A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

อีกที-B5 LYRICS มีนาคม 20, 2008

Filed under: เพลง — Korkai @ 4:12 pm
 
ถ้าหากว่าเธอยืนยันวันนี้..
จะไปก็อยากจะขอโอกาสอีกครั้ง..
อีกครั้งได้ไหมก่อนที่จะจบลง
ทุกอย่างที่ทั้งสองเราเคยร่วมสร้าง
อยากจะขอให้เธอลองทบทวนอีกที
ได้โปรดลองมองลงไปในใจที่ฉันมี
ลองมองไปในใจด้วยรักที่เธอเคยมี
เธอคงจะเจอเรื่องฉันและเธอกับวันคืนที่ดี
วันและเวลาเหล่านั้นยังคงอยู่
รอคอยให้เธอกลับย้อนไป
มองดูและหากเธอจะยอมเปิดใจ..
จากนั้นสุดแล้วแต่เธอตัดสินอย่างไร
ถ้าหากใจเธอที่เคยให้ฉัน..
ยังพอจะมีก็อยากจะขอโอกาสให้ฉัน..
ขอให้ฉันอีกสักทีก่อนที่จะจบลงทุกอย่าง
ที่ทั้งสองเราเคยร่วมสร้าง
อยากจะขอให้เธอลองทบทวนอีกที
ได้โปรดลองมองลงไปในใจที่ฉันมี
ลองมองไปในใจด้วยรักที่เธอเคยมี
เธอคงจะเจอเรื่องฉันและเธอกับวันคืนที่ดี
วันและเวลาเหล่านั้นยังคงอยู่
รอคอยให้เธอกลับย้อนไปมองดู
และหากเธอจะยอมเปิดใจ..
จากนั้นสุดแล้วแต่เธอตัดสินอย่างไร
ได้โปรดลองมองลงไปในใจที่ฉันมี
ลองมองไปในใจด้วยรักที่เธอเคยมี
เธอคงจะเจอเรื่องฉันและเธอกับวันคืนที่ดี
วันและเวลาเหล่านั้นยังคงอยู่
รอคอยให้เธอกลับย้อนไปมองดู
และหากเธอจะยอมเปิดใจ.
.จากนั้นก็แล้วแต่เธอ..
โปรดลองมองลงไปในใจที่ฉันมี
ลองมองไปในใจด้วยรักที่เคยมี
เธอคงจะเจอเรื่องฉันและเธอกับวันคืนที่ดี
วันและเวลาเหล่านั้นยังคงอยู่
รอคอยให้เธอกลับย้อนไปมองดู
แค่เพียงเธอจะยอมเปิดใจ..
จากนั้นสุดแล้วแต่เธอตัดสินอย่างไร
อยากจะขอให้เธอนั้นอยู่..
ให้ฉันนั้นพิสูจน์ให้ดูว่าฉันนั้นรักเธอมาก…จริง
 

 http://s10.histats.com/6.swf  

Advertisements
 

เนื้อเพลง คอย BOYdPOD บอย ป๊อด

Filed under: เพลง — Korkai @ 4:06 pm

 

เมื่อปิดประตู กลับมาอยู่ตามลำพังอีกครั้ง
เปิดรายการทีวี นั่งเก้าอี้ตัวเดิมๆ เหมือนทุกวัน
รอเพียงเวลาให้พ้นและผ่านไป  ทำได้เพียงเท่านั้น
ซึมๆ ลอยๆ ด้วยการรอคอย ให้จบไปอีกวัน

 ไม่รู้ว่าฉันควรทำเช่นไร  กับรักที่ไม่เห็นหนทาง
   ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง  จึงจะก้าวหน้ามากกว่านั้
    มากกว่าแค่แอบรักเค้าเท่านั้น  จนหมดหัวใจ
     แต่ไม่เคยให้เค้ารู้สักที  ความจริงข้างในที่หัวใจฉันมี

ไม่มีใครสักคน  ที่พอให้ระบายความเหงา
ในห้องที่มีเพียงตัวเรา  ที่ยังคงต้องอยู่ไปทุกวัน
รอเพียงเวลาให้พ้นและผ่านไป  ทำได้เพียงเท่านั้น
ซึมๆ ลอยๆ ด้วยการรอคอย ให้จบไปอีกวัน

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

เนื้อเพลง ขอบคุณกันและกัน มีนาคม 19, 2008

Filed under: เพลง — Korkai @ 3:06 pm
ยังมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับความรัก
หากลองหยุดพัก จงฟังซะก่อน
จะรู้ว่าเราไม่เดินอยู่เดียวดาย
ยังมีผู้คนบนทางอีกหลากหลาย อีกมากมาย
ที่เราก็ต่างมองหาความรักมาเติมให้เต็มหัวใจมีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับความรัก
บ้างสุขสมหวัง บ้างจะร้องไห้
แต่นั่นกลับทำให้ใจเรามีพลัง
จนนานๆ ไปมันก็กลายเป็นความหลัง
ที่ในทุกครั้ง เรานึกถึงเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้จะขอบคุณมันยังไง

ถ้าหากว่า ใจเราไม่เคยจะรักเลยสักที จิตใจวันนี้คงจะไม่แข็งแกร่ง
และในวันที่ล้มลงคงไม่มีแรง ถ้าเรามัวระแวงในมือของกันและกัน

ถ้ามันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
และไม่มีวันที่ฉันและเธอจะเดินจากกัน ไปที่ไหน
และถ้าชีวิตคือท่วงทำนอง เธอคือคำร้องที่มีความหมาย
ให้ใจได้ซึ้งและมีพลังจะเดินต่อไปให้ไกล

มองจะมองทางไหนมีใครสักคนที่หวังจะเดินเข้ามา
นั่นคือปัญหา ยิ่งรอยิ่งนาน ยิ่งผ่านอะไรไปนานๆ ใจยิ่งหวั่นไหว
และถ้าวันหนึ่งมีคนที่รอเข้ามา ว่าฟ้าก็คงไม่ทำเราเสียใจ
แต่ถ้ามันไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ ก็ได้แต่ถอนหายใจมองเหม่ออ้อนวอนให้
ใครๆ บางคนบนนั้นช่วยฉันที่อยากมีความรักกับเขาบ้าง
หากมีอะไรๆ ฉันยอมได้ทุกทาง เพียงคำว่ากันและกัน ฉันขอคำอธิบาย

ถ้ามันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
และไม่มีวันที่ฉันและเธอจะเดินจากกัน ไปที่ไหน
และถ้าชีวิตคือท่วงทำนอง เธอคือคำร้องที่มีความหมาย
ให้ใจได้ซึ้งและมีพลังจะเดินต่อไปให้ไกล … ให้ไกล

เหนื่อย เหนื่อยจนถอนใจไม่รู้เมื่อไรว่าเราจะมีความหวัง (ไม่รู้เมื่อไร)
แค่เพียงสักครั้ง ได้เจอสักครั้ง แต่มันต้องเจ็บ ต้องปวด อย่างน้อยก็ยังได้รู้ว่ารักเป็นไง
คนเราจะเสาะจะหาทำไม และมันจะเป็นจะรักยังไง ตะเกียกตะกายจะได้มา
สุดท้ายบางทีต้องเสียน้ำตา แต่ให้ทนไว้ อาจเจ็บใจ และรอวันหนึ่งที่เราเติบโตจะขอบคุณ
ว่าใจที่ไม่เคยมีรักให้ใคร และนานต่อไปจะเป็นใจที่ไร้ค่า
หากมันจะมีอะไรที่ต้องแลกเพื่อได้มา ฉันว่ากันและกัน มีค่าที่จะแลกได้มากมาย

ถ้ามันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
และไม่มีวันที่ฉันและเธอจะเดินจากกัน ไปที่ไหน
และถ้าชีวิตคือท่วงทำนอง เธอคือคำร้องที่มีความหมาย
ให้ใจได้ซึ้งและมีพลังจะเดินต่อไปให้ไกล … ให้ไกล (ให้ไกล)

มีทางเดินให้เราเดินเคียงและมีแต่เสียงของเธอกับฉัน
มีทางเดินให้เราเดินเคียงและมีแต่เสียงของเธอกับฉันแสนนานเท่านาน … แสนนานเท่านาน

 http://s10.histats.com/6.swf

 

Stateless Peoples: คนไร้รัฐในบริบทสังคมไทย มีนาคม 8, 2008

 

Benedict Anderson
A Keynote address at the Southeast Asian Studies – 22 February 2008

seminar on "Lives of the Stateless Peoples and Unidentified nationalities"
At Sriburapha Auditorium, Thammasat University, Bangkok.

