A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

mimic ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก 1 กันยายน 6, 2006

                                                                                                             

             ที่เห็นในรูปนี้ มีผึ้งจริงๆ อยู่แค่ตัวเดียวครับ คือตัวที่อยู่ตรงกลาง นอกนั้นเป็นแมลงวัน.. ใช่แล้วครับ แมลงวันกระจอกงอกง่อย แบบที่ชอบตอมขี้เรานั่นแหละครับ.. อย่างไรก็ตาม เจ้าแมลงวันเลียนแบบผึ้ง (bee flies) พวกนี้ไม่ได้รับทานขี้เป็นอาหารอย่างญาติของมันหรอกนะครับ เช้าขึ้นมา พวกนี้จะออกหากินปะปนไปกับฝูงผึ้ง กินก็กินน้ำหวานหรือเกสรดอกไม้แบบเดียวกับผึ้ง เวลาบินก็เสียงหึ่งๆ เหมือนกับผึ้ง และที่สุดยอดที่สุดคือ เวลามีใครไปจับมัน มันก็จะแกล้งทำเป็นต่อยเหมือนกับผึ้ง เอาตูดจิ้มๆ ทำให้เราตกใจปล่อยมันไป ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว มันไม่ได้มีเหล็กในอะไรเลยด้วยซ้ำ

 

รูปนี้ให้ดูชัดๆ อีกครั้ง ระหว่างผึ้งจริง(ล่าง) กับผึ้งเก๊(บน)ซึ่งไม่มีพิษสงใดๆ

รูปข้างล่างนี่ ให้เห็นหน้าเห็นตากันชัดๆ ว่าเป็นแมลงวันจริงๆ ไม่ใช่ผึ้ง (สังเกต ถ้าเป็นแมลงวันจะมีตาประกอบขนาดใหญ่ที่กินเนื้อที่เกือบจะทั้งหัว)

 ที่มา : แทนไท ประเสริฐกุล

 

Ladybug พฤษภาคม 20, 2006

 

 

Ant พฤษภาคม 9, 2006

 

 

แมลงวัน : พาหะไข้หวัดนก? อันตราย !

แมลงวันบ้าน (Houseflies) มีการเจริญเติบโตแบบ complete metamorphosis โดยแบ่งเป็น 4 ระยะได้แก่ ระยะตัวเต็มวัย ระยะไข่ ระยะตัวหนอน และระยะดักแด้ (ดังภาพ) พบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่ เช่น ในตลาด ชุมชนพักอาศัย กองขยะและในปศุสัตว์ เป็นต้น แมลงวันตอมกินอาหารได้เกือบทุกชนิดทั้งอาหารคาว/หวาน ของเน่าเสีย ขยะมูลฝอย ตลอดจนมูลสัตว์และซากสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แมลงวันเป็นพาหะนำเชื้อโรคระบบทางเดินอาหารมาสู่คนหลายชนิด ได้แก่ โรคอหิวาต์ โรคไทฟอยด์ พาราไทฟอยด์ โรคบิด เป็นต้น ที่สำคัญในภาวะที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดนก (virus H5N1) ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก จำพวก ไก่ เป็ด ขณะนี้นั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งที่แมลงวันในบริเวณดังกล่าวอาจไปตอมมูลสัตว์ และซากสัตว์ที่ตาย ติดตามตัวมา แล้วนำเชื้อแพร่กระจายออกมาสู่ชุมชนบริเวณรอบ ๆ ได้ อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในภาวะการณ์ดังกล่าวก่อนที่จะสร้างปัญหาบานปลายจนยากเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงมีข้อแนะนำสำหรับ เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการปศุสัตว์และประชาชนทั่วไป ควรได้รับทราบและดำเนินการระมัดระวังป้องกัน/กำจัดลดความชุกชุมของแมลงวัน ตามวิธีการที่เหมาะสม ดังนี้

วิธีการป้องกันการรับ/แพร่เชื้อโรคของแมลงวัน

  1. การมีสุขอนามัยที่เหมาะสมในการปรุงและรับประทานอาหาร
  2. นำขยะมูลฝอยไปฝังหรือเผาทำลายหรือใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
  3. ร้านค้า ร้านอาหาร ต้องระมัดระวังในการจัดการด้านสุขอนามัยการประกอบอาหารที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้บริโภค
  4. ฟาร์มปศุสัตว์ ต้องมีความเข้มงวดในการทิ้งหรือทำลายวัสดุอินทรีย์ มูลสัตว์ ซากสัตว์ ให้แน่ใจว่าจะไม่แพร่เชื้อออกมาสู่ชุมชนรอบ ๆ

การดำเนินการกำจัดแมลงวันในภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน

  1. การใช้สารเคมีฉีดพ่นละอองฝอยกำจัดแมลงวัน
    สารเคมี

    ปริมาณการใช้
    (กรัมสารออกฤทธิ์/เฮกต้า)

    Cyfluthrin
    2
    Cypermethrin

    2 – 5

    Deltamethrin
    0.5 – 1.0
    Etofenprox
    10 – 20
    Lambda-cyhalothrin
    0.5 – 1.0
    Permethrin
    5 – 10
    Diazinon
    340
    Dichlorvos
    340
    Malathion
    670
    Pirimiphos-methyl
    250

  2. การใช้สารเคมีฉีดพ่นฤทธิ์ตกค้างบริเวณแหล่งเกาะพักและเพาะพันธุ์ของแมลงวัน

    สารเคมี

    ปริมาณการใช้
    (กรัมสารออกฤทธิ์/ตารางเมตร)
    Alphacypermethrin
    0.02
    Cyfluthrin
    0.03
    Cypermethrin
    0.025 – 0.1
    Deltamethrin
    0.01 – 0.15
    Permethrin
    0.025 – 0.1
    Diazinon
    0.4 – 1.0
    Fenitrothion
    1.0 – 2.0
    Pirimiphos-methyl
    1.0 – 2.0
    Trichlorfon
    1.0 – 2.0

วิธีการกำจัดแมลงวันบริเวณครัวเรือน

  1. ใช้น้ำมันหรือตวงผงซักฟอก 1 ช้อนโต๊ะละลายในน้ำ 1 ลิตร เทลาดตามกองเศษอาหารบนพื้นให้ชุ่มเพื่อกำจัดหนอนแมลงวัน
  2. ใช้เศษอาหารวางล่อให้แมลงวันมารวมกลุ่มแล้วฉีดพ่นกำจัดด้วยผงซักฟอกละลายน้ำ
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง aerosol ประจำครัวเรือน ฉีดพ่นกำจัด
  4. ประยุกต์ใช้ขวดพลาสติกใส่เศษอาหารเป็นกับดักจับแมลงวัน
  5. ใช้กาวดักจับแมลงวัน
  6. ใช้เหยื่อพิษคลุกน้ำตาล เช่น สารเคมี methomyl, trichlorfon, dichlorvos, bendiocarb, propoxur. เป็นต้น
 

แมลง

แมลง

1. ความสำคัญของแมลง

        แมลงจัดเป็นกลุ่มของสัตว์ที่มีจำนวนชนิด (Species) มากที่สุด สัตว์ทุกชนิดในโลกนี้มีอยู่ประมาณ 1 ล้าน 2 แสนชนิด แต่แมลงมีอยู่ถึง ประมาณ 1 ล้านชนิด และคาดว่ายังมีมากกว่านี้อีก แต่ยังไม่มีผู้ค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงขนาดเล็กในดิน ถ้าเทียบกับพืชทั้งหมด พืชมีอยู่เพียงประมาณ 5 แสนชนิดเท่านั้น

mosquit.wmf (5520 bytes) cockroach.wmf (32314 bytes) fly-bigeye.wmf (145734 bytes) larv-eat.wmf (128216 bytes)

        แมลงที่เรารู้จักกันดีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่า ยุง แมลงสาบ แมลงวัน มด ปลวก หรือหนอนผีเสื้อ จัดเป็นศัตรูสำคัญของคน สัตว์และพืชทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงแมลง เรามักนึกถึงสัตว์ 6 ขา มีปีก หน้าตาน่าเกลียด น่าขยักแขยง ทำให้เกิดความรำคาญ และเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่จากการศึกษาพบว่า จากจำนวนชนิด (species) ของแมลงทั้งหมดในโลกนี้ กลุ่มแมลงศัตรู (Insect pests) เหล่านี้มีอยู่เพียงประมาณไม่เกิน 10% ในขณะที่กลุ่มแมลงที่เหลือซึ่งมีมากกว่า 90% จัดอยู่ในกลุ่มแมลงที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ไม่มากก็น้อย เช่น

