A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

Stateless Peoples: คนไร้รัฐในบริบทสังคมไทย มีนาคม 8, 2008

 

Benedict Anderson
A Keynote address at the Southeast Asian Studies – 22 February 2008

seminar on "Lives of the Stateless Peoples and Unidentified nationalities"
At Sriburapha Auditorium, Thammasat University, Bangkok.

ประเทศไทย ถ้ามองในแง่ของภูมิศาสตร์ในระดับโลกแล้ว มีเนื้อที่เป็นอันดับ 49 ของ200 ประเทศในโลกที่ถือว่าเป็นรัฐอิสระ คือมีเนื้อที่ใหญ่กว่าสเปนแต่เล็กกว่าฝรั่งเศสเล็กน้อย ส่วนในด้านประชากร ประเทศไทยมีประชากรอยู่ในอันดับที่ 19 ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ประเทศไทยยังมีชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันทางภาษาและศาสนาเหมือนอีกหลายๆ ประเทศ ถ้ามองทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และจำนวนประชากรแล้ว ประเทศไทยถือว่าเป็นรัฐอิสระขนาดกลางๆ ที่มีความสำคัญประเทศหนึ่ง

เพื่อที่จะศึกษาเรื่องของ "คนไร้รัฐ" ในบริบทกว้างๆ จากสถิติของ 200 ประเทศทั่วโลกที่กล่าวไปนั้น มีถึง 30% ที่มีประชากรต่ำกว่า 3 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรใน กรุงเทพมหานรกเสียอีก และยังมีอีก 34 ประเทศที่มีประชากรต่ำกว่า 1 ล้านคน เราจะมองว่าประเทศเล็กๆ เหล่านี้เป็นรัฐแบบใด ส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้เคยเป็นอาณานิคมของชาติยุโรป เช่น หมู่เกาะเล็กๆ ในทะเลคาริบเบียน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และหมู่เกาะแปซิฟิก และมีฐานะยากจน ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากต่างประเทศ หรือไม่ก็การท่องเที่ยว หรือไม่ก็เป็นสถานที่ฟอกเงินของเศรษฐีทั้งหลายที่ต้องการเลี่ยงภาษี ประเทศเล็กๆ เหล่านี้มีกี่ประเทศที่จัดว่าเป็น "ชาติ"จริงๆ นี่เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะบางคนอาจจะคิดว่าประเทศเหล่านี้เป็น "ประเทศที่ไม่มีชาติ" ก็เป็นได้

การที่ข้าพเจ้ายกเรื่องนี้มาพูดเนื่องจากมีเหตุผล 3 ประการ

ประการแรก เพื่อจะย้ำเตือนท่านว่า "คนตัวเล็กๆ" ก็มีโอกาสจะได้มาซึ่งรัฐและสถานะของ "รัฐชาติ" และมีโอกาสจะมีที่นั่งในองค์กรสหประชาชาติ ไม่แปลกอะไรเลยที่คนไร้รัฐเหล่านี้จะต้องการมีรัฐเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่าความต้องการนั้นจะเสี่ยงและแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนจำนวนไม่น้อยก็ตาม

ประการที่สอง เพื่อย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐเล็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติอยู่เป็นนิจ หรือไม่ก็การท่องเที่ยวจากต่างชาติ

ประการที่สาม คือส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองของรัฐเหล่านี้จะปฎิบัติกับประชาชนของตนไม่ค่อยดีนัก ข้าพเจ้าประมาณคร่าวๆ ว่ามีสองในสามเท่านั้นที่พุดได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นเวลาเราพูดถึงคนไร้รัฐ เราควรจะมองในบริบทของประวัติศาสตร์โลก ไม่เอาความรู้สึกสงสารส่วนตัวเข้ามายุ่งเกี่ยว

คำถามต่อไปที่เราควรคิดคือ "คนไร้รัฐ" นั้นหมายความว่าอะไร ถ้ามองกันตามตรงแล้ว เราควรจะตระหนักว่าคนเหล่านี้ไม่น่าจะมีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ถ้าเราดูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตัวอย่าง แม้ในปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังมีพื้นที่อีกบางพื้นที่ที่ยังถือว่าไม่ขึ้นกับรัฐใด เช่นทางตะวันตกของปาปัวซึ่งเป็นเขตเทือกเขาที่คนไม่ค่อยรู้จัก หรือทางตอนเหนือของพม่า แม้แต่ในบางส่วนของไทย ตอนเหนือของลาวและตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม เขตเหล่านี้ถึงจะปรากฏในแผนที่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เช่น พม่า ลาว และเวียดนาม แต่รัฐแทบจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชาวเขาที่อาศัยอยู่ในแถบนี้เลย อย่างไรก็ตามในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาอำนาจการปกครองตัวเองของชาวเขาเหล่านี้ก็ลดลงไปมาก เนื่องจากการขยายการปกครองของรัฐ กระแสทุนนิยม และสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน

นอกจากนั้นเราควรจะถามตัวเองต่อว่า คนกลุ่มน้อยต่างๆ นี้ถูกรวมให้เป็น "ประชาชนของชาติ" ตั้งแต่เมื่อไหร่และอย่างไร

– แต่ก่อนนั้นชาวสเปนเคยเรียกกลุ่มคนมุสลิมในเกาะมินดาเนาและซูลูว่า "มอรอส" ซึ่งในภาษาสเปนแปลว่า"แขกมัวร์" หมายถึง ศัตรูชาวมุสลิมของชาวคาทอลิคในสเปน. คนในมินดาเนาและซูลูเพิ่งจะมาเรียกตัวเองว่าคนโมโรโดยไม่มีอคติใดๆ เมื่อช่วงปี 1970 นี่เอง

– ชาวดัชท์ที่เข้ามาปกครอง(อินโดนีเซีย) ก็เรียกชาวจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่และลูกหลานของเขาอย่างรวมๆ ว่า "คนจีน" ทั้งๆ ที่คนจีนเหล่านี้เรียกตัวเองตามสำเนียงที่พูดเช่นฮกเกี้ยน แคะ กวางตุ้ง และไหหลำ พวกเขาเพิ่งคิดว่าตนเองเป็น "คนจีน"เมื่อทศวรรษ 1890 นี่เอง หรือ

– คนในติมอร์ตะวันออกซึ่งมีภาษาพูดมากกว่า 14 กลุ่มภาษาที่ไม่คล้ายกันเลย เพิ่งจะได้เป็นประชาชน ในปลายทศวรรษที่ 1960

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงว่าตั้งแต่สมัยก่อนแล้วที่ประชาชนไม่ได้สร้างรัฐ แต่รัฐต่างหากที่สร้างประชาชน เช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าต่างๆเช่นม้ง ลอซู เย้า กระเหรี่ยงที่เพิ่งตระหนักว่าตนเป็นประชาชนคนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

ปรากฎการณ์นี้ เราอาจเรียกได้ว่าเป็นช่องว่างระหว่างความเป็นตัวตนที่มองจากความเป็นจริงโดยทั่วไป กับความเป็นตัวตนที่มองจากความรู้สึกของปัจเจก เราต้องย้ำเตือนตัวเองว่าอัตลักษณ์ของคนนั้นมักจะเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน แถมยังถูกจินตนาการขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือจีรังยั่งยืน เราต้องถามตัวเองว่ารัฐเริ่มคิดว่าคนกลุ่มๆ หนึ่ง เป็นหรือเรียกว่าประชาชนตั้งแต่เมื่อไหร่ เริ่มมีการจินตนาการว่าพวกเขาเป็นประชาชนตั้งแต่เมื่อไหร่? บางครั้งการจินตนาการนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนถาม และส่วนใหญ่คนถามที่สำคัญก็คือรัฐนั่นเอง เช่นเดียวกับที่เราเรียกกันว่า "คนไทย"

อย่างน้อยในทางทฤษฎี เราสามารถแยกประเภทของคนไร้รัฐเป็นประเภทต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ในตัวอย่างของเมืองไทย เราจะเห็นว่ามีสามประเภทโดยทั่วไป

ประเภทแรก คือกลุ่มคนที่ในทางทฤษฎีแล้วมีประเทศชาติอยู่จริงๆ แต่ประเทศเหล่านั้นอยู่นอกเขตแดนไทย เช่น คนที่อาศัยอยู่ในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษที่พูดภาษาตระกูลเขมร และผูกพันกับรัฐชาติเขมรมากกว่า และคนพูดภาษาลาวในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง

ประเภทที่สอง คือคนที่เชื่อว่าครั้งหนึ่งเขามีรัฐชาติเป็นของตัวเองแต่ถูกยึดไป เช่นคนในแถบชายแดนภาคใต้ คนเชียงใหม่ และคนมอญ

ประเภทที่สาม คือชาวเขา และชาวเลโดยส่วนใหญ่ เป็นพวกที่ไม่เคยมีชาติเป็นของตัวเองจริงๆ คนกลุ่มต่างๆ

ที่ว่ามานี้ถือเป็นคนไร้รัฐในความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งเวลาที่พูดถึงเรื่องนี้เราต้องตระหนักถึงความแตกต่างเหล่านี้ให้ดี

กลุ่มที่ 1 คือกรณีของภาคอีสาน ทั้งอีสานเหนือและอีสานใต้ เนื่องจากภูมิภาคนี้มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นจำนวนมาก มีประชาธิปไตยที่ไม่ราบรื่น สถาบันการศึกษาและระบบทุนนิยมขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการอพยพย้ายถิ่นฐานไปมาได้อย่างง่ายดาย เหล่านี้ทำให้ "ประชาชน"อีสานมีฐานกำลังที่แข็งแรง มีนักการเมืองที่มีอิทธิพลอย่าง เนวิน ชิดชอบ และเสนาะ เทียนทอง ที่หาเสียงเป็นภาษาเขมรแต่อภิปรายในรัฐสภาเป็นภาษาไทย การขยายตัวของการศึกษาทำให้หลายคนในภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ จนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและการทหารได้. เช่นเดียวกับกรณีของลูกจีนซึ่งเป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพและต่างจังหวัด สิ่งที่คนในกลุ่มนี้ต้องการจากส่วนกลางที่สุดคือ การยอมรับทางวัฒนธรรม การไม่ดูถูก และเนื้อที่ที่มากขึ้นในการพัฒนาตนเองในเชิงชาติพันธุ์ พวกเขาจะมีอำนาจทางการเมืองหรือไม่นั้น แน่นอนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนเราได้เห็นมาแล้วใน 5 ปีที่ผ่านมา

กลุ่มที่ 2 คนสามกลุ่มที่ว่ามามีส่วนที่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกัน ในบางกรณีถึงแม้ว่า "คนเมือง" จะรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่โดดเด่น การดูดซับเอาเชียงใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพก็ไม่ได้เป็นเรื่องรุนแรงเสมอไป บางครั้งรัฐกลับยอมรับความโดดเด่นนี้ด้วยซ้ำไป เชียงใหม่เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ และยิ่งทักษิณ ชินวัตรขึ้นมามีอำนาจยิ่งทำให้คนเหนือรู้สึกใกล้กับความเป็นนายกรัฐมนตรีมากขึ้น อีกปัจจัยที่ทำให้คนเหนือไม่ได้เป็นปัญหาคือภาษาเหนือที่ไม่ได้แตกต่างจากภาษากลางสักเท่าใด คนมอญในประเทศไทยได้แต่งงานกับคนไทยในภาคกลางและคนไทยเชื้อสายจีนมาเป็นเวลานาน และพวกเขาก็ภูมิใจที่มีส่วนในการสร้างสรรค์เพลง "ชาติ" และศิลปะที่ทำจากพลาสติก แต่พวกเขาก็ตระหนักดีว่าพวกเขามีชีวิตที่ดีกว่าในเมืองไทยมากกว่าญาติโยมที่อยู่ในพม่า แต่เท่าที่ข้าพเจ้ารู้พวกเขาก็ไม่ได้หวนหาอดีตอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรมอญในสมัยก่อนอีกแล้ว อย่างไรก็ตามจำนวนของคนมอญยังน้อย ภาษามอญก็อ่อนแอเกินไป ไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคเหมือนภาคอีสานและภาคเหนือได้

คนมุสลิมเชื้อสายมลายูในปัตตานีเก่า เป็นกรณีที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงอย่างที่เรารู้กันอยู่ ในสมัยที่ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรณายาสิทธิราชย์ คนในปัตตานีถูกโจมตีและถูกบังคับให้ขึ้นต่อส่วนกลางเป็นครั้งเป็นคราว แต่ส่วนกลางก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากไปกว่าที่ให้หัวเมืองทางใต้ส่งบรรณาการมา หรืออพยพคนออกจากปัตตานีเพื่อทำให้ปัตตานีอ่อนแอลง. ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ปัตตานีถูกปกครองโดยคนที่ส่งมาจากกรุงเทพ ไม่เหมือนสตูลที่ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพ เจ้าหน้าที่พวกนี้ดูถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับปัตตานีและคนที่นั่น เพราะพวกเขาเป็นมุสลิมซุนหนี่ ไม่ใช่มุสลิมชีอะห์ในภาคกลางของไทยซึ่งมีความสนิทสนมกับรัฐมาตั้งแต่โบราณ

พวกเขาเผชิญกับความโดดเดี่ยว ความยากจน และการกีดกันทางเชื้อชาติ เนื่องจากผิวสีคล้ำกว่าและผมที่หยิกกว่าคนภาคกลาง เจ้าหน้าที่ที่ส่งมาจากส่วนกลางก็เป็นมุสลิมชีอะห์ที่อยู่กรุงเทพมากกว่า หรือพูดไทย ไม่ต้องการเรียนภาษาใต้ ยิ่งไปกว่านั้นปัตตานียังเป็นสถานที่ที่เปรียบเสมือนกระโถนรองรับเจ้าหน้าที่ที่ถูกลงโทษแล้วถูกส่งมาปฎิบัติงานในภาคใต้ คนในกรุงเทพเองน้อยนักที่จะคิดว่าคนปัตตานีทำอะไรในการสร้างชาติสมัยใหม่เหมือนที่คนมอญหรือคนภาคเหนือทำ

คนแถบชายแดนภาคใต้ยกเว้นคนสตูลแล้ว ถือว่าเป็นปัญหาพิเศษสำหรับส่วนกลาง เพราะพวกเขาก็เคยเป็นรัฐมาก่อนในอดีต และยังมีประชากรหนาแน่น อยู่ไกลจากกรุงเทพและส่วนอื่นของประเทศ แถมอยู่ติดกับมาเลเซียซึ่งถูกปกครองโดยชาวมาเลย์ ในทางศาสนาแล้วพวกเขายังถือว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของโลกมุสลิมซึ่งกินเนื้อที่ในหลายทวีป มีประเพณีอันเก่าแก่คือการไปแสวงบูญที่เมกกะ คนมีการศึกษาในปัตตานีเองก็ตระหนักดีว่าในองค์กรสหประชาชาติ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว มีสมาชิกจำนวนมากที่เป็นประเทศที่มีประชากรและเนื้อที่น้อยกว่าปัตตานีเก่า

รัฐในกรุงเทพมีความเป็นชาตินิยมเกินไปที่จะยอมรับว่าชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของไทย หลังจากที่กรุงเทพได้ปัตตานีมาแล้ว สิ่งที่ทำได้คือคอยกดดันไม่ให้ปัตตานีเจริญขึ้นมา และคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปจะแก้ปัญหาได้ แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันก็รู้กันอยู่ว่าแก้ไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำอย่างน้อยที่สุดคือ การให้อำนาจปกครองทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการจงใจแก้ไขความผิดพลาดของรัชการที่ 5 อันทรงเป็นที่รักของประชาชน. ในกรณีของมาเลเซียอาจเป็นตัวอย่างที่ดี คือให้เป็นสหพันธรัฐโดยมีสุลต่านเวียนกันปกครอง ทำให้คนยังรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ. แต่รัชการที่ 5 ทรงทำในทางกลับกัน คือกำจัดราชวงศ์ที่นั่นให้หมด ยกเว้นราชวงศ์ของท่านเอง อย่างไรก็ตามก็คงยังเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะยกเลิกการใช้นโยบายที่ใช้กันอยู่ โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าคิดว่าชายแดนภาคใต้ไม่ได้เป็นปัญหา แต่กรุงเทพนั่นแหล่ะที่เป็นปัญหาใหญ่

กลุ่มที่ 3 คนในกลุ่มนี้อยู่ในฐานะที่แย่ที่สุด เนื่องจากการที่ประชากรในที่ราบลุ่มของไทยขยายตัว การคมนาคมดีขึ้น การสื่อสาร การสร้างบ้านที่พักและการประมงเพื่อการค้า ทำให้คนกลุ่มน้อยในภาคต่างๆ ไม่มีที่หนีไป จึงต้องอยู่อย่างกระจัดกระจาย และไม่มีโอกาสรวมตัวกันเพื่อตั้งสมาคมทางการเมือง พวกเขาไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ และยังถูกเอารัดเอาเปรียบ เหมือนกับยุโรปในปัจจุบันที่กีดกันยิปซี เพราะคนพวกนี้เป็นคนอพยพเร่รอนมาแต่โบราณ และรัฐตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็ไม่ค่อยชอบคนย้ายถิ่นเพราะพวกเขาดูแลยาก เกณฑ์มาเป็นทหารยาก และเก็บภาษียาก

ถ้าคนในกลุ่มนี้ฝันถึงการมีรัฐเป็นของตัวเอง หรือเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐในส่วนกลางมากขึ้น คนในกลุ่มนี้ก็คงถือเป็นคนไร้รัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ยินดีที่จะเป็นคนไร้รัฐ พวกเขาไม่ค่อยได้รับความสนใจจากรัฐเท่าใดนัก มีเพียงผู้เผยแพร่ศาสนาทั้งพุทธและคริสต์ และนักมานุษยวิทยาเท่านั้น ที่จะสนใจภาษาหรือวัฒนธรรมของพวกเขา

ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ เพราะรัฐถือว่าพวกเขาไม่ค่อยมีส่วนช่วยในการสร้างความเป็นชาติเท่าใดนัก ชาวเขาหลายคนแม้แต่บัตรประชาชนบางครั้งยังได้มาอย่างยากเย็น ทั้งๆ ที่นักมานุษยวิทยาได้แสดงให้เห็นว่าคนในกลุ่มที่ 3 มีวัฒนธรรมที่ให้ความเท่าเทียมกันกับทุกคนมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ

ในระยะยาว คนในกลุ่มนี้จะต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สถานภาพที่พวกเขามีรัฐ หรือถ้าจะพูดให้ดีกว่านั้นก็คือรัฐนั้นมีพวกเขา พวกเขาจะต้องมีแรงสนับสนุนทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม เพื่อที่จะมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมือง และยังต้องหาคนลงเรือเดียวกันต่อสู้ร่วมกัน เราคงต้องมาขบคิดกันอย่างหนักว่า ส่วนกลางจะฟังพวกเขาหรือไม่ หรืออย่างน้อยมีทางออกอะไรที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาหรือไม่

ขอบคุณ


A Keynote address at the Southeast Asian Studies’ seminar on
"Lives of the Stateless Peoples and Unidentified nationalities"
At Sriburapha Auditorium, Thammasat University, Bangkok.

22 February 2008
Stateless Peoples

By Professor Benedict Anderson
Cornell University

Let me begin my remarks today with a few words about the global place of Thailand along two simple axes. In terms of geographic spread, the country ranks as Number 49 out of the roughly 200 generally recognized independent states, i.e. at the bottom of the leading 25%. Slightly bigger than Spain, slightly smaller than France. A lot smaller than Texas, but a lot bigger than New Mexico. In terms of population it ranks much higher, i.e. Number 19, or within the leading 10%, just above France.

Like all the states above it, and also like most of the states below it, Thailand’s population includes many ethnolinguistic and religious groups. You could also say that by combining the two axes, Thailand comes out as a reasonably important middle-range nation-state.

If the above information will not be a surprise to you, I would like to offer you another kind of picture, so that we can consider the question of ‘peoples without states’ in a broad context. Out of the roughly 200 states mentioned above, no less than 61, or about 30%, have populations less than 3 million, a figure substantially less than half of the population of Krung Thep Maha Narok. 34 states have less than a million people, and 15 have less than 100,000. What kind of entities are these microstates? Many are small islands in the Caribbean, the Atlantic, the Mediterranean, the Indian, and the Pacific oceans, and can be said to be products of European imperialism and colonialism. But there also plenty in Europe itself, mostly relics from the feudal era. With the exception of the European and Persian Gulf cases, these states are poor, vastly dependent on outside aid, and relying for survival on tourism, and, in some cases on banks which specialize in hiding the wealth of the world’s richest people who are eager to avoid being taxed at home. How many of them are really ‘nations’ is also a serious question, so that one might also think of them as ‘states without nations.’

I bring this material to your attention for three reasons. The first is to remind you that it is quite possible for ‘ very small peoples’ to gain states and thus the status of ‘nation-states’ and have seats in the United Nations. So that the ambition of some stateless people to have their own states is not at all irrational, though it usually very risky and lead to much loss of life. The second is to underline the fact that most such microstates are doomed to perpetual dependence on foreign aid, foreign tourists, and foreign tax-evaders in order to survive. The third is that there is no reason to suppose that the rulers of such states will automatically behave well towards their own peoples. By my rough estimate, only about two thirds of them can be said to be reasonably democratic. So the question of peoples without states should be discussed without sentimentality, and in a global-historical context.