ประเทศไทย ถ้ามองในแง่ของภูมิศาสตร์ในระดับโลกแล้ว มีเนื้อที่เป็นอันดับ 49 ของ200 ประเทศในโลกที่ถือว่าเป็นรัฐอิสระ คือมีเนื้อที่ใหญ่กว่าสเปนแต่เล็กกว่าฝรั่งเศสเล็กน้อย ส่วนในด้านประชากร ประเทศไทยมีประชากรอยู่ในอันดับที่ 19 ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ประเทศไทยยังมีชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันทางภาษาและศาสนาเหมือนอีกหลายๆ ประเทศ ถ้ามองทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และจำนวนประชากรแล้ว ประเทศไทยถือว่าเป็นรัฐอิสระขนาดกลางๆ ที่มีความสำคัญประเทศหนึ่ง

เพื่อที่จะศึกษาเรื่องของ "คนไร้รัฐ" ในบริบทกว้างๆ จากสถิติของ 200 ประเทศทั่วโลกที่กล่าวไปนั้น มีถึง 30% ที่มีประชากรต่ำกว่า 3 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรใน กรุงเทพมหานรกเสียอีก และยังมีอีก 34 ประเทศที่มีประชากรต่ำกว่า 1 ล้านคน เราจะมองว่าประเทศเล็กๆ เหล่านี้เป็นรัฐแบบใด ส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้เคยเป็นอาณานิคมของชาติยุโรป เช่น หมู่เกาะเล็กๆ ในทะเลคาริบเบียน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และหมู่เกาะแปซิฟิก และมีฐานะยากจน ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากต่างประเทศ หรือไม่ก็การท่องเที่ยว หรือไม่ก็เป็นสถานที่ฟอกเงินของเศรษฐีทั้งหลายที่ต้องการเลี่ยงภาษี ประเทศเล็กๆ เหล่านี้มีกี่ประเทศที่จัดว่าเป็น "ชาติ"จริงๆ นี่เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะบางคนอาจจะคิดว่าประเทศเหล่านี้เป็น "ประเทศที่ไม่มีชาติ" ก็เป็นได้

การที่ข้าพเจ้ายกเรื่องนี้มาพูดเนื่องจากมีเหตุผล 3 ประการ

ประการแรก เพื่อจะย้ำเตือนท่านว่า "คนตัวเล็กๆ" ก็มีโอกาสจะได้มาซึ่งรัฐและสถานะของ "รัฐชาติ" และมีโอกาสจะมีที่นั่งในองค์กรสหประชาชาติ ไม่แปลกอะไรเลยที่คนไร้รัฐเหล่านี้จะต้องการมีรัฐเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่าความต้องการนั้นจะเสี่ยงและแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนจำนวนไม่น้อยก็ตาม

ประการที่สอง เพื่อย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐเล็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติอยู่เป็นนิจ หรือไม่ก็การท่องเที่ยวจากต่างชาติ

ประการที่สาม คือส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองของรัฐเหล่านี้จะปฎิบัติกับประชาชนของตนไม่ค่อยดีนัก ข้าพเจ้าประมาณคร่าวๆ ว่ามีสองในสามเท่านั้นที่พุดได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นเวลาเราพูดถึงคนไร้รัฐ เราควรจะมองในบริบทของประวัติศาสตร์โลก ไม่เอาความรู้สึกสงสารส่วนตัวเข้ามายุ่งเกี่ยว

คำถามต่อไปที่เราควรคิดคือ "คนไร้รัฐ" นั้นหมายความว่าอะไร ถ้ามองกันตามตรงแล้ว เราควรจะตระหนักว่าคนเหล่านี้ไม่น่าจะมีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ถ้าเราดูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตัวอย่าง แม้ในปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังมีพื้นที่อีกบางพื้นที่ที่ยังถือว่าไม่ขึ้นกับรัฐใด เช่นทางตะวันตกของปาปัวซึ่งเป็นเขตเทือกเขาที่คนไม่ค่อยรู้จัก หรือทางตอนเหนือของพม่า แม้แต่ในบางส่วนของไทย ตอนเหนือของลาวและตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม เขตเหล่านี้ถึงจะปรากฏในแผนที่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เช่น พม่า ลาว และเวียดนาม แต่รัฐแทบจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชาวเขาที่อาศัยอยู่ในแถบนี้เลย อย่างไรก็ตามในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาอำนาจการปกครองตัวเองของชาวเขาเหล่านี้ก็ลดลงไปมาก เนื่องจากการขยายการปกครองของรัฐ กระแสทุนนิยม และสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน

นอกจากนั้นเราควรจะถามตัวเองต่อว่า คนกลุ่มน้อยต่างๆ นี้ถูกรวมให้เป็น "ประชาชนของชาติ" ตั้งแต่เมื่อไหร่และอย่างไร

– แต่ก่อนนั้นชาวสเปนเคยเรียกกลุ่มคนมุสลิมในเกาะมินดาเนาและซูลูว่า "มอรอส" ซึ่งในภาษาสเปนแปลว่า"แขกมัวร์" หมายถึง ศัตรูชาวมุสลิมของชาวคาทอลิคในสเปน. คนในมินดาเนาและซูลูเพิ่งจะมาเรียกตัวเองว่าคนโมโรโดยไม่มีอคติใดๆ เมื่อช่วงปี 1970 นี่เอง

– ชาวดัชท์ที่เข้ามาปกครอง(อินโดนีเซีย) ก็เรียกชาวจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่และลูกหลานของเขาอย่างรวมๆ ว่า "คนจีน" ทั้งๆ ที่คนจีนเหล่านี้เรียกตัวเองตามสำเนียงที่พูดเช่นฮกเกี้ยน แคะ กวางตุ้ง และไหหลำ พวกเขาเพิ่งคิดว่าตนเองเป็น "คนจีน"เมื่อทศวรรษ 1890 นี่เอง หรือ

– คนในติมอร์ตะวันออกซึ่งมีภาษาพูดมากกว่า 14 กลุ่มภาษาที่ไม่คล้ายกันเลย เพิ่งจะได้เป็นประชาชน ในปลายทศวรรษที่ 1960

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงว่าตั้งแต่สมัยก่อนแล้วที่ประชาชนไม่ได้สร้างรัฐ แต่รัฐต่างหากที่สร้างประชาชน เช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าต่างๆเช่นม้ง ลอซู เย้า กระเหรี่ยงที่เพิ่งตระหนักว่าตนเป็นประชาชนคนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

ปรากฎการณ์นี้ เราอาจเรียกได้ว่าเป็นช่องว่างระหว่างความเป็นตัวตนที่มองจากความเป็นจริงโดยทั่วไป กับความเป็นตัวตนที่มองจากความรู้สึกของปัจเจก เราต้องย้ำเตือนตัวเองว่าอัตลักษณ์ของคนนั้นมักจะเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน แถมยังถูกจินตนาการขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือจีรังยั่งยืน เราต้องถามตัวเองว่ารัฐเริ่มคิดว่าคนกลุ่มๆ หนึ่ง เป็นหรือเรียกว่าประชาชนตั้งแต่เมื่อไหร่ เริ่มมีการจินตนาการว่าพวกเขาเป็นประชาชนตั้งแต่เมื่อไหร่? บางครั้งการจินตนาการนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนถาม และส่วนใหญ่คนถามที่สำคัญก็คือรัฐนั่นเอง เช่นเดียวกับที่เราเรียกกันว่า "คนไทย"

อย่างน้อยในทางทฤษฎี เราสามารถแยกประเภทของคนไร้รัฐเป็นประเภทต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ในตัวอย่างของเมืองไทย เราจะเห็นว่ามีสามประเภทโดยทั่วไป

ประเภทแรก คือกลุ่มคนที่ในทางทฤษฎีแล้วมีประเทศชาติอยู่จริงๆ แต่ประเทศเหล่านั้นอยู่นอกเขตแดนไทย เช่น คนที่อาศัยอยู่ในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษที่พูดภาษาตระกูลเขมร และผูกพันกับรัฐชาติเขมรมากกว่า และคนพูดภาษาลาวในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง

ประเภทที่สอง คือคนที่เชื่อว่าครั้งหนึ่งเขามีรัฐชาติเป็นของตัวเองแต่ถูกยึดไป เช่นคนในแถบชายแดนภาคใต้ คนเชียงใหม่ และคนมอญ

ประเภทที่สาม คือชาวเขา และชาวเลโดยส่วนใหญ่ เป็นพวกที่ไม่เคยมีชาติเป็นของตัวเองจริงๆ คนกลุ่มต่างๆ

ที่ว่ามานี้ถือเป็นคนไร้รัฐในความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งเวลาที่พูดถึงเรื่องนี้เราต้องตระหนักถึงความแตกต่างเหล่านี้ให้ดี

