A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

Multi Role และ Swing Role ธันวาคม 26, 2006

 

เครื่องบินในสมัยก่อนนั้นทำภารกิจได้เพียงอย่างเดียว แต่พอโลกเปลี่ยนไป ทำให้บางภารกจิเครื่องบินที่ทำได้ภารกิจเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายและภัยคุกความได้ เครื่องบินรุ่นต่อมาจึงมีคุณสมบัติ Multi Role คือสามารถทำภารกิจได้หลากหลายทั้งขับไล่ โจมตี ลาดตระเวน กดดันระบบป้องกันภายทางอากาศของข้าศึก และล่าสุด เครื่องบินสมัยใหม่ยังต้อมีคุณสมบัติ Swing Role นั้นคือเครื่องบินสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ในระหว่างปฏิบัติการกิจหนึ่ง ๆ นั้นก็คือเครื่องอาจจะเปลี่ยนจากภารกิจจมตีสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินมาเป็นภารกิรขับไล่ทั้ง ๆ ที่ยังบินอยู่ในภารกิจเดิม เครื่องบินที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ก็เช่น Eurofighter Typhoon, JAS-39 Gripen, F-22, Rafale เป็นต้น

 

 

Boom ระบบการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ

 

  ระบบการเติมแบบนี้จะมีท่อยาว ๆ ยื่นออกมาจากบ. Tanker และจะฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปในท่อรับด้านหลังเครื่องที่เรียกว่า Receptacle โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ด้านหนังเครื่อง Tanke คอยควบคุมการเข้าออกของเครื่องบินที่จะรับการเติมน้ำมัน การจ่ายน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งระบบนี้เป็นมาตราฐานหลักของกองทัพอากาศสหรัฐ ข้อดีของระบบนี้คือสามารถถ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่อากาศยานเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วคือประมาณ 1000 แกลลอนต่อนาทีในเครื่อง KC-135 นอกจากความเร็วแล้ว ประโยฃน์อีกอย่างนึงก็คือเครื่องบินไม่จำเป็นต้องบินเข้าใกล้และรักษาระดับและความเร็วให้เท่ากันเป็นเวลานาน ทำให้มีความปลอดภัย แต่ข้อเสียคือระบบมีราคาแพงมากและสามารถเติมเฃื้อเพลิงให้กับอากาศยานได้ทีละลำเท่านั้น

 

 

Commando Stingray (ประจำการ พ.ศ. 2532) กันยายน 23, 2006

 

 

             เราคงจะไปหา Stingray ที่ประเทศอื่นไม่ได้ เพราะรถถังชนิดนี้มีประจำการที่ประเทศเราประเทศเดียว (แม้แต่อเมริกาผู้ผลิตก็ไม่ได้ประจำการ) เพราะบริษัทผู้ผลิตประสบความสำเร็จในการขายให้เราแค่ประเทศเดียว 100 กว่าคันนิด ๆ

Stingray ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 mm. พร้อมด้วยระบบเล็งเป้าด้วยเลเซอร์ ระบบ stabilizer และอีกหลายอย่าง วิธีสังเกต Stingray ได้ง่าย ๆ ก็คือดูตรงป้อมปืนที่เป็น เอกลักษณ์ของมันนั่นแหละ

 
     ที่มา : หว้ากอ [[หว้า…(ชี)กอ]]
 
 

สงครามเวียดนาม กรกฎาคม 14, 2006

เวียดนาม เป็นประเทศหนึ่งในเอเซียอาคเนย์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับจีน   และได้รับอิทธิพลจากจีนมากที่สุด ทั้งนี้  เพราะจีนเคยครอบครองเวียดนามเป็นเมืองขึ้นมาเป็นเวลานาน  มากกว่าหนึ่งพันปี จนกระทั่งถึงช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลแทนจีน (ระหว่าง พ.ศ.๒๔๐๕-๒๔๙๗) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๓  ฝรั่งเศสปราชัยแก่กองทัพเยอรมันนาซีในยุโรป  ญี่ปุ่นถือโอกาสเคลื่อนกำลังเข้าครอบครองแหลมอินโดจีนไว้ทั้งหมด ครั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แก่กองทัพพันธมิตร เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้กับฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย  เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส   และมี เอกราชเป็นของตนเอง ได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลาถึง ๘ ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สามารถโจมตีป้อม

ปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลง ในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องการสงบศึก จึงได้มีการลงนามในอนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. ๒๔๙๗ (Convention of Geneva, 1954)   ที่นครเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งมีผลทำให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยยึดเส้นขนานที่ ๑๗ องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขต</เวียดนามเหนือ&NBSP;  พยายามที่จะรวม
 เวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน จึงส่งกำลังแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่  พ.ศ. ๒๔๙๘  โดยแฝงเข้าไปในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ จากนั้นได้ปฏิบัติการรุกราน   ด้วยอาวุธและกำลังทหารอย่างรุนแรง   ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อโจมตี