The next question that we should be thinking about is what we mean by ‘peoples without states.’ In some obvious ways, we should realize that they do not really exist any more today. If we look, for example, at our own region, Southeast Asia, as recently as the end of World War Two there were still substantial areas which were essentially stateless. We could include here the vast, largely unknown mountainous terrain of West Papua, held weakly by Dutch colonialism until 1962, and then transferred formally to Indonesia without any local peoples’ consent. We could also include a huge mountainous belt comprising parts of northern Burma, even parts of Thailand, as well as northern Laos and Northwestern Vietnam. Occupied by nomad and sedentary ‘hilltribes,’ which were part of post-colonial Burma, Laos and Vietnam in atlases, in every day reality they were little touched by these states. Part of Thailand itself was essentially controlled not by Bangkok but residual Kuomintang warlords. But over the last sixty years the real autonomy of these hilltribes has drastically declined as a result of state expansion, the spread of capitalism, and in many cases long and bloody wars.

It is also worth asking ourselves when and how these and other comparable groups came to be thought of as ‘peoples.’ We know that for centuries Spanish colonialists referred to the various Muslim groups in Mindanao and Sulu as ‘Moros,’ the Spanish word for the Moors, originally meaning Catholic Spain’s Muslim enemies along the north shore of the Mediterranean. But it was only in the 1970s that these peoples began to call themselves, without irony, the bangsa Moro, or Moro People. We know that while for centuries Dutch colonialists called all the immigrants from Southeast China, and their descendants, "Chinese," these people, mostly illiterate, speaking mutually unintelligible Hokkien, Hakka, Cantonese, and Hainanese, did not think of themslves as ‘Chinese" till the 1890s. Up till more or the less the same time, the ruling class of Siam spoke of Hor (arriving by land) and Jek (arriving by sea) as if they were different peoples. The East Timorese, composed of at least 14 social groups speaking mutually unintelligible languages , only became a people in the late 1960s. A nice illustration of this problem comes to us from British India. When the authorities finally had the power to hold a census in remote Buddhist Ladakh, in the 1920s, they made the mistake of asking the local people "who they were," and received over 300 different replies, (including I am a trader, I am a monk, I belong to Clan X or Y, I am a Shia, I am a widow, and I moved here ten years ago.) Annoyed by this multitude, for the next census the British decided on 30 or so categories of their own, and forced the locals to belong to one or another of them. So there is plenty of evidence for the old idea that it is commonly not peoples who create states, but states that create peoples. This most likely is how in fairly recent times ‘peoples’ like the Hmong, Lisu, Yao, Karen and so forth have gradually learned to see themselves as peoples. People in Bangkok usually speak of the Far South, as the violent place of Malay-speaking Muslims. It is possible that in the end they call into being just such a ‘people.’ But not yet, because the locals in Satun are not violent, and still do not share a common imagined identity with those of Pattani, Yala, and Narathiwat.

This phenomenon – which we can all the gap between ‘objective’ and ‘subjective’ identity – is, in different forms, visible everywhere. If I ask someone in Bangkok where she is from, she will not say from Thailand, but rather ‘Songkhla or Isan,’ but if I meet her in Singapore she will say I am from Thailand; and if we in meet in Chicago, she might easily say I am from Asia, if she thinks I have never heard of Thailand.

The point of all this is to remind ourselves that the identities of peoples are historical, relational, and imagined, not essential and unchanging. One must always ask oneself, when did states start to imagine a group which it called, or better, named, a people. When did people start to take over this imagining? In ways does this imagining depend on who asks the question: Who are you? Always the most important questioner is the state. This applies just as much to ‘the Thai people’ as to any other.

One can, at least in theory, make practical distinctions between different kinds of peoples without states, even if this title is, as I suggested earlier, actually out of date. Meuang Thai offers some good examples of the three commonest types. One group consists of peoples who in theory have real national states, but these states lie outside Thailand’s borders. The obvious examples are the Khmer-speakers north of the Dongrak chain, especially in Buriram, Surin, and Sisaket, who are perfectly aware of the Khmer nation-state south of the mountains; or the Lao-speaking people on the west bank of the Mae Khong, who can see Prathet Lao on the opposite side of the river. A second group consists of peoples who believe they once had a state of their own, but have long been deprived of it. In the far South, facing the Gulf of Siam, the memory of the Keradjaan of Old Pattani is quite strong, since it was abolished by R V only a century or so ago. Northerners have comparable memories of Old Chiangmai, even if they do not wish to remember too clearly two centuries of quiet life as part of the Burmese empire, and a notable if secondary role in the destruction of Ayuthaya. Perhaps one should think of the Jin in the same way. The Mon are a hybrid case, since the great Mon kingdom of the past lay in today’s Southern Burma, where even today the majority of Mon actually live. The third group consists mainly of hilltribes and the Chao Le, who probably never had real states of their own. Each of these distinct groups is ‘stateless’ in a quite different sense, and to think about them one has to keep these differences clearly in mind.

Group 1. In the cases of Northern and Southern Isan, it does not seem to me that any very serious problems arise today (though Isan in the 1950s and 1960s was another matter). In all the regions, the institution of universal adult suffrage, unsteady democratization up to a point, the rapid spread of educational institutions up to the tertiary levels in almost all provinces, the successful spread of developmental capitalism, and the ease of internal migration, has created conditions in which these ‘peoples’ have a strong stake in the existing order, or useful lack of order one might say. Powerful veteran politicians like Newin Chidchob and Sanoh Thianthong campaign locally in Khmer but address the parliament in Bangkok Thai. The same could be said for powerful Lao-speaking politicians from the upper Northeast.. Enormous numbers of Lao-speakers have been migrating to Bangkok and all over the rest of the country. Educational expansion has given more opportunities for ambitious people from these regions to create successful businesses and enter the national bureaucracy and military. Isan also has the very large numbers to make an Isan bloc in parliament as serious matter. Beyond that, if they look across the borders at Laos and Cambodia, they see countries enormously poorer, with authoritarian regimes, and no obvious futures for Isaners themselves. Much the same is true of the lukjin who are pervasive in the middle class in Bangkok and upcountry, and feel they are doing very well. The rapid rise of China to world-power also gives them security for the long-term future. What all these groups may want is mostly something that Bangkok can easily give if it wishes, cultural acknowledgment, less contempt, more room for ‘ethnic’ selfcultivation and autonomy. Real political power, of course, is another matter, as we have seen over the past 5 years.

Group. 2 The three cases have some things in common, but they are also quite distinct. Although in some ways the "khon meuang" often feel that they are a people with their own distinct history and culture, the absorption of Chiangmai into the Bangkok state was not terribly violent, and, up to a point, this distinctiveness is acknowledged by that state. The descendants of the old jao are still there, even if they do not matter much. The region is prosperous and Chiangmai is the country’s second city. Access to national-level institutions has been growing, and Thaksin’s rise to power brought a Northerner to the national Prime Ministership for the first time. One does not get the impression that there is a real problem for another reason, which is that the language of the North is not very distant from Central Thai, and has obvious affinities with the vernacular of Isan. One might even say that the base of the Thaksin regime’s electoral power has been exactly a coalition of the North and the Northeast. Thailand’s Mon have long intermarried with Central Thai and Chinese, and they are quite aware of their contributions to ‘national’ music and the plastic arts. But they are also aware that they have life a good deal better in Thailand than than their cousins in Burma (rather like the Khmers in Surin), and, so far as I can tell, do not spend much time thinking about the grand medieval Kingdom in the Irrawaddy delta. Yet their numbers are too few, and their grip on the Mon language is today too weak, to create a serious regional block, like the North and Isan.

The Muslims Malays of Old Pattani are, as we are well aware, a completely different story. In the days of the old Thai imperial monarchy, they were periodically suppressed by force of arms, and compelled to accept the distant Thai rulers as suzerains. But the lower Chao Phraya flatland state itself was too primitive and ramshackle to do much more than exact tribute and carry away populations, so that Old Pattani was largely left alone till the times of Rama V, and his competitive horse-trading with the expanding British Empire. Unlike Satun, which for its own reasons cooperated with Bangkok, Old Pattani came to be ruled by officials from Bangkok, who despised everything about the place and the people. They were Sunni Muslims, unlike the mainly Shia Muslims of Central Thai, long accommodated by the state. With distinctively darker skins, curlier hair, etc it became easy — as Western racial theories spread East — to think of these darker people in racist terms. Very stubbornly, they insisted on speaking Malay, which had no filiation with the Thai languages and which the rulers almost never bothered to learn. They had also almost no state recognition, since the nominal head of the national Muslim community, appointed by the Thai monarch, was usually a Shia or residing in Bangkok and Thai-speaking. They experienced isolation, poverty, and often persecution. Furthermore, modern Bangkok has always had the bad habit of not dismissing from service cruel, incompetent, corrupt and stupid state officials, preferring to merely transfer them to remote and poor regions of which the Far South was the best example. You could say that administratively speaking, the Far South was like the toilet bowl of the state machinery.

Furthermore, few Bangkok people think that hese conquered people have had anything to contribute to the modern nation, unlike the peoples of the North, the Northeast and the Mon.
Some years ago I described the real attitude of the Suharto dictatorship towards the resource rich provinces of Acheh and West Papua as: we don’t want the people, we just want the land and the resources. If they disappeared tomorrow, we wouldn’t miss them for one minute. There is something here that echoes with what I have said above. The special difficulty for Bangkok is however that the Far Southerners (except in Satun) not only carry a historical state-identity with them, but have substantial population bases, in a concentrated area, as far away from Bangkok as any part of the realm, and just next door to the Malay-controlled state of Malaysia, with a pretty porous border. They are also more and more aware of being part of a vast Muslim world across several continents, an awareness embedded in the ancient tradition of the hajj to Mecca. The educated sector is also aware of what I mentioned at the start of this talk, which is that the UN has plenty of members which are smaller in geographical size and lower in population than what is left of Old Pattani.

The Bangkok state’s own national myths make it impossible to recognize openly that the Far South does not really belong to Thailand in any strong way, or that it ‘owns’ the region out of simple conquest and a deal with London. Yet it is useful to remember that during World War II, it grabbed, with Japanese help, substantial parts of western Cambodia, northwestern Burma, and still more of the southern peninsula. But in 1945 the Allies forced Bangkok to give these new possessions up, and noe one cares today that they were lost. At the same time, Bangkok has no idea what to do with the Old Pattani, except to offer some minimal carrots and a lot more sticks. Bangkok has always thought that time is on its side, but the reality today suggests the opposite. The necessary minimum change would be real political and symbolic autonomy, but this would mean consciously and deliberately rectifying the mistakes of the much revered Rama V (who, when he visited the Muslim South never visited a single mosque). Yet the example of Malaysia itself is suggestive. It is still in many ways a stable federal state, in that all the old or not so old monarchies are still in place, and Malaysian Muslims, especially in rural areas, are attached to them. The state has ingeniously found a way to combine these loyalties with the nation-state by rotating the office of head of state among these small rajahs. Conversely, Rama V’s policy was to get rid of all local monarchies but his own, and it is still unthinkable today that this policy could be abandoned. My personal view on this matter that basically there is no Far South problem, but there is a huge Bangkok problem.

Group 3. The peoples in this group are in the worst position of all. Ineluctable population pressure from the flatland Thai, modern communications especially transportation, massive logging (and in the case of the Chao Le) high-tech commercial overfishing, military and police power available to Bangkok greater than ever before in history, mean that the old option of strategic retreat into more remote and difficult terrain has really vanished for good. These people are small in numbers, scattered in their habitats, and unsophisticated in modern means of social and political organization, hence they have few of what James Scott famously called ‘the weapons of the weak.’ Only a handful of them have reasonably good secondary, let alone tertiary education, and this elite can usually be coopted. Many of them face a special disadvantage which we can better understand by reminding ourselves that the most oppressed people in modern Europe, up until today, have been the Gypsies. The basic reason is that the age-old tradition of the Gypsies is nomadism, constant movement across state boundaries. All modern, and also mediveal states, have hated moving populations, because they are hard to monitor, to empress into armies, and to force to pay taxes.

If the people I have been talking about earlier would like better access to the Bangkok state, or dream about reviving their own old states, the people in group 3 for the most part have always been stateless peoples, and, most of the time, have been happy with their statelessness. But is just this statelessness that nationalist, Buddhist, monarchical Bangkok finds it impossible to imagine.Furthermore, no one but a scattering of Christian and Buddhist missionaries and anthropologists has any interest in Group 3’s languages or cultures.

How lowly they are regarded, and how little they are thought capable of contributing to the national identity is shown by characteristic state policies: a curious mix of charity, contempt, ignorance, indifference, and brutality. It is worth thinking about the historical fact that the only people within Thailand’s borders to have suffered napalm assaults from Bangkok have been the Hmong. It is thus probably typical that some of these Group 3 people find it difficult even to get the papers which would confirm that they are fellow-citizens of the rest of the country’s population. (In this context it should be noted that, partly because of Thailand’s strong monarchical traditions, the concept of citizenship is pretty weakly developed.) This is, for the peoples in Group 3, a pity, since anthopologists have shown us that they are much more egalitarian in their customs than the rest of the country.

In the longer run, in order to survive, they will have to make some bold adapations to the situation that they have a state, or perhaps better, a state has them. These adaptations will also have to be primarily political , though with social and cultural support. In effect they will have to make political noise, and also ally themselves with other people who are in the same boat. Whether Bangkok will listen to them, or have any creative ideas about how humanly to accomodate them is something for us all to think about very seriously. Thank you!

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

อะไรอยู่เบื้องหลังวิกฤตธนาคาร Northern Rock

 
ใจ อึ้งภากรณ์ : พรรคแนวร่วมภาคประชาชน (www.pcpthai.org)
ตู้ ป.ณ.2049 ป.ณ.ฝ.จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ 10332

การดิ่งลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในปลายเดือนมกราคม เป็นอาการภายนอกที่บ่งบอกถึงวิกฤตเศรษฐกิจรอบปัจจุบัน ปัญหาสำหรับเราชาวกรรมาชีพไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้น เพราะมันเป็นบ่อนการพนันของพวกคนรวยที่หากินบนพื้นฐานมูลค่าจริงที่กรรมาชีพผลิต คนที่ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นเป็นเพียงกาฝากที่ดูดเลือดเราเท่านั้น แต่ปัญหาสำหรับพวกเราอยู่ที่เศรษฐกิจจริง ซึ่งตอนนี้เริ่มมีปัญหาหนักในภาคการเงินและการธนาคาร ปัญหานี้มีศูนย์กลางที่สหรัฐฯ แต่เชื่อมโยงไปทั่วโลก ก่อให้เกิดการล้มละลายของธนาคาร Northern Rock ในอังกฤษ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการส่งออกในเอเซีย

ต้นกำเนิดของปัญหาเศรษฐกิจที่เราเห็นครั้งนี้ เริ่มในปลายๆ ทศวรรษที่ 70 สามสิบปีมาแล้วในช่วงนั้นวิกฤตเศรษฐกิจที่หายไปชั่วคราว ท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการผลิตอาวุธในช่วงสงครามเย็น ได้กลับมาเป็นวงจรอีกครั้ง คือมีวิกฤตตามด้วยการฟื้นและวิกฤตเป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง นี่คือลักษณะแท้ของทุนนิยม และเป็นสาเหตุที่ตรอทสกีเขียนว่า วิกฤตกับการฟื้นตัว เปรียบเสมือน "การหายใจเข้าออก" ของทุนนิยม

ในปลายทศวรรษที่ 70 มีการลดลงของอัตรากำไรในการผลิตทั่วโลก ซึ่งทำให้นายทุนชลอการลงทุนใหม่ การลดลงของอัตรากำไรนี้ เป็นสิ่งที่คาร์ล มาร์คซ์ พูดถึงในหนังสือ "ว่าด้วยทุนเล่มสาม" มันเกิดจากการแข่งขันในตลาดที่ผลักดันให้นายทุนลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในการซื้อเครื่องจักร นอกจากนี้มันเกิดจากการผลิตสินค้าที่ล้นตลาด เพราะมีการทุ่มเทสินค้าเพื่อเอาชนะคู่แข่ง โดยไม่มีการวางแผน. อีกสาเหตุหนึ่ง ของการผลิตล้นเกิน คือการที่กรรมาชีพได้ค่าจ้างต่ำกว่ามูลค่าสินค้าที่ตนเองผลิต เพราะมีการขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ซึ่งทำให้ไม่สามารถซื้อสิ้นค้าทั้งหมดได้

ธรรมดาเวลาเกิดวิกฤตทุนนิยม นายทุนและรัฐนายทุนจะพยายามกดค่าแรง ตัดสวัสดิการ และยืดเวลาทำงาน แต่การกระทำแบบนั้นก็มีปัญหาอีก เพราะมันอาจเพิ่มความร้ายแรงของวิกฤต เนื่องจากจะมีการตัดกำลังซื้อของคนธรรมดา. อีกสิ่งหนึ่งที่นายทุนหรือรัฐนายทุนทำได้คือการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการตัดอัตราดอกเบี้ย และตัดภาษี หรืออาจเลือกเพิ่มการลงทุนของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตาม "แนวเคนส์" การดึงทุนจากธนาคารไทยที่กองอยู่ไม่ทำอะไร ลงมาในหมู่บ้านต่างๆ ภายใต้นโยบายของ ไทยรักไทย เป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตปี ๔๐

วิธีแก้ปัญหาของชนชั้นปกครองในทศวรรษที่ 70 คือการนำนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดมาใช้ มีการลดบทบาทรัฐ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญที่สุดมีการกดค่าแรงผ่านการทำลายสหภาพแรงงาน และขยายการรับเหมาช่วง ฯลฯ นอกจากนี้มีการเริ่มทำลายรัฐสวัสดิการและบังคับให้คนงานทำงานนานขึ้นและหนักขึ้น นี่คือยุคของ Reagan ในสหรัฐฯ และ Thatcher ในอังกฤษ. การกดค่าแรงและเร่งความเข้มข้นของการขูดรีด สามารถฟื้นอัตรากำไรได้ระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้คนสหรัฐฯ มีฐานะแย่ลง แต่มันไม่เพียงพอ และไม่สม่ำเสมอทั่วโลก เช่นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกือบจะไม่มีการฟื้นตัวเลย ซึ่งทำให้นายทุนญี่ปุ่นหันมาลงทุนในส่วนอื่นๆ ของเอเชียมากขึ้น เช่นประเทศไทย

นอกจากมาตรการในการกดค่าแรงและทำลายสวัสดิการแล้ว ในปลายทศวรรษที่ 90 นายทุนตะวันตกพยายามลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต หรือที่เขาเรียกว่าเศรษฐกิจ dot com เพราะมันเป็นพื้นที่ใหม่ที่ยังมีอัตรากำไรสูง แต่เป็นการแห่กันไปลงทุน มีการปั่นราคาหุ้นให้พุ่งสูงขึ้นจนเกิดสภาวะฟองสบู่. ในเอเซียก่อนหน้านั้นมีฟองสบู่เกิดกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน และนั้นคือสิ่งที่นำไปสู่วิกฤตในไทยในปี ๔๐

เมื่อฟองสบู่ dot com แตกรัฐบาลสหรัฐฯ และสถาบันการเงินต่างๆ พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอีกรอบ โดยการปล่อยกู้ให้คนจนมากขึ้น. คนจนเหล่านี้ธรรมดาแล้วจะถูกธนาคารปฏิเสธไม่ให้กู้เงินจึงเรียกว่าพวก "Sub-Prime" การปล่อยกู้ในราคาดอกเบี้ยต่ำในระยะแรก เป็นวิธีเพิ่มกำลังซื้อในเศรษฐกิจ โดยที่นายทุนไม่ต้องไปเพิ่มค่าแรงให้กรรมาชีพ หนี้สินของคนจนในตลาด Sub-Prime นี้ ถูกขายต่อให้ธนาคารอื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้นเมื่อคนจนเริ่มจ่ายหนี้ไม่ได้ คือฟองสบู่ Sub-Prime แตก ก็มีผลกระทบต่อระบบธนาคารในสหรัฐฯ และส่วนอื่นของโลก

สรุปแล้วมันมีวิกฤตอัตรากำไรในภาคการผลิต และวิกฤตในสถาบันการเงิน นอกจากนี้โลกกำลังขาดแคลนสินค้าพื้นฐานบางอย่าง โดยเฉพาะน้ำมันและเชื้อเพลิง เพราะจีนและอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในสภาวะขาดแคลน ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าอื่นๆ อีกด้วย. ยิ่งกว่านั้นการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกเพื่อผลิตเชื้อเพลิงพืช (bio-fuel) แทนการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งมีผลกระทบร้ายแรงกับคนจน และเราเริ่มเห็นในกรณีถั่วเหลืองและอาหารหลักอื่นๆ