กลุ่มที่ 1 คือกรณีของภาคอีสาน ทั้งอีสานเหนือและอีสานใต้ เนื่องจากภูมิภาคนี้มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นจำนวนมาก มีประชาธิปไตยที่ไม่ราบรื่น สถาบันการศึกษาและระบบทุนนิยมขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการอพยพย้ายถิ่นฐานไปมาได้อย่างง่ายดาย เหล่านี้ทำให้ "ประชาชน"อีสานมีฐานกำลังที่แข็งแรง มีนักการเมืองที่มีอิทธิพลอย่าง เนวิน ชิดชอบ และเสนาะ เทียนทอง ที่หาเสียงเป็นภาษาเขมรแต่อภิปรายในรัฐสภาเป็นภาษาไทย การขยายตัวของการศึกษาทำให้หลายคนในภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ จนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและการทหารได้. เช่นเดียวกับกรณีของลูกจีนซึ่งเป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพและต่างจังหวัด สิ่งที่คนในกลุ่มนี้ต้องการจากส่วนกลางที่สุดคือ การยอมรับทางวัฒนธรรม การไม่ดูถูก และเนื้อที่ที่มากขึ้นในการพัฒนาตนเองในเชิงชาติพันธุ์ พวกเขาจะมีอำนาจทางการเมืองหรือไม่นั้น แน่นอนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนเราได้เห็นมาแล้วใน 5 ปีที่ผ่านมา

กลุ่มที่ 2 คนสามกลุ่มที่ว่ามามีส่วนที่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกัน ในบางกรณีถึงแม้ว่า "คนเมือง" จะรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่โดดเด่น การดูดซับเอาเชียงใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพก็ไม่ได้เป็นเรื่องรุนแรงเสมอไป บางครั้งรัฐกลับยอมรับความโดดเด่นนี้ด้วยซ้ำไป เชียงใหม่เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ และยิ่งทักษิณ ชินวัตรขึ้นมามีอำนาจยิ่งทำให้คนเหนือรู้สึกใกล้กับความเป็นนายกรัฐมนตรีมากขึ้น อีกปัจจัยที่ทำให้คนเหนือไม่ได้เป็นปัญหาคือภาษาเหนือที่ไม่ได้แตกต่างจากภาษากลางสักเท่าใด คนมอญในประเทศไทยได้แต่งงานกับคนไทยในภาคกลางและคนไทยเชื้อสายจีนมาเป็นเวลานาน และพวกเขาก็ภูมิใจที่มีส่วนในการสร้างสรรค์เพลง "ชาติ" และศิลปะที่ทำจากพลาสติก แต่พวกเขาก็ตระหนักดีว่าพวกเขามีชีวิตที่ดีกว่าในเมืองไทยมากกว่าญาติโยมที่อยู่ในพม่า แต่เท่าที่ข้าพเจ้ารู้พวกเขาก็ไม่ได้หวนหาอดีตอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรมอญในสมัยก่อนอีกแล้ว อย่างไรก็ตามจำนวนของคนมอญยังน้อย ภาษามอญก็อ่อนแอเกินไป ไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคเหมือนภาคอีสานและภาคเหนือได้

คนมุสลิมเชื้อสายมลายูในปัตตานีเก่า เป็นกรณีที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงอย่างที่เรารู้กันอยู่ ในสมัยที่ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรณายาสิทธิราชย์ คนในปัตตานีถูกโจมตีและถูกบังคับให้ขึ้นต่อส่วนกลางเป็นครั้งเป็นคราว แต่ส่วนกลางก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากไปกว่าที่ให้หัวเมืองทางใต้ส่งบรรณาการมา หรืออพยพคนออกจากปัตตานีเพื่อทำให้ปัตตานีอ่อนแอลง. ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ปัตตานีถูกปกครองโดยคนที่ส่งมาจากกรุงเทพ ไม่เหมือนสตูลที่ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพ เจ้าหน้าที่พวกนี้ดูถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับปัตตานีและคนที่นั่น เพราะพวกเขาเป็นมุสลิมซุนหนี่ ไม่ใช่มุสลิมชีอะห์ในภาคกลางของไทยซึ่งมีความสนิทสนมกับรัฐมาตั้งแต่โบราณ

พวกเขาเผชิญกับความโดดเดี่ยว ความยากจน และการกีดกันทางเชื้อชาติ เนื่องจากผิวสีคล้ำกว่าและผมที่หยิกกว่าคนภาคกลาง เจ้าหน้าที่ที่ส่งมาจากส่วนกลางก็เป็นมุสลิมชีอะห์ที่อยู่กรุงเทพมากกว่า หรือพูดไทย ไม่ต้องการเรียนภาษาใต้ ยิ่งไปกว่านั้นปัตตานียังเป็นสถานที่ที่เปรียบเสมือนกระโถนรองรับเจ้าหน้าที่ที่ถูกลงโทษแล้วถูกส่งมาปฎิบัติงานในภาคใต้ คนในกรุงเทพเองน้อยนักที่จะคิดว่าคนปัตตานีทำอะไรในการสร้างชาติสมัยใหม่เหมือนที่คนมอญหรือคนภาคเหนือทำ

คนแถบชายแดนภาคใต้ยกเว้นคนสตูลแล้ว ถือว่าเป็นปัญหาพิเศษสำหรับส่วนกลาง เพราะพวกเขาก็เคยเป็นรัฐมาก่อนในอดีต และยังมีประชากรหนาแน่น อยู่ไกลจากกรุงเทพและส่วนอื่นของประเทศ แถมอยู่ติดกับมาเลเซียซึ่งถูกปกครองโดยชาวมาเลย์ ในทางศาสนาแล้วพวกเขายังถือว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของโลกมุสลิมซึ่งกินเนื้อที่ในหลายทวีป มีประเพณีอันเก่าแก่คือการไปแสวงบูญที่เมกกะ คนมีการศึกษาในปัตตานีเองก็ตระหนักดีว่าในองค์กรสหประชาชาติ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว มีสมาชิกจำนวนมากที่เป็นประเทศที่มีประชากรและเนื้อที่น้อยกว่าปัตตานีเก่า

รัฐในกรุงเทพมีความเป็นชาตินิยมเกินไปที่จะยอมรับว่าชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของไทย หลังจากที่กรุงเทพได้ปัตตานีมาแล้ว สิ่งที่ทำได้คือคอยกดดันไม่ให้ปัตตานีเจริญขึ้นมา และคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปจะแก้ปัญหาได้ แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันก็รู้กันอยู่ว่าแก้ไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำอย่างน้อยที่สุดคือ การให้อำนาจปกครองทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการจงใจแก้ไขความผิดพลาดของรัชการที่ 5 อันทรงเป็นที่รักของประชาชน. ในกรณีของมาเลเซียอาจเป็นตัวอย่างที่ดี คือให้เป็นสหพันธรัฐโดยมีสุลต่านเวียนกันปกครอง ทำให้คนยังรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ. แต่รัชการที่ 5 ทรงทำในทางกลับกัน คือกำจัดราชวงศ์ที่นั่นให้หมด ยกเว้นราชวงศ์ของท่านเอง อย่างไรก็ตามก็คงยังเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะยกเลิกการใช้นโยบายที่ใช้กันอยู่ โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าคิดว่าชายแดนภาคใต้ไม่ได้เป็นปัญหา แต่กรุงเทพนั่นแหล่ะที่เป็นปัญหาใหญ่

กลุ่มที่ 3 คนในกลุ่มนี้อยู่ในฐานะที่แย่ที่สุด เนื่องจากการที่ประชากรในที่ราบลุ่มของไทยขยายตัว การคมนาคมดีขึ้น การสื่อสาร การสร้างบ้านที่พักและการประมงเพื่อการค้า ทำให้คนกลุ่มน้อยในภาคต่างๆ ไม่มีที่หนีไป จึงต้องอยู่อย่างกระจัดกระจาย และไม่มีโอกาสรวมตัวกันเพื่อตั้งสมาคมทางการเมือง พวกเขาไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ และยังถูกเอารัดเอาเปรียบ เหมือนกับยุโรปในปัจจุบันที่กีดกันยิปซี เพราะคนพวกนี้เป็นคนอพยพเร่รอนมาแต่โบราณ และรัฐตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็ไม่ค่อยชอบคนย้ายถิ่นเพราะพวกเขาดูแลยาก เกณฑ์มาเป็นทหารยาก และเก็บภาษียาก

ถ้าคนในกลุ่มนี้ฝันถึงการมีรัฐเป็นของตัวเอง หรือเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐในส่วนกลางมากขึ้น คนในกลุ่มนี้ก็คงถือเป็นคนไร้รัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ยินดีที่จะเป็นคนไร้รัฐ พวกเขาไม่ค่อยได้รับความสนใจจากรัฐเท่าใดนัก มีเพียงผู้เผยแพร่ศาสนาทั้งพุทธและคริสต์ และนักมานุษยวิทยาเท่านั้น ที่จะสนใจภาษาหรือวัฒนธรรมของพวกเขา

ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ เพราะรัฐถือว่าพวกเขาไม่ค่อยมีส่วนช่วยในการสร้างความเป็นชาติเท่าใดนัก ชาวเขาหลายคนแม้แต่บัตรประชาชนบางครั้งยังได้มาอย่างยากเย็น ทั้งๆ ที่นักมานุษยวิทยาได้แสดงให้เห็นว่าคนในกลุ่มที่ 3 มีวัฒนธรรมที่ให้ความเท่าเทียมกันกับทุกคนมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ

ในระยะยาว คนในกลุ่มนี้จะต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สถานภาพที่พวกเขามีรัฐ หรือถ้าจะพูดให้ดีกว่านั้นก็คือรัฐนั้นมีพวกเขา พวกเขาจะต้องมีแรงสนับสนุนทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม เพื่อที่จะมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมือง และยังต้องหาคนลงเรือเดียวกันต่อสู้ร่วมกัน เราคงต้องมาขบคิดกันอย่างหนักว่า ส่วนกลางจะฟังพวกเขาหรือไม่ หรืออย่างน้อยมีทางออกอะไรที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาหรือไม่

ขอบคุณ


A Keynote address at the Southeast Asian Studies’ seminar on
"Lives of the Stateless Peoples and Unidentified nationalities"
At Sriburapha Auditorium, Thammasat University, Bangkok.

22 February 2008
Stateless Peoples

By Professor Benedict Anderson
Cornell University

Let me begin my remarks today with a few words about the global place of Thailand along two simple axes. In terms of geographic spread, the country ranks as Number 49 out of the roughly 200 generally recognized independent states, i.e. at the bottom of the leading 25%. Slightly bigger than Spain, slightly smaller than France. A lot smaller than Texas, but a lot bigger than New Mexico. In terms of population it ranks much higher, i.e. Number 19, or within the leading 10%, just above France.

Like all the states above it, and also like most of the states below it, Thailand’s population includes many ethnolinguistic and religious groups. You could also say that by combining the two axes, Thailand comes out as a reasonably important middle-range nation-state.

If the above information will not be a surprise to you, I would like to offer you another kind of picture, so that we can consider the question of ‘peoples without states’ in a broad context. Out of the roughly 200 states mentioned above, no less than 61, or about 30%, have populations less than 3 million, a figure substantially less than half of the population of Krung Thep Maha Narok. 34 states have less than a million people, and 15 have less than 100,000. What kind of entities are these microstates? Many are small islands in the Caribbean, the Atlantic, the Mediterranean, the Indian, and the Pacific oceans, and can be said to be products of European imperialism and colonialism. But there also plenty in Europe itself, mostly relics from the feudal era. With the exception of the European and Persian Gulf cases, these states are poor, vastly dependent on outside aid, and relying for survival on tourism, and, in some cases on banks which specialize in hiding the wealth of the world’s richest people who are eager to avoid being taxed at home. How many of them are really ‘nations’ is also a serious question, so that one might also think of them as ‘states without nations.’

I bring this material to your attention for three reasons. The first is to remind you that it is quite possible for ‘ very small peoples’ to gain states and thus the status of ‘nation-states’ and have seats in the United Nations. So that the ambition of some stateless people to have their own states is not at all irrational, though it usually very risky and lead to much loss of life. The second is to underline the fact that most such microstates are doomed to perpetual dependence on foreign aid, foreign tourists, and foreign tax-evaders in order to survive. The third is that there is no reason to suppose that the rulers of such states will automatically behave well towards their own peoples. By my rough estimate, only about two thirds of them can be said to be reasonably democratic. So the question of peoples without states should be discussed without sentimentality, and in a global-historical context.

The next question that we should be thinking about is what we mean by ‘peoples without states.’ In some obvious ways, we should realize that they do not really exist any more today. If we look, for example, at our own region, Southeast Asia, as recently as the end of World War Two there were still substantial areas which were essentially stateless. We could include here the vast, largely unknown mountainous terrain of West Papua, held weakly by Dutch colonialism until 1962, and then transferred formally to Indonesia without any local peoples’ consent. We could also include a huge mountainous belt comprising parts of northern Burma, even parts of Thailand, as well as northern Laos and Northwestern Vietnam. Occupied by nomad and sedentary ‘hilltribes,’ which were part of post-colonial Burma, Laos and Vietnam in atlases, in every day reality they were little touched by these states. Part of Thailand itself was essentially controlled not by Bangkok but residual Kuomintang warlords. But over the last sixty years the real autonomy of these hilltribes has drastically declined as a result of state expansion, the spread of capitalism, and in many cases long and bloody wars.

It is also worth asking ourselves when and how these and other comparable groups came to be thought of as ‘peoples.’ We know that for centuries Spanish colonialists referred to the various Muslim groups in Mindanao and Sulu as ‘Moros,’ the Spanish word for the Moors, originally meaning Catholic Spain’s Muslim enemies along the north shore of the Mediterranean. But it was only in the 1970s that these peoples began to call themselves, without irony, the bangsa Moro, or Moro People. We know that while for centuries Dutch colonialists called all the immigrants from Southeast China, and their descendants, "Chinese," these people, mostly illiterate, speaking mutually unintelligible Hokkien, Hakka, Cantonese, and Hainanese, did not think of themslves as ‘Chinese" till the 1890s. Up till more or the less the same time, the ruling class of Siam spoke of Hor (arriving by land) and Jek (arriving by sea) as if they were different peoples. The East Timorese, composed of at least 14 social groups speaking mutually unintelligible languages , only became a people in the late 1960s. A nice illustration of this problem comes to us from British India. When the authorities finally had the power to hold a census in remote Buddhist Ladakh, in the 1920s, they made the mistake of asking the local people "who they were," and received over 300 different replies, (including I am a trader, I am a monk, I belong to Clan X or Y, I am a Shia, I am a widow, and I moved here ten years ago.) Annoyed by this multitude, for the next census the British decided on 30 or so categories of their own, and forced the locals to belong to one or another of them. So there is plenty of evidence for the old idea that it is commonly not peoples who create states, but states that create peoples. This most likely is how in fairly recent times ‘peoples’ like the Hmong, Lisu, Yao, Karen and so forth have gradually learned to see themselves as peoples. People in Bangkok usually speak of the Far South, as the violent place of Malay-speaking Muslims. It is possible that in the end they call into being just such a ‘people.’ But not yet, because the locals in Satun are not violent, and still do not share a common imagined identity with those of Pattani, Yala, and Narathiwat.

This phenomenon – which we can all the gap between ‘objective’ and ‘subjective’ identity – is, in different forms, visible everywhere. If I ask someone in Bangkok where she is from, she will not say from Thailand, but rather ‘Songkhla or Isan,’ but if I meet her in Singapore she will say I am from Thailand; and if we in meet in Chicago, she might easily say I am from Asia, if she thinks I have never heard of Thailand.

The point of all this is to remind ourselves that the identities of peoples are historical, relational, and imagined, not essential and unchanging. One must always ask oneself, when did states start to imagine a group which it called, or better, named, a people. When did people start to take over this imagining? In ways does this imagining depend on who asks the question: Who are you? Always the most important questioner is the state. This applies just as much to ‘the Thai people’ as to any other.

One can, at least in theory, make practical distinctions between different kinds of peoples without states, even if this title is, as I suggested earlier, actually out of date. Meuang Thai offers some good examples of the three commonest types. One group consists of peoples who in theory have real national states, but these states lie outside Thailand’s borders. The obvious examples are the Khmer-speakers north of the Dongrak chain, especially in Buriram, Surin, and Sisaket, who are perfectly aware of the Khmer nation-state south of the mountains; or the Lao-speaking people on the west bank of the Mae Khong, who can see Prathet Lao on the opposite side of the river. A second group consists of peoples who believe they once had a state of their own, but have long been deprived of it. In the far South, facing the Gulf of Siam, the memory of the Keradjaan of Old Pattani is quite strong, since it was abolished by R V only a century or so ago. Northerners have comparable memories of Old Chiangmai, even if they do not wish to remember too clearly two centuries of quiet life as part of the Burmese empire, and a notable if secondary role in the destruction of Ayuthaya. Perhaps one should think of the Jin in the same way. The Mon are a hybrid case, since the great Mon kingdom of the past lay in today’s Southern Burma, where even today the majority of Mon actually live. The third group consists mainly of hilltribes and the Chao Le, who probably never had real states of their own. Each of these distinct groups is ‘stateless’ in a quite different sense, and to think about them one has to keep these differences clearly in mind.

Group 1. In the cases of Northern and Southern Isan, it does not seem to me that any very serious problems arise today (though Isan in the 1950s and 1960s was another matter). In all the regions, the institution of universal adult suffrage, unsteady democratization up to a point, the rapid spread of educational institutions up to the tertiary levels in almost all provinces, the successful spread of developmental capitalism, and the ease of internal migration, has created conditions in which these ‘peoples’ have a strong stake in the existing order, or useful lack of order one might say. Powerful veteran politicians like Newin Chidchob and Sanoh Thianthong campaign locally in Khmer but address the parliament in Bangkok Thai. The same could be said for powerful Lao-speaking politicians from the upper Northeast.. Enormous numbers of Lao-speakers have been migrating to Bangkok and all over the rest of the country. Educational expansion has given more opportunities for ambitious people from these regions to create successful businesses and enter the national bureaucracy and military. Isan also has the very large numbers to make an Isan bloc in parliament as serious matter. Beyond that, if they look across the borders at Laos and Cambodia, they see countries enormously poorer, with authoritarian regimes, and no obvious futures for Isaners themselves. Much the same is true of the lukjin who are pervasive in the middle class in Bangkok and upcountry, and feel they are doing very well. The rapid rise of China to world-power also gives them security for the long-term future. What all these groups may want is mostly something that Bangkok can easily give if it wishes, cultural acknowledgment, less contempt, more room for ‘ethnic’ selfcultivation and autonomy. Real political power, of course, is another matter, as we have seen over the past 5 years.

Group. 2 The three cases have some things in common, but they are also quite distinct. Although in some ways the "khon meuang" often feel that they are a people with their own distinct history and culture, the absorption of Chiangmai into the Bangkok state was not terribly violent, and, up to a point, this distinctiveness is acknowledged by that state. The descendants of the old jao are still there, even if they do not matter much. The region is prosperous and Chiangmai is the country’s second city. Access to national-level institutions has been growing, and Thaksin’s rise to power brought a Northerner to the national Prime Ministership for the first time. One does not get the impression that there is a real problem for another reason, which is that the language of the North is not very distant from Central Thai, and has obvious affinities with the vernacular of Isan. One might even say that the base of the Thaksin regime’s electoral power has been exactly a coalition of the North and the Northeast. Thailand’s Mon have long intermarried with Central Thai and Chinese, and they are quite aware of their contributions to ‘national’ music and the plastic arts. But they are also aware that they have life a good deal better in Thailand than than their cousins in Burma (rather like the Khmers in Surin), and, so far as I can tell, do not spend much time thinking about the grand medieval Kingdom in the Irrawaddy delta. Yet their numbers are too few, and their grip on the Mon language is today too weak, to create a serious regional block, like the North and Isan.

The Muslims Malays of Old Pattani are, as we are well aware, a completely different story. In the days of the old Thai imperial monarchy, they were periodically suppressed by force of arms, and compelled to accept the distant Thai rulers as suzerains. But the lower Chao Phraya flatland state itself was too primitive and ramshackle to do much more than exact tribute and carry away populations, so that Old Pattani was largely left alone till the times of Rama V, and his competitive horse-trading with the expanding British Empire. Unlike Satun, which for its own reasons cooperated with Bangkok, Old Pattani came to be ruled by officials from Bangkok, who despised everything about the place and the people. They were Sunni Muslims, unlike the mainly Shia Muslims of Central Thai, long accommodated by the state. With distinctively darker skins, curlier hair, etc it became easy — as Western racial theories spread East — to think of these darker people in racist terms. Very stubbornly, they insisted on speaking Malay, which had no filiation with the Thai languages and which the rulers almost never bothered to learn. They had also almost no state recognition, since the nominal head of the national Muslim community, appointed by the Thai monarch, was usually a Shia or residing in Bangkok and Thai-speaking. They experienced isolation, poverty, and often persecution. Furthermore, modern Bangkok has always had the bad habit of not dismissing from service cruel, incompetent, corrupt and stupid state officials, preferring to merely transfer them to remote and poor regions of which the Far South was the best example. You could say that administratively speaking, the Far South was like the toilet bowl of the state machinery.

Furthermore, few Bangkok people think that hese conquered people have had anything to contribute to the modern nation, unlike the peoples of the North, the Northeast and the Mon.
Some years ago I described the real attitude of the Suharto dictatorship towards the resource rich provinces of Acheh and West Papua as: we don’t want the people, we just want the land and the resources. If they disappeared tomorrow, we wouldn’t miss them for one minute. There is something here that echoes with what I have said above. The special difficulty for Bangkok is however that the Far Southerners (except in Satun) not only carry a historical state-identity with them, but have substantial population bases, in a concentrated area, as far away from Bangkok as any part of the realm, and just next door to the Malay-controlled state of Malaysia, with a pretty porous border. They are also more and more aware of being part of a vast Muslim world across several continents, an awareness embedded in the ancient tradition of the hajj to Mecca. The educated sector is also aware of what I mentioned at the start of this talk, which is that the UN has plenty of members which are smaller in geographical size and lower in population than what is left of Old Pattani.

The Bangkok state’s own national myths make it impossible to recognize openly that the Far South does not really belong to Thailand in any strong way, or that it ‘owns’ the region out of simple conquest and a deal with London. Yet it is useful to remember that during World War II, it grabbed, with Japanese help, substantial parts of western Cambodia, northwestern Burma, and still more of the southern peninsula. But in 1945 the Allies forced Bangkok to give these new possessions up, and noe one cares today that they were lost. At the same time, Bangkok has no idea what to do with the Old Pattani, except to offer some minimal carrots and a lot more sticks. Bangkok has always thought that time is on its side, but the reality today suggests the opposite. The necessary minimum change would be real political and symbolic autonomy, but this would mean consciously and deliberately rectifying the mistakes of the much revered Rama V (who, when he visited the Muslim South never visited a single mosque). Yet the example of Malaysia itself is suggestive. It is still in many ways a stable federal state, in that all the old or not so old monarchies are still in place, and Malaysian Muslims, especially in rural areas, are attached to them. The state has ingeniously found a way to combine these loyalties with the nation-state by rotating the office of head of state among these small rajahs. Conversely, Rama V’s policy was to get rid of all local monarchies but his own, and it is still unthinkable today that this policy could be abandoned. My personal view on this matter that basically there is no Far South problem, but there is a huge Bangkok problem.

Group 3. The peoples in this group are in the worst position of all. Ineluctable population pressure from the flatland Thai, modern communications especially transportation, massive logging (and in the case of the Chao Le) high-tech commercial overfishing, military and police power available to Bangkok greater than ever before in history, mean that the old option of strategic retreat into more remote and difficult terrain has really vanished for good. These people are small in numbers, scattered in their habitats, and unsophisticated in modern means of social and political organization, hence they have few of what James Scott famously called ‘the weapons of the weak.’ Only a handful of them have reasonably good secondary, let alone tertiary education, and this elite can usually be coopted. Many of them face a special disadvantage which we can better understand by reminding ourselves that the most oppressed people in modern Europe, up until today, have been the Gypsies. The basic reason is that the age-old tradition of the Gypsies is nomadism, constant movement across state boundaries. All modern, and also mediveal states, have hated moving populations, because they are hard to monitor, to empress into armies, and to force to pay taxes.

If the people I have been talking about earlier would like better access to the Bangkok state, or dream about reviving their own old states, the people in group 3 for the most part have always been stateless peoples, and, most of the time, have been happy with their statelessness. But is just this statelessness that nationalist, Buddhist, monarchical Bangkok finds it impossible to imagine.Furthermore, no one but a scattering of Christian and Buddhist missionaries and anthropologists has any interest in Group 3’s languages or cultures.

How lowly they are regarded, and how little they are thought capable of contributing to the national identity is shown by characteristic state policies: a curious mix of charity, contempt, ignorance, indifference, and brutality. It is worth thinking about the historical fact that the only people within Thailand’s borders to have suffered napalm assaults from Bangkok have been the Hmong. It is thus probably typical that some of these Group 3 people find it difficult even to get the papers which would confirm that they are fellow-citizens of the rest of the country’s population. (In this context it should be noted that, partly because of Thailand’s strong monarchical traditions, the concept of citizenship is pretty weakly developed.) This is, for the peoples in Group 3, a pity, since anthopologists have shown us that they are much more egalitarian in their customs than the rest of the country.

In the longer run, in order to survive, they will have to make some bold adapations to the situation that they have a state, or perhaps better, a state has them. These adaptations will also have to be primarily political , though with social and cultural support. In effect they will have to make political noise, and also ally themselves with other people who are in the same boat. Whether Bangkok will listen to them, or have any creative ideas about how humanly to accomodate them is something for us all to think about very seriously. Thank you!

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

อะไรอยู่เบื้องหลังวิกฤตธนาคาร Northern Rock

 
ใจ อึ้งภากรณ์ : พรรคแนวร่วมภาคประชาชน (www.pcpthai.org)
ตู้ ป.ณ.2049 ป.ณ.ฝ.จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ 10332

การดิ่งลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในปลายเดือนมกราคม เป็นอาการภายนอกที่บ่งบอกถึงวิกฤตเศรษฐกิจรอบปัจจุบัน ปัญหาสำหรับเราชาวกรรมาชีพไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้น เพราะมันเป็นบ่อนการพนันของพวกคนรวยที่หากินบนพื้นฐานมูลค่าจริงที่กรรมาชีพผลิต คนที่ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นเป็นเพียงกาฝากที่ดูดเลือดเราเท่านั้น แต่ปัญหาสำหรับพวกเราอยู่ที่เศรษฐกิจจริง ซึ่งตอนนี้เริ่มมีปัญหาหนักในภาคการเงินและการธนาคาร ปัญหานี้มีศูนย์กลางที่สหรัฐฯ แต่เชื่อมโยงไปทั่วโลก ก่อให้เกิดการล้มละลายของธนาคาร Northern Rock ในอังกฤษ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการส่งออกในเอเซีย

ต้นกำเนิดของปัญหาเศรษฐกิจที่เราเห็นครั้งนี้ เริ่มในปลายๆ ทศวรรษที่ 70 สามสิบปีมาแล้วในช่วงนั้นวิกฤตเศรษฐกิจที่หายไปชั่วคราว ท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการผลิตอาวุธในช่วงสงครามเย็น ได้กลับมาเป็นวงจรอีกครั้ง คือมีวิกฤตตามด้วยการฟื้นและวิกฤตเป็นช่วงๆ อย่างต่อเนื่อง นี่คือลักษณะแท้ของทุนนิยม และเป็นสาเหตุที่ตรอทสกีเขียนว่า วิกฤตกับการฟื้นตัว เปรียบเสมือน "การหายใจเข้าออก" ของทุนนิยม

ในปลายทศวรรษที่ 70 มีการลดลงของอัตรากำไรในการผลิตทั่วโลก ซึ่งทำให้นายทุนชลอการลงทุนใหม่ การลดลงของอัตรากำไรนี้ เป็นสิ่งที่คาร์ล มาร์คซ์ พูดถึงในหนังสือ "ว่าด้วยทุนเล่มสาม" มันเกิดจากการแข่งขันในตลาดที่ผลักดันให้นายทุนลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในการซื้อเครื่องจักร นอกจากนี้มันเกิดจากการผลิตสินค้าที่ล้นตลาด เพราะมีการทุ่มเทสินค้าเพื่อเอาชนะคู่แข่ง โดยไม่มีการวางแผน. อีกสาเหตุหนึ่ง ของการผลิตล้นเกิน คือการที่กรรมาชีพได้ค่าจ้างต่ำกว่ามูลค่าสินค้าที่ตนเองผลิต เพราะมีการขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ซึ่งทำให้ไม่สามารถซื้อสิ้นค้าทั้งหมดได้

ธรรมดาเวลาเกิดวิกฤตทุนนิยม นายทุนและรัฐนายทุนจะพยายามกดค่าแรง ตัดสวัสดิการ และยืดเวลาทำงาน แต่การกระทำแบบนั้นก็มีปัญหาอีก เพราะมันอาจเพิ่มความร้ายแรงของวิกฤต เนื่องจากจะมีการตัดกำลังซื้อของคนธรรมดา. อีกสิ่งหนึ่งที่นายทุนหรือรัฐนายทุนทำได้คือการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการตัดอัตราดอกเบี้ย และตัดภาษี หรืออาจเลือกเพิ่มการลงทุนของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตาม "แนวเคนส์" การดึงทุนจากธนาคารไทยที่กองอยู่ไม่ทำอะไร ลงมาในหมู่บ้านต่างๆ ภายใต้นโยบายของ ไทยรักไทย เป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตปี ๔๐

วิธีแก้ปัญหาของชนชั้นปกครองในทศวรรษที่ 70 คือการนำนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดมาใช้ มีการลดบทบาทรัฐ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญที่สุดมีการกดค่าแรงผ่านการทำลายสหภาพแรงงาน และขยายการรับเหมาช่วง ฯลฯ นอกจากนี้มีการเริ่มทำลายรัฐสวัสดิการและบังคับให้คนงานทำงานนานขึ้นและหนักขึ้น นี่คือยุคของ Reagan ในสหรัฐฯ และ Thatcher ในอังกฤษ. การกดค่าแรงและเร่งความเข้มข้นของการขูดรีด สามารถฟื้นอัตรากำไรได้ระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้คนสหรัฐฯ มีฐานะแย่ลง แต่มันไม่เพียงพอ และไม่สม่ำเสมอทั่วโลก เช่นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกือบจะไม่มีการฟื้นตัวเลย ซึ่งทำให้นายทุนญี่ปุ่นหันมาลงทุนในส่วนอื่นๆ ของเอเชียมากขึ้น เช่นประเทศไทย

นอกจากมาตรการในการกดค่าแรงและทำลายสวัสดิการแล้ว ในปลายทศวรรษที่ 90 นายทุนตะวันตกพยายามลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต หรือที่เขาเรียกว่าเศรษฐกิจ dot com เพราะมันเป็นพื้นที่ใหม่ที่ยังมีอัตรากำไรสูง แต่เป็นการแห่กันไปลงทุน มีการปั่นราคาหุ้นให้พุ่งสูงขึ้นจนเกิดสภาวะฟองสบู่. ในเอเซียก่อนหน้านั้นมีฟองสบู่เกิดกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน และนั้นคือสิ่งที่นำไปสู่วิกฤตในไทยในปี ๔๐

เมื่อฟองสบู่ dot com แตกรัฐบาลสหรัฐฯ และสถาบันการเงินต่างๆ พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอีกรอบ โดยการปล่อยกู้ให้คนจนมากขึ้น. คนจนเหล่านี้ธรรมดาแล้วจะถูกธนาคารปฏิเสธไม่ให้กู้เงินจึงเรียกว่าพวก "Sub-Prime" การปล่อยกู้ในราคาดอกเบี้ยต่ำในระยะแรก เป็นวิธีเพิ่มกำลังซื้อในเศรษฐกิจ โดยที่นายทุนไม่ต้องไปเพิ่มค่าแรงให้กรรมาชีพ หนี้สินของคนจนในตลาด Sub-Prime นี้ ถูกขายต่อให้ธนาคารอื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้นเมื่อคนจนเริ่มจ่ายหนี้ไม่ได้ คือฟองสบู่ Sub-Prime แตก ก็มีผลกระทบต่อระบบธนาคารในสหรัฐฯ และส่วนอื่นของโลก

สรุปแล้วมันมีวิกฤตอัตรากำไรในภาคการผลิต และวิกฤตในสถาบันการเงิน นอกจากนี้โลกกำลังขาดแคลนสินค้าพื้นฐานบางอย่าง โดยเฉพาะน้ำมันและเชื้อเพลิง เพราะจีนและอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในสภาวะขาดแคลน ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าอื่นๆ อีกด้วย. ยิ่งกว่านั้นการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกเพื่อผลิตเชื้อเพลิงพืช (bio-fuel) แทนการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งมีผลกระทบร้ายแรงกับคนจน และเราเริ่มเห็นในกรณีถั่วเหลืองและอาหารหลักอื่นๆ

วิกฤตของสถาบันการเงินและธนาคารเป็นวิกฤตหนี้เสียที่แก้ยาก แต่มันอาจไม่กระทบกับบริษัทเงินทุนใหญ่โดยตรงในระยะแรก เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่มีการออมมูลค่าส่วนเกินหรือกำไร เพื่อลงทุนต่อ ไม่ได้พึ่งธนาคารเพื่อหาทุนอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ปัญหาสถาบันการเงินมันสะท้อนปัญหาเรื้อรังในระบบการผลิตอยู่แล้ว และมันจะมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน. ในปลายเดือนมกราคมประธานาธิบดีบุช พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการตัดภาษีและการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ปัญหาคือมันอาจไม่พอที่จะกระตุ้นการผลิตและกำลังซื้อได้ และในขณะเดียวกันการกระตุ้นกำลังซื้อถ้าทำได้จริง อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาของราคาน้ำมันอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ บวกกับปัญหาโลกร้อนและปัญหาสงคราม น่าจะพิสูจน์ให้ทุกคนที่มีสติปัญญาสรุปว่า ทุนนิยมมันไร้ประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่เจริญและสันติสุข ดังนั้น เราต้องรวมตัวกันปฏิวัติสังคม!! ล้มอำนาจนายทุน และยกเลิกกลไกตลาดบ้าๆ ของมัน แต่ก็ต้องยอมรับว่านั้นเป็นเรื่องระยะยาว. ในระยะสั้นถ้าสหรัฐฯ มีวิกฤต มันจะมีผลกระทบต่อเรา เพราะประเทศไทยอาศัยการส่งออกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนอกจากนี้เราจะต้องเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อ พูดง่ายๆ ข้าวของจะแพงขึ้น บางคนจะตกงาน และนายทุนและรัฐจะบีบค่าจ้างและสวัสดิการของเรา

ปัญหาแบบนี้เราแก้ไม่ได้ถ้ามองในกรอบสหภาพแรงงานของแต่ละโรงงาน หรือสถานประกอบการ ต้องแก้ในภาพกว้างทางการเมือง เราต้องรวมตัวกันต่อสู้สมานฉันท์กลุ่มต่างๆ ในภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มสวัสดิการและดูแลชีวิตของเรา เราต้องเรียกร้องรัฐสวัสดิการ. อย่าลืมว่าเงินของรัฐมาจากภาษีและการทำงานของเรา อย่าลืมว่ารัฐบาลอ้างว่าเป็นผู้แทนของประชาชน อย่าลืมว่าเวลาเขาจัดงานศพ… หรือซื้อเครื่องบินรบและเรือดำน้ำ เขามีเงินเพียงพอเสมอ

อย่าหลงถูกรัฐหลอกว่าเราต้องเสียสละเพื่อชาติ ตรงกันข้ามมันถึงเวลาที่พวกเขาต่างหากต้องหัดเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่บ้าง แต่ถ้าจะกดดันให้รัฐทำแบบนี้เราต้องมีพรรคของเรา ต้องเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ต้องสร้างสหภาพที่สู้เป็นและแสดงความสมานฉันท์ซึ่งกันและกันเสมอ วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่เพราะเราทำงานช้าลงหรือขี้เกียจ วิกฤตเศรษฐกิจมันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่เราต้องอดทน มันมาจากระบบตลาดที่พวกนายทุนสร้างและควบคุมต่างหาก

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

ความโกลาหลในประเทศเคนยา เบื้องหลังวิกฤตธนาคาร Northern Rock

 
เบื้องหลังความโกลาหลในประเทศเคนยา
โดย Ken Olende จากหนังสือพิมพ์ Socialist Worker ฉบับที่ ๒๐๘๓ ประจำวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๑

การประท้วงและการจลาจลที่เกิดจากการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม สะท้อนให้เห็นถึงก้น
บึ้งแห่งความไม่พอใจในประเทศแอฟริกาที่มีเสถียรภาพ

การจลาจลเริ่มต้นขึ้นหลังจากการประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายวาอิ คิบากิ (Mwai Kibaki) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2550 ผู้นำการประท้วงคือ นายไรลา โอดิงกา (Raila Odinga) ซึ่งไม่พอใจผลที่ออกมา โดยกล่าวหาว่า พรรคของชนชั้นปกครองทุจริตการเลือกตั้ง. คนยากจนที่สนับสนุนนายโอดิงกาคัดค้านพวกอภิสิทธิ์ชนเริ่มก่อตัวมากขึ้น และออกมาประท้วงการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมบนท้องถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในได้เข่นฆ่าประชาชน โดยยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมประท้วงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ในการเดินขบวนประท้วงครั้งนี้เป็นการลุกฮือของคนยากจนที่ต้องการปฏิรูปสังคม แม้ว่าความไม่พอใจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ แต่คนทั่วไปก็ออกมาต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้ง. ย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน มีการเลือกตั้งเสรีเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นมีการสร้างแนวร่วมกับนายโอดิงกา เมื่อนายคิบากิเอาชนะนายฮูรู เคนยัตตา (Uhuru Kenyatta) ผู้ซึ่งสืบทอดมรดกจากอดีตเผด็จการเดเนียล อารับ มัว (Daniel ArapMoi) ที่เคยปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และในครั้งนั้นนายคิบากิและนายโอดิงการวมตัวกันเป็นแนวร่วมสายรุ้งแห่งชาติ (The National Rainbow Coalition) ซึ่งเป็นแนวร่วมรณรงค์ต่อต้านระบอบเผด็จการของนายมัวและรณรงค์เปลี่ยนแปลงสังคม

นายซาอิด (Zahid) นักสังคมนิยมในกรุงไนโรบิ เมืองหลวงของเคนยา กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Socialist Worker ว่า "เคยมีการโกงการเลือกตั้ง 2 ครั้ง หลังจากที่มีการใช้ระบบหลายพรรค ในปี พ.ศ. 2535-2540 แต่การเปลี่ยนแปลงจริงๆ เกิดขึ้นในปี 2545 ซึ่งนายโอดิงกามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น แต่พอมาถึงการเลือกตั้งใหม่ล่าสุดนายคิบากิ ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพราะมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศต่างมองว่าเป็นการทุจริต อีกทั้งมีผู้ประท้วงออกมาประท้วงบนท้องถนน

สาเหตุที่ทำให้นายคิบากิเสื่อมความนิยม หลังจากปี พ.ศ. 2545 มาจากเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ คือ

เหตุการณ์แรก เป็นความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งเสริมสิทธิพลเมืองและปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย แต่รัฐบาลกลับเพิ่มอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงเกิดความกลัวว่าระบอบอำนาจนิยมจะกลับมา จึงลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2545 รวมทั้งนายโอดิงกามีส่วนสำคัญในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และได้จัดตั้ง "ขบวนการประชาธิปไตยสีส้ม" (The Orange Democratic Movement – ODM) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจุดรวมแห่งความไม่พอใจ

เหตุการณ์ที่สอง คือการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลของนายคิบากิได้แต่งตั้งนายจอห์น กิทองโก (John Githongo) เป็นกรรมาธิการต้านการคอรัปชั่น ซึ่งในรายงานของนายจอห์น ได้กล่าวหาสมาชิกอาวุโสของรัฐบาลของนายคิบากิว่าทุจริต

เมื่อกล่าวถึง "ขบวนการประชาธิปไตยสีส้ม" ซึ่งรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2545 พบว่า เป็นแนวร่วมหลวมๆ ไม่มีฐานมวลชนรากหญ้าสนับสนุน วิธีที่ใช้ต่อสู้กับการโกงการเลือกตั้งนั้นสับสนมาก และไม่ยอมพูดถึงปัญหาคนจน การตกงาน ไร้ที่อยู่อาศัย และปัญหาที่ดินในชนบท และนี่กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งถูกเบี่ยงเบนไปเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ เพราะอันที่จริงแล้วควรเป็นประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน. หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ พบว่า ในประเทศเคนยา มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ถึง 43 กลุ่ม. กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มคิคูยู(Kikuyu) มีจำนวนประมาณ 22% ของประชากรทั้งหมด, ถัดลงมาเป็นกลุ่มลูยา(Luhya), กลุ่มลูโอ (Luo), และคาเลนจิน (Kalenjin) เป็นต้น

นายคิบากิเป็นชาวคิคูยู ส่วนนายโอดิงกาเป็นชาวลูโอ แต่การเลือกตั้งในปี 2545 ชาติพันธุ์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของการอธิบายว่า ทำไมกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มได้รับเลือก. นายสตีฟ ชาวสหราชอาณาจักรที่อาศัยในเคนยา เล่าให้หนังสือพิมพ์ Socialist Worker ว่า ความแตกร้าวทางเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์เกิดขึ้นเป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วในเมืองต่างๆ เช่น เมืองไนโรบิ ในเขตชุมชนแออัดที่ๆ มีผู้คนนับล้านอาศัยอยู่อย่างยากจน บางครั้งก็มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กลุ่มตาลิบันซึ่งเป็นชาวลูโอ, กลุ่มเจชิลาซี (Jeshi la Mzee) ชาวลูยา, กลุ่มมุงกิกิ (Mungiki) ชาวคิคูยู. กลุ่มมุงกิกิอ้างว่าอาจมีการนำเอาวิธีการก่อจลาจลแบบเก่าคือ แบบ Mau Mau ที่เคยเอาชนะการปกครองของสหราชอาณาจักรมาแล้ว และต่อสู้เพื่อสิทธิของคนที่ถูกกระทำ แต่ทว่ากลับเป็นการใช้ความรุนแรง

ชาวเคนยาหลายคนเชื่อว่า เผ่าคิคูยูทั้งหมดได้ประโยชน์เนื่องจากชาวคิคูยูส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำปกครองประเทศ ด้วยเหตุนี้ในส่วนที่เป็นคนยากจนโกรธแค้นระบอบคิบากิ และการทุจริตของคนรวย. สหประชาชาติประมาณการว่า มีประชาชนจำนวน 250,000 คนได้หลบหนีการปะทะทางเชื้อชาติทั่วประเทศในช่วงวิกฤติการเลือกตั้งประธานาธิบดี. นายซาอิดกล่าวว่า ความรุนแรงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ชาวเคนยาหลายล้านคนเคยมีประสบการณ์การต่อสู้ทางเชื้อชาติมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท หุบเขาริฟท์ทางตอนเหนือของเมืองหลวง

นายมุงไก (Mungai) ซึ่งเคยไปเที่ยวงานคริสต์มาสที่หุบเขาริฟท์ แห่งเมืองเคริโค เล่าให้หนังสือพิมพ์ Socialist Worker ว่า "ผมพยายามจะกลับไปเมืองไนโรบิ แต่ไร้ประโยชน์ เพราะปรากฏว่ามีกลุ่มวัยรุ่นปิดกั้นถนนด้วยการล้มต้นไม้ เราจึงต้องใช้เลื่อยเคลียร์เส้นทาง ผมเห็นทรัพย์สินของชาวคิคูยูและคิซิอิ ถูกเผาและถูกขโมย ผู้คนก็ถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้าย การปะทะที่เลื่องลือนี้ คือการสังหารผู้หญิงและเด็กกว่า 30 คนในโบสถ์เมือง Eldoret ในหุบเขาริฟท์

นายสตีฟกล่าวว่า ป้าของผมหนีตายในการสังหารหมู่ครั้งนั้นมาได้ ปัจจุบันนี้ชาวคิคูยูอาศัยในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นของอีกชนเผ่าหนึ่ง "เราเคยอยู่ร่วมกันและแต่งงานระหว่างชนเผ่ามานานแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกกลัวว่าคนจำนวนมากไม่เข้าใจว่า การแบ่งชาติพันธุ์ในประเทศนี้ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องระหว่างคนรวยกับคนจน. การมองว่าเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจนเพราะ นายซาอิดมองว่า คนหลายล้านมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน อัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเป็นประโยชน์ต่อคนรวยเท่านั้น

นายโอเทียโน (Otieno) นักเคลื่อนไหวสหภาพในกรุงไนโรบิ มองว่า "มันเหมือนกับสงครามในย่านคนจน เราไม่มีอาหาร น้ำมันก๊าด หรือเงิน แต่เราจะชุมนุมครั้งใหญ่ในสวนสาธารณะอูรู ในกรุงไนโรบิ เพื่อคัดค้านการทุจริตเลือกตั้ง เราคิดว่าคนทั่วไปจะออกมาชุมนุม" ฉะนั้นจะเป็นเรื่องความแตกร้าวทางชาติพันธุ์ได้อย่างไร เมื่อคนส่วนใหญ่ถูกปราบปราม และตำรวจยังปราบปรามคนจนในสลัมของเมืองไนโรบี ซึ่งเป็นชาวคิคูยู เชื้อชาติเดียวกันกับนายคิบากิ

การจัดตั้งองค์กร
ตั้งแต่ปี 2545 เคยมีสื่ออิสระและพื้นที่ให้แก่กลุ่มฝ่ายค้านเพื่อจัดตั้งมวลชน ถ้าคิบากิรอดจากการเลือกตั้งที่ทุจริตครั้งนี้ อาจจะไม่มีสื่อและพื้นที่อิสระให้แก่ฝ่ายค้านอีกต่อไป. คุณเชอรี่ (Shirley) นักสังคมนิยมผู้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง กล่าวว่า "การรณรงค์หาเสียงน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเริ่มส่อให้เห็นถึงการหักหลังประชาชน". "ดิฉันพักอยู่กับครอบครัวคิคูยูที่ลงคะแนนให้นายคิบากิ พวกเขารู้สึกตกใจที่มีข่าวการโกงการเลือกตั้งอย่างครึกโครม ซึ่งรายงานสดทางโทรทัศน์ท้องถิ่นที่ได้ไปสำรวจโพลล์ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งในเมืองหลวงจะประกาศผลว่า นายคิบากิได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และก็เป็นเหตุผลที่รัฐบาลออกมาห้ามการรายงานสดของสถานีโทรทัศน์"

การรณรงค์เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งซ่อมยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้นายโอดิงกาได้เป็นประธานาธิบดี. มุงไก กล่าวว่า "นายโอดิงกาเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แม้ว่าจะมีเรื่องที่น่าสงสัยเกี่ยวกับตัวเขา แต่ชัยชนะของเขาจะไม่ก่อให้เกิดการปฏิวัติ แต่จะเป็นการก้าวไปข้างหน้า". ครั้งหนึ่งในรัฐบาลมีคำถามว่า จะกดดันนายโอดิงกาอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งของเขาเป็นความหวังขึ้นมาได้ ดีกว่าที่จะเดินตามทางของนายคิบากิ นอกเสียไปจากวาทะโวหารเอาใจประชาชนในการต้านการคอรัปชั่น นโยบายของนายโอดิงกาก็ไม่มีอะไรใหม่ คือ มีแนวทางเดียวกันกับพรรคชนชั้นปกครอง ดังเห็นได้จากฝ่ายค้านในขบวนการ ODM ใช้นโยบายการค้าเสรีเป็นทางเลือกทางการเมืองสำหรับชนชั้นที่มีอยู่

ในเดือนมกราคมปี 2550 นักเคลื่อนไหวนับพันคนได้เข้าร่วมเวทีสมัชชาสังคมโลก ในกรุงไนโรบิ เพื่อหาทางเลือกการพัฒนาแนวเสรีนิยมใหม่ การประชุมดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการเดินขบวนอย่างเข้มแข็งจำนวน 5,000 คนจากคิเบรา ถึงสวนสาธารณะอูรู

การต่อต้านลุกลามท่ามกลางวิกฤตการเลือกตั้งในเคนยา โดย Ken Olende
เป็นเวลาสามวันของการประท้วงในเคนยาได้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 30 ราย ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เดินขบวนยังคงท้าทายต่อความชอบธรรมของประธานาธิบดีคิบากิ ที่อ้างชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550. อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานการโกงการเลือกตั้งปรากฏเพิ่มเติม.

"องค์กรเคนยาเพื่อสันติภาพ ความจริง และความยุติธรรม" ได้เปรียบเทียบจำนวนคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรัฐสภาในช่วงเดียวกันกับกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฏว่า การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีมีจำนวนมากกว่ามาก คือฝ่ายค้าน ODM ที่ต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงในรัฐสภา โดยได้ที่นั่ง 99 ที่นั่งจากจำนวนทั้งหมด 210 ที่นั่ง, สำหรับพรรค PNU ของนายคิบากิ ได้ 43 ที่นั่ง. ฝ่ายค้าน ODM สามารถได้ตำแหน่งประธานและรองประธานต่อต้านพรรค PNU

อย่างไรก็ตาม ท่าทีปฏิกิริยาของฝ่ายค้าน ODM นอกรัฐสภาที่มีต่อการโจมตีรัฐบาลเป็นที่น่าสับสนอย่างยิ่ง สัปดาห์ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้หยุดการประท้วง และเรียกร้องการคว่ำบาตรบริษัทที่สมาชิกของรัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่พอมาตอนนี้ก็กลับมาชุมนุมประท้วงอีก. ซาอิด นักสังคมนิยมกล่าวว่า ไม่มีฝ่ายค้านเข้าไปร่วมในการชุมนุมบนท้องถนน เนื่องจากบรรยากาศน่าหวั่นเกรงมาก เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมยิงเข้าใส่ผู้ประท้วงตลอดเวลา แต่มีการจัดตั้งกลุ่มสันติภาพจำนวนมาก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ทุกข์ยาก

วิกฤติการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ตามมาด้วยความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ในบางพื้นที่สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์เผชิญปัญหาการสังหารหมู่ คนจำนวนมากเชื่อว่า ชาวคิคูยูยากจนได้รับการอุปถัมภ์เลี้ยงดูจากชาวคิคูยูที่เป็นชนชั้นนำร่ำรวย. ในการปะทะกันเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าประชาชนเป็นจำนวนมากกว่าการปะทะทางเชื้อชาติ คือ มีผู้เสียชีวิต 600 ราย เพียงแค่ปีที่แล้วปีเดียว รัฐบาลได้ทำร้ายกลุ่มมุงกิกิ ชาวคิคูยูยากจนในเขตชุมชนแออัดเมืองไนโรบิ และนำไปสู่การเสียชีวิตถึง 500 ราย แต่พอมาถึงตอนนี้กลุ่มมุงกิกิกลับแสดงตัวเป็นพันธมิตรของรัฐบาล

โอเทียโน นักสหภาพแรงงานในเมืองไนโรบิกล่าวว่า "กลุ่มมุงกิกิ โจมตีกลุ่มผู้ประท้วงโดยได้รับการติดอาวุธ เราถูกผลักออกไปจากพื้นที่ของรัวรากา (Ruaraka) ทางตะวันออกของเมืองที่เราอาศัยอยู่. นักประวัติศาสตร์เดเนียล บรานช์ (Daniel Branch) ได้กล่าวกับหนังสือ "the London Review of Books" ว่า ศูนย์กลางของการต่อต้านเผ่าคิคูยู มีประสบการณ์คล้ายๆ กับช่วงการใช้ความรุนแรงก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง "ความแตกร้าวทางชาติพันธุ์ในปี 2535 ถึง 2540 ผู้คนหลายร้อยคนถูกฆ่า และหลายพันถูกคุกคามให้ออกจากบ้าน นักการเมืองใช้ช่องโหว่ความแตกร้าวของชุมนุมต่างๆ ดังกล่าวเข้าถึงทรัพยากร

ลัทธิล่าอาณานิคม
เคนยายังคงประสบปัญหาที่เป็นมรดกมาจากลัทธิล่าอาณานิคม และการแทรกแซงขององค์การต่างๆ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เช่น นโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างในช่วงทศวรรษ 2533 ที่ได้ทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอ การจ้างงานตัดเย็บลดลงจาก 200,000 ราย เหลือเพียง 35,000 ราย. ซาอิดกล่าวว่า สื่อตะวันตกเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นๆ ซึ่งมันไร้สาระมาก เพราะประเทศไม่สามารถปกครองได้ การประท้วงที่ดำเนินอยู่นี้ สามารถทำให้รัฐบาลสะดุดลงได้ แต่คนยากจนจะไม่ได้รับส่วนแบ่งในความมั่งคั่งของประเทศ หากพวกขาไม่ยอมจัดตั้งองค์กรของตนเองอย่างเป็นอิสระ

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ
Behind the turmoil in Kenya
http://www.socialistworker.co.uk/art.php?id=13839

The protests and riots that followed the "stolen election" have shown the depth of discontent in a
"stable" African country, writes Ken Olende

Rioting began in Kenya after sitting president Mwai Kibaki was declared winner in presidential elections on 27 December. Opposition leader Raