A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

สิทธิผู้บริโภค ธันวาคม 26, 2007

Filed under: กฏหมาย — Korkai @ 9:54 pm
 
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้กำหนดสิทธิผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ให้ผู้บริโภคมีสิทธิ 4 ประการ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  ฉบับที่ 1 แต่ในปี พ.ศ.2541 ได้มีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  ฉบับที่ 2 ซึ่งได้เพิ่มเติมหลายประการ แต่ที่สำคัญได้เพิ่มสิทธิผู้บริโภคเป็น 5 ประการ
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยบัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 57 ว่า“สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้
1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว

ที่มา : http://www.ecitizen.go.th/view.php?SystemModuleKey=buss&id=434
http://www.consumerthai.org/data/right.html

สิทธิผู้บริโภค
ระยะนี้มีผู้ร้องเรียนผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มามากเรื่องเครื่องคิดเงินของห้างค้าปลีกยักษ์คิดราคาสินค้าเกินจากราคาป้าย ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้ามักไม่สังเกต หรือไม่อยากเสียเวลาด้วย เพราะเป็นเงินเล็กน้อย และบางทีรู้สึกละอายเสียหน้าที่ไปตอแยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
สิ่งที่ห้างมักจะอ้าง คือ มีการเปลี่ยนราคาบ่อย จึงอาจจะเกิดความผิดพลาด ซึ่งฟังไม่ขึ้น เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของห้าง
ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งที่ห้างปฏิบัติ คือ การให้ลูกค้าเดินไปติดต่ออีกแผนกหนึ่ง เพื่อทำเรื่องขอคืนเงิน ซึ่งบางครั้งก็เป็นเงินเพียง 2-5 บาท แต่ลูกค้าซึ่งบางทีก็อยู่ในภาวะเร่งรีบ ไหนจะต้องจะพาลูกกลับบ้าน หรือกลัวว่าสินค้าสดที่ซื้อและจ่ายเงินแล้วอาจจะเสีย ถ้าไม่รีบนำกลับบ้านไปใส่ตู้เย็น
ดังนั้น จึงเท่ากับว่า ลูกค้า หรือ ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิสองต่อ
คนไทยมักจะเป็นคนขี้อายในเรื่องเช่นนี้ ผิดกับในโลกตะวันตก ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยึดถือเรื่องหลักการ ความถูกต้อง และสิทธิของตน เมื่อเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตน ก็มักจะเอาเรื่องห้างจนถึงที่สุด
กฎหมายในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างจริงจัง โดยมีบทลงโทษปรับอย่างหนักต่อการโฆษณาหลอกลวง (เช่นรังนกแท้) หรือฉ้อโกงผู้บริโภค ถ้าเกิดกรณีข้างต้นในเรื่องการคิดราคาแพงกว่าป้ายราคา ผู้บริโภคก็จะได้รับสินค้ารายการนั้นโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยโดยอัตโนมัติ
แม้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 57 จะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง" โดยมีการจัดตั้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ขึ้นมาดูแล แต่ สคบ.ก็มักจะอ้างว่ามีผู้ร้องเรียนมาเยอะ และไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะมาดูแลทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเล็กน้อยข้างต้น
อันที่จริงลูกค้าของห้างค้าปลีกยักษ์ทั่วประเทศมีวันละหลายแสนคน และสินค้ามีหลายแสนรายการ ถ้าหากว่ามีเจตนาคิดผิด รายการละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท เมื่อคูณจำนวนสินค้ากับจำนวนลูกค้าซึ่งเป็นตัวเลขทวีคูณ ห้างค้าปลีกยักษ์ก็จะได้กำไรจากการ ฉ้อโกงโดยวิธีไฮเทค วันละหลายล้านบาท เดือนละหลายสิบล้าน และปีละหลายร้อยล้านบาท โดยไม่ต้องจ่ายภาษี แล้วส่งเงินออกนอกไปเข้าบริษัทแม่ในต่างประเทศ สบายใจเฉิบไปเลย
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับ สคบ.ที่จะมองข้ามได้ การป้องกันเรื่องนี้น่าจะออกบทลงโทษเหมือนอย่างในต่างประเทศ คือ ถ้าราคาสินค้าที่เครื่องคิดเลขคิดสูงกว่าราคาป้าย ลูกค้าก็มีสิทธิได้รับสินค้ารายการนั้นฟรีอย่างไม่มีเงื่อนไข
ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ยุติธรรม ไม่เสียเวลาทั้งของ สคบ. และลูกค้า ในการทำเรื่องร้องเรียนมาให้ยุ่งยาก