วิกฤตของสถาบันการเงินและธนาคารเป็นวิกฤตหนี้เสียที่แก้ยาก แต่มันอาจไม่กระทบกับบริษัทเงินทุนใหญ่โดยตรงในระยะแรก เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่มีการออมมูลค่าส่วนเกินหรือกำไร เพื่อลงทุนต่อ ไม่ได้พึ่งธนาคารเพื่อหาทุนอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ปัญหาสถาบันการเงินมันสะท้อนปัญหาเรื้อรังในระบบการผลิตอยู่แล้ว และมันจะมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน. ในปลายเดือนมกราคมประธานาธิบดีบุช พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการตัดภาษีและการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ปัญหาคือมันอาจไม่พอที่จะกระตุ้นการผลิตและกำลังซื้อได้ และในขณะเดียวกันการกระตุ้นกำลังซื้อถ้าทำได้จริง อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาของราคาน้ำมันอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ บวกกับปัญหาโลกร้อนและปัญหาสงคราม น่าจะพิสูจน์ให้ทุกคนที่มีสติปัญญาสรุปว่า ทุนนิยมมันไร้ประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่เจริญและสันติสุข ดังนั้น เราต้องรวมตัวกันปฏิวัติสังคม!! ล้มอำนาจนายทุน และยกเลิกกลไกตลาดบ้าๆ ของมัน แต่ก็ต้องยอมรับว่านั้นเป็นเรื่องระยะยาว. ในระยะสั้นถ้าสหรัฐฯ มีวิกฤต มันจะมีผลกระทบต่อเรา เพราะประเทศไทยอาศัยการส่งออกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนอกจากนี้เราจะต้องเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อ พูดง่ายๆ ข้าวของจะแพงขึ้น บางคนจะตกงาน และนายทุนและรัฐจะบีบค่าจ้างและสวัสดิการของเรา

ปัญหาแบบนี้เราแก้ไม่ได้ถ้ามองในกรอบสหภาพแรงงานของแต่ละโรงงาน หรือสถานประกอบการ ต้องแก้ในภาพกว้างทางการเมือง เราต้องรวมตัวกันต่อสู้สมานฉันท์กลุ่มต่างๆ ในภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มสวัสดิการและดูแลชีวิตของเรา เราต้องเรียกร้องรัฐสวัสดิการ. อย่าลืมว่าเงินของรัฐมาจากภาษีและการทำงานของเรา อย่าลืมว่ารัฐบาลอ้างว่าเป็นผู้แทนของประชาชน อย่าลืมว่าเวลาเขาจัดงานศพ… หรือซื้อเครื่องบินรบและเรือดำน้ำ เขามีเงินเพียงพอเสมอ

อย่าหลงถูกรัฐหลอกว่าเราต้องเสียสละเพื่อชาติ ตรงกันข้ามมันถึงเวลาที่พวกเขาต่างหากต้องหัดเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่บ้าง แต่ถ้าจะกดดันให้รัฐทำแบบนี้เราต้องมีพรรคของเรา ต้องเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ต้องสร้างสหภาพที่สู้เป็นและแสดงความสมานฉันท์ซึ่งกันและกันเสมอ วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่เพราะเราทำงานช้าลงหรือขี้เกียจ วิกฤตเศรษฐกิจมันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่เราต้องอดทน มันมาจากระบบตลาดที่พวกนายทุนสร้างและควบคุมต่างหาก

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

ความโกลาหลในประเทศเคนยา เบื้องหลังวิกฤตธนาคาร Northern Rock

 
เบื้องหลังความโกลาหลในประเทศเคนยา
โดย Ken Olende จากหนังสือพิมพ์ Socialist Worker ฉบับที่ ๒๐๘๓ ประจำวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๑

การประท้วงและการจลาจลที่เกิดจากการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม สะท้อนให้เห็นถึงก้น
บึ้งแห่งความไม่พอใจในประเทศแอฟริกาที่มีเสถียรภาพ

การจลาจลเริ่มต้นขึ้นหลังจากการประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายวาอิ คิบากิ (Mwai Kibaki) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2550 ผู้นำการประท้วงคือ นายไรลา โอดิงกา (Raila Odinga) ซึ่งไม่พอใจผลที่ออกมา โดยกล่าวหาว่า พรรคของชนชั้นปกครองทุจริตการเลือกตั้ง. คนยากจนที่สนับสนุนนายโอดิงกาคัดค้านพวกอภิสิทธิ์ชนเริ่มก่อตัวมากขึ้น และออกมาประท้วงการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมบนท้องถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในได้เข่นฆ่าประชาชน โดยยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมประท้วงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ในการเดินขบวนประท้วงครั้งนี้เป็นการลุกฮือของคนยากจนที่ต้องการปฏิรูปสังคม แม้ว่าความไม่พอใจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ แต่คนทั่วไปก็ออกมาต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้ง. ย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน มีการเลือกตั้งเสรีเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นมีการสร้างแนวร่วมกับนายโอดิงกา เมื่อนายคิบากิเอาชนะนายฮูรู เคนยัตตา (Uhuru Kenyatta) ผู้ซึ่งสืบทอดมรดกจากอดีตเผด็จการเดเนียล อารับ มัว (Daniel ArapMoi) ที่เคยปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และในครั้งนั้นนายคิบากิและนายโอดิงการวมตัวกันเป็นแนวร่วมสายรุ้งแห่งชาติ (The National Rainbow Coalition) ซึ่งเป็นแนวร่วมรณรงค์ต่อต้านระบอบเผด็จการของนายมัวและรณรงค์เปลี่ยนแปลงสังคม

นายซาอิด (Zahid) นักสังคมนิยมในกรุงไนโรบิ เมืองหลวงของเคนยา กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Socialist Worker ว่า "เคยมีการโกงการเลือกตั้ง 2 ครั้ง หลังจากที่มีการใช้ระบบหลายพรรค ในปี พ.ศ. 2535-2540 แต่การเปลี่ยนแปลงจริงๆ เกิดขึ้นในปี 2545 ซึ่งนายโอดิงกามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น แต่พอมาถึงการเลือกตั้งใหม่ล่าสุดนายคิบากิ ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพราะมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศต่างมองว่าเป็นการทุจริต อีกทั้งมีผู้ประท้วงออกมาประท้วงบนท้องถนน

สาเหตุที่ทำให้นายคิบากิเสื่อมความนิยม หลังจากปี พ.ศ. 2545 มาจากเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ คือ

เหตุการณ์แรก เป็นความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งเสริมสิทธิพลเมืองและปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย แต่รัฐบาลกลับเพิ่มอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงเกิดความกลัวว่าระบอบอำนาจนิยมจะกลับมา จึงลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2545 รวมทั้งนายโอดิงกามีส่วนสำคัญในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และได้จัดตั้ง "ขบวนการประชาธิปไตยสีส้ม" (The Orange Democratic Movement – ODM) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจุดรวมแห่งความไม่พอใจ

เหตุการณ์ที่สอง คือการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลของนายคิบากิได้แต่งตั้งนายจอห์น กิทองโก (John Githongo) เป็นกรรมาธิการต้านการคอรัปชั่น ซึ่งในรายงานของนายจอห์น ได้กล่าวหาสมาชิกอาวุโสของรัฐบาลของนายคิบากิว่าทุจริต

เมื่อกล่าวถึง "ขบวนการประชาธิปไตยสีส้ม" ซึ่งรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2545 พบว่า เป็นแนวร่วมหลวมๆ ไม่มีฐานมวลชนรากหญ้าสนับสนุน วิธีที่ใช้ต่อสู้กับการโกงการเลือกตั้งนั้นสับสนมาก และไม่ยอมพูดถึงปัญหาคนจน การตกงาน ไร้ที่อยู่อาศัย และปัญหาที่ดินในชนบท และนี่กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งถูกเบี่ยงเบนไปเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ เพราะอันที่จริงแล้วควรเป็นประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน. หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ พบว่า ในประเทศเคนยา มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ถึง 43 กลุ่ม. กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มคิคูยู(Kikuyu) มีจำนวนประมาณ 22% ของประชากรทั้งหมด, ถัดลงมาเป็นกลุ่มลูยา(Luhya), กลุ่มลูโอ (Luo), และคาเลนจิน (Kalenjin) เป็นต้น

นายคิบากิเป็นชาวคิคูยู ส่วนนายโอดิงกาเป็นชาวลูโอ แต่การเลือกตั้งในปี 2545 ชาติพันธุ์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการอธิบายว่า ทำไมกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มได้รับเลือก. นายสตีฟ ชาวสหราชอาณาจักรที่อาศัยในเคนยา เล่าให้หนังสือพิมพ์ Socialist Worker ว่า ความแตกร้าวทางเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์เกิดขึ้นเป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วในเมืองต่างๆ เช่น เมืองไนโรบิ ในเขตชุมชนแออัดที่ๆ มีผู้คนนับล้านอาศัยอยู่อย่างยากจน บางครั้งก็มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กลุ่มตาลิบันซึ่งเป็นชาวลูโอ, กลุ่มเจชิลาซี (Jeshi la Mzee) ชาวลูยา, กลุ่มมุงกิกิ (Mungiki) ชาวคิคูยู. กลุ่มมุงกิกิอ้างว่าอาจมีการนำเอาวิธีการก่อจลาจลแบบเก่าคือ แบบ Mau Mau ที่เคยเอาชนะการปกครองของสหราชอาณาจักรมาแล้ว และต่อสู้เพื่อสิทธิของคนที่ถูกกระทำ แต่ทว่ากลับเป็นการใช้ความรุนแรง

ชาวเคนยาหลายคนเชื่อว่า เผ่าคิคูยูทั้งหมดได้ประโยชน์เนื่องจากชาวคิคูยูส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำปกครองประเทศ ด้วยเหตุนี้ในส่วนที่เป็นคนยากจนโกรธแค้นระบอบคิบากิ และการทุจริตของคนรวย. สหประชาชาติประมาณการว่า มีประชาชนจำนวน 250,000 คนได้หลบหนีการปะทะทางเชื้อชาติทั่วประเทศในช่วงวิกฤติการเลือกตั้งประธานาธิบดี. นายซาอิดกล่าวว่า ความรุนแรงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ชาวเคนยาหลายล้านคนเคยมีประสบการณ์การต่อสู้ทางเชื้อชาติมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท หุบเขาริฟท์ทางตอนเหนือของเมืองหลวง

นายมุงไก (Mungai) ซึ่งเคยไปเที่ยวงานคริสต์มาสที่หุบเขาริฟท์ แห่งเมืองเคริโค เล่าให้หนังสือพิมพ์ Socialist Worker ว่า "ผมพยายามจะกลับไปเมืองไนโรบิ แต่ไร้ประโยชน์ เพราะปรากฏว่ามีกลุ่มวัยรุ่นปิดกั้นถนนด้วยการล้มต้นไม้ เราจึงต้องใช้เลื่อยเคลียร์เส้นทาง ผมเห็นทรัพย์สินของชาวคิคูยูและคิซิอิ ถูกเผาและถูกขโมย ผู้คนก็ถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้าย การปะทะที่เลื่องลือนี้ คือการสังหารผู้หญิงและเด็กกว่า 30 คนในโบสถ์เมือง Eldoret ในหุบเขาริฟท์

นายสตีฟกล่าวว่า ป้าของผมหนีตายในการสังหารหมู่ครั้งนั้นมาได้ ปัจจุบันนี้ชาวคิคูยูอาศัยในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นของอีกชนเผ่าหนึ่ง "เราเคยอยู่ร่วมกันและแต่งงานระหว่างชนเผ่ามานานแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกกลัวว่าคนจำนวนมากไม่เข้าใจว่า การแบ่งชาติพันธุ์ในประเทศนี้ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องระหว่างคนรวยกับคนจน. การมองว่าเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจนเพราะ นายซาอิดมองว่า คนหลายล้านมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน อัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเป็นประโยชน์ต่อคนรวยเท่านั้น

นายโอเทียโน (Otieno) นักเคลื่อนไหวสหภาพในกรุงไนโรบิ มองว่า "มันเหมือนกับสงครามในย่านคนจน เราไม่มีอาหาร น้ำมันก๊าด หรือเงิน แต่เราจะชุมนุมครั้งใหญ่ในสวนสาธารณะอูรู ในกรุงไนโรบิ เพื่อคัดค้านการทุจริตเลือกตั้ง เราคิดว่าคนทั่วไปจะออกมาชุมนุม" ฉะนั้นจะเป็นเรื่องความแตกร้าวทางชาติพันธุ์ได้อย่างไร เมื่อคนส่วนใหญ่ถูกปราบปราม และตำรวจยังปราบปรามคนจนในสลัมของเมืองไนโรบี ซึ่งเป็นชาวคิคูยู เชื้อชาติเดียวกันกับนายคิบากิ

การจัดตั้งองค์กร
ตั้งแต่ปี 2545 เคยมีสื่ออิสระและพื้นที่ให้แก่กลุ่มฝ่ายค้านเพื่อจัดตั้งมวลชน ถ้าคิบากิรอดจากการเลือกตั้งที่ทุจริตครั้งนี้ อาจจะไม่มีสื่อและพื้นที่อิสระให้แก่ฝ่ายค้านอีกต่อไป. คุณเชอรี่ (Shirley) นักสังคมนิยมผู้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง กล่าวว่า "การรณรงค์หาเสียงน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเริ่มส่อให้เห็นถึงการหักหลังประชาชน". "ดิฉันพักอยู่กับครอบครัวคิคูยูที่ลงคะแนนให้นายคิบากิ พวกเขารู้สึกตกใจที่มีข่าวการโกงการเลือกตั้งอย่างครึกโครม ซึ่งรายงานสดทางโทรทัศน์ท้องถิ่นที่ได้ไปสำรวจโพลล์ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งในเมืองหลวงจะประกาศผลว่า นายคิบากิได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และก็เป็นเหตุผลที่รัฐบาลออกมาห้ามการรายงานสดของสถานีโทรทัศน์"

การรณรงค์เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งซ่อมยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้นายโอดิงกาได้เป็นประธานาธิบดี. มุงไก กล่าวว่า "นายโอดิงกาเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แม้ว่าจะมีเรื่องที่น่าสงสัยเกี่ยวกับตัวเขา แต่ชัยชนะของเขาจะไม่ก่อให้เกิดการปฏิวัติ แต่จะเป็นการก้าวไปข้างหน้า". ครั้งหนึ่งในรัฐบาลมีคำถามว่า จะกดดันนายโอดิงกาอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งของเขาเป็นความหวังขึ้นมาได้ ดีกว่าที่จะเดินตามทางของนายคิบากิ นอกเสียไปจากวาทะโวหารเอาใจประชาชนในการต้านการคอรัปชั่น นโยบายของนายโอดิงกาก็ไม่มีอะไรใหม่ คือ มีแนวทางเดียวกันกับพรรคชนชั้นปกครอง ดังเห็นได้จากฝ่ายค้านในขบวนการ ODM ใช้นโยบายการค้าเสรีเป็นทางเลือกทางการเมืองสำหรับชนชั้นที่มีอยู่

ในเดือนมกราคมปี 2550 นักเคลื่อนไหวนับพันคนได้เข้าร่วมเวทีสมัชชาสังคมโลก ในกรุงไนโรบิ เพื่อหาทางเลือกการพัฒนาแนวเสรีนิยมใหม่ การประชุมดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการเดินขบวนอย่างเข้มแข็งจำนวน 5,000 คนจากคิเบรา ถึงสวนสาธารณะอูรู

การต่อต้านลุกลามท่ามกลางวิกฤตการเลือกตั้งในเคนยา โดย Ken Olende
เป็นเวลาสามวันของการประท้วงในเคนยาได้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 30 ราย ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เดินขบวนยังคงท้าทายต่อความชอบธรรมของประธานาธิบดีคิบากิ ที่อ้างชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550. อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานการโกงการเลือกตั้งปรากฏเพิ่มเติม.

"องค์กรเคนยาเพื่อสันติภาพ ความจริง และความยุติธรรม" ได้เปรียบเทียบจำนวนคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรัฐสภาในช่วงเดียวกันกับกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฏว่า การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีมีจำนวนมากกว่ามาก คือฝ่ายค้าน ODM ที่ต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงในรัฐสภา โดยได้ที่นั่ง 99 ที่นั่งจากจำนวนทั้งหมด 210 ที่นั่ง, สำหรับพรรค PNU ของนายคิบากิ ได้ 43 ที่นั่ง. ฝ่ายค้าน ODM สามารถได้ตำแหน่งประธานและรองประธานต่อต้านพรรค PNU

อย่างไรก็ตาม ท่าทีปฏิกิริยาของฝ่ายค้าน ODM นอกรัฐสภาที่มีต่อการโจมตีรัฐบาลเป็นที่น่าสับสนอย่างยิ่ง สัปดาห์ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้หยุดการประท้วง และเรียกร้องการคว่ำบาตรบริษัทที่สมาชิกของรัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่พอมาตอนนี้ก็กลับมาชุมนุมประท้วงอีก. ซาอิด นักสังคมนิยมกล่าวว่า ไม่มีฝ่ายค้านเข้าไปร่วมในการชุมนุมบนท้องถนน เนื่องจากบรรยากาศน่าหวั่นเกรงมาก เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมยิงเข้าใส่ผู้ประท้วงตลอดเวลา แต่มีการจัดตั้งกลุ่มสันติภาพจำนวนมาก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ทุกข์ยาก

วิกฤติการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ตามมาด้วยความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ในบางพื้นที่สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์เผชิญปัญหาการสังหารหมู่ คนจำนวนมากเชื่อว่า ชาวคิคูยูยากจนได้รับการอุปถัมภ์เลี้ยงดูจากชาวคิคูยูที่เป็นชนชั้นนำร่ำรวย. ในการปะทะกันเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าประชาชนเป็นจำนวนมากกว่าการปะทะทางเชื้อชาติ คือ มีผู้เสียชีวิต 600 ราย เพียงแค่ปีที่แล้วปีเดียว รัฐบาลได้ทำร้ายกลุ่มมุงกิกิ ชาวคิคูยูยากจนในเขตชุมชนแออัดเมืองไนโรบิ และนำไปสู่การเสียชีวิตถึง 500 ราย แต่พอมาถึงตอนนี้กลุ่มมุงกิกิกลับแสดงตัวเป็นพันธมิตรของรัฐบาล

โอเทียโน นักสหภาพแรงงานในเมืองไนโรบิกล่าวว่า "กลุ่มมุงกิกิ โจมตีกลุ่มผู้ประท้วงโดยได้รับการติดอาวุธ เราถูกผลักออกไปจากพื้นที่ของรัวรากา (Ruaraka) ทางตะวันออกของเมืองที่เราอาศัยอยู่. นักประวัติศาสตร์เดเนียล บรานช์ (Daniel Branch) ได้กล่าวกับหนังสือ "the London Review of Books" ว่า ศูนย์กลางของการต่อต้านเผ่าคิคูยู มีประสบการณ์คล้ายๆ กับช่วงการใช้ความรุนแรงก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง "ความแตกร้าวทางชาติพันธุ์ในปี 2535 ถึง 2540 ผู้คนหลายร้อยคนถูกฆ่า และหลายพันถูกคุกคามให้ออกจากบ้าน นักการเมืองใช้ช่องโหว่ความแตกร้าวของชุมนุมต่างๆ ดังกล่าวเข้าถึงทรัพยากร

ลัทธิล่าอาณานิคม
เคนยายังคงประสบปัญหาที่เป็นมรดกมาจากลัทธิล่าอาณานิคม และการแทรกแซงขององค์การต่างๆ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เช่น นโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างในช่วงทศวรรษ 2533 ที่ได้ทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอ การจ้างงานตัดเย็บลดลงจาก 200,000 ราย เหลือเพียง 35,000 ราย. ซาอิดกล่าวว่า สื่อตะวันตกเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นๆ ซึ่งมันไร้สาระมาก เพราะประเทศไม่สามารถปกครองได้ การประท้วงที่ดำเนินอยู่นี้ สามารถทำให้รัฐบาลสะดุดลงได้ แต่คนยากจนจะไม่ได้รับส่วนแบ่งในความมั่งคั่งของประเทศ หากพวกขาไม่ยอมจัดตั้งองค์กรของตนเองอย่างเป็นอิสระ

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ
Behind the turmoil in Kenya
http://www.socialistworker.co.uk/art.php?id=13839

The protests and riots that followed the "stolen election" have shown the depth of discontent in a
"stable" African country, writes Ken Olende

Rioting began in Kenya after sitting president Mwai Kibaki was declared winner in presidential elections on 27 December. Opposition leader Raila Odinga challenged the result, accusing the ruling party of ballot rigging.

Odinga’s popularity had grown out of discontent with the ruling elite. In many poor areas demonstrators took to the streets in anger at the "stolen election". The notorious GSU internal security forces killed scores of people as they opened fire on protests around the country. They are responsible for the majority of deaths that have occurred in the last weeks.

The demonstrations and riots were an uprising of the poor, and a demand for change and reform.

Though the discontent has also laid bare festering ethnic tensions, the most striking thing is that ordinary people have had the confidence to contest a rigged ballot. The first really free election in recent history was held only five years ago. In 2002 there was rejoicing across the country when Kibaki beat Uhuru Kenyatta, the anointed successor to former dictator Daniel arap Moi, who had ruled Kenya since 1978.