1. ช่วยผสมเกสร เช่น ผึ้ง ผีเสื้อ ต่อ แตน แมลงภู่
2. สร้างผลผลิต เพื่อใช้ในการบริโภค เช่น รังผึ้ง น้ำผึ้ง ไหม ครั่ง
3. ช่วยปราบแมลงศัตรูต่างๆ เช่น ต่อเบียน แตนเบียน และแมลงวันก้นขน ทำลายไข่และตัวอ่อนของผีเสื้อ, ด้วงเต่าลาย ตั๊กแตนตำข้าว และแมลงปอ กินแมลงพวกเพลี้ยเป็นอาหาร
4. ใช้เป็นอาหารของคนและสัตว์ เช่น มดแดง ด้วง หนอนแมลงต่างๆ
5. ใช้เพื่อการศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ เช่น พันธุศาสตร์ พิษวิทยา นิเวศวิทยา เช่น แมลงหวี่ หนอนผีเสื้อ
6. ช่วยจรรโลงจิตใจมนุษย์ให้รักธรรมชาติ เช่น เสียงร้องของจั๊กจั่น แมลงขณะบิน และสีสันที่สวยงามของผีเสื้อชนิดต่างๆ
7. เป็นดัชนีแสดงความอุดมสมบูรณ์ของบริเวณที่แมลงอาศัยอยู่นั้น เช่น ถ้ามีความหลากหลายของชนิดแมลง (Species diversity) มาก หมายถึงบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งด้านปริมาณอาหารที่มีหลากหลายชนิด และสภาพทางนิเวศวิทยาที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีจำนวนชนิดของแมลงน้อย แสดงว่าบริเวณดังกล่าวได้ถูกรบกวนหรือสิ่งแวดล้อมได้ถูกทำลายลงไปมาก ทำให้มีปริมาณอาหารสำหรับแมลงน้อย ซึ่งผลที่ตามมา ไม่เพียงแมลงมีจำนวนชนิดน้อยเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นด้วย
8. ช่วยในการบำรุงดินเพื่อใช้ในทางเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในดิน ซึ่งแมลงเหล่านี้ช่วยย่อยสลายซากสิ่งปฏิกูลในดิน ทำให้ดินร่วนซุย และมีสารอาหารต่างๆสมบูรณ์

        สำหรับแมลงที่มีโทษต่อมนุษย์ พืชและสัตว์ ไม่ว่า ยุง แมลงวัน แมลงสาบ ซึ่งเป็นพาหะนำโรคต่างๆมาสู่คนและสัตว์ ปลวกทำลายไม้ในอาคารบ้านเรือน และต้นไม้ หนอนผีเสื้อชนิดต่างๆ ทำลายพืชพรรณธัญญาหารของมนุษย์ เราจะพบว่าในบางช่วงของชีวิตของมันอาจเป็นประโยชน์ได้เช่นกัน คือ

  • ลูกน้ำยุง ปลวก เป็นอาหารของปลา
  • หนอนผีเสื้อ เป็นอาหารของนก คน และสัตว์อื่นๆ
  • หนอนแมลงวัน ช่วยย่อยเศษปฏิกูลให้เป็นอาหารของพืช
  • แมลงสาบ ใช้เป็นสัตว์ทดลองทางชีววิทยา
  • ผีเสื้อ ช่วยในการผสมเกสรดอกไม้

2. สาเหตุที่ทำให้แมลงเป็นศัตรูของมนุษย์

        ดังที่กล่าวในตอนต้นแล้วว่า แมลงส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากมายนานัปการ ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้แมลงบางชนิดกลายเป็นศัตรูของมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และพืชที่เพาะปลูก ก็คือ คน นั่นเอง เพราะเราเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมที่แมลงเคยอยู่มาตั้งแต่เมื่อสมัยหลายล้านปีมาแล้ว เช่น

1. การตัดไม้ทำลายป่า เพื่อทำแปลงเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย หรือเพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ เป็นการทำลายแหล่งอาศัยเดิมของแมลงหลายชนิด เช่น ตั๊กแตนปาทังกา ปลวก ซึ่งปกติกัดกินพืชในป่า หรือยุงก้นปล่องที่หากินจากเลือดของพวกสัตว์ป่า เมื่อป่าถูกทำลาย พวกแมลงเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอพยพเพื่อแสวงหาแหล่งหากินใหม่ มายังแปลงเพาะปลูก หรือแหล่งที่อยู่อาศัยแทน

2. การปลูกพืชชนิดเดียวในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง (Monoculture) เพื่อการค้าในปริมาณมาก ทำให้มีปริมาณอาหารของแมลงที่มากเกินพอ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้การขยายพันธุ์แมลงทำลายพืช เป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่นแมลงศัตรูข้าวโพด แมลงศัตรูข้าวชนิดต่างๆ ผลที่ตามมาคือการระบาดของแมลงศัตรูเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

3. การเพิ่มจำนวนประชากรของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทำให้การระบาดของแมลงศัตรูมนุษย์และสัตว์ เช่น ยุง เหลือบ ไร และแมลงสาบ เป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีอาหารในปริมาณมาก

4. การใช้สารฆ่าแมลงที่มีพิษรุนแรงเกินไป หรือมีพิษตกค้างอยู่นาน มีผลทำให้ศัตรูธรรมชาติ (Natural enemies) เช่น นก ปลา ต่อเบียน แตนเบียน แมลงปอ ซึ่งเป็นตัวทำลายแมลงศัตรูต่างๆ มีปริมาณลดลง ทำให้การระบาดของแมลงศัตรูหลายชนิดเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้อาจยังทำให้เกิดแมลงศัตรูชนิดใหม่ และทำให้แมลงศัตรูดื้อต่อยา(สารฆ่าแมลง) ทำให้การปราบแมลงศัตรูเป็นไปได้ยากอีกด้วย

