต้องเคารพกฎหมาย   โสเครตีสใช้เวลาช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตสนทนากับมิตรสหาย ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้อย่างเสรี เกี่ยวกับปรัชญา ชีวิตและจิตวิญญาณ จนกระทั่งในวันสุดท้ายโสเครตีสกล่าวคำอำลาแก่ทุกคน แล้วรับเอายาพิษที่สกัดจากต้นเฮ็มล็อคจากผู้คุมมาดื่มจนหมดถ้วยด้วยอาการสงบเยือกเย็น แล้วเดินไปมาจนกระทั่งหมดแรงจึงล้มตัวลงนอน จนกระทั่งสิ้นใจไปอย่างสงบเมื่ออายุ 70 ปี

ที่มา : ก๊อบมาจากไหนฟระลืม url

 

ไมเคิลแอนเจโล ( Michaelangelo )

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 2:49 pm

 
ไมเคิลแอนเจโล บัวนาร์รอตี-ซิโมนิ

มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ.1475-1564 เขาเป็นจิตรกร สถาปนิก และกวี และบางทีอาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นประติมากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีด้วย เขาได้แสดงความสารถของเขามาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่ง ได้รับเลือกให้เข้าทำงานในสำนักของ ลอเรนโซ เดอ เมดิชี ผู้ซึ่งให้การสนับสนุนทั้งด้านการเงินและกำลังใจกับศิลปินสำคัญ อีกหลายๆคน ในบรรดาประติมากรรมชิ้นเยี่ยมของไมเคิลแอนเจโลนั้น ชิ้นหนึ่ง คือ รูปสลักมหึมาของเดวิด รูปสลักนี้งด งามมากและมีชีวิตจิตใจเป็นอย่างยิ่ง

 

http://s10.histats.com/6.swf