At the time Kibaki and Odinga were together in the National Rainbow Coalition – an alliance of parties campaigning against the Moi regime and promising change.

Zahid, a socialist in Kenya’s capital Nairobi, told Socialist Worker, "There were two flawed elections after the return to multi-party democracy, in 1992 and 1997. Real change only came in 2002. Raila Odinga was important in pushing to turn things around."

Now Kibaki stands accused of the kind of election rigging that his original victory was supposed to end.

In the parliamentary poll that ran at the same time as the presidential ?election the government suffered heavy defeats, with 20 ministers losing their seats. Evidence emerged of widespread ballot rigging in the presidential vote. International observers complained and protesters took to the streets.

Within days members of Kibaki’s own electoral commission were distancing themselves from the results.

Rights
Two events sum up the reasons why Kibaki’s popularity fell after 2002.

First was the attempt to introduce a promised new constitution. It was drafted to enshrine civil rights and defend ethnic minorities. However, the government then added clauses increasing the power of the president. Fearing that this might herald a return to authoritarian rule, voters rejected the modified constitution in a referendum during 2005. Odinga was a leading figure in the no campaign and soon afterwards launched the Orange Democratic Movement (ODM), which became a focus for discontent.

The second issue was corruption. Kibaki’s government appointed John Githongo as an anti-corruption commissioner.

His reports, particularly into a scheme to print Kenyan passports through the British company Anglo Leasing, accused senior members of Kibaki’s government of the kind of corruption that it been elected to eradicate. These were not isolated incidents and as Kibaki’s fortunes waned Odinga positioned himself at the head of the opposition. Since last month’s election Odinga has called himself "the people’s president", but his party has not offered leadership to the demonstrators on the streets.

His ODM is a loose alliance. It doesn’t have the kind of grassroots organisation that could maintain the demonstrations and organise to challenge ethnic attacks. It has nothing serious to say about the grievances that are leading to the ethnic fighting – chronic unemployment and lack of housing in the cities, and landlessness in the countryside. This has allowed the slide into ethnic fighting to go unchecked.

There are 43 ethnic groups in Kenya. The largest is the Kikuyu who make up 22 percent of the population. Other major groups include the Luhya, the Luo, and the Kalenjin. Kibaki is Kikuyu, Odinga is Luo. In the excitement of the 2002 election ethnicity was not a central issue explaining why either was elected.

Steve, a Kenyan living in Britain, told Socialist Worker, "Tribal tensions have smouldered for a long time in places like Nairobi’s Kibera, the biggest slum in Africa, where a million people live in total poverty.

"Sometimes this has flared up in battles between ethnic gangs such as the ‘Taliban’ who are Luo, ‘Jeshi la Mzee’ who are Luhya or ‘Mungiki’ who are Kikuyu."

Mungiki originally emerged claiming it would bring back the spirit of the Mau Mau rebellion that fought British rule and win rights for the dispossessed. But it degenerated into a violent gang living on extortion, mostly targeting fellow Kikuyus. Many Kenyans believe that all Kikuyus benefit because a large proportion of the ruling elite is Kikuyu. So one section of the poor takes out its anger at Kibaki’s regime and the corruption of the rich on its equally impoverished Kikuyu neighbours.

The United Nations estimates that 250,000 people have fled ethnic attacks across the country during the election crisis. Zahid said, "This violence is not new. Millions of Kenyans have already been experiencing ethnic strife, particularly in rural areas like the Rift Valley north of the capital."

Mungai, who spent Christmas in the Rift Valley town of Kericho, told Socialist Worker, "I tried in vain to get back to Nairobi. Finally, armed police escorted us. Youth had barricaded roads and we had to use power saws to clear the way. I saw the property of Kikuyus and Kisii [a minority ethnic group] burnt and stolen. People were being killed for belonging to these communities. It was terrible."

The most notorious attack was the massacre of more than 30 women and children sheltering in a church in the town of Eldoret in the Rift Valley. Steve said, "My aunt narrowly escaped death in the Eldoret massacre. Many Kikuyus now live in areas that were once seen as belonging to other tribes.

"We have lived together and intermarried for a long time. It frightens me that so many people can’t see that Kenya’s real tribal division is between rich and poor."

Zahid said, "Millions of Kenyans continue to live below the poverty line. The high growth rates that international bankers talk about have only affected the rich." Otieno, a union activist in Nairobi, told Socialist Worker, "It is like war in poor areas. I don’t have food, paraffin or money. I can’t even go out to get more airtime for my phone. "But we are hoping for a big rally in Uhuru Park in central Nairobi over the election rigging. I think ordinary people will go."

Unfortunately after we spoke the ODM called off the protest. Despite the ugly ethnic clashes, the majority of the confirmed killings have been by the internal security forces attacking protesters. And these are not ethnic attacks by a Kikuyu dominated state on non-Kikuyus. In Nairobi’s Kariobangi slum the GSU paramilitary police attacked Kikuyu slum dwellers.

Organise
Since 2002 there has been a relatively free media and some space for opposition groups to organise. If Kibaki is allowed to get away with stealing this election all this could end. Shirley, a British socialist who was in Kenya during the election, told Socialist Worker, "The excitement of the election campaign was unbelievable. There was none of the cynicism you see in Britain. So the sense of betrayal is much greater.

"I stayed with a Kikuyu family who had voted for Kibaki. They were genuinely shocked at the blatant ballot rigging. Live TV broadcast local returns from polling stations long before electoral commissioners in Nairobi announced them with Kibaki’s vote vastly inflated. That was why the government banned live TV reports."

The campaign for a recount or a rerun of the election must continue. Either would almost certainly make Odinga president. Mungai said, "Odinga was the better candidate, though there are questionable characters around him. His victory would not result in a revolution but it would be a step forward, even if it was only a matter of time before power struggles disintegrated his coalition."

Once in government the question would arise of what could pressurise Odinga to keep his election promises, rather than following Kibaki’s path. Beyond populist rhetoric about opposing corruption and cronyism there is nothing particularly radical in Odinga’s programme. Like the ruling party, the ODM is committed to free market policies. A real political alternative to the existing elite is needed.

In January 2007 thousands of activists met at the World Social Forum in Nairobi to develop alternatives to neoliberalism. The event started with a 5,000 strong march from Kibera to Uhuru Park – just as protesters were attempting last week when they were met with water cannon and tear gas. Onyango Oloo, one of the organisers of the forum, has answered calls for general calm by saying, "No justice, no peace".

The following should be read alongside this article:
– Kenya’s rulers are allies of the West
– The brutal legacy of Britain’s colonial rule in Kenya

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

โรคซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวล กุมภาพันธ์ 7, 2008

 
โดย นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
 
             เมื่อความกังวลและความกลัวมีความรุนแรงผิดปกติและทำให้เกิดปัญหา ผู้ป่วยมักหาทางรักษา ความวิตกกังวลอาจเกิดร่วมกับปัญหาทางจิตเวชได้หลายชนิดและกลายเป็นอาการหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นด้วยกันซึ่งเราเรียกว่าโรคหรือกลุ่มอาการ โรคซึมเศร้าอาจเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด โรควิตกกังวลพบมากเป็นอันดับสอง  ส่วนโรคประสาทกลัวที่รุนแรงและโรคย้ำคิดพบได้น้อยกว่า
             ความประสาทตึงเครียดมีสาเหตุหลายๆอย่างมากบ้างน้อยบ้างร่วมกันได้แก่กรรมพันธุ์ การสูญเสียคนที่รัก สูญเสียสถานภาพหรือภาพพจน์ที่ใฝ่ฝันไว้ และปัญหาชีวิตที่รุนแรง ลักษณะของอาการขึ้นกับอายุด้วย และปัจจัยทางชีววิทยาจะจำกัดขอบเขตของสิ่งที่จะกลัวลงการเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับสิ่งนั้นมาก่อน การได้รับการเลี้ยงดูแบบประคบประหงมเกินไป และข้อห้ามทางสังคมต่างๆล้วนมีอิทธิพลต่อการเกิดความวิตกกังวลได้ทั้งสิ้น
 
             ภาวะซึมเศร้าเป็นได้ตั้งแต่อาการเศร้าเล็กน้อยไปจนถึงโรคซึมเศร้าที่รุนแรงและพยายามฆ่าตัวตาย  และมีภาวะซึมเศร้าแบบหนึ่งซึ่งเป็นสลับกับภาวะอารมณ์ดีผิดปกติได้ โรคซึมเศร้ามักดีขึ้นได้เอง และมักรักษาได้ผลดี ภาวะวิตกกังวลอาจมีความรุนแรงขึ้นๆลงๆได้เช่นเดียวกัน และอาจเป็นได้ตั้งแต่ รู้สึกตึงเครียดเพียงเล็กน้อยไปจนถึงเป็นมากๆจนทำอะไรไม่ได้เลยผู้   ป่วยมักเข้าใจว่าอาการเหล่านี้เกิดจากโรคทางกาย จากการบรรยายอาการที่ผู้ป่วยมักจะเป็นกันผู้อ่านอาจใช้เทียบกับปัญหาที่เกิดกับตนเองได้ความวิตกกังวลไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในสังคมสมัยใหม่เท่านั้นแต่ยังพบบ่อยในสังคมเกษตรด้วยจะมีการระบาดของอาการวิตกกังวลฉับพลันเกิดขึ้นเป็นบางครั้งในชุมชนต่างๆเช่นการกลัวว่าองคชาติจะหดหาย(โคโร)ในชาวจีนที่อยู่ในเอเซียอาคเนย์ หรือการหายใจมากกว่าปกติและเป็นลมในผู้หญิงอายุน้อยๆในประเทศทางตะวันตก การจัดการอย่างสุขุมและแยบยลสามารถแก้ไขกระแสความตื่นตระหนกที่เกิดจากวัฒนธรรมเหล่านี้ได้
 

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

ความกลัวที่ปกติและที่ผิดปกติ

 โดย นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
 
 
ความวิตกกังวลเกิดได้กับทุกคน
ความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์  คนเราทุกคนต้องเคยมีความวิตกกังวล คนที่ไม่เคยกังวลอะไรเลยเป็นคนไม่ปกติแม้แต่มนุษย์ถ้ำยังต้องกังวลว่ามื้อหน้าจะมีอะไรเป็นอาหาร  จักรพรรดิ์โรมันยังต้องคิดหนักเมื่อจะทำการใหญ่โต  เราเองก็เช่นกันเรามีเรื่องมากมายที่จะต้องเป็นห่วงเป็นกังวล อาจจะเป็นเรื่องงาน ปัญหาชีวิตคู่ หรือเรื่องลูก เรามีความวิตกกังวลเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลอาจเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง  ความวิตกกังวลเป็นสิ่งปกติและเกิดขึ้นกับแทบทุกคนแม้ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความกังวลสำหรับแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน  แต่กิจกรรมหลายๆอย่างก็มักทำให้คนเกือบทุกคนเกิดความวิตกกังวลความกังวลอาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันบางอย่างเช่นขณะขับรถบนทางหลวงที่มีการจราจรหนาแน่นเราจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  พนักงานที่มีงานไม่มั่นคงต้องคอยกังวลกลัวจะตกงาน ผู้บริหารระดับสูงเองก็ต้องกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจ  พนักงานรับโทรศัพท์ก็ต้องคอยเบื่อหน่ายกับโทรศัพท์จากพวกลามก  แม่บ้านต้องกังวลกับข้าวของที่คอยจะขึ้นราคา สามีทะเลาะกับภรรยา  พ่อแม่ทะเลาะกับลูก จะเห็นว่าเราแทบจะไม่สามารถอยู่โดยไม่มีความวิตกกังวล
 
ความวิตกกังวลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตดังนั้นเราจึงต้องรู้จักวิธีที่จะอยู่กับมัน  หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงความวิตกกังวลทั้งแบบปกติและไม่ปกติ  การเข้าใจธรรมชาติของความวิตกกังวลจะช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกของเราได้ดีขึ้นและรู้ว่าควรปรึกษาจิตแพทย์เมื่อไร  ผู้เขียนจะแทรกคำบรรยายของผู้ป่วยจริงๆในช่วงที่เหมาะสม  ช่วงหลังของหนังสือจะเป็นวิธีการรักษาภาวะวิตกกังวลทั้งโดยจิตแพทย์และโดยการรักษาด้วยตนเอง
ความวิตกกังวลคืออะไร
 
ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะอับจน  เราจะรู้สึกกลัวแม้ว่าเราอาจจะไม่รู้ว่ากลัวอะไร  ความกังวลและความกลัวเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในภาษาอังกฤษมีศัพท์ที่แสดงอารมณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับความกลัวและความกังวลมากมายเช่น  apprehension(หวาดหวั่น), uneasiness(ไม่สบายใจ), nervousness(ตื่นกลัว), worry(กลุ้มใจ), disquiet(ไม่สงบ), solicitude(ความห่วงใย), concern(เป็นธุระ), misgiving(ความสงสัย), qualm(ความประหวั่นพรั่นพรึง), edginess(ความหงุดหงิด), jitteriness(อกสั่นขวัญหนี), sensitivity(ความรู้สึกไว), dis-ease(ไม่เป็นสุข); being pent up(อัดอั้น), troubled(เป็นทุกข์), wary(ระวังระไว), unnerved(ประสาทเสีย), unsettled(ยุ่งเหยิง), upset(ไม่พอใจ), aghast(ตกตะลึง), distraught(คลุ้มคลั่ง), หรือ threatened(น่ากลัว); defensiveness(แก้ตัว), disturbance(ความไม่สงบ), distress(เป็นทุกข์), perturbation(กระวนกระวาย), consternation(ความอกสั่นขวัญหนี), trepidation(ความประหม่า), scare(ตื่นตกใจ), fright(ตกใจกลัว), dread(น่ากลัว), terror(น่าสยดสยอง), horror(น่าขยะแขยง), alarm(ตื่นตกใจ), panic(ตื่นตระหนก), anguish(ความปวดร้าว), agitation(กระวนกระวาย) การที่มีศัพท์เกี่ยวกับ
ความกังวลและความกลัวมากๆแสดงว่าความกลัวและความวิตกกังวลเป็นสิ่งสำคัญ  โดยทั่วไปความกลัวและความวิตกกังวลมีส่วนคล้ายกันมาก  เมื่อสิ่งกระตุ้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเราจะเรียกอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่าความกลัว  เราเรียกอารมณ์ของคนที่กำลังเจอสิงโตกระโจนเข้าใส่ว่ากลัว  ส่วนในคนที่กำลังจะสอบเราเรียกว่ากังวล  คำว่า"fear"ซึ่งแปลว่ากลัวเป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า"faer"ซึ่งแปลว่าอันตรายหรือความหายนะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน  ส่วนคำว่า "anxious" ซึ่งแปลว่าวิตกกังวลมาจากภาษาละตินว่า "anxius" ซึ่งแปลว่าความทุกข์ใจจากสิ่งที่ไม่แน่นอนซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภาษากรีกซึ่งแปลว่ากดหรือรัดให้แน่น
คนส่วนใหญ่มักมีความกลัวอะไรบางอย่างเล็กๆน้อยๆ เด็กๆมักกลัวพ่อแม่ทิ้ง  กลัวคนแปลกหน้า  กลัวสัตว ์ กลัวเสียงประหลาด  หรือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย  ผู้ใหญ่อาจกลัวความสูง  กลัวลิฟท์  กลัวความมืด  กลัวเครื่องบิน  แมลงมุม  หนู  การสอบ  หรือกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติเช่น  กลัวผี  ไม่กล้าเดินลอดใต้บันใด เป็นต้น  ความกลัวเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไม่ทำให้ถึงกับต้องคอยหลีกเลี่ยงสิ่งดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาและสามารถแก้ได้ด้วยการคิดหาเหตุผลและไม่ต้องรับการรักษา
 
ความกลัวเป็นการตอบสนองตามปกติต่อการคุกคามทั้งที่เกิดขึ้นจริงๆและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อพฤติกรรมของเราและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายซึ่งเราเองสามารถรับรู้ได้และคนอื่นก็อาจสังเกตุเห็นเช่นกัน ขณะเกิดความกลัวเราจะรู้สึกหัวใจเต้นแรง  ชีพจรเต้นเร็วขึ้นเหงื่อออกที่หน้าผาก  แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจต้องใช้เครื่องมือวัดเช่นการเปลี่ยนแปลงของความต้านทานกระแสไฟฟ้าที่ผิวหนัง  พฤติกรรมขณะที่เกิดความกลัวที่เห็นชัดๆมี 2 แบบ  แบบแรกคือทำอะไรไม่ถูก  ยืนตัวแข็ง  พูดไม่ออก  ในสัตว์บางชนิดเวลาตกใจจะแกล้งทำเป็นตายซึ่งอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมตอบสนองต่อความกลัวในลักษณะนี้  พฤติกรรมอีกแบบคืออาการตื่นตกใจ กรีดร้อง วิ่งหนี พฤติกรรมทั้ง 2 แบบอาจเกิดร่วมกันขณะเกิดความกลัวและสัตว์(หรือคน)อาจเปลี่ยนพฤติกรรมกลับไปกลับมาได้อย่างรวดเร็ว  เช่นสัตว์ที่กำลังตกใจอาจยืนตัวแข็งสักพักแล้วรีบจึงวิ่งหนี
 
ความกลัวและความกังวลที่รุนแรงทำให้เกิดความรู้สึกหวาดหวั่น  หน้าซีด  เหงื่อออก ขนลุก  ม่านตาขยาย  หัวใจเต้นแรงและเร็ว  ความดันโลหิตสูงขึ้น  กล้ามเนื้อตึงตัวและมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น  ตัวสั่น  สะดุ้งง่าย  ปากคอแห้ง  หายใจเร็วและรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง  ท้องไส้ปั่นป่วน  คลื่นไส้  รู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ  ฉุนเฉียว  อยากร้องไห้  อยากวิ่งเตลิด  อยากซ่อนหน้า  มือเท้าชาอ่อนปวกเปียก  รู้สึกแปลกๆเหมือนอยู่ในฝันหรือเหมือนมองมาจากที่ไกลออกไป  ถ้าความกลัวหรือความกังวลเกิดอยู่นานๆเราจะรู้สึกเหนื่อย  เชื่องช้าลง  ซึมเศร้า  กระสับกระส่าย  กินอะไรไม่ลง  นอนไม่หลับ  ฝันร้าย  และจะคอยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้ายๆกันนั้น
 
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะเกิดความวิตกกังวล
เราสามารถรับรู้อารมณ์ของเราได้จากความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นขณะเกิดอารมณ์นั้น ในภาษาอังกฤษมีสำนวนที่ใช้บรรยายความรู้สึกโดยพาดพิงถึงส่วนของร่างกายอยู่มากมาย เพื่อนของผู้เขียนผู้หนึ่งคือนพ.จูเลียน เล็ฟท์(Dr.Julian Leff) เคยเขียนแสดงการใช้คำบรรยายความรู้สึกด้วยสำนวนดังกล่าวไว้ดังนี้
หัวใจของฉันเต้นตูมตามปากคอสั่นขณะที่ฉันกำลังข้ามถนนไปแม้ว่าฉันจะเกลียดเขาเข้าไส้ท้องไส้ของฉันปั่นป่วนเมื่อฉันเข้ามาถึงบ้านเขา ฉันเคาะประตู หัวใจของฉันแทบจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาใกล้เข้ามา  สันหลังของฉันเย็นวาบเมื่อเขาหมุนลูกบิดประตู  เขาเปิดประตูออกมาฉันขนลุกซู่เมื่อเห็นเขา  "บอกตรงๆเลยว่าฉันสะอิดสะเอียนคุณจะแย่แล้ว" ฉันพูดโพลงออกไป  เขากลับหัวเราะเย้ยๆทำให้ฉันรู้สึกว่าในคอมันตีบตันขึ้นมา  "คุณนี่เป็นก้างขวางคอจริงๆนะ"  เขาตะคอก  ฉันกลืนน้ำลายเอื๊อก  "ฉันมานี่ก็เพราะผู้หญิงที่คุณหักอกน่ะแหละ"  ฉันย้อนไป  ในใจที่ครุ่นคิดถึงอามันด้าทำให้ฉันรู้สึก  เหมือนมีก้อนมาจุกที่คอ  เขาหันหลังขวับ  ฉันสะดุ้งสติสตังแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ในหัวหมุนติ้วขณะที่ฉันเอื้อมมือมาจับ…
เวลาตกใจสารเคมีในร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นมีการหลั่งอะดรีนาลีนจากต่อมหมวกไต  และมีการหลั่งนอร์อะดรีนาลีนจากปลายเส้นประสาททั่วร่างกายเป็นต้น  นอกเหนือจากขณะที่มีความกลัวหรือความกังวลแล้วการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีเหล่านี้ยังเกิดขึ้นขณะเกิดอารมณ์อื่นๆด้วย
ชาร์ลส์  ดาวินผู้คิดทฤษฎีวิวัฒนาการเคยบรรยายให้เห็นภาพพจน์ของความกลัวไว้ดังนี้
คนที่กำลังตกใจจะยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่กระดุกกระดิก  ไม่หายใจ หัวใจเต้นถี่และแรง  ผิวหนังจะซีดเผือด  เหงื่อจะเริ่มซึม  ผิวหนังจะเย็นเฉียบ ขนและผมลุกซู่  เนื้อตัวสั่น  หายใจหอบถี่  ปากแห้ง จุดสังเกตุที่ดีที่สุดอันหนึ่งคือการสั่นของกล้ามเนื้อทั้งตัวซึ่งมักจะเห็นได้ที่ริมฝีปากก่อน  เมื่อความกลัวทวีความรุนแรงมากขึ้น…หัวใจจะเต้นอย่างรุนแรงหรืออาจหยุดเอาเสียเฉยๆทำให้เกิดอาการเป็นลม ผิวหนังซีดเหมือนคนตาย  หายใจไม่ออก  จมูกบาน  รู้สึกฝืดคอ  ตาถลน ม่านตาขยาย  เนื้อตัวเกร็ง  และเมื่อความกลัวถึงขีดสุดจะมีการกรีดร้องอย่างสุดเสียง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนผิวหนัง  กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย  คลายตัวทำให้รู้สึกหมดเรี่ยวแรง  สมองคิดอะไรไม่ออก  ลำไส้ปั่นป่วน  กล้ามเนื้อหูรูดไม่ทำงาน  ทำให้กลั้นอุจาระและปัสสาวะไว้ไม่ได้
 
เราจะสังเกตุเห็นความกังวลของคนอื่นได้ไหม?
เราจะสังเกตุอาการของคนที่กำลังตื่นตกใจได้ง่ายกว่าคนที่กำลังดีใจหรือแปลกใจ คนต่างวัฒนธรรมกันอาจจะสังเกตุกันยากขึ้นโดยเฉพาะความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนเล็กๆน้อยๆแต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรงชัดเจนแล้วจะสังเกตุกันได้ง่ายขึ้น  ถ้าเรามานั่งดูภาพถ่ายของคนในอารมณ์ต่างๆกันเราจะไม่เห็นพ้องตรงกันไปหมดทุกภาพ  อารมณ์ของเด็กอ่อนๆยิ่งดูยากขึ้นไปอีกเพราะสามารถแสดงอารมณ์ได้ไม่กี่แบบ  เราสามารถบอกความแตกต่างระหว่างคนที่กำลังสบายใจและคนที่กำลังตื่นตกใจได้ไม่ยาก  แต่สำหรับคนที่กำลังกลัวๆ  กำลังแปลกใจ  อิจฉา  ขยะแขยง  โกรธ เราอาจสังเกตุแยกจากกันได้ยากขึ้น  คนในภาพถ่ายที่กำลังร้องไห้ด้วยความตื้นตันดีใจก็อาจแยกจากคนที่กำลังร้องไห้เสียใจ ได้ยาก
 
ความตึงเครียดอาจให้ความสุขได้เช่นกัน
โดยทั่วไปเรามักรู้สึกว่าความวิตกกังวลเป็นความรู้สึกที่ไม่สบายแต่เราก็ไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงมันทุกครั้ง  ในทางตรงกันข้ามคนบางคนกลับแสวงหาและพอใจกับการเอาชนะสิ่งที่เป็นอันตราย  นักแข่งรถ  นักสู้วัวกระทิง  นักไต่เขา  สนุกกับการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย  คนดูทั้งหลายก็สนุกและตื่นเต้นไปด้วย  หนังสือหรือภาพยนต์ประเภทสยองขวัญมักจะทำเงินได้มหาศาล  การแข่งรถแบบชนแหลกก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความสุขจากการเกิดความกลัวและความกังวล  การเล่นจ๊ะเอ๋ซึ่งเด็กเล็กๆชอบนั้นก็เป็นความสุขจากความกังวลอีกอย่างหนึ่ง  เด็กเล็กๆจะสนุกเมื่อเห็นพ่อแม่แอบหายไปประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็โผล่กลับมาใหม่  ช่วงที่พ่อแม่แอบอยู่นั้นเด็กจะดูเครียดๆ  แล้วจะส่งเสียงดีใจเมื่อพ่อแม่โผล่หน้ามาจ๊ะเอ๋  แต่ถ้าพ่อแม่แอบนานเกินไปเด็กจะกลัวและอาจจะถึงกับร้องไห้เลยก็ได้  
เมื่อไรที่ความวิตกกังวลมีประโยชน์และเมื่อไรที่ไม่มีประโยชน์?
 
ความกลัวอย่างรุนแรงทำให้เราทำอะไรไม่ถูกและบั่นทอนสมรรถภาพในการทำงานของเรา  ในทางกลับกันความกังวลน้อยๆอาจมีประโยชน์โดยทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและทำอะไรได้ฉับไวขึ้น  นักแสดงและนักการเมืองมักบอกว่าการมีความกังวลน้อยๆก่อนการแสดงหรือก่อนการปราศัยจะช่วยให้เขาไม่ลืมบท  นักเรียนที่จะสอบก็มีความกลัว  คนที่จะกระโดดร่มดิ่งพสุธาก็มีความกลัว แม้แต่นักบินประจัญบานยังยอมรับว่าความกลัวช่วยให้เขาทำการรบได้ดีขึ้น  ความกังวลพอดีๆจะช่วยให้เราทำอะไรได้ดีขึ้น  น้อยไปก็จะทำให้เราเผลอเรอ  มากไปเราก็จะทำอะไรไม่ถูก  มีการศึกษาพบว่านักกระโดดร่มที่มีประสบการณ์จะมีความกลัวเพียงเล็กน้อยในขณะที่นักกระโดดร่มหัดใหม่จะกลัวมากโดยเฉพาะก่อนกระโดด  การมีประสบการณ์มาก่อนช่วยให้เราเกิดการเตรียมพร้อมที่เหมาะสม  จากการศึกษาในทหารอเมริกันพบว่าทหารใหม่มักไม่ค่อยกลัวและมักไม่ค่อยใส่ใจกับมาตรการความปลอดภัย  แต่จะหูตาไวขึ้นเริ่มแสดงความกลัวและประมาทน้อยลงเมื่อผ่านการรบจริงๆมาบ้าง
 
ความกลัวน้อยๆอาจช่วยให้คนเราจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาได้ดีขึ้น ในผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดใหญ่พบว่าคนที่ไม่กลัวเลยในช่วงก่อนผ่าตัดนั้นหลังผ่าตัดจะมีปัญหาจากความเจ็บปวดและความไม่สบายต่างๆนานารวมทั้งความหงุดหงิดไม่พอใจมากกว่าคนที่แสดงความกลัวอยู่บ้างในช่วงก่อนผ่าตัด  ผู้ป่วยกลุ่มหลังนี้สามารถปรับตัวได้ดีกว่าและแสดงความกลัวหลังผ่าตัดน้อยกว่า  ส่วนผู้ป่วยที่มีความกังวลก่อนผ่าตัดมากจะแสดงความกลัวมากหลังผ่าตัดและบ่นปวดบ่นไม่สบายมาก  ดังนั้นความกลัวและความกังวลในปริมาณน้อยๆอาจมีประโยชน์แต่ในปริมาณที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะไม่มีประโยชน์และยังอาจเกิดผลเสียด้วย  นักกระโดดร่มหัดใหม่จะกระโดดได้ไม่ดีถ้ากลัวมากๆและแม้แต่นักกระโดดร่มที่ชำนาญแล้วก็ยังหวั่นๆว่าเขาอาจจะเกิดกลัวขึ้นมาแล้วจะกระโดดไม่ได้  ขณะเกิดแผ่นดินไหวหรือไฟไหม้ผู้คนที่กำลังแตกตื่นตกใจอาจวิ่งหนีเอาตัวรอดแบบไม่รู้ทิศทางและอาจลืมสิ่งที่เป็นภาระสำคัญไปเลยเช่นแม่อาจลืมอุ้มลูกออกมาด้วย  ทหารที่กำลังโดนยิงถล่มอาจมีอาการอาเจียน  อุจจาระราด  ทำอะไรไม่ถูก  ลืมหลบเข้าที่กำบัง  หรือลืมพาผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบเข้าที่กำบัง  นักแสดงหรือนักพูดอาจตื่นเต้นจนลืมบทและพูดอะไรไม่ออก  ความกังวลขนาดน้อยๆจะกำจัดได้ยาก  ผู้ป่วยโรควิตกกังวลอาจมีอาการตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้ตัวบ่อยๆแล้วอยู่ๆอาการก็หายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไร  อาการตื่นตระหนกดังกล่าวมักเกิดโดยไม่มีเหตุกระตุ้นชัดเจน  บางครั้งผู้ป่วยอาจพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์แล้วเหมาเอาว่าอาการนั้นๆเกิดจากสิ่งที่ตนเพิ่งกระทำไปก่อนเกิดอาการและพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำนั้นอีก  เช่น มีผู้ป่วยรายหนึ่งเข้าใจว่ายาตัวใหม่ที่ได้รับทำให้เกิดอาการนี้และไม่ยอมรับประทานยานั้นอีกทั้งๆที่อาการที่เกิดขึ้นก็เป็นอาการเดียวกันกับที่เขาเป็นก่อนได้รับยานั้น  
ความตื่นเต้นที่เกิดหลังจากเหตุการณ์ฉุกเฉินผ่านพ้นไปแล้ว
 
ในสถานการคับขันเราจะทำอะไรไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิดแต่เมื่อเหตุร้ายผ่านพ้นไปเราอาจเกิดความตื่นเต้นทีหลังได้  คนขับรถรายหนึ่งเล่าให้ฟังหลังจากรอดจากการเกิดอุบัติเหตุว่า  ผมขับรถขึ้นเนินมาและเห็นเด็กผู้ชายอายุราวๆ๖ขวบคนหนึ่งยืนอยู่ข้างถนนห่างออกไปราวๆ ๒-๓ เมตรท่าทางเหมือนเขาเห็นผมและกำลังรอให้รถของผมผ่านไป  แต่อยู่ๆเขาก็ข้ามถนนพรวดออกมา  ผมเหยียบเบรคเต็มแรงรถหยุดห่างจากเขาไม่ถึงนิ้ว  ความรู้สึกของผมตอนนั้นเหมือนกับดูหนังอยู่แต่พอผมขับรถต่อไปหัวใจของผมเริ่มสั่น  เหงื่อเริ่มแตก  ตัวสั่น  มือไม้สั่นไปหมด  ความสุขุมเยือกเย็นเมื่อครู่นี้หายไปหมด  เป็นอย่างนี้อยู่ราวๆ๑๕นาทีจึงค่อยๆดีขึ้น
ความตื่นเต้นอาจเกิดหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเป็นชั่วโมงก็ได้ซึ่งจะพบได้บ่อยในสงครามนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้หนึ่งออกปฏิบัติการเป็นครั้งที่ ๖  ขณะเริ่มทิ้งระเบิดนักบินผู้ช่วยก็ถูกยิงเข้าที่หน้า  ตายทันที  นักบินยังไม่รู้และพยายามเปลี่ยนหน้ากากออกซิเจน  ภาระกิจคราวนี้ยากมากและต้องบินวนอยู่เหนือเป้าหมายถึง ๓ รอบแต่เขาก็ทำได้สำเร็จอย่างเยือกเย็นและได้รับคำชมเชยเมื่อกลับถึงฐาน  แต่เมื่อเขากลับไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเขาก็เริ่มมีอาการสั่น  เขาไปหาหมอและร้องไห้ฟูมฟายด้วยความตื่นตระหนก  คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลายๆอย่างในขณะเกิดเหตุมักควบคุมตัวเองได้ดีในขณะนั้นแต่อาจมีความรู้สึกตามมาในภายหลัง  นักบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีกรายหนึ่งอายุ๑๙ ปี  เครื่องบินของเขาเสียหายหนัก  เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แพทย์ฟัง..
..ลูกเรือประจำป้อมปืนขึ้นมาบอกผมว่า "เทอร์รี่ตายแล้ว"  ผมถามกลับไปว่า "แน่ใจเหรอ? บางทีผมอาจจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง" ผมตามลงไปและดูด้านหลังศรีษะของเขา – หลุดหายไปทั้งแถบเลยครับ  เลือดกรระจายไปทั่ว  ผมแกะเสื้อของเขาออก – ไม่มีเสียงหัวใจเต้น  [กลัวไหมตอนนั้น?] โอ้ย! ผมไม่เคยกลัวอะไรหรอกครับถ้ากลัวผมเผ่นออกมาแล้ว  ผมเปิดเปลือกตาเขาดู – ว่างเปล่า!  ถ้าเขายังไม่ตายเขาก็ต้องหายใจ  ผมมองดูไดอะแฟรมของเครื่องออกซิเจน – ไม่ขยับ! เขาตายแล้วจริงๆ  "แกตายแล้วนะ" ผมพูดออกไปแล้วผมก็มาด้านหน้าผมจะกลัวได้อย่างไรกันในเมื่อผมยังต้องนำเครื่องกลับ?  ผมไม่รู้สึกกลัวเลยจนกระทั่งถึงพื้นดิน ถึงตอนนี้ผมเริ่มสั่นไปทั้งตัว  หลังจากปฏิบัติการคราวนั้นเขากลายเป็นคนขวัญอ่อนและขึ้นบินอีกไม่ได้ถึงหนึ่งปีเต็มๆ
"แล้วอย่างผมนี่ปกติหรือเปล่า? ต้องรักษาไหม?"
นี่คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของหลายๆคน  จริงๆแล้วความกังวลที่เป็นปกติและผิดปกติมีส่วนคาบเกี่ยวกัน  ถ้าใครอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายแล้วไม่มีความกลัวนับว่าผิดปกติ  อีราสมุสเคยกล่าวถึงจุดนี้  ในศตวรรษที่ ๑๕ เขาอพยบหนีโรคกาฬโรคซึ่งกำลังระบาดมีคนตายเป็นเบือและเขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อพยบหนีไปเหมือนกัน  "พูดจริงๆนะฉันว่าในสถานการณ์แบบนี้คนที่ไม่กลัวไม่ใช่คนใจกล้าหรอกแต่เป็นคนโง่มากกว่า"  เราจะรู้สึกกลัวหน่อยๆเวลายืนอยู่บนหน้าผาหรือพบคนแปลกหน้ามากๆ  ในต่างประเทศที่เรายังไม่เคยไป  ความกังวลแบบนี้พบบ่อยเป็นสิ่งปกติและช่วยให้เราระวังตัว  ในทางกลับกันมีไม่กี่คนไม่ไปทำงานเพราะกลัวรถเมล์ทำให้เดือดร้อนและผิดปกติ  การกลัวสิ่งที่ไม่น่ากลัวจนต้องคอยหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นเป็นอาการที่เรียกว่าโรคประสาทกลัว  บางครั้งบางคราวเราอาจเกิดความรู้สึกเครียดและหวาดกลัวจนเราเองก็ชักไม่ค่อยแน่ใจว่า "เอ..เรานี่ถึงขั้นบ้าไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?" ความวิตกกังวลไม่ทำให้เราเป็นบ้าและเรามักจัดการกับความกังวลของเราเองได้โดยอาจปรึกษาญาติๆหรือเพื่อนๆ  แต่บางครั้งแม้หมอตรวจอย่างละเอียดแล้วบอกว่าเราไม่เป็นมะเร็งหรือโรคพิษสุนัขบ้าแน่ๆแต่เราก็ยังอดกังวลไม่ได้  ถ้าความกังวลของเรารุนแรงจนแก้ด้วยวิธีทั่วๆไปไม่ได้เราควรปรึกษาจิตแพทย์
ความวิตกกังวลที่รุนแรงมากจนต้องการการรักษาและเราถือว่าผิดปกตินั้นเป็นอารมณ์ชนิดเดียวกับความกังวลตามปกติแต่จะมีความรุนแรงมากกว่ากันเท่านั้น  ผู้ป่วยที่กำลังเกิดอาการกลัวมักถามว่า "ผมยังเป็นปกติอยู่ไหมหมอ?" คำตอบคือเขายังเป็นปกติแต่ความกลัวของเขาผิดปกติ  ความวิตกกังวลบางครั้งอาจเป็นมากจนผิดปกติในแง่ของความรุนแรงแต่คนๆนั้นยังเป็นปกติในด้านอื่นทุกๆด้าน  บางรายเกิดอาการที่เรียกว่าอะโกราโฟเบีย (agoraphobia,กลัวสถานที่บางอย่างเช่น ที่แคบๆ  ที่โล่งๆ  ที่ๆมีคนแน่นๆ) ก็ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะเป็นบ้าแต่ยังเป็นคนปกติที่เกิดความกลัวเหมือนคนทั่วไปแต่รุนแรงผิดปกติจนรบกวนชีวิตประจำวัน  คำถามอื่นๆได้แก่  "จะหายไหม  เป็นกรรมพันธุ์ไหม จะทำยังไงถ้าผมเป็นมากจนดูแลครอบครัวไม่ได้  ความย้ำคิดจะทำให้ผมจะเผลอทำร้ายลูกเมียไหม?"  ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องไม่ว่าจะโดยแพทย์หรือโดยการรักษาด้วยตนเองก็ตามอาการโรคประสาทกลัวส่วนใหญ่จะหายได้  สองบทสุดท้ายจะกล่าวถึงสิ่งที่ท่านจะต้องปฏิบัติ  บางครั้งญาติๆบางคนอาจติดอาการกลัวตามไปด้วยซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นถ้าได้รับการรักษาที่ดี  ถ้าญาติบางคนมีอาการกลัวแบบเดียวกับผู้ป่วยเราก็สามารถให้การรักษาแบบเดียวกันในกรณีที่ความกลัวทำให้เราให้ความรักกับลูกๆไม่ได้เด็กอาจมีปัญหาแต่เด็กก็อาจได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสามีหรือภรรยาหรือจากญาติๆได้  ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตามถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเราจะสามารถเอาชนะความกลัวและกลับไปทำหน้าที่พ่อแม่ที่น่ารักได้แน่  และในผู้ป่วยที่มีความย้ำคิดที่จะทำร้ายใครก็มักไม่เผลอทำลงไปจริงๆ(ดูบทที่๙)  นิสัยบางอย่างอาจเป็นสิ่งที่ดีถ้าตัวเราเองไม่รู้สึกรำคาญและอาจจะภาคภูมิใจด้วย  ถ้าเราเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนมีระเบียบเราอาจทำตามระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆได้ง่ายซึ่งก็เป็นผลดีต่อการทำงาน  แต่ถ้าวันทั้งวันเราต้องคอยคิดแล้วคิดอีกตัดสินใจอะไรไม่ได้  คอยเอาชนะความย้ำคิดที่ผุดเข้ามา  คอยตรวจตราประตูหน้าต่าง  ทำให้คนรอบข้างพลอยหัวปั่นไปกับความพิลึกพิลั่นของเรา  แบบนี้ความภูมิใจคงสลายไปเพราะความย้ำคิดย้ำทำซึ่งน่ารำคาญเสียเวลาและทรมาน  ความกลัวและความตึงเครียดเล็กๆน้อยๆไม่จำเป็นต้องรับการรักษาแต่บางครั้งคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้น  การเข้าใจปัญหาของตัวเองและรู้ว่าคนอื่นก็เป็นเหมือนกันจะทำให้เราสบายใจขึ้น  เรามักจะสามารถเอาชนะความกังวลในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองโดยอาจใช้วิธีต่างๆที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้หรือด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆหรือญาติๆ  แต่ถ้าความกลัวเป็นมากจนรบกวนชีวิตประจำวันเช่นมีความมกลัวในเรื่องเพศมากจนไม่กล้าแต่งงานหรือกังวลเกี่ยวกับความสกปรกมากจนต้องคอยล้างมือทั้งวันจนมือเปื่อย  ในกรณีนี้ควรได้รับการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งอาจจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา  ภาวะวิตกกังวลส่วนใหญ่สามารถรับการรักษาได้โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
 
 
ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจคนที่เป็นประสาทกลัวได้ยาก
ความประสาทกลัวถ้ายิ่งกลัวสิ่งที่ธรรมดาและพบบ่อยเท่าไรคนทั่วไปจะยิ่งไม่เข้าใจและไม่เห็นอกเห็นใจ  คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าจะมีคนกลัวลูกหมาที่ขี้เล่น กลัวนกที่บินโฉบไปมา กลัวการออกจากบ้านไปได้อย่างไรคนมักเข้าใจว่าผู้ป่วยแกล้งทำหรือดัดจริตและควรพยายามควบคุมตัวเองหรือไม่ก็ต้องบังคับกัน  คนทั่วไปไม่เข้าใจถึงความรุนแรงของความรู้สึกและความเดือดร้อนที่เกิดจากความประสาทกลัว   ผู้ป่วยรายหนึ่งบอกว่า "ฉันพบว่าคนทั่วไปมักไม่ยอมเข้าใจความประสาทกลัว  เขามักมองว่า "อย่าโง่นักเลยไม่กัดหรอกน่ะ" เขาไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างความกลัวธรรมดา-หรือความไม่ชอบอะไรบางอย่างกับการเป็นประสาทกลัวซึ่งเป็นความกลัวจับจิตจับใจต่อสิ่งนั้น"  คนทั่วไปคงจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจได้ง่ายขึ้นถ้าได้รู้จักความประสาทกลัวต่อของทั่วๆไปมากขึ้น  ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งกลัววิกและผมปลอมถึงขนาดจะเข้าร้านทำผมได้ต่อเมื่อเขาเก็บวิกไปซ่อนไว้หมดแล้วเท่านั้น  เธอจะไม่ยอมเข้าใกล้คนใส่วิกและจะรีบเดินผ่านผมปลอมอย่างรวดเร็วและไม่ยอมนั่งกินข้าวตรงข้ามกับคนใส่วิกเด็ดขาด  เวลามีใครที่ไม่ทราบว่าเธอกลัววิกใส่วิกเข้ามาในห้องเธอแทบจะกระโดดทะลุหน้าต่างหนี  เธอรู้สึกอับอายกับการที่ต้องมากลัวอะไรแบบนี้
 
