A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

อะไรอยู่เบื้องหลังวิกฤตธนาคาร Northern Rock มีนาคม 8, 2008

 
ใจ อึ้งภากรณ์ : พรรคแนวร่วมภาคประชาชน (www.pcpthai.org)
ตู้ ป.ณ.2049 ป.ณ.ฝ.จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ 10332

การดิ่งลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในปลายเดือนมกราคม เป็นอาการภายนอกที่บ่งบอกถึงวิกฤตเศรษฐกิจรอบปัจจุบัน ปัญหาสำหรับเราชาวกรรมาชีพไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้น เพราะมันเป็นบ่อนการพนันของพวกคนรวยที่หากินบนพื้นฐานมูลค่าจริงที่กรรมาชีพผลิต คนที่ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นเป็นเพียงกาฝากที่ดูดเลือดเราเท่านั้น แต่ปัญหาสำหรับพวกเราอยู่ที่เศรษฐกิจจริง ซึ่งตอนนี้เริ่มมีปัญหาหนักในภาคการเงินและการธนาคาร ปัญหานี้มีศูนย์กลางที่สหรัฐฯ แต่เชื่อมโยงไปทั่วโลก ก่อให้เกิดการล้มละลายของธนาคาร Northern Rock ในอังกฤษ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการส่งออกในเอเซีย

ต้นกำเนิดของปัญหาเศรษฐกิจที่เราเห็นครั้งนี้ เริ่มในปลายๆ ทศวรรษที่ 70 สามสิบปีมาแล้วในช่วงนั้นวิกฤตเศรษฐกิจที่หายไปชั่วคราว ท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการผลิตอาวุธในช่วงสงครามเย็น ได้กลับมาเป็นวงจรอีกครั้ง คือมีวิกฤตตามด้วยการฟื้นและวิกฤตเป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง นี่คือลักษณะแท้ของทุนนิยม และเป็นสาเหตุที่ตรอทสกีเขียนว่า วิกฤตกับการฟื้นตัว เปรียบเสมือน "การหายใจเข้าออก" ของทุนนิยม

ในปลายทศวรรษที่ 70 มีการลดลงของอัตรากำไรในการผลิตทั่วโลก ซึ่งทำให้นายทุนชลอการลงทุนใหม่ การลดลงของอัตรากำไรนี้ เป็นสิ่งที่คาร์ล มาร์คซ์ พูดถึงในหนังสือ "ว่าด้วยทุนเล่มสาม" มันเกิดจากการแข่งขันในตลาดที่ผลักดันให้นายทุนลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในการซื้อเครื่องจักร นอกจากนี้มันเกิดจากการผลิตสินค้าที่ล้นตลาด เพราะมีการทุ่มเทสินค้าเพื่อเอาชนะคู่แข่ง โดยไม่มีการวางแผน. อีกสาเหตุหนึ่ง ของการผลิตล้นเกิน คือการที่กรรมาชีพได้ค่าจ้างต่ำกว่ามูลค่าสินค้าที่ตนเองผลิต เพราะมีการขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ซึ่งทำให้ไม่สามารถซื้อสิ้นค้าทั้งหมดได้

ธรรมดาเวลาเกิดวิกฤตทุนนิยม นายทุนและรัฐนายทุนจะพยายามกดค่าแรง ตัดสวัสดิการ และยืดเวลาทำงาน แต่การกระทำแบบนั้นก็มีปัญหาอีก เพราะมันอาจเพิ่มความร้ายแรงของวิกฤต เนื่องจากจะมีการตัดกำลังซื้อของคนธรรมดา. อีกสิ่งหนึ่งที่นายทุนหรือรัฐนายทุนทำได้คือการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการตัดอัตราดอกเบี้ย และตัดภาษี หรืออาจเลือกเพิ่มการลงทุนของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตาม "แนวเคนส์" การดึงทุนจากธนาคารไทยที่กองอยู่ไม่ทำอะไร ลงมาในหมู่บ้านต่างๆ ภายใต้นโยบายของ ไทยรักไทย เป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตปี ๔๐

วิธีแก้ปัญหาของชนชั้นปกครองในทศวรรษที่ 70 คือการนำนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดมาใช้ มีการลดบทบาทรัฐ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญที่สุดมีการกดค่าแรงผ่านการทำลายสหภาพแรงงาน และขยายการรับเหมาช่วง ฯลฯ นอกจากนี้มีการเริ่มทำลายรัฐสวัสดิการและบังคับให้คนงานทำงานนานขึ้นและหนักขึ้น นี่คือยุคของ Reagan ในสหรัฐฯ และ Thatcher ในอังกฤษ. การกดค่าแรงและเร่งความเข้มข้นของการขูดรีด สามารถฟื้นอัตรากำไรได้ระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้คนสหรัฐฯ มีฐานะแย่ลง แต่มันไม่เพียงพอ และไม่สม่ำเสมอทั่วโลก เช่นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกือบจะไม่มีการฟื้นตัวเลย ซึ่งทำให้นายทุนญี่ปุ่นหันมาลงทุนในส่วนอื่นๆ ของเอเชียมากขึ้น เช่นประเทศไทย

นอกจากมาตรการในการกดค่าแรงและทำลายสวัสดิการแล้ว ในปลายทศวรรษที่ 90 นายทุนตะวันตกพยายามลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต หรือที่เขาเรียกว่าเศรษฐกิจ dot com เพราะมันเป็นพื้นที่ใหม่ที่ยังมีอัตรากำไรสูง แต่เป็นการแห่กันไปลงทุน มีการปั่นราคาหุ้นให้พุ่งสูงขึ้นจนเกิดสภาวะฟองสบู่. ในเอเซียก่อนหน้านั้นมีฟองสบู่เกิดกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน และนั้นคือสิ่งที่นำไปสู่วิกฤตในไทยในปี ๔๐