3. การป้องกันกำจัดแมลง โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

        ในการควบคุมปริมาณแมลงที่มีโทษ การปลูกพืชหมุนเวียนในลักษณะไร่นาสวนผสม เพื่อเป็นการเปลี่ยนพืชอาหารหรือทำให้พืชอาหารของแมลงมีจำกัดในบางช่วงของปี จะทำให้ปริมาณแมลงศัตรูลดลงได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการหามาตรการในการควบคุมหรือจำกัดปัจจัยอื่นข้างต้น ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

        ปัจจุบันนักกีฏวิทยาได้เริ่มนำวิธีการในการกำจัดแมลงแผนใหม่ โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีก็น้อยที่สุด ซึ่งเรียกว่า การควบคุมแมลงโดยชีววิธี (biological control) และการผสมผสานการจัดการแมลงศัตรูในลักษณะ รวมวิธีการหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน (integrated pest management) เช่น การใช้วิธีควบคุมแมลง โดยชีววิธีร่วมกับการใช้สารฆ่าแมลงที่มีพิษตกค้างในระยะสั้น เป็นต้น

        หลักการในการควบคุมแมลงโดยชีววิธี คือการกำจัดแมลงโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ ของแมลงเหล่านั้นเป็นตัวจัดการ ได้แก่ศัตรูธรรมชาติซึ่งมักเป็นแมลงอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง เช่น ด้วงเต่าลาย มวนเพชรฆาต ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มพวกแมลงตัวห้ำ (entomophagous insects หรือ predators) ซึ่งกินแมลงอื่นเป็นอาหาร หรือแมลงตัวเบียน (parasitoids) ที่มักทำลายเหยื่อในระยะตัวอ่อน เช่น แตนเบียน ต่อเบียน หรืออาจเป็น จุลินทรีย์ซึ่งเป็นโรคระบาด (pathogens) เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคที่พบเฉพาะภายในกลุ่มของแมลงชนิดนั้นๆ วิธีการดังกล่าวนี้เคยใช้ได้ผล ในการปราบแมลงศัตรูหลายชนิดมาแล้ว จึงเป็นที่เชื่อถือได้ว่า แมลงหรือเชื้อโรคที่เรานำไปปล่อยนั้น จะเป็นกลไกช่วยในการปราบแมลงศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง และไม่มีพิษตกค้างในธรรมชาติ เช่นสารฆ่าแมลงทั่วไปอย่างแน่นอน


 

โรคเท้าช้าง elephantiasis พฤษภาคม 8, 2006

โรคเท้าช้างหรือที่เรียกว่า Lymphatic Filariasis หรือ elephantiasis พบมากในเขตร้อนและชิดเขตร้อน(subtropic)ได้แก่ อินเดียยุงพาหะนำโรค พม่า มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อัฟริกาสำหรับประเทศไทยพบได้แถบภาคใต้ ชายแดนใกล้พม่า ทั่วโลกมีคนที่ติดเชื้อประมาณ 120 ล้านคน และมีความพิการประมาณ 40 ล้านคน พบว่าผู้ป่วยประมาณ1ใน3อยู่ในประเทศอินเดีย อีก1ใน3อยู่ในอัฟริกา ที่เหลืออยู่ในเอเชีย

โรคนี้เกิดจาดพยาธิตัวกลมที่พบบ่อยคือเชื้อ Wuchereria bancrofti และ Brugia malayi ซึ่งอาศัยอยู่ในคนเท่านั้น เชื้อจะเข้าท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนได้ 4-6 ปีและออกลูกออกหลานเป็นล้านตัวเข้ากระแสเลือด ยุงกัดคนที่เป็นและรับเชื้อไป เมื่อไปกัดคนอื่นจะปล่อยเชื้อสู่คนอื่น

อาการที่สำคัญคือมีอาการบวมของอวัยวะที่พบได้บ่อยคือ ขา แขน อวัยวะเพศ

 

 

 

วงจรชีวิตของพยาธิ

 