รัฐบาล เวียดนามใต้ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบกับการดำเนินนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

           ภายหลังจากที่รัฐบาลไทย ได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจและการทหาร  จากสาธารณรัฐเวียดนาม  (เวียดนามใต้) คณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับหลักการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเวียดนาม  เมื่อวันที่  ๒๑ กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๐๗  ในระยะแรก  ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้านการฝึกนักบินไอพ่นแก่สาธารณรัฐเวียดนาม  โดยมอบให้กองทัพอากาศจัดกำลังพลชุดแรกส่งไป  เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗  ต่อมาจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่นักบินและช่างไปช่วยเหลือ ปฏิบัติการในลักษณะหน่วยบินลำเลียงกำลังส่วนนี้ใช้ชื่อว่าหน่วยบินลำเลียง ทหารอากาศไทยในสาธารณรัฐเวียดนามหรือหน่วยบินวิคตอรี่ (VICTORY)  
         

 พ.ศ. ๒๕๐๘ สาธารณรัฐเวียดนามตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมที่สุด  รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงตกลงใจส่งกำลังทหารเข้าปฏิบัติการ    พร้อมกับกำลังพันธมิตรอีก ๗  ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  และไทย สงครามเวียดนาม จึงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
         
 วันที่  ๒๖  สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๐๙   รัฐบาลสาธารณรัฐเวียดนาม  ได้ขอรับความ ช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติม   ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นพิจารณาเห็นว่า  ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งทหารร่วมรบกับฝ่ายโลกเสรี   ในระยะนี้กองทัพเรือได้เริ่มส่ง  กำลังทางเรือไปช่วยเหลือในการปฏิบัติการลำเลียง และเฝ้าตรวจตามชายฝั่งเพื่อป้องกัน  การแทรกซึมทางทะเลให้แก่สาธารณรัฐเวียดนาม  ตั้งแต่วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙  กำลังทางเรือนี้มีชื่อว่า หน่วยเรือซีฮอร์ส (SEA HORSE)

 

 

 

เรือประจัญบาน (Battleship อักษรย่อ BB) กรกฎาคม 10, 2006

เป็นเรือรบขนาดใหญ่ ทรงอานุภาพสูง โดยเฉพาะ ติดตั้งปืนเรือขนาดใหญ่ การติดเกราะกันกระสุน ตอร์ปิโด ตามจุดต่างๆ ปัจจุบันเรือประจัญบานไม่มีการสร้างอีกแล้ว กล่าวได้ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง บทบาทของเรือประจัญบานแทบจะหมดไปด้วย โดยเรือบรรทุกเครื่องบินมีบทบาทขึ้นมาแทนที่

เรือประจัญบานชุดสุดท้ายของโลก (The Last Battleship) คือ เรือชั้นไอโอว่า ของสหรัฐอเมริกา หลังการรบครั้งสุดท้ายของเรือชั้นไอโอว่าในสงครามอ่าวเปอร์เชียร์ เรือชั้นนี้ถูกปลดระวางประจำการ ไม่นานนี้ได้ข่าวว่าสหรัฐจะนำเรือชั้นไอโอว่ามาปรับปรุงใหม่ แต่ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน

 
เรือประจัญบาน (Battleship อักษรย่อ BB)

คำว่า battleship มาจากคำว่า ไลน์ ออฟ battle ship หรือ ship ออฟ เดอะ line ในยุคแรกเรือประจัญบานไม่ว่าจะเป็นไม้หรือโลหะนับว่าเป็นเรือรบที่มีขีดความสามารถสูงสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยสร้างกันมา การพัฒนาเครื่องบินทำให้เกิดเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแทนที่เรือประจัญบาน โดยเป็นเรือหลักของกองทัพเรือ เรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ เรือ ยามาโต ของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาด 80,000 ตัน ในปัจจุบันเรือประจัญบานที่มีอยู่และขึ้นระวางใหม่หลังจากเป็นกองเรือสำรอง มีเพียงเรือชั้น ไอโอวา 4 ลำขนาด 65,000 ตัน (มีปืนขนาด 16 นิ้ว 9 กระบอก ทำความเร็วได้ 30 นอตของสหรัฐอเมริกา) เรือมิสซูรี่ ใช้เป็นสถานที่ในการลงนามในสัญญาที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เหลือได้แก่ เรือ ไอโอวา เรือ นิวเจอซี่ และ เรือ วิสคอนซิน อักษรย่อภาษาอังกฤษของเรือ คือ BB