คนทั่วไปไม่เข้าใจว่ามีความกลัวประเภทนี้อยู่ในโลกได้อย่างไร เราเองก็ยังไม่ทราบว่าความประสาทกลัวเริ่มเกิดขึ้นมาได้อย่างไรแต่เรารู้ว่ามันแผ่ขยายต่อไปได้  การที่เราหนีแต่ละครั้งจะทำให้เราอยากหนีอีกในครั้งต่อไป  ถ้าเราไม่จัดการอะไรกับความประสาทกลัวเอาแต่คอยหนีและคอยหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับสิ่งที่กลัวความกลัวจะแผ่ขยายออกไปอีก  ยิ่งถ้าเราเก็บความกังวลนี้ไว้ไม่ยอมบอกใครทำให้ไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่อาจมีปัญหาคล้ายๆกันความประสาทกลัวจะยิ่งมากขึ้น  
 
ความอายและการเก็บซ่อนความประสาทกลัว
การที่คนอื่นไม่เข้าใจทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกอับอายกลัวว่าคนอื่นจะหัวเราะเยาะที่กลัวอะไรแบบนี้และเก็บซ่อนความกังวลไว้คนเดียว  แม้กระทั่งถึงคราวที่ปิดต่อไปไม่ได้แล้วผู้ป่วยก็ยังไม่ยอมรับง่ายๆแต่จะเลี่ยงว่าเป็นเพราะปวดหัวใจสั่นท้องเสียหรือเหนื่อยแทน  ผู้ป่วยอาจกลัวว่าตนจะเป็นบ้าด้วยการที่ผู้ป่วยพยายามปิดบังนี้เองอาจทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยสังเกตุไม่ออก  แม่บ้านที่เป็นโรคไม่กล้าออกนอกบ้านอาจอยู่กับบ้านนานเป็นปีโดยที่คนที่ไปมาหาสู่กันหรือญาติๆไม่รู้เลยว่าเธอมีปัญหาตัวอย่างเช่นผู้ป่วยกลัวออกจากบ้านหลายๆรายถูกเปิดเผยโดยบังเอิญในช่วงโครงการเปลี่ยนบ้านในนิวยอร์คครอบครัวที่ยากจนและอาศัยอยู่ในห้องๆเดียวได้บ้านใหม่และมีนักสังคมสงเคราะห์มาคอยติดตามดูแลหลังจากนั้นไม่นานปรากฏว่าผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคกลัวออกนอกบ้านยังคงมีอาการอยู่ในบ้านใหม่  บางรายจะนอนไม่หลับถ้าไม่ได้เอาลูกมานอนใกล้ๆ  บางรายพยายามจัดที่นอนให้เหมือนบ้านเก่า ผู้ป่วยเหล่านี้อาจชวนน้องสาวหรือเพื่อนมาอยู่ด้วย  แม้ว่าอพาร์ตเม้นท์ใหม่จะมีห้องหลายห้องก็ตามจะมีเพียงห้องเดียวที่ใช้ได้  ไม่นานก็จะเห็นได้ชัดว่าผู้ป่วยเหล่านี้กลัวการเดินทางหรือกลัวการที่จะต้องทำอะไรคนเดียวตามลำพัง  ความประสาทกลัวไม่หายง่ายๆแต่เวลาที่อยู่ในภาวะที่ลำบากมากๆผู้ป่วยอาจเก็บซ่อนความกลัวไว้ได้ชั่วคราว  ในค่ายกักกันแห่งหนึ่งในยุโรปส่วนที่ถูกนาซียึดไว้มีคนตายหรือถูกส่งต่อไปค่ายสังหาร  ถึง ๑๒๐,๐๐๐ คน  คนจะไม่บ่นถึงความประสาทกลัวและเก็บซ่อนไว้เพื่อให้ยังได้ทำงานอยู่ไม่ถูกยิงทิ้งหรืออบแก้สพิษไปเสียก่อน  ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ที่ชัดเจนเลยแม้ว่าจะมีโรคทางจิตเวชอย่างอื่นเกิดขึ้นก็ตาม  หลายเดือนหลังจากเป็นอิสระและได้กลับบ้านผู้ป่วยบางรายที่ไม่แสดงอาการประสาทกลัวในค่ายกลับมามีอาการเดิมอีก  
 
ปัญหาอื่นที่อาจสับสนกับความประสาทกลัว
อาการบางอย่างดูคล้ายความประสาทกลัวแต่ก็สามารถแยกจากกันได้  ดังตัวอย่างความกลัวโชคลางและข้อห้าม(taboo)เป็นเป็นความเชื่อเกี่ยวกับโชคดีโชคร้ายที่คนในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันเชื่อเหมือนๆกันเช่นเชื่อว่าเดินลอดใต้บันไดแล้วจะโชคไม่ดี,หรือเชื่อว่าถ้วเอานิ้วกลางทับนิ้วนางแล้ววางมือไว้ตรงหัวใจหรือพูดว่า "เป็นความประสงค์ของพระเจ้า" แล้วจะโชคดี มีคนกล่าวถากถางว่า "ความเชื่อโชคลางเป็นศาสนาของคนอื่น"
ความย้ำคิด(obsession)เป็นความคิดที่ผุดเข้ามาในสมองซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งๆที่ไม่อยากคิดและพยายามฝืนเช่นคุณแม่รายหนึ่งมีความคิดผุดเข้ามาว่าอยากจะบีบคอลูกที่หลับอยู่  คำว่าย้ำคิดมีที่มามาจากภาษาละตินว่า "obsidere" ซึ่งแปลว่า "รบกวน" ผู้ป่วยถูกความคิดที่ตนไม่ต้องการเหล่านี้รบกวนผู้ป่วยมักจะมีความย้ำทำ(compulsion)ด้วยโดยรู้สึกว่าต้องทำอะไรซ้ำๆทั้งที่ไม่อยากทำเช่นต้องล้างมือวันละ ๙๐ ครั้งเพราะมีความรู้สึกว่ามือสกปรกทั้งๆที่รู้ว่ามือสะอาดแล้ว
ความครุ่นคิด(preoccupation)เป็นการคิดอะไรซ้ำๆโดยไม่มีความรู้สึกอยากต่อต้าน 
ความคิดนั้นเช่นการครุ่นคิดว่าตนไม่เอาไหนในเรื่องเพศในเด็กวัยรุ่น
ความรู้สึกถูกกล่าวพาดพิง(sensitive ideas of reference)เป็นความกลัวว่าคนอื่นจะทำหรือพูดอะไรพาดพิงถึงตนทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ใช่เช่นความคิดว่าคนทั้งห้องกำลังพูดถึงตนอยู่เมื่อตอนที่ตนเดินเข้ามา
ความหวาดระแวงหลงผิด(paranoid delusions)อาจมีความหมายรวมไปถึงความกลัวว่าจะมีใครต่อต้านตนโดยไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัด
การท้าทายความประสาทกลัว(counterphobias) พฤติกรรมต่อต้านความประสาทกลัวเป็นความอยากเข้าไปเผชิญสถานการณ์หรือสิ่งที่ตนกลัวอยู่เรื่อยๆ  อาจเกิดเมื่ออาการยังไม่มากหรือเมื่อผู้ป่วยพยายามเอาชนะความกลัว  สุภาพสตรีท่านหนึ่งพยายามเอาชนะความกลัวความสูงโดยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน  พฤติกรรมท้าทายความประสาทกลัวอาจช่วยผู้ป่วยได้โดยการเผชิญกับสิ่งที่กลัวทำให้ผู้ป่วยค่อยๆคุ้นเคยและหายกลัวได้  ความพอใจที่สามารถควบคุมความกลัวได้อาจทำให้ผู้ป่วยที่กลัวทะเลกลายเป็นนักว่ายน้ำหรือนักเล่นเรือใบผู้มุ่งมั่นหรือคนเคยกลัวเวทีอาจพยายามขึ้นพูดในที่สาธารณะทุกครั้งที่มีโอกาส  พฤติกรรมท้าทายความประสาทกลัวก็เหมือนกับการที่เด็กชอบเล่นเกมส์ที่น่าตื่นตกใจ  หรือในผู้ใหญ่ที่ชอบทำอะไรเสี่ยงๆเช่นแข่งรถหรือการไต่เขา  แต่ก็ไม่ใช่ว่ากิจกรรมทุกชนิดจะเป็นพฤติกรรมต่อต้าท้าทายความประสาทกลัวไปหมด  คนจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมประเภทนี้โดยไม่ได้มีความกลัวเลย  มีแต่ความตื่นเต้นท้าทายและความสนุกสนาน
 
ความรังเกียจ(aversion) มีคนบางคนที่ไม่ถึงกับกลัวสถานการณ์บางอย่างแต่มีความไม่ชอบอย่างมากที่จะจับ  ชิม  หรือได้ยินอะไรที่คนทั่วไปรู้สึกเฉยๆหรือชอบ  ความรู้สึกขยะแขยงที่เกิดขึ้นต่างจากความกลัวอยู่บ้าง ความรังเกียจทำให้รู้สึกเสียวฟัน เสียวสันหลัง เนื้อตัวเย็นหน้าซีด และหายใจเฮือก  เราจะรู้สึกขนลุก ไม่เป็นสุข บางครั้งรู้สึกจะอาเจียน แต่ไม่รู้สึกตกใจ  บางครั้งอาจมีความรู้สึกอยากเช็ดนิ้วหรือเอาครีมมาทาความรู้สึกรังเกียจบางอย่างจะเป็นมากขึ้นถ้าผิวหนังหยาบหรือตัดเล็บไว้ไม่เสมอกันทำให้มีความรู้สึกติดปลายนิ้วเวลาลูบผ่านอะไร  ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งไม่ชอบของที่มีผิวเป็นขนสั้นๆนุ่มๆอย่างมากเช่นผิวลูกพีช  ลูกเทนนิสใหม่ๆ หรือพรมบางชนิด เขาจะไม่เข้าห้องที่ปูพรมใหม่ๆที่มีเนื้อแบบนั้น  เวลาเล่นเทนนิสเขาต้องใส่ถุงมือข้างหนึ่งไว้จับลูกบอลจนกว่าขนจะหลุดหมด  คนบางคนมีปัญหากับการหยิบจับกระดุมมุก สำลี กำมะหยี่ หรืออะไรจำพวกนี้  บางคนชอบดูกำมะหยี่ที่วางโชว์อยู่แต่ไม่อยากจับ  ความรู้สึกทำนองเดียวกันอาจเกิดกับเสียงชอลค์ขีดกระดานดำหรือเสียงมีดครูดกับจาน  ความรังเกียจเหล่านี้แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จริงๆแล้วอาจรบกวนมาก  สุภาพสตรีท่านหนึ่งไม่ชอบเสียงชอลค์ขีดกระดานดำจนต้องเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นครู  อีกท่านหนึ่งไม่ชอบกำมะหยี่จนไปงานเลี้ยงของเด็กๆไม่ได้  อีกคนบอกว่า "กระดุมทุกชนิดทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้ ฉันไม่ชอบมันตั้งแต่เด็ก ลุงของฉันก็เป็น  ฉันใส่ได้เฉพาะเสื้อผ้าที่ใช้ซิบกับตะขอเท่านั้นมีกระดุมไม่ได้เลย"  ของที่คนบางคนรังเกียจมีได้มากมาย  รายการวิทยุในอังกฤษรายการหนึ่งนพ.จอห์น ไพรซ์ และผู้ร่วมงานเชิญชวนให้ผู้ฟังที่คิดว่าตนมีความรังเกียจอะไรบางอย่างอยู่เขียนบรรยายเข้ามาร่วมรายการปรากฏว่ามีจดหมายพรั่งพรูเข้ามามากมายซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกเวลาเกิดความรังเกียจได้ดีขึ้น  จดหมายส่วนใหญ่พูดถึงความรังเกียจที่จะจับสิ่งของมากกว่า ๑ อย่างและหลายๆคนชอบดูวัตถุที่ตนไม่กล้าแตะโดยเฉพาะผู้ที่ไม่กล้าจับกระดุมเงาๆ  ความรู้สึกขยะแขยงที่พบบ่อยที่สุดคือการจับสำลีเส้นลวด ฝอยขัดหม้อ หรือกำมะหยี่  ที่พบบ่อยเช่นกันได้แก่การรังเกียจรสหรือกลิ่นบางอย่างทำให้ต้องเลี่ยงอาหารบางชนิดตัวอย่างที่พบบ่อยคือหัวหอม จดหมายหลายๆฉบับพูดถึงความขัดแย้งกันระหว่างเด็กที่ต้องใส่ชุดกำมะหยี่ในงานเลี้ยงกับแม่ที่ไม่เข้าใจว่าทำไม่เด็กถึงไม่ชอบใจ  "ตั้งแต่จำความได้ฉันไม่ยอมจับกำมะหยี่เลย   แม่บอกว่าฉันแผลงฤทธิ์เต็มที่ (ตอนนั้นอายุประมาณ๓ขวบ) เมื่อต้องใส่ชุดปาร์ตี้กำมะหยี่สีฟ้าน่ารักคอปกและข้อมือสีขาวที่แม่ทำให้  เมื่อถึงเวลางานฉันต้องใส่มันจนได้ด้วยความเหน็ดเหนื่อยของแม่  ฉันยืนกำมือแน่นกางแขนห่างจากตัวประมาณหนึ่งคืบและได้แต่ร้อง "ไม่เอาๆ" และฉันก็ไม่เคยเปลี่ยนความคิดเลย ฉันอายุจะ๕๐แล้ว หน้าร้อนที่ผ่านมาฉันไปซื้อเสื้อผ้าและเดินไปดูตรงที่โชว์กำมะหยี่(ฉันชอบดู)ฉันบอกกับตัวเอง"น่าอายน่ะ ฉันโตแล้วนะ กล้าหน่อยสิ หยิบขึ้นมาดู "ฉันยืนคิดอยู่เกือบ ๒ นาทีพยายามบอกตัวเองว่ามันน่ารักออกจะตายไป  ฉันยื่นมือไปจับขึ้นมาทั้งกำมือ-แต่ความรู้สึกยังเป็นเหมือนเดิม!เสียวฟัน!ขยะแขยงจริงๆ! ฉันว่าไม่ใช่แค่น่าอายเฉยๆนะ?  ฉันเลิกหวังว่าฉันจะมีโอกาสออกงานหรือไปโรงละครในชุดกำมะหยี่สีพลอย  เวลาฉันไปบ้านใครที่มีเบาะกำมะหยี่ฉันต้องคอยระวังไม่ให้มือหรือแขนที่อยู่นอกเสื้อไปถูกมัน!"
 
เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งไม่เพียงแต่ไม่ชอบกำมะหยี่เท่านั้นแต่ยังเป็นกับหนังกลับ ผ้าฝ้าย ผ้าขนสัตว์  และเน็คไทที่มีขนปุยๆด้วย  "ทันทีที่ฉันสัมผัสเส้นใยประเภทนี้ฉันจะรูสึกซ่าตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย  ฉันอายุแค่๑๕และตอนเด็กๆแม่ก็ไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกอย่างไรเวลาจับฉันแต่ชุดกำมะหยี่ที่น่าขยะแขยงหรือให้เนคไทขนๆกับฉันและสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันเลิกสูบบุหรี่คือก้นกรองก็เป็นกำมะหยี่ชนิดหนึ่งเหมือนกัน"  จดหมายบางฉบับบ่งบอกว่าความรังเกียจอาจเกิดในครอบครัวได้  พ่อของฉันไม่ยอมให้แม่แต่งชุดกำมะหยี่เพราะเขาไม่กล้าแตะต้องมัน(เวลาเต้นรำ)  ซึ่งรวมไปถึงอะไรที่คล้ายๆกำมะหยี่ด้วยเช่นผ้าที่มีขนเดี๋ยวนี้ฉันเองก็กลัวเหมือนพ่อแล้ว  ลูกสาวของฉัน (อายุ๒๗) ก็เป็นแบบเดียวกันตั้งแต่ยังเล็กๆเธอจะไม่ชอบของเล่นที่เป็นผ้ามีขน  นี่เลยกลายเป็นการมีคน๓ชั่วคนกลัวของอย่างเดียวกันโดยไม่มีเหตุผล
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือความรู้สึกเสียวฟันเกิดได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฟันจริงๆ  ครอบครัวของฉันเป็นเกือบทุกคน  แม่ของฉันเกลียดเสียงช้อนขูดกระทะและบอกว่ารู้สึกเสียวฟันทั้งๆที่แกไม่มีฟันแล้วและต้องใส่ฟันปลอมทั้งบนและล่าง  พี่ชายคนหนึ่งเกลียดเสียงบดเกลือรวมทั้งเสียงเล็บครูดฝาผนังด้วย  ฉันเองไม่ชอบการที่เด็กๆเล่นลูกโป่งโดยเอานิ้วถูให้เกิดเสียงหรือเสียงขัดพื้น-คิดถึงขึ้นมาแล้วขนลุก  ฉันไม่กล้าจับสำลีเพราะทำให้รู้สึกจั๊กจี้มือ กับพวกฝอยขัดหม้อก็เหมือนกัน  ลูกสาวคนโตของฉันทนไม่ได้เวลาฉันตะไบเล็บ ส่วนคนเล็กไม่ชอบแตะกำมะหยี่
สำลีแห้ง
สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งรู้สึกสั่นเวลาจับสำลีจนตัดสินใจไม่เรียนพยาบาล  ต่อมา "เมื่อการล้างแผลสมัยใหม่ใช้ปากคีบจับสำลีฉันจึงสมัครเป็นพยาบาล  แรกๆฉันรู้สึกรำคาญมากแต่เมื่อชุบสำลีกับน้ำยาเย็นๆหรือยาล้างแผลความกระอักกระอ่วนที่จะจับสำลีก็หายไป  ทุกวันนี้แม้ว่าฉันจะยังไม่ชอบจับมันอยู่แต่ความรู้สึกสั่นเป็นน้อยลงมากแล้ว  ดูเหมือนว่าความไม่ชอบนี้จะเป็นกับคนในครอบครัว  "สามีของฉันก็ไม่ชอบอยู่ใกล้สำลี ลูกชายก็เหมือนกัน  ลูกสาวก็เป็นตอนเล็กๆซึ่งฉันแกล้งทิ้งสำลีชิ้นเล็กๆไว้ทั่วบ้านซึ่งก็ทำให้หายได้แต่ต่อมาเธอบอกฉันว่ากลัวอีกแล้ว  เธออายุ ๒๗ แล้วน่าแปลกไหม
หนังกลับ(suede)
ชายผู้หนึ่งเขียนมาว่า "ตลอดชีวิตผมไม่ชอบจับหนังกลับหรือของเนื้อแบบนั้น ถ้าบังเอิญไปโดนเข้าผมจะขนลุกซู่ทันที จะรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง และสะดุ้งกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก แค่คิดถึงก็ทำให้รู้สึกขนลุกขนพองแล้ว! ผมเล่นเทนนิสไม่สนุกเท่าที่ควรเพราะผิวของลูกของมัน  โต๊ะเล่นไพ่ก็เหมือนกันเวลาปลายนิ้วไปโดนจะรู้สึกอย่างกับแปรง-ผมเลยไม่เล่นไพ่เพราะเหตุนี้  การซักพรมด้วยแชมพูเป็นงานที่ทำให้ผมขยาดมาก  ไม่ใช่เพราะงานหนักแต่เป็นเพราะเกลียดความรู้สึกจากขนพรมเปียกๆ ผมลูบช้อนไม้เปียกๆไม่ได้-นี่เป็นเรื่องตลกสำหรับภรรยาของผมกว่า๒๐ปีที่อยู่ด้วยกันมา!"
 