ยุงที่เป็นพาหะของโรคมีได้หลายชนิดได้แก่ Culex (C. annulirostris, C. bitaeniorhynchus, C. quinquefasciatus, and C. pipiens); Anopheles (A. arabinensis, A. bancroftii, A. farauti, A. funestus, A. gambiae, A. koliensis, A. melas, A. merus, A. punctulatus and A. wellcomei); Aedes (A. aegypti, A. aquasalis, A. bellator, A. cooki, A. darlingi, A. kochi, A. polynesiensis, A. pseudoscutellaris, A. rotumae, A. scapularis, and A. vigilax); Mansonia (M. pseudotitillans, M. uniformis); Coquillettidia (C. juxtamansonia) ระหว่างที่ยุงดูดเลือด ยุงจะปล่อยพยาธิระยะติดต่อคือระยะที่3เข้าสู่ผิวหนังของคน เชื้อพยาธิจะไชจากแผล  พยาธิจะเจริญเติบโตในระบบน้ำเหลือง   ตัวเมียจะมีความยาว  80 ถึง 100 mm และมีความอ้วน 0.24 ถึง 0.30 mm ตัวผู้จะยาว 40 mm อ้วน .1 m เมื่อตัวผู้ผสมกับตัวเมียจะทำให้เกิด microfilariae ขนาด 244 ถึง 296 μm อ้วน 7.5 ถึง 10 μm และอยู่ในปลอก เชื้อจะออกกระแสเลือดในเวลากลางคืน   . ยุงดูดเลือดที่มีเชื้อเข้าไป   . เมื่อเชื้อเข้าไปในยุง จะสลัดปลอดหุ้นและไปอยู่ที่กระเพาะอาหารของยุง  .  จะมีการเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่หนึ่ง first-stage larvae  และเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่3ซึ่งเป็นระยะติดต่อ third-stage infective larvae  . ตัวอ่อนในระยะติดต่อจะไปที่ต่อมน้ำลายของยุง mosquito’s prosbocis  เมื่อยุงกัดคนก็จะฉีดเชื้อไปสู่คน .

กลไกการเกิดโรค

พยาธิสภาพเกิดจากการที่เชื้อทำลายระบบไหลเวียนของท่อน้ำเหลือง ร่วมกับปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน และโรคแทรกซ้อน เช่นการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย เมื่อตรวจด้วย ultrasonography พบว่ามีการโป่งพองของท่อน้ำเหลืองอย่างมากมายรอบตัวแก่กลไกที่สำคัญคือ

  • การเกิดโรคเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ เมื่อตัวเชื้อโรคตายก็เกิดภูมิต่อตัวเชื้อทำให้มีการอักเสบของท่อน้ำดี และเกิดการอุดตันของท่อน้ำดี

  • เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำให้อาการเป็นมากขึ้น

อาการของโรค

อาการของโรคแบ่งได้เป็น อาการเฉียบพลัน อาการโรคเรื้อรัง และไม่มีอาการ

อาการเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมีไข้ เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง (lymphangitis และ lymphadenitis) โดยมากตรวจพบเชื้อในท่อน้ำเหลืองหรือต่อมน้ำเหลืองของอวัยวะต่างๆที่สำคัญได้แก่ บริเวณขา ช่องท้องด้านหลัง ท่อนำเชื้ออสุจิ(spermatic cord) แหล่งพักน้ำเชื้อ(epididymis) และเต้านม เป็นต้น โดยเฉพาะที่ท่อนำเชื้ออสุจิพบตัวอ่อนพยาธิบ่อยและมากที่สุดโดยเฉพาะชนิด W.bancrofti ผู้ป่วยส่วนมากมีอาการลมพิษ (urticaria) ร่วมด้วย ตรวจเลือดพบ eosinophils สูงพร้อมกับพบตัวอ่อน (microfilariae) ผิวหนังตรงตำแหน่งที่หลอดน้ำเหลืองอุดตันเหล่านั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ เกิดบวมแข็ง ผื่นแดง หลอดน้ำเหลืองจะโป่งมีน้ำเหลืองคั่งอยู่ คลำได้เป็นก้อนขรุขระ

 

อาการโรคเรื้อรัง

มักจะมีอาการบวมโดยเกิดจากเชื้อ Wuchereria bancrofti ตำแหน่งที่เชื้อพยาธิตัวแก่ชอบอาศัยคือบริเวณอัณฑะทำให้เกิดถุงน้ำในท่อนำเชื้ออสุจิ และหากเป็นมากจะเกิดอาการบวมของอัณฑะ

ผู้ป่วยมีต่อมน้ำเหลืองโต คลำดูแข็งเหมือนยาง ส่วนมากเกิด hydrocoele และ elephantiasis (โรคเท้าช้าง) เนื่องจากตัวแก่ของพยาธิตาย ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลือง เป็นผลทำให้เกิดการอุดตันของต่อมน้ำเหลืองต่างๆ เช่น ถ้าเกิดบริเวณกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดปัสสาวะปนน้ำเหลือง (chyluria) หรืออุดตันบริเวณช่องท้องทำให้เกิดน้ำในช่องท้อง ชนิด chyloperitoneum และตามแขนขาทำให้เกิด elephantiasis

ในรายที่เกิด elephantiasis พบว่าร้อยละ 95 จะเป็นที่ขากับอวัยวะเพศ บริเวณที่พบน้อยรองลงไป ได้แก่ที่แขนและเต้านม สำหรับชนิด Brugia malayi ทำให้เกิดโรคเท้าช้างของ ขา เป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดที่แขนร่วมด้วยบ้าง ไม่พบเป็นที่อวัยวะเพศและเต้านม ซึ่งผิดจากชนิด Wuchereria bancrofti พบได้หลายแห่ง ส่วนมากพบเป็นแถวอวัยวะเพศ และผู้ป่วยที่เป็นโรคเท้าช้างมักตรวจพบตัวพยาธิในเลือดน้อยหรือไม่พบเลย นอกจากนี้ยังพบว่า ชนิด Brugia malayi พบในเด็กเล็กได้บ่อยกว่า ชนิด Wuchereria bancrofti

นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายยังพบอาการของตุ่มแดงที่ใต้ผิวหนัง ตุ่มนี้จะปวดเจ็บ เนื่องจากมีพยาธิที่ตายฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

ไม่มีอาการ

กลุ่มที่ไม่มีอาการจะแบ่งออกเป็น 2 พวกได้แก่

  • ตรวจพบพยาธิในกระแสเลือดแต่ไม่มีอาการ พวกนี้มักจะมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

  • ไม่พบตัวพยาธิแต่ตรวจพบ Circulating filarial antigen (CFA)ในเลือด เมื่อให้ยารักษาระดับ Circulating filarial antigen (CFA) จะลดลง

การป้องกัน

การป้องกันที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดและการรักษาผู้ที่ติดเชื้อ การป้องกันโดยการลดจำนวนยุงยุงจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อจะมีอายุนาน 4-6 ปีดังนั้นการควบคุมยุงต้องทำนานและต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี ปัจจุบันได้มีการใช้ยา 2 ชนิดมาใช้คือ  albendazole และ ivermectin หรือ diethylcarbamazine [DEC] โดยรับประทานวันละครั้ง

สำหรับการป้องกันส่วนบุคคลทำได้โดยการป้องกันยุงไม่ให้กัดโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น มุ้ง ยาทากันยุง และยังมีการศึกษาว่าหากใช้ยา DEC (6 mg/kg per day x 2 days each month)สามารถป้องกันการติดเชื้อ

  • ทำลายยุงและแหล่งลูกน้ำ

  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัน มุ้ง ยาทากันยุง

  • ให้รีบรักษาผู้ที่เป็นโรคนี

การวินิจฉัย

การตรวจด้วย X-Ray ธรรมดาไม่ช่วยในการวินิจฉัย นอกจากจะเป็นโรค tropical eosinophilia ซึ่งจะพบรอยโรคในปอด การตรวจด้วย Ultrasound อาจจะพบว่าเชื้อตัวแก่กำลังว่ายในน้ำเหลืองน้ำ

  • การตรวจหาตัวเชื้อพยาธิจาก เลือด น้ำเหลือง โดยการเจาะเลือดเวลา 22.00-02.00 น นำมาย้อมด้วยวิธีพิเศษ Giemsa

  • การย้อมตัวเชื้อโดยการกรองเลือดก่อน

  • การตรวจหาCirculating filarial antigen (CFA) เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการตรวจ ซึ่งมีเฉพาะเชื้อ Wuchereria bancrofti

ภาพแสดงตัวเชื้อจากการตรวจเลือด

การรักษา

การรักษามุ่งเน้นที่การป้องกันมิให้เชื้อติดต่อไปสู่บุคคลอื่นโดยการรับยาเพื่อลดปริมาณเชื้อพยาธิให้น้อยจนไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่น การใช้ยารักษาอาจจะใช้ยาชนิดเดียวหรืออาจจะใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันก็ได้เท่าที่มีรายงานการใช้ยารักษามีดังนี้      

             ให้ยาปีละครั้งโดยอาจจะให้ยา 1 หรือสองชนิด(ivermectin(150-200 mg/kg PO as single dose; may repeat q2-3mo), diethylcarbamazine(DEC) and albendazole)ให้ยา DEC (6 mg/kg per day) เป็นเวลา 12 วันสำหรับเชื้อ bancroftian filariasis และให้ยาเป็นเวลา 6 วันสำหรับเชื้อ brugian filariasis. แต่ก็มีคำแนะนำให้ยาชุดเดียวกันปีละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำให้ยา DEC (ขนาด 6-8 mg/kg per day) เป็นเวลา 2 วันทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปีสำหรับ Albendazole แนะนำให้ติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์

 

     

 