หมายเหตุ: เรือประจัญบานและเรืออื่นๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อนุรักษ์ไว้ที่อุทยานอนุสรณ์สถานแห่งรัฐ ประเทศสหรัฐอเมริกา

 
ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมมาจาก พจนานุกรมศัพท์ทหารเรือ ฉบับโรงเรียนนายเรือ พ.ศ. 2544

ภาพประกอบ: เรือประจัญบานบิสมาร์ค (Bismark) ที่มีชื่อเสียง ของเยอรมัน ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2
ภาพ เรือประจัญบาน USS Iowa ยิงปืนเรือ

 

 
 

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (Offshore Patrol Vessel อักษรย่อ OPV)

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (ใช้อักษรย่อ OPV)

คือ เรือรบขนาดเล็กที่ออกแบบสำหรับใช้ปฏิบัติภารกิจในยามสงบ ในทะเลลึกที่ไกลฝั่งออกไป โดยออกแบบให้ติดตั้งอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติกิจของหน่วยยามฝั่งและสามารถใช้เป็นกำลังเสริมให้กับเรือรบหลักได้ในยามสงคราม ตามประวัติได้มีการนำมาใช้งานในราชนาวีอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960

ปัจจุบันทุกประเทศต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการปกป้องคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ห่างออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ทำให้กองทัพเรือต่างๆทั่วโลกหันมาพัฒนาเรือรบแบบใหม่ สำหรับใช้ในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ที่เรียกว่า เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งซึ่งสามารถทำการลาดตระเวนในน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้เป็นเวลานานและด้วยภารกิจที่ต้องอยู่ในทะเลเป็นเวลานานๆ นี้เอง ทำให้เรือประเภทนี้ ต้องมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอ โดยปกติแล้วจะมีขนาดระวางขับน้ำมากกว่า 700 ตันขึ้นไป เพื่อให้มีคุณลักษณะทางด้านระยะปฏิบัติการ และความคงทนทะเลเพียงพอต่อการลาดตระเวนในเขตทะเลลึกที่ห่างไกลจากชายฝั่งมากขึ้น

ทั้งนี้กองทัพเรือใดที่มีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตแลตติจูดสูงๆ (ทั้งเหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสูงคลื่นมากกว่าที่อื่น ยิ่งต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นไปอีก ดังเช่น ประเทศอินเดีย มีพื้นที่ปฏิบัติการในทะเลที่มีคลื่นลมจัดมาก เรือ OPV ของอินเดีย จึงมีขนาดใหญ่ระวางขับน้ำมากกว่า 2,000 ตัน เป็นต้น

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งมักจะเป็นเรือที่สร้างขึ้นโดยใช้มาตรฐานของพลเรือน (Commercial Standard) และมีความเร็วต่ำกว่าเรือคอร์เวต และเรือฟริเกต (โดยทั่วไปมีความเร็วประมาณ 20 นอต) อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่จะสร้างเรือ OPV โดยให้มีการคำนวณน้ำหนักและเนื้อที่เผื่อไว้สำหรับการติดตั้งอาวุธเพิ่มเติมในอนาคต เรือ OPV เหล่านี้มักจะสร้างให้มีตัวเรือและระบบรองรับการกระเทือนตามมาตรฐานของกองทัพเรือด้วย ตามปกติเรือ OPV จะติดตั้งอาวุธขนาดเบา หรือปืนเรือขนาดกลาง (Medium-sized Gun) แต่ก็มีบางครั้งในยามสงครามอาจติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น หรืออาวุธปราบเรือดำน้ำเพิ่มเติมได้ เรือ OPV รุ่นใหม่ๆ ที่มีการสร้างกันปัจจุบันมักติดตั้งดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวน ด้วยความหมายของเรือ OPV ตามที่กล่าวไปแล้ว ทำให้มองเห็นได้ว่าการออกแบบตัวเรือสำหรับเรือ คอร์เวตและเรือ OPV นั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อน และการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้งาน เรือ OPV มีความเร็วที่ต่ำกว่า อาวุธน้อยกว่า มีเนื้อที่สำหรับเก็บเสบียงและการใช้สอยที่สะดวกสบายกว่า ทำให้มีระยะปฏิบัติการไกลและอยู่ในทะเลได้นานขึ้น

ข้อมูลจากเว็บไซด์กองทัพเรือคะ

ภาพเรือ OPV ในเว็บไซด์โครงการต่อเรือ OPV ของกองทัพเรือ ตอนนี้เรือ OPV ของไทย ทั้ง 2 ลำ – ร.ล. ปัตตานี และ ร.ล. นราธิวาส ต่อเกือบเสร็จแล้ว