ผ้าขนสัตว์เปียกๆ
"ฉันจับผ้าขนสัตว์หรือผ้าขนสัตว์เทียมเปียกๆไม่ได้ หลังจากซักผ้าประเภทนี้ฉันถึงกับหุบนิ้วไม่ลงจนกว่ามือจะแห้ง ฉันต้องกัดลิ้นไว้เพื่อลดความรู้สึกเสียวฟัน"
 
ผิวลูกพีช
ความรังเกียจผิวลูกพีชทำให้บางคนไม่ยอมปอกลูกพีช คนที่ชอบกินลูกพีชบอกว่าต้องให้คนอื่นปอกให้ ความรังเกียจนี้อาจรุนแรงมากๆได้ "ฉันรังเกียจผิวลูกพีชอย่างมากแต่กับแอปริคอทแล้วเป็นไม่ค่อยมาก  เวลาเห็นใครกัดลูกพีชทั้งเปลือกฉันจะเกิดความขยะแขยงขึ้นมาทันทีและจะเป็นอยู่เป็นชั่วโมง  การนึกถึงมันก็ยังทำให้ฉันตัวสั่นได้"
 
ยาง
"ตอนเด็กๆฉันเคยกลัวการเล่นเกมส์ที่ต้องใช้ลูกโป่งในงานวันเกิดและฉันต้องร้องห่มร้องไห้พยายามบอกแม่บ่อยๆว่าจะไม่ใส่รองเท้าบูทยางเอง  ฉันจะไม่ว่าอะไรถ้ามีคนใส่ให้..ฉันเกลียดมันเพราะเวลาจับของ๒อย่างนี้ฉันจะขนลุก  หลังเย็นวาบ ฟันจะเริ่มกระทบกันและหายใจไม่ออก..ราวกับตกน้ำเย็นๆมา"
"ฉันยอมรับว่าฉันจับของพวกนี้ได้เมื่อจำเป็นเวลาทำให้ลูกๆและอาการของฉันไม่รุนแรงเท่าตอนเด็กๆแล้วแต่ฉันก็ยังต้องสูดหายใจยาวๆเพื่อลดอาการหนาวสั่น" อย่างที่นพ.ไพรซ์กล่าวไว้  ความรังเกียจเหล่านี้น่ารำคาญมากกว่าจะเป็นอุปสรรคกับชีวิตประจำวันแต่บางรายก็มีผลต่อการเลือกอาชีพเช่นพยาบาล  ครู และมีผลต่องานในบ้าน คนที่ไม่ยอมล้างชามเพราะไม่ชอบแตะต้องหม้อหรือกระทะไม่จำเป็นจะต้องเป็นการแกล้งทำเสมอไป  แต่อย่างไรก็ตามคนที่เป็นมากขนาดในจดหมายฉบับสุดท้ายนี้มีน้อยมาก
เรามีลูกชายคนหนึ่งชื่อเจมส์อายุ๘ขวบ  เขารังเกียจสิ่งต่างๆหลายอย่างมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยการสัมผัสและโดยการกิน…เริ่มเป็นตั้งแต่๖ขวบและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ  การจดรายการของที่ไม่ทำให้เขา "หนาว" ยังจะง่ายกว่าเลย…เขารังเกียจวัตถุสังเคราะห์ทุกชนิด ผ้าขนสัตว์หลายชนิด แปรง กระดาษชำระ เสียงกระโดด เสียงขัดพื้น อ้อ!แล้วก็ทราย-หาดทราย! ฉันแปลกใจกับรายการสิ่งที่เขาเกลียด  เวลาซื้อเสื้อผ้าให้ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะใส่ได้หรือเปล่า อาการเกลียดของเขาคือหน้าซีด ซี้ดปาก ตัวสั่น  และถ้าเป็นมากๆจะขนลุก…ถ้าเป็นมากกว่านี้เขาคงต้องแก้ผ้าไปโรงเรียน! เขาเป็นลูกคนโตในจำนวน ๒ คน [คนที่ ๒ เป็นผู้หญิงไม่เกลียดอะไรเลย]  ตัวฉันเองและสามีก็เหมือนคนทั่วๆไปคือเกลียดอะไรนิดๆหน่อยๆคนละอย่างสองอย่าง เขายังติดของเล่นชิ้นหนึ่งมาก เป็นตุ๊กตาสุนัขขาดๆเหม็นๆ  เขาจะมีความสุขกับการจับและดมมันมาก
ผ้าห่มของไลนัส: ของประจำตัว(soterias)
เรื่องของตุ๊กตาสุนัขขาดๆนำเราไปสู่เรื่องของผ้าห่มของลินนัส เด็กที่น่ารักในการ์ตูนพีนัท  เขามักไปไหนต่อไหนโดยเอาผ้าห่มเก่าๆของเขาไปด้วย ผ้าห่มของลินนัสเป็นของประจำตัวชนิดหนึ่ง  ของประจำตัวหมายถึงวัตถุที่คนๆนั้นผูกพัน  ซึ่งตรงข้ามกับความรังเกียจและความประสาทกลัว มักเป็นของส่วนตัวที่ให้ความสุขแบบพิเศษสำหรับคนๆนั้นโดยเฉพาะแม้ว่าคนทั่วไปจะเห็นว่าเป็นของธรรมดาๆ  เช่นของเล่นและตุ๊กตายัดนุ่นที่เด็กเล็กๆชอบเอาติดตัว  พวกเครื่องรางที่ผู้ใหญ่จำนวนมากพกติดตัวก็เช่นกัน  เด็กหลายๆคนเอาผ้าห่มหรือตุ๊กตายัดนุ่นตัวเก่งติดตัวไปด้วยทุกที่จนเก่าสกปรกขาดรุ่งริ่งเป็นผ้าขี้ริ้ว  เด็กจะติดของมากจนแม่ไม่สบายใจและพยายามเก็บไปทิ้งซึ่งเด็กอาจเสียใจมาก  ผู้ที่เป็นประสาทกลัวก็อาจติดของประจำตัวบางอย่างซึ่งช่วยลดความกลัวได้  บางรายจะรู้สึกอุ่นใจถ้าพกยาดมติดตัวไว้ บางรายแค่มียากล่อมประสาทติดกระเป๋าอยู่แม้ไม่เคยได้ใช้เลยก็สบายใจแล้ว
 
ประวัติความเป็นมาของความกลัว
ความกลัวไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย  เกือบ ๒๐๐๐ ปีก่อนฮิปโปเครติสกล่าวถึงชายคนหนึ่งที่เป็นประสาทกลัวขลุ่ย  ถ้าเขาไปงานเลี้ยงตอนกลางคืนทันทีที่ได้ยินเสียงขลุ่ยเขาจะเกิดอาการตื่นกลัวขึ้นมาทันทีแต่ถ้าเป็นกลางวันแล้วไม่เป็นไร  อีกรายเป็นโรคกลัวความสูงถึงขนาดไม่กล้ายืนริมหน้าผา  บนสะพาน  หรือแม้แต่ริมคูน้ำตื้นๆ  มีการเขียนถึงความประสาทกลัวอยู่เรี่อยๆ  ปี ๑๖๒๑ (พ.ศ.๒๑๖๔)โรเบิร์ต  เบอร์ตันพิมพ์หนังสือชื่อ "กายวิภาคศาสตร์ของภาวะซึมเศร้า" ว่า "นอกจากจะทำให้หน้าแดงหน้าซีดตัวสั่นเหงื่อแตกแล้วภาวะที่ว่านี้มีผลร้ายอีกหลายอย่าง…เขาจะอยู่อย่างหวาดกลัวไม่มีที่สิ้นสุด…ไม่มีวิธีใดๆที่จะมาแก้ความกลัวนี้ได้"  เบอร์ตันบรรยายความแตกต่างระหว่างความกลัวและความซึมเศร้าและกล่าวถึงบุคคลในประวัติศาสตร์หลายๆคนที่เป็นประสาทกลัวเช่นทัลลี่ (Tully) และเดโมสทีนส์ (Demosthenes)  ซึ่งเป็นโรคตื่นเวทีทั้งคู่ และออกุสตุส ซีซ่าร์ (Augustus Caesar) ซึ่งเป็นโรคกลัวความมืด
 
เบอร์ตันเขียนถึงผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่ง..ไม่กล้าเดินกลับบ้านคนเดียวเพราะกลัวเป็นลมหรือตายไปเลย  นอกจากนั้นเขายังกลัวว่าทุกคนที่เขาพบจะปล้น หาเรื่องทะเลาะ หรือไม่ก็ฆ่าเขา อีกอย่างที่ทำให้เขาไม่กล้าไปไหนคนเดียวคือกลัวเจอผี ผู้ร้าย หรือกลัวจะไม่สบาย เขายังไม่กล้าขึ้นสะพาน อยู่ใกล้บ่อน้ำ ท้องร่อง เนินเขาชันๆ  อ่างน้ำมนต์ในโบสถ์ เพราะกลัวว่าจะเผลอกระโดดลงไป  เวลาฟังสวดเขาก็กลัวจะเผลอตะโกนอะไรออกมา  เวลาปิดประตูอยู่ในห้องคนเดียวเขาจะกลัวหายใจไม่ออกและต้องพกยาดมติดตัวเป็นประจำ  ถ้าเขาอยู่ในที่ๆคนมากๆหรืออยู่ในโบสถ์ซึ่งออกมาลำบากเขาจะทนนั่งอยู่ได้แต่จะรู้สึกทรมานมาก
หลังจากนั้นก็มีการกล่าวถึงความประสาทกลัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กษัตริย์เจมส์ที่๑แห่งอังกฤษไม่กล้ามองดาบที่ไม่ได้อยู่ในปลอกจนมีผู้กล่าวว่า "อลิซาเบธเป็นกษัตริย์ส่วนเจมส์ที่๑เป็นราชินี" กษัตริย์อีกองค์หนึ่งคือเจอร์มานิคัส (Germanicus) กลัวไก่ตัวผู้และเสียงไก่ขัน   เมื่อโรคซิฟิลิสระบาดในยุโรปโรคประสาทกลัวซิฟิลิสก็ตามมา  ในปี ๑๗๒๑ (พ.ศ.๒๒๖๔) แพทย์ผู้หนึ่งบรรยายอาการโรคประสาทกลัวซิฟิลิสไว้ว่า  แค่สิวเม็ดเดียวหรือมีอะไรเจ็บๆขึ้นมาหน่อยผู้ป่วยก็จะเป็นกังวลจนต้องไปหาหมอ  อาการจะรุนแรงจนแพทย์เองยังรู้สึกว่ารักษายากกว่าซิฟิลิสจริงๆเสียอีก  ความประสาทกลัวอื่นๆของบุคคลในประวัติศาสตร์ได้แก่ของกษัตริย์เฮนรี่ที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสซึ่งกลัวแมวและดยุคแห่งชอนเบอร์กซึ่งเป็นนายพลชาวรัสเซียผู้โด่งดังผู้หนึ่งซึ่งกลัวกระจกเงาจนจักรพรรดินีแคเธอรีนต้องให้เข้าเฝ้าในห้องที่ไม่มีกระจกเงาเลย  นักเขียนชาวอิตาเลี่ยนชื่อแมนซอนี่ (Mansoni) ไม่กล้าออกจากบ้านคนเดียวเพราะกลัวจะเป็นลมนอกบ้านและต้องพกน้ำส้มสายชูขวดเล็กๆติดตัวไปด้วยทุกที่  เฟดู (Feydeau) นักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศสแทบจะไม่ได้ออกไปไหนตอนกลางวันเลยเพราะกลัวแสงแดด  แม้แต่ซิกมันด์ ฟรอยด์เองก็เคยมีอาการประสาทกลัวเช่นกัน อย่างหนึ่งก็คือ  การกลัวการเดิน  ซึ่งเป็นอยู่หลายปีในช่วงอายุ๓๐เศษ
 
 

  http://s10.histats.com/6.swf  

 

โรคติดต่อทางอารมณ์ มกราคม 23, 2008

 
 

 
        คุณทราบหรือไม่ว่า อารมณ์ของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ คุณอาจจะเคยได้ยิน แต่โรคที่ติดต่อทางกาย เช่น หวัด วัณโรค หรืออหิวาตกโรค แต่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินว่า อารมณ์ของคนเราก็ติดต่อกันได้เช่นกัน โดยเฉพาะอารมณ์ร้ายหรืออารมณ์ที่มีพิษ มักจะแพร่ขยายได้เร็ว บางทีอาจเร็วยิ่งกว่าเชื้อโรคทางกายเสียอีก และที่ร้ายกว่านั่นก็คือ การแพร่ขยายของอารมณ์ที่ไม่ดีทั้งหลายสามารถส่งผ่านจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันยังได้เลย ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ก็ได้ สมมุติว่าคุณกำลังรถติดอยู่ พอเห็นสัญญาณไฟเขียวแค่วินาทีแรก รถคันหลังก็เกิดอาการประสาทบีบแตรเร่ง ทั้งๆ ที่คุณก็ไม่ได้ช้าอะไรเลย คุณย่อมรู้สึกโกรธ ต่อมแอดรีนาลีนของคุณเริ่มทำปริกิริยาตอบโต้ คุณเข้าเกียร์อย่างแรง กระแทกคันเร่ง รถคุณพึ่งปราดออกไปปาดหน้ารถคันหน้าทำให้เกือบจะชนกัน เจ้าของคนคันหน้าด่าคุณโขมงโฉงเฉง เมื่อกลับถึงบ้านความโกรธที่ยังไม่หายไป ทำให้คุณไประบายออกด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ และคำพูดที่แสดงความก้าวร้าวเอากับภรรยาและลูกๆ ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ที่แสดงให้เห็นว่า อารมณ์ที่เป็นพิษเมื่อเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่งแล้ว มักจะมีการแพร่ขยายเป็นโรคติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรารู้จักคนที่มีพิษ คนที่มักเป็นเจ้าของอารมณ์บูดทั้งหลาย หากเราไปอยู่ใกล้ เช่น ต้องทำงานร่วมกับเขา หรือต้องอยู่บ้านเดียวกันละก็ รับรองได้เลยว่าชีวิตคุณคงจะตกที่นั่งไม่ใคร่มีความสุขนัก เพราะแค่ได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้น ก็มีอิทธิพลทำให้คุณรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ได้ไม่ยากเลย ทั้งนี้เพราะมนุษย์เราสามารถรับสื่อที่เป็นคล้ายพลังงานทางอารมณ์ทั้งร้อนและเย็นจากผู้อื่นได้ง่ายมาก และเราก็มักจะได้ผลกระทบจากพลังงานเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึกก็ตาม ลองสังเกตดูก็ได้ว่า บางครั้งเราไปกราบพระที่ท่านมีธรรมมะระดับสูงๆ เพียงแค่เห็นหน้าของท่าน เราก็จะรับรู้ถึงกระแสแห่งความเย็นที่มากระทบจิตของเรา บางครั้งทำให้จิตที่รุ่มร้อนของเราคลายลง ได้อย่างประหลาด ในทางกลับกัน คนบางคนเป็นคนร้อน อยู่ใกล้หรือไกลก็จะรู้สึกอึดอัด ทั้งๆ ที่เขาอาจจะยังไม่ทันได้พูดอะไรกับเราเลยก็ได้ นอกจากนี้ คุณคงเคยดูโทรทัศน์ที่เป็นภาพยนต์ตลก และผู้สร้างจะปล่อยเสียงหัวเราะ ของผู้ดูรายการให้ดังเข้ามาในการแสดงด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงหัวเราะเป็นการติดต่อทางอารมณ์ได้ง่ายที่สุด เช่น ถ้าในห้องมีใครคนหนึ่งเริ่มต้นหัวเราะ จะมีคนอื่นๆ หัวเราะตามไปด้วยหมด (ดังนั้นผู้เขียนคิดว่า ถ้าท่านพูดอะไรที่ไม่แน่ใจว่าจะตลกหรือไม่ แต่ให้มีหน้าม้าทำหน้าที่หัวเราะไว้ก่อน สักประเดี๋ยวเดียวก็จะเห็นว่า ทุกคนในห้องร่วมหัวเราะไปกับท่านด้วย) ถ้าเป็นเรื่องของ "อารมณ์ในทางสร้างสรรค์" การระบาด หรือติดต่อทางอารมณ์ดูจะเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราคิดว่า ถ้ามนุษย์เรามีความรู้สึกร่วมในอารมณ์กับผู้อื่นได้ จะช่วยทำให้สังคมของเรา มีการเข้าใจกันมากขึ้น เพราะคนในสังคมรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับรู้ความรู้สึกทางจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เช่น ถ้าเขาเศร้า เสียใจ หรือดีใจ เราก็เศร้าหรือดีใจไปกับเขา ถ้าเป็นเพื่อความเข้าใจของมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ควรพยายามทำให้เกิดมากขึ้น แต่ทุกอย่างย่อมต้องการความพอดี หรือทางสายกลางตามแบบพุทธศาสนา แม้ว่าการเอาใจเขา มาใส่ใจเราจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม แต่ถ้าเราทำจนเกินพอดี เช่น นำตัวเราเข้าไปรู้สึกเหมือนเขา 100% ก็คงจะไม่เป็นการดีนัก เพราะจะทำให้เราขาดความเป็นกลาง สมมุติว่า คนรักของเราไม่ชอบหัวหน้างานของเรา และเราก็ทำตัว "พลอย" เกลียดตาม ทั้งๆ ที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย การพลอยเกลียด พลอยรัก พลอยแค้น ฯลฯ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีนัก ถ้าเช่นนี้ แสดงว่าเราเอาใจเราเข้าไปเกี่ยวข้องมากเกินพอดี และอะไรที่เกินพอดี ก็มักจะไม่ใคร่ดีนัก แต่ลักษณะเช่นนี้มักจะมีในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย บางทีเราจะพบว่า แม่ยายจะโกรธลูกเขยแทนลูกสาว เมื่อลูกสาวมาฟ้องเรื่องลูกเขย และบ่อยครั้งที่ลูกเขยและลูกสาว เขาดีกันเรียบร้อยแล้ว แต่คุณแม่ยายก็ยังหงุดหงิดกับลูกเขยอยู่ก็มี
นอกจากการติดต่อกันทางอารมณ์แล้ว นักจิตวิทยายังพบว่า บางคนสามารถเปลี่ยนสภาพการขัดแย้งทางจิตใจ ให้ออกมาเป็นอาการทางร่างกายได้อีกต่างหาก
ดังกรณีของ สมสวาท เธอไม่ใคร่ถูกกับหัวหน้างานของเธอเท่าไร ในช่วงที่เธอต้องทำงานใกล้ชิดกับเขา เธอจะมีอาการปวดศีรษะ (ไมเกรน) เป็นประจำ แต่เมื่อเธออยู่ห่างจากหัวหน้า อาการของเธอก็จะทุเลาลง เป็นต้น คนที่อยู่ใกล้ชิดกันไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ยิ่งจะมีอาการของ "โรคติดต่อทางอารมณ์" ที่สังเกตเห็นได้ง่าย เช่น ถ้าสามีกลับบ้านและมีอารมณ์ที่ซึมเศร้าไม่พูดไม่จา และมีปัญหากับที่ทำงาน รับรองภายในไม่กี่ชั่วโมง ภรรยาก็จะได้รับอานิสงส์ของความหงุดหงิดนี้ไม่ต่างจากสามี บางทีอาจจะยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำไป ถ้าเธอเป็นคนคิดมาก เธออาจจะนอนไม่หลับ มีปัญหาต่อเนื่องไปอีกหลายอย่างก็ได้
 