ไข้เลือดออก พฤษภาคม 2, 2006

ยุงลาย Aedes aegypti

เป็นการติดเชื้อไวรัส มีเชื้ออยู่สองชนิดใหญ่ๆที่ทำให้เกิดไข้เลือดออก คือเชื้อ เดงกี่ (dengue) และชิกุนกุนย่า(chigunkunya) มากกว่า 90% เกิดจากเชื้อตัวแรก เชื้อเดนกี่มี 4 พันธ์ โดยทั่วไป ในการรับเชื้อครั้งแรก มักไม่ค่อยมีอาการรุนแรงมากนัก ซึ่งสามารถเกิดในเด็ก ๆ ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป การติดเชื้อครั้งต่อไปจะรุนแรงขึ้น และภูมิคุ้มกันที่มีจะไม่ช่วยป้องกันไม่ให้เราเป็น แต่กลับทำให้การติดเชื้อครั้งหลังรุนแรงขึ้น หมายความว่าเป็นแล้ว เป็นอีกได้

พาหะ ยุงลาย Aedes aegypti เป็นพาหะนำโรค ยุงนี้จะกัดคนที่เป็นโรค และไปกัดคนอื่น ๆ ในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร ยุงนี้ชอบแพร่พันธ์ในน้ำนิ่ง หลุม โอ่งน้ำขัง และจะออกหากินในเวลากลางวัน

อาการ ในการติดเชื้อครั้งแรก มักจะมีอาการไข้สูงลอย เหมือนไข้หวัดใหญ่ และจะไม่ค่อยมีอาการเลือดออกหรือช๊อค

ต่อมา ถ้าได้รับเชื้อซ้ำ ซึ่งอาจเป็นพันธุ์เดียวกัน หรือคนละพันธ์ ก็จะมีการกระตุ้นเกิดปฏิกิริยา จำไว้ว่า คนเป็นไข้เลือดออก แย่จากภูมิคุ้มกันของเขาเอง ที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อให้เกิดอาการเลือดออก การบวมจากสารน้ำไหลออกจากหลอดเลือดที่โดนทำลาย อาจมีน้ำในปอด ตับ ลำไส้ กระเพาะ และช๊อคได้ โดยทั่วไป การติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มักตามหลังการติดเชื้อครั้งแรก ไม่เกิน 5 ปี นั่นคือ เราพบว่า มันเป็นโรคของเด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 10 ขวบ แต่ปัจจุบัน พบว่า มีการกลายพันธ์ของไข้เลือดออก ทำให้เป็นรุนแรงในผู้ใหญ่ได้

อาการของการติดเชื้อซ้ำ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะไข้สูง จะมีไข้สูงลอย ไม่ยอมลง หน้าแดง ปวดหัว เมื่อย ดื่มน้ำบ่อย มักมีอาเจียน เบื่ออาหาร มักไม่ค่อยมีอาการหวัด คัดจมูก ไอ หรือเจ็บคอ แต่บางคนก็มี อาจมีท้องเสีย หรือท้องผูกราว ๆ 3 วันจะมีผื่นขึ้นตามตัว จุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามหน้า ซอกรักแร้ แขน ขา อาจมีปวดท้องในช่วงนี้ ถ้าทำการทดสอบที่เรียกว่า ทูร์นิเคต์(Tourniquet) โดยรัดแขนด้วยเชือกหรือเครื่องวัดความดันประมาณ 5 นาที จะพบจุดเลือดออกมากกว่า 20 จุด ในวงกลมที่วาดไว้ที่ท้องแขนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ถ้าไม่เป็นหนัก จะดีขึ้นใน 3-7 วันและเข้าสู่ระยะหาย
  • ระยะช๊อคและเลือดออก มักจะเกิดในวันที่ 3-7 ในระยะนี้ เด็กไข้ลง แต่แทนที่อาการจะดี พบว่า อาเจียนมาก ปวดท้อง ซึม กระสับกระส่าย ตัวเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะเข้ม ออกน้อย ชีพจรเต้นเบาเร็ว ความดันต่ำ ถ้าไม่รีบรักษาจะช๊อคและเสียชีวิตได้ ภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ เช่น จ้ำตามผิวหนัง อาเจียน ถ่าย เลือดกำเดา ประจำเดือนเป็นเลือดมาก ระยะนี้จะกินเวลา 2-3 วันและจะเข้าสู่ระยะต่อไป
  • ระยะฟื้นตัว  อาการจะดีขึ้น อาการแรกที่บ่งว่าหายคือ จะเริ่มอยากกินอาหาร มีผื่นของการหาย  ที่เป็นแดงสลับขาวแผ่ตามแขนขา ตัว

อาการอันตราย

เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ข้อใดข้อหนึ่ง  ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล

  1. ผู้ป่วยซึม หรืออ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
  2. คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา
  3. ปวดท้องมาก 
  4. มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ
  5. กระสับกระส่าย หงุดหงิด
  6. พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ
  7. กระหายน้ำตลอดเวลา
  8. ร้องกวนตลอดเวลาในเด็กเล็ก
  9. ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง หรือตัวลายๆ
  10. ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะเป็นเวลานาน

การรักษา ไม่มียาเฉพาะ รักษาตามอาการ พยายามให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ หรือน้ำเกลือแร่ ถ้ามีความสงสัย ว่าไข้ยังสูง มีตัวแดง เกิดในหน้าฝน ต้องรีบนำไปเทสต์ทันที

การดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในที่ๆมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

  2. เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นบ่อยๆ โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วบิดพอหมาดๆ  ลูบเบาๆบริเวณหน้า ลำตัว แขน และขา แล้วพักไว้บริเวณหน้าผาก  ซอกคอ รักแร้  แผ่นอก  แผ่นหลัง และขาหนีบ  ทำติดต่อกันอย่างน้อยนาน 15 นาที  แล้วให้ผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าที่ไม่หนามาก หรือห่มผ้าบางๆ นอนพักผ่อน  ระหว่างการเช็ดตัวถ้าผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่นให้หยุดเช็ด  แล้วให้ผู้ป่วยห่มผ้า พอหายหนาวสั่นจึงค่อยเช็ดต่อ

  3. ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซทตามอลเวลามีไข้สูง  ตัวร้อนจัด หรือปวดศีรษะ  ปวดเมื่อยตามตัวมาก โดยให้ห่างกันอย่างน้อย 4  ชั่วโมง  ห้ามรับประทานยาลดไข้ชนิดอื่นโดยเฉพาะยาแอสไพริน ยาซองลดไข้ทุกชนิดหรือยาพวกไอบรูโพรเฟน เพราะอาจจะทำให้เลือดออกมากผิดปกติหรือตับวายได้

  4. ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามและไม่รับประทานยาอื่นที่ไม่จำเป็น 
    หมายเหตุ ในระยะไข้สูงของโรคไข้เลือดออก การให้ยาลดไข้ จะช่วยให้ไข้ลดลงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วไข้ก็จะสูงขึ้นอีก อาการไข้ไม่สามารถลดลงถึงระดับปกติได้  การเช็ดตัวลดไข้ จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น
  5. ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS)  หรือน้ำผลไม้ใส่เกลือเล็กน้อย   ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียน   ไม่สามารถดื่มน้ำได้ ให้จิบครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ไม่ควรดื่มแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว  อาหารควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น นม ไอศกรีม ข้าวต้ม เป็นต้น ควรงดเว้นอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง  ดำ  หรือสีน้ำตาล

  6. มาพบแพทย์ตามนัด  เพื่อตรวจเลือด

การป้องกัน

1. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด

  • การนอน ควรนอนในมุ้งหรือในห้องติดมุ้งลวดที่ปลอดยุงลาย

  • การเล่น ไม่ควรเล่นในมุมมืดหรือบริเวณที่ไม่มีลมพัดผ่าน

  • ห้องเรียนหรือห้องทำงาน ควรมีแสงสว่างส่องได้ทั่วถึง  มีลมพัดผ่านได้สะดวก  และไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุง  เช่น  แจกันดอกไม้ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน พลูด่างควรปลูกในดิน

2. กำจัดยุง

  • ด้วยการพ่นสารเคมีในบริเวณมุมอับภายในบ้าน  ตู้เสื้อผ้า  และบริเวณรอบๆบ้านทุกสัปดาห์

  • กำจัดลูกน้ำ ภาชนะใส่น้ำภายในบ้านปิดฝาให้มิดชิด ถ้าไม่สามารถปิดได้  ให้ใส่ทรายอะเบท  หรือใส่ปลาหางนกยูง จานรองขาตู้กับข้าวใส่เกลือ น้ำส้มสายชู ผงซักฟอก จานรองกระถางต้นไม้

  • ใส่ทรายลงไปเพื่อดูดซับน้ำส่วนเกิน

3. วัสดุที่เหลือใช้รอบๆบ้าน  เช่น  กระป๋อง  กะลา  ยางรถยนต์เก่า ฯลฯ  ให้เผาหรือทำลายเสีย

 

ข้อสำคัญ
ถ้าผู้ป่วยอ่อนเพลีย ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง ตัวลาย
แสดงว่าเข้าสู่ระยะช็อก 
( ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สติดี พูดจารู้เรื่อง )
เป็นระยะอันตรายของโรค  ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
ระหว่างการเดินทางพยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้บ่อยๆ
Thailand Directory Web Statistics at truehits.net