เมื่อฟองสบู่ dot com แตกรัฐบาลสหรัฐฯ และสถาบันการเงินต่างๆ พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอีกรอบ โดยการปล่อยกู้ให้คนจนมากขึ้น. คนจนเหล่านี้ธรรมดาแล้วจะถูกธนาคารปฏิเสธไม่ให้กู้เงินจึงเรียกว่าพวก "Sub-Prime" การปล่อยกู้ในราคาดอกเบี้ยต่ำในระยะแรก เป็นวิธีเพิ่มกำลังซื้อในเศรษฐกิจ โดยที่นายทุนไม่ต้องไปเพิ่มค่าแรงให้กรรมาชีพ หนี้สินของคนจนในตลาด Sub-Prime นี้ ถูกขายต่อให้ธนาคารอื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้นเมื่อคนจนเริ่มจ่ายหนี้ไม่ได้ คือฟองสบู่ Sub-Prime แตก ก็มีผลกระทบต่อระบบธนาคารในสหรัฐฯ และส่วนอื่นของโลก

สรุปแล้วมันมีวิกฤตอัตรากำไรในภาคการผลิต และวิกฤตในสถาบันการเงิน นอกจากนี้โลกกำลังขาดแคลนสินค้าพื้นฐานบางอย่าง โดยเฉพาะน้ำมันและเชื้อเพลิง เพราะจีนและอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในสภาวะขาดแคลน ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าอื่นๆ อีกด้วย. ยิ่งกว่านั้นการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกเพื่อผลิตเชื้อเพลิงพืช (bio-fuel) แทนการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งมีผลกระทบร้ายแรงกับคนจน และเราเริ่มเห็นในกรณีถั่วเหลืองและอาหารหลักอื่นๆ

วิกฤตของสถาบันการเงินและธนาคารเป็นวิกฤตหนี้เสียที่แก้ยาก แต่มันอาจไม่กระทบกับบริษัทเงินทุนใหญ่โดยตรงในระยะแรก เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่มีการออมมูลค่าส่วนเกินหรือกำไร เพื่อลงทุนต่อ ไม่ได้พึ่งธนาคารเพื่อหาทุนอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ปัญหาสถาบันการเงินมันสะท้อนปัญหาเรื้อรังในระบบการผลิตอยู่แล้ว และมันจะมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน. ในปลายเดือนมกราคมประธานาธิบดีบุช พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการตัดภาษีและการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ปัญหาคือมันอาจไม่พอที่จะกระตุ้นการผลิตและกำลังซื้อได้ และในขณะเดียวกันการกระตุ้นกำลังซื้อถ้าทำได้จริง อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาของราคาน้ำมันอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ บวกกับปัญหาโลกร้อนและปัญหาสงคราม น่าจะพิสูจน์ให้ทุกคนที่มีสติปัญญาสรุปว่า ทุนนิยมมันไร้ประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่เจริญและสันติสุข ดังนั้น เราต้องรวมตัวกันปฏิวัติสังคม!! ล้มอำนาจนายทุน และยกเลิกกลไกตลาดบ้าๆ ของมัน แต่ก็ต้องยอมรับว่านั้นเป็นเรื่องระยะยาว. ในระยะสั้นถ้าสหรัฐฯ มีวิกฤต มันจะมีผลกระทบต่อเรา เพราะประเทศไทยอาศัยการส่งออกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนอกจากนี้เราจะต้องเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อ พูดง่ายๆ ข้าวของจะแพงขึ้น บางคนจะตกงาน และนายทุนและรัฐจะบีบค่าจ้างและสวัสดิการของเรา

ปัญหาแบบนี้เราแก้ไม่ได้ถ้ามองในกรอบสหภาพแรงงานของแต่ละโรงงาน หรือสถานประกอบการ ต้องแก้ในภาพกว้างทางการเมือง เราต้องรวมตัวกันต่อสู้สมานฉันท์กลุ่มต่างๆ ในภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มสวัสดิการและดูแลชีวิตของเรา เราต้องเรียกร้องรัฐสวัสดิการ. อย่าลืมว่าเงินของรัฐมาจากภาษีและการทำงานของเรา อย่าลืมว่ารัฐบาลอ้างว่าเป็นผู้แทนของประชาชน อย่าลืมว่าเวลาเขาจัดงานศพ… หรือซื้อเครื่องบินรบและเรือดำน้ำ เขามีเงินเพียงพอเสมอ

อย่าหลงถูกรัฐหลอกว่าเราต้องเสียสละเพื่อชาติ ตรงกันข้ามมันถึงเวลาที่พวกเขาต่างหากต้องหัดเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่บ้าง แต่ถ้าจะกดดันให้รัฐทำแบบนี้เราต้องมีพรรคของเรา ต้องเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ต้องสร้างสหภาพที่สู้เป็นและแสดงความสมานฉันท์ซึ่งกันและกันเสมอ วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่เพราะเราทำงานช้าลงหรือขี้เกียจ วิกฤตเศรษฐกิจมันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่เราต้องอดทน มันมาจากระบบตลาดที่พวกนายทุนสร้างและควบคุมต่างหาก

 http://s10.histats.com/6.swf  

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s