ที่มา : http://www.nhrc.or.th/news.php?news_id=647

   http://s10.histats.com/6.swf

Advertisements
 

การกู้ยืมเงิน พฤศจิกายน 2, 2006

Filed under: กฏหมาย — Korkai @ 3:04 pm
ความหมายของการกู้ยืมเงิน
  
        

             การกู้ยืมเงิน คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า "ผู้กู้" ี่ได้กำหนดไว้จากบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า "ผู้ให้กู้"  เพื่อผู้กู้จะได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้สอยตามที่ประสงค์และผู้กู้ตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้กู้ให้กู้ตามเวลาที่กำหนดไว้ โดยผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามอัตราที่ตกลงกันไว้เป็นการตอบแทน
          หลักฐานในการกู้ยืมเงิน
          การกู้ยืมเงินเกินกว่า 50 บาทจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่แสดงข้อความว่าได้มีการกู้เงินกันจริงโดยต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้เป็นสำคัญ   หากผู้กู้ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ก็ต้องมีลายนิ้วมือของผู้กู้ประทับในหนังสือดังกล่าว    โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้กู้อย่างน้อย 2 คน หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวแล้ว   ผู้ให้กู้จะฟ้องร้องต่อศาลให้บังคับให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญาไม่ได้
         อัตราดอกเบี้ย
          การกู้ยืมเงินนั้นกฎหมายได้กำหนดไว้ว่า ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี   หรือในอัตราร้อยละ1.25  ต่อเดือน หากผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว ผลก็คือดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมด     ผู้ให้กู้คงเรียกให้ผู้กู้ชำระเงินต้นคืนให้แก่ตนได้เท่านั้น และผู้ให้ยังต้องติดคุกเพราะมีความผิดทางอาญาฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
          ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้กู้ยืมเงิน
          1. จะต้องไม่เซ็นชื่อลงในกระดาษเปล่าให้แก่ผู้ให้กู้โดยเด็ดขาด
          2. จำนวนเงินในช่องว่างในสัญญากู้ยืมเงินนั้น จะต้องลงจำนวนเงินที่กู้กันจริง ๆ เท่านั้น   และต้องเขียนจำนวนเงินที่กู้กันนั้นเป็นตัวหนังสือกำกับตัวเลขจำนวนเงินดังกล่าวด้วยเสมอ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ให้กู้เติมตัวเลข
          3. หนังสือสัญญากู้จะต้องทำขึ้นอย่างน้อย 2 ฉบับ โดยผู้ให้กู้ถือไว้ฉบับหนึ่งและผู้กู้ถือไว้อีกฉบับหนึ่ง
          4. ผู้กู้จะต้องนับเงินที่ตนกู้ให้เท่ากับจำนวน  ที่ตนได้กู้ไปตามสัญญาให้ครบถ้วนเสมอ หากมิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นปัญหากล่าวคือ  หากได้เงินไม่ครบแต่ผู้กู้ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาให้แก่ผู้ให้กู้แล้ว  ผู้ให้กู้อาจโกงผู้กู้ในภายหลังว่าได้มอบเงินให้แก่ผู้กู้ไปจนครบถ้วนแล้ว
          5. พยานในสัญญากู้ยืมเงินนั้น   ผู้กู้ควรให้พยานฝ่ายของตนร่วมลงลายมือชื่อในสัญญากู้อย่างน้อย 1 คนด้วย
         
 ข้อควรปฏิบัติของผู้กู้ในการจะชำระเงินคืนแก่ผู้ให้กู้
          1. ต้องเรียก ใบรับเงินชำระหนี้ทุกครั้งที่ชำระ โดยให้ผู้ให้กู้ (เจ้าหนี้)ทำหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ ว่าได้รับเงินคืนเป็นจำนวนเท่าใด หรือได้รับคืนครบถ้วนแล้ว
          2. กรณีที่ผู้กู้ได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้ให้กู้จนครบถ้วนแล้ว ผู้กู้จะต้องขอรับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้มาทำลายเสีย
          3. ในกรณีที่ผู้กู้ชำระเงินคืนเพียงบางส่วน นอกจากมีใบรับเงินแล้ว ผู้กู้จะต้องให้ผู้ให้กู้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในหนังสือสัญญากู้ว่า  ได้มีการชำระเงินคืนไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โดยผู้ให้กู้จะต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นหลักฐานพร้อมทั้งวันที่
          อายุความในการฟ้องร้อง
          เมื่อได้ทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว   หากจะต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลให้ชำระเงินคืนแล้ว เจ้าหนี้จะต้องฟ้องภายใน 10 ปี    นับจากวันที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา ถ้าพ้นกำหนดนี้แล้ว คดีเป็นอันขาดอายุความ ผู้ให้กู้ (เจ้าหนี้) ไม่มีสิทธิจะฟ้องคดีต่อศาลได้
 

 

ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา พฤศจิกายน 1, 2006

Filed under: กฏหมาย — Korkai @ 4:33 pm
 
ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา

1. ม. 272 เอาชื่อหรือยี่ห้อในทางการค้าของผู้อื่นมาใช้
2. ม. 276 วรรคแรก ข่มขืนกระทำชำเราธรรมดา
3. ม. 278 กระทำอานจารธรรมดา
4. ม. 284 พาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
5. ม. 209 วรรคแรก ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ
6. ม. 310 วรรคแรก หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น
7. 311 หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยประมาท
8. ม.322 เปิดเผยความลับในกฎหมาย
9. ม.323 เปิดเผยความลับ ของผู้อื่นที่รู้มาโดยหน้าที่
10. ม. 324 เปิดเผยความลับในทางอุตสาหกรรมหรือวิทยาศาสตร์
11. ม. 326 หมิ่นประมาทคนเป็น
12. ม. 327 หมิ่นประมาทคนตาย
13. ม. 328 หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
14. ม. 341 ฉ้อโกงธรรมดา
15. ม. 342 ฉ้อโกงประกอบด้วยเหตุพิเศษ
16. ม. 344 หลอกลวงคนให้ไปทำงาน

17. ม. 345 สั่งซื้ออาหารหรือเข้าอยู่ในโรงแรมโดยไม่มีเงิน
18. ม. 346 ชักจูงให้เด็กเบาปัญญาขายของโดยเสียเปรียบ
19. ม. 347 ฉ้อโกงในเรื่องประกันวินาศภัย
20. ม. 349 ฉ้อโกงเจ้าหนี้จำนำ
21. ม.350 ฉ้อโกงเจ้าหนี้ธรรมดา
22. ม. 352 ยักยอกทรัพย์ธรรมดา
23. ม. 353 ยักยอกทรัพย์ในฐานะเป็นผู้จัดการทรัพย์แทนเขา
24. ม. 354 ยักยอกทรัพย์ในฐานะเป็นผู้จัดการทรัพย์ตามคำสั่งศาล
25. ม. 355 ยักยอกทรัพย์เก็บตก
26. ม. 358 ทำให้เสียทรัพย์ตามธรรมดา
27. ม. 359 ทำให้เสียทรัพย์ชนิดพิเศษ
28. ม. 362 บุกรุกตามธรรมดา
29. ม. 363 บุกรุกโดยย้ายเครื่องหมายอสังหาริมทรัพย์
30. ม. 364 เข้าไปซ่อนตัวในอาคารของคนอื่น

ความผิดที่กฎหมายให้เป็นความผิดอันยอมความได้นอกเหนือจาก ลำดับ 1- 30 เมื่อผู้เสียหายและผู้ต้องหาเป็นญาติกันตาม ม. 71

1. ม. 334 ลักทรัพย์ธรรมดา
2. ม. 335 ลักทรัพย์ประกอบเหตุพิเศษ (เหตุฉกรรจ์)
3. ม. 336 วรรคแรก วิ่งราวทรัพย์ตามธรรมดา
4. ม. 343 ฉ้อโกงประชาชน
5. ม. 357 รับของโจร
6. ม. 360 ทำให้ทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์เสียหาย