ทำไมคนเราจึงมีการ "ติดต่อทางอารมณ์" กันได้ง่ายนัก
            จริงๆ แล้ว ถ้าเราถามคนร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครอยากติดโรคนี้ แต่ทำไมเราจึงติดได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน คำตอบก็คือ มนุษย์เราโดยเฉพาะผู้หญิง มักเป็นเพศที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก และอารมณ์มากเป็นพิเศษ ใครมาแสดงออกในอารมณ์ใดที่ใกล้ตัวเรา เราก็มักจะรับเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์เราได้ง่าย ทั้งอารมณ์ดีและอารมณ์ร้าย ดังนั้นถ้าให้เราปิดกั้น ไม่ให้รับอารมณ์ร้ายของผู้อื่นเข้ามาในระบบของเราโดยอัตโนมัติ อารมณ์ดีก็จะถูกปิดกั้นด้วยเช่นกัน เราก็จะกลายเป็นคนที่อาจจะถูกมองว่า "ใจดำ ใจแข็ง ขาดความรู้สึก" ไปได้ ลองคิดดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ถ้าใครมาปรับทุกข์อะไรกับเรา แล้วเราไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดหรือทีท่าเห็นอกเห็นใจเขาเลย เขาคงคิดว่า เราเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ไม่ใส่ใจเขาบ้าง กล่าวโดยสรุปก็คือ การแสดงความไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยนั้น ก็คงจะทำให้คนที่อยู่ด้วย เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน ดังนั้น ความพอดีในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก หรือเพื่อนที่ทำงาน เป็นต้น นักจิตวิทยามีความเชื่อว่า คนเราทุกคนไม่ได้มีการรับ "โรคติดต่อทางอารมณ์" ในระดับเดียวกัน คนบางคนจะรับบางเรื่องง่ายกว่าเรื่องอื่น ตัวอย่างเช่น มลวิภา เธอเล่าว่าทุกครั้งที่เธอเห็นแม่เอ็ดลูก เธอจะกลับบ้านด้วยความรู้สึกหดหู่และเศร้าไปกับเด็กที่โดนแม่เอ็ดเสมอ เมื่อคุยกับเธอมากขึ้นก็ได้ความว่า การเห็นแม่เอ็ดลูกทำให้เธอนึกถึงความหลังครั้งที่เธอเป็นเด็กแล้วถูกแม่ดุเป็นประจำ เธอยังจำความเจ็บปวดนั้นได้ดี ความรู้สึกร่วมของมลวิภา อาจไม่ใช่ความรู้สึกร่วมของคนอื่นๆ ในระดับเดียวกันเลยก็ได้ ทั้งนี้เพราะเราทุกคนมีประสบการณ์ที่เป็นจุดอ่อนของชีวิตต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องการย้ำให้เห็นก็คือ การติดต่อหรือระบาดทางอารมณ์ หลายครั้งมักมาจากอารมณ์ที่ยังคั่งค้างของบุคคลที่มีกับครอบครัวเดิมนั่นเอง
อารมณ์ใดเป็นอารมณ์ที่ติดต่อง่ายที่สุด
สำหรับผู้หญิง อารมณ์ที่มักจะพบบ่อยและติดต่อกันได้ง่ายที่สุดก็คือ อารมณ์ซึมเศร้า เซ็ง เบื่อหน่าย สมมุติว่าเพื่อนของคุณมาเอาคุณเป็นที่ระบายอารมณ์เศร้าของเธอสักชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง รับรองว่าหลังจากพูดกับเขาแล้วคุณมักจะรู้สึกเศร้าตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ และถ้าเขาเผอิญเป็นเพื่อนที่ทำงาน เจอหน้าคุณครั้งใดก็จะเล่าแต่เรื่องชีวิตรันทดของเขาให้คุณฟังอยู่เสมอ คุณก็คงจะเซ็งไปกับเขาด้วยเป็นแน่ เผลอๆ ก็ไม่อยากเจอเขา หลบได้เป็นหลบ ไม่ใช่เพราะคุณไม่แคร์ แต่คุณเหนื่อยที่จะต้องมารับฟัง เรื่องของเขาที่คุณไม่สามารถทำอะไรได้ต่างหาก วิธีหนึ่งที่คุณอาจจะแก้ไขได้โดยไม่เสียเพื่อนไปก็คือ เวลาที่คุณฟังเรื่องของเขา อย่าพยายามเอาตัวคุณ เข้าไปใส่เป็นตัวละครในชีวิตของเขา ให้ฟังโดยมีใจเป็นกลาง ให้นึกภาพเป็นผู้สังเกตการณ์มากกว่าผู้แสดงเอง แต่นี้คุณก็สามารถเปิดใจรับฟังได้ ตัวอย่างเช่น หากเพื่อนมาเล่าถึงความเห็นแก่ตัวของเพื่อนร่วมงานของเธอ ที่มักจะใช้เธอทำธุระ เรื่องส่วนตัวให้เขา ทำให้เพื่อนของคุณไม่สบายใจแต่ไม่กล้าบอกปฏิเสธไป ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบมีอารมณ์ร่วมมากๆ คุณอาจจะหงุดหงิดแทนเธอหรือมากกว่าเธอเสียอีก ผลก็คือ คุณจะหงุดหงิดมากกว่าเพื่อนคุณถึง 2 เท่า แต่ถ้าคุณฟังไป และรับรู้อารมณ์ว่าเพื่อนของคุณไม่สบายใจ แต่เขาก็ยังไม่มีความกล้าที่จะปฏิเสธผู้อื่นได้ คุณก็คงไม่หงุดหงิดร่วมไปกับเพื่อนของคุณอย่างแน่นอน เมื่อใครก็ตามมาเล่าเรื่องอะไรของเขาให้คุณฟัง ก่อนที่จะรับเข้ามาหงุดหงิด โกรธ หรือเสียใจไปกับเขา ให้ถามตัวเองเสมอว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาของใคร ถ้าไม่ใช่เรื่องใช่ราวของคุณเลย ก็ให้ฟังเฉยๆ อย่าเข้าไปมีบทบาท เป็นผู้ร่วมแสดงกับเขาด้วย
              ถ้าเผอิญคุณมีเพื่อนที่ชอบเอาคุณเป็นที่ปรึกษาหัวใจ หรือปัญหาอื่นใดก็ตามให้รับฟังเฉยๆ อย่าไปแสดงออกเป็นนักจิตวิทยาโดยการแนะนำนั่นนี่เป็นอันขาด เพราะบ่อยครั้งเราพบว่า คนเราต้องการความเห็นใจมากกว่าคำแนะนำ และเขาไม่เชื่อแล้วไปให้คำแนะนำเข้า คุณจะพบว่า เขาก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของคุณเลย ไม่ว่าคุณจะบอกเขากี่ครั้งกี่หนก็ตาม และคุณก็จะเสียอารมณ์ หงุดหงิดเปล่าๆ ทางออกประการหนึ่งของการช่วยเหลือเพื่อนที่มีทุกข์ หลังจากรับฟังเรื่องที่คล้ายกับทศนิยม ไม่รู้จบของเขาก็คือ ชักชวนให้เขาทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ไปเดินเล่น ช็อปปิ้ง เล่นกีฬา หรือแม้กระทั่งไปทำบุญเข้าวัดเข้าวา จิตใจจะได้สบาย แต่การทำกิจกรรมนั้น ควรเป็นกิจกรรมที่เพื่อนชอบหรือทำได้ อย่าชวนเขาไปเพราะเป็นสิ่งที่คุณชอบ
 
คุณทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงของคนเรานั้นทำได้ 3 ทางคือ
            ทางความคิด ทางความรู้สึก และทางพฤติกรรม การเปลี่ยนทางหนึ่ง จะกระทบทางอื่นๆ เสมอ เช่น ถ้าเพื่อนของคุณมีความรู้สึกเศร้าหดหู่ใจ หรือเซ็งกับชีวิต เขาอาจจะมีพฤติกรรม ที่นั่งสงสารตัวเองอยู่กับบ้าน หรือคิดฟุ้งซ่านอยากทำร้ายตัวเอง เป็นต้น
            แม้ว่าคุณจะทำให้เพื่อนของคุณคลายจากความรู้สึกเบื่อหน่าย เจ็บปวด เศร้าก็ตาม แต่การให้เขาออกไปข้างนอกมีกิจกรรมต่างๆ ก็เท่ากับคุณพยายามช่วยให้พฤติกรรมของเขาเปลี่ยน และเมื่อพฤติกรรมของคนเราเปลี่ยน เช่น เขายอมไปเที่ยวเล่นกับคุณ การออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ย่อมทำให้เขาหลุดออกมาจากอารมณ์เศร้าที่เขากำลังเผชิญอยู่ไม่มากก็น้อย แต่สมมุติว่า คุณได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว เพื่อนของคุณก็ไม่ยอมทำอะไรตามคำชักชวนของคุณสักอย่าง คุณก็ไม่ต้องรู้สึกผิดว่า คุณช่วยเขาไม่ได้ ให้บอกตัวเองว่า คุณได้พยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้น จึงไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณอีกต่อไป เพื่อนของคุณได้ตัดสินใจที่จะไม่ยอมรับความช่วยเหลือ และเขาก็ไม่ช่วยตัวเขาเอง ส่วนคุณก็หมดหน้าที่แล้ว อย่าให้การตัดสินใจของเพื่อนมาทำให้คุณรู้สึกไม่ดี กับตัวเองเป็นอันขาด และอย่าให้ปัญหาของเพื่อนมารบกวนจิตใจของคุณ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าพยายามแบกความทุกข์ของคนอื่นไว้ในตัวคุณ เพราะลำพังแค่ความทุกข์ของตัวเราก็แย่มากพออยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกอ่อนไหวง่าย คล้ายต้นไมยราบที่พอโดนลมพัดสักนิดก็หวั่นไหวเสียแล้ว คุณก็ยิ่งต้องระวังเมื่อไปเข้าใกล้คนที่มีอารมณ์ที่จะติดต่อคุณได้ง่าย เพราะคุณจะรับเข้ามาโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้ คนประเภทนี้ทางจิตวิทยากล่าวว่าเป็นผู้ที่มีขอบเขตหรือตัวตน (BOUNDARY) ไม่ชัดจน คือไม่รู้ว่า เรื่องใดเป็นเรื่องของเรา และเรื่องใดเป็นทุกข์ของชาวบ้าน กล่าวง่ายๆ คือ เป็นพวกที่แยกแยะ ความเป็นตัวตนไม่ออก ฟังเรื่องของใครก็เก็บมาทุกข์ร้อนได้อย่างหมดจด บางทีเป็นทุกข์ "แทน" เจ้าทุกข์ตัวจริงเสียอีก มีลักษณะคล้ายเด็กๆ ที่ยังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือเราคือเขา อะไรคือสิ่งแวดล้อม BOUNDARY ของเขาจะปะปนกันไปหมด เด็กเล็กๆ ที่เกิดมาทุกคนมีสภาพที่ยังไม่รู้ขัดว่า ตัวตนของเขาคือใคร เมื่อเขาเห็นแม่ในสายตาเขา จะรู้ว่าแม่อยู่ แต่เมื่อแม่เดินออกไปจากห้อง เขาคิดว่าแม่ของเขาไม่มีตัวตนอยู่เสียแล้ว แต่เด็กๆ ทุกคนเมื่อเขาค่อยๆ โตขึ้น เขาจะรับรู้ว่า เขาคือบุคคลอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่พ่อ พี่ หรือน้องของเขา เขาเริ่มมีความรู้สึกของตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น แต่สำหรับเด็กบางคน เขาจะถูกแม่หรือพ่อสอนให้ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง เช่น ถ้าเขาบอกแม่ว่าไม่ชอบคุณป้าที่มาล้อเขาเสมอๆ แม่ก็จะบอกว่าเขาไม่ชอบไม่ได้เพราะแท้จริงแล้ว ป้ารักเขา เขาจะถูกสอนให้เริ่มปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก และเมื่อเติบใหญ่เขาจะกลายเป็นบุคคล ที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และข้อสำคัญคือเขาจะไม่ไว้ใจความรู้สึกของตัวเองเลย คนประเภทนี้ เมื่อได้ฟังเรื่องอะไรของใคร เขาอาจจะบอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร เขาอาจจะเอาความรู้สึก ของคนเล่าเรื่องมาเป็นเกณฑ์ความรู้สึกของตัวเองก็ได้ ถ้าคุณเผอิญเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใคร่รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกอย่างไร ทางออกประการหนึ่งก็คือ เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ใครก็ตามเล่าให้คุณฟัง ให้ถามตัวเองเสมอว่า "ฉันรู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้" ถ้าคุณหัดถามตัวเองบ่อยๆ ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ คุณจะเริ่มรู้จักกับตัวเองและความรู้สึกที่แท้จริง ของตัวคุณมากขึ้น และเมื่อคุณรู้จักความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ความรู้สึกที่เกิดกับใจ ไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณควรจะรู้สึก แล้วขั้นต่อไปก็คือ ให้คุณหัดที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกแท้จริงของคุณให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่คุณไม่เคยได้ทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของคุณเลย การรู้จักตัวเอง ความรู้สึกที่แท้จริง และการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น อย่างยิ่งกับตัวคุณเอง และข้อสำคัญคุณจะได้ไม่ต้องไปผูกความรู้สึกของคุณไว้กับบุคคลอื่นอีกต่อไป
การติดต่อทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนควรจะต้องระวังเพราะมันมีทั้งผลดีผลเสีย ถ้าเป็นอารมณ์ที่เป็นพิษ และคุณรู้ตัวว่า คุณติดต่อกับอารมณ์เหล่านี้ได้ง่าย คุณก็คงจะต้องระวัง เมื่อคุณเข้าไปใกล้ผู้ที่มีอารมณ์เป็นพิษ เพราะคุณจะรับเชื้อเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้าคุณรู้ว่า เป็นคนค่อนข้างจะอ่อนไหวง่าย คุณคงจะต้องสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองให้ดีขึ้น
แต่ถ้าเป็นอารมณ์ในด้านบวก อารมณ์ที่ดีงาม เช่น ความสุข ความสบายใจ คุณอาจจะยินยอมให้ตัวเอง "ติด" และยอมเป็น "พาหะ" นำสิ่งที่สร้างสรรค์เหล่านี้ให้แพร่กระจายออกไปให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว หัวหน้างาน ครูอาจารย์ อาจจะทำให้มากขึ้นเพราะใครเล่าจะรู้ว่า คำพูดให้กำลังใจ ความสุขหรือเสียงหัวเราะของคุณ อาจทำให้ชีวิตของคนบางคนเปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิดก็เป็นได้
 

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

การแข่งขัน กับ การพักผ่อน มกราคม 22, 2008

 

       ยุคนี้คำว่า การแข่งขัน กำลังขึ้นสมอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องบอกว่า ต้องพร้อมสำหรับการแข่งขัน นี่อาจจะเว้นเฉพาะคนที่มีอาชีพเป็น ศิลปิน บริสุทธิ์ แบบ คุณถวัลย์ ดัชนี ที่ขายตัวเองได้ด้วยความยิ่งใหญ่บารมี ไม่ต้องรอให้อากู๋โปรโมตแบบศิลปินแกรมมี่
        แต่หากเป็นคนธรรมดา ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มักจะต้องแข่งขันอยู่ดี บางคนแข่งแบบไม่ลืมหูลืมตา จนป่วยไปเลยก็มี หรือไม่ก็แข่งจนเหนื่อยตายไปก็มี เพราะว่าลืมพักผ่อน
        ฝรั่งให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างมีวินัย เห็นได้จากการที่ผู้บริหารฝรั่งมีการลาหยุดกันได้เป็นเดือนๆ และเขาก็ใช้มันอย่างจริงจัง หายไปจากสำนักงานไปพักผ่อนกันจริงๆ
        ตอนนี้เป็นยุคสื่อสารไร้พรมแดน มีการทำการศึกษาเรื่องการพักผ่อน ว่าการที่คนมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปโดยมีเครื่องมือสื่อสารและอำนวยความสะดวกมากขึ้นนั้น ได้พักผ่อนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม
พูดถึงเรื่องนี้ก็แวบไปถึงเมื่อวันก่อนแวะเยี่ยมเพื่อน เธอเพิ่งซื้อเครื่องล้างจานมา หลังจากรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน จะช่วยเธอล้างถ้วยล้างจาน เธอก็บอกเอาไว้นั่น เดี๋ยวให้เครื่องมันจัดการ แล้วเราก็มานั่งคุยกันต่อ
คนอเมริกันเขาช่างทำการศึกษาทุกๆ เรื่องเอาไว้ ขณะนี้มีนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันสองคนทำวิจัยเรื่องการพักผ่อนของคนอเมริกันในยุคปัจจุบัน ผลสรุปออกมาว่าคนอเมริกันพักผ่อนมากขึ้น
         นักเศรษฐศาสตร์สองคนนี้คนหนึ่งทำงานอยู่ที่เฟด หรือ Federal Reserve Bank at Boston ซึ่งเป็นงานแบบเดียวกับที่ อลัน กรีนสแปน ทำ เพียงแต่อันนี้อยู่ที่บอสตัน อีกคนอยู่ที่ University of Chicago"s Graduate School of Business ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งคู่
วิธีทำวิจัยคล้ายกับที่บ้านเรามีการวิจัยตลาดกัน คือให้กลุ่มเป้าหมายเขียนไดอารี การวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลจากไดอารีนี้มีมานานและเป็นที่นิยมกัน เขาให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้รวมพวกหลังเกษียณไว้บันทึกว่าตลอดวันทำอะไร ไม่ใช่แค่ที่ที่ทำงานแต่หลังและก่อนเข้าทำงานด้วย (ตอนหลับคงไม่ต้องบันทึกว่าฝันว่าอะไร มากไป)
แล้วเขาก็แบ่งวิธีวัดการพักผ่อนออกเป็น 4 แบบ อันที่ตีวงแคบที่สุดรวมถึงกิจกรรมอะไรก็ตามที่คนถือว่าเป็นการผ่อนคลายหรือสนุกสนาน ส่วนอันที่กว้างออกไปก็หมายถึงอะไรก็ตามที่ทำแล้วไม่ได้รับค่าจ้าง งานบ้าน หรือการวิ่งออกไปทำธุระ
        เขาบอกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมานี่คนอเมริกันพักผ่อนมากขึ้น 4-8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าหากเทียบจากว่าทำงานกันอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง ก็เท่ากับได้เวลาพักมากขึ้นถึง 5-10 สัปดาห์ต่อปี
ที่น่าสนใจก็คือคนอเมริกันทั้งเพศหญิงและชาย ทั้งการศึกษาสูงและน้อย แต่งงานหรือเป็นโสด มีลูกหรือไม่มี ต่างพักผ่อนมากขึ้นทั้งนั้น และที่แปลกก็คือคนที่การศึกษาน้อยแต่มีงานทำพักผ่อนดีกว่าคนที่รวยและมีงานดีๆ
ข้อสังเกตอีกอันหนึ่งก็คือเมื่อเปรียบเทียบคนอเมริกันกับคนยุโรปในประเทศที่ร่ำรวย คนอเมริกันก็ยังทำงานในสำนักงานยาวนานกว่าคนยุโรป เพราะว่าตัวเลขชั่วโมงทำงานของคนยุโรปลดลงนั่นเอง
        ทีนี้ต้องหันมาดูว่าทำไมท่านนักวิจัยทั้งสองจึงร่วมสรุปกันสรุปว่าคนอเมริกันพักผ่อนมากขึ้น อันนี้มันขึ้นอยู่กับคำจำกัดความของทั้งสองคนว่าอะไรที่เป็นการทำงาน อะไรที่เป็นการพักผ่อน และข้อมูลที่ได้มาเป็นแบบไหน
ทั้งสองบอกว่าการเก็บข้อมูลของทางราชการซึ่งเก็บจากเฉพาะที่ทำงานนั้นไม่ถูกต้อง อันนั้นเหมาะกับยุคที่คนทำงานกันในโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานล้วนๆ เดี๋ยวนี้คนทำงานที่บ้านก็มี ทำงานอิสระก็มี แล้วเขาก็ถือว่าการจับจ่ายซื้อของ การเตรียมอาหารให้ตัวเองและครอบครัว ออกไปทำธุระ และทำงานบ้าน พวกนี้ก็คืองานเหมือนกัน งานพวกนี้แหละหนักเท่ากับงานสำนักงานเลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องดูแลลูกด้วยทำงานนอกบ้านด้วย หนักหยอกใคร ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ชายไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่างานบ้านนั่นก็งานนะคะ
        ญาติของผู้เขียนคนหนึ่งมีลูกสองคน เธอชอบมาทำงานที่บริษัทมาก เพราะเห็นว่างานบริษัทสบายกว่าการเลี้ยงดูลูกสองคนที่บ้าน ส่วนผู้เขียนนั้นก็เห็นว่างานที่บริษัทหนักมาก แต่งานบ้านเป็นเรื่องเบาและสนุก ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ทำกับข้าว จัดบ้าน รดน้ำต้นไม้ หรือแม้กระทั่งหาเห็บให้สุนัข งานพวกนี้ถ้าในสายตาของนักวิจัยทั้งสองก็คงเป็นงานเหมือนกันนะคะ
        ในงานวิจัยชิ้นนี้ เขาบอกว่าคนอเมริกันทำงานน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นงานที่ได้เงินหรืองานบ้าน ทั้งนี้เพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น มีเดลิเวอรี่มากขึ้น มีบริการอื่นๆ สำหรับชีวิตมากขึ้น เช่น ออนไลน์ช็อปปิ้ง ถ้าในเวอร์ชั่นไทยก็คงบอกว่า มีอาหารสำเร็จรูปขายตามหัวมุมถนนต่างๆ (สกปรก แต่สะดวก ทำไงได้) มากขึ้น อาหารถุงพลาสติค อาหารกล่อง แม้แต่โอเลี้ยงกาแฟเย็นถุงพลาสติค ยังพัฒนาเป็นแก้วพลาสติค บางรถเข็นยังสิบบาทเท่าเดิม
แม่บ้านทั้งหลายก็ไปทำงานหาเงินได้มากขึ้น การเก็บข้อมูลด้วยไดอะรี่แบบนี้ไม่เฉพาะแต่อเมริกาที่ทำ แต่ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรปหลายประเทศก็ทำกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติของไทยจะทำไหมคะ ก่อนทำก็ต้องล้างสมองคนไทยก่อนนะคะว่าต้องบันทึกอย่างซื่อตรง ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า หรือแต่งข้อมุลเพื่อให้ตัวเองดูดี ถึงจะเอาไปใช้ได้จริง 

         ถามว่าคนอเมริกันคิดยังไงกับผลวิจัยอันนี้ ถ้าคนที่รายได้น้อยหน่อยอาจจะบอกว่า เอ เห็นท่าเราจะต้องทำงานมากขึ้น แต่สำหรับคนอเมริกันส่วนใหญ่ดูเหมือนว่าจะพอใจที่ได้พักผ่อนมากขึ้นและที่สำคัญมันหมายถึงว่าการทำงานน้อยลงแต่รายได้ไม่ได้ลดลงนั้นคือ เวลาของเขามี (มูล) ค่ามากขึ้นนั่นเอง

 http://s10.histats.com/6.swf