 
 

เรือฟริเกต (Frigate อักษรย่อ FF)

ในสมัยเรือใบ เรือที่ติดใบเต็มอัตราสามเสา ติดปืนเรือไว้ที่ดาดฟ้าปืนซึ่งมีอยู่เพียงชั้นเดียว กับที่ดาดฟ้าหัวเรือ และที่ดาดฟ้ายกท้ายเรือ หรือที่ดาดฟ้าทางเดิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของดาดฟ้าเปิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงหมายถึงว่ามีดาดฟ้าปืน 2 ดาดฟ้า เป็นเรือที่เร็วและ คล่องตัว เมื่อเทียบกับเรือลาดตระเวนในสมัยต่อมา ราชนาวีอังกฤษใช้เรือฟริเกตเป็นเรือช่วยรบ ทำหน้าที่ลาดตระเวน ส่งสัญญาณ เป็นต้น กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาออกแบบและใช้เรือชนิดนี้เป็นเรือโจมตี ซึ่งสามารถเอาชนะเรือที่เร็วพอกันได้ ในกองทัพเรือสมัยใหม่เรือฟริเกตเล็กและช้ากว่าเรือพิฆาต ใช้เป็นเรือคุ้มกันเรือที่สำคัญน้อยกว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ในช่วงระยะหนึ่งมีแต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่กำหนดให้เรือฟริเกตเป็นเรือพิฆาตขนาดใหญ่ เรียกว่าเรือคุ้มกันเรือพิฆาต (destroyer leader) เพื่อให้รับรู้กันว่าเรือฟริเกตยุคเริ่มแรกอยู่ ณ จุดใดในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันนี้กลับไปปฏิบัติเหมือนกองทัพเรือของชาติอื่นๆแล้ว ในขณะเดียวกันเรือพิฆาตขนาดใหญ่ก็ถูกเรียกใหม่ว่า เรือลาดตระเวน ดู deck(er), double-banked frigate, razee

เรือฟริเกตสมัยใหม่ (Modern Frigate)

เรือฟริเกต (frigate) ที่สร้างกันในปัจจุบันระวางขับน้ำอยู่ในช่วงประมาณ 2000-4000 ตัน อาจจะมีโรงเก็บและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองอย่าง หรือมีเฉพาะลานจอดเฮลิคอปเตอร์อย่างเดียวก็ได้ (ต่างจากเรือพิฆาตส่วนใหญ่ ที่จะมีทั้งสองอย่าง) สำหรับภารกิจของกองทัพเรือ ขนาดใหญ่/ปานกลาง เช่น ภารกิจของเรือฟริเกตของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก จะหนักไปในด้านการปราบเรือดำน้ำ (anti-submarine warfare) ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามเย็น เช่น เรือฟริเกตชั้น Knox, Oliver Hazard Perry ของอเมริกา หรือเรือฟริเกต Type22 Batch1,2 ของราชนาวีอังกฤษ แต่ในปัจจุบันเรือฟริเกตของกองทัพเรือภาคพื้นยุโรปจะเน้นมาใน 2 แนวทาง คือ ภารกิจอเนกประสงค์ (เช่น เรือฟริเกต Type22 Batch3 หรือ Type23 ของอังกฤษ) หรือใช้สำหรับต่อสู้อากาศยาน (anti-aircraft warfare) เช่น เรือฟริเกต F100 ของประเทศสเปน แต่สำหรับกองทัพเรืออเมริกาจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับภารกิจอเนกประสงค์ที่ต่างไป จึงต่อเรือแบบใหม่สำหรับใช้ในภารกิจดังกล่าว คือ เรือแอลซีเอส (LCS – littoral combat ship) เพื่อใช้ในการทำสงครามชายฝั่ง (littoral warfare) ส่วนกองทัพเรือประเทศที่ไม่มีงบประมาณทางทหารมากนัก จะใช้เรือฟริเกตเป็นเรือรบหลัก และมักจะใช้เรือฟริเกตในภารกิจอเนกประสงค์ด้วย เพราะ เป็นเรือเพียงแบบเดียวที่ใหญ่พอจะปฏิบัติการในเขตน้ำลึกได้ดี และมักจะมีเรือฟริเกตที่เล็กกว่าติดอาวุธน้อยกว่า คือ เรือฟริเกตตรวจการณ์ (patrol frigate) ใช้ในภารกิจต่อต้านเรือผิวน้ำเป็นหลัก ซึ่งเรือชนิดนี้จะติดอาวุธสำหรับปราบเรือดำน้ำ/ต่อสู้อากาศยานด้วย แต่ไม่มากนัก และมักไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเฮลิคอปเตอร์ เช่นดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ เป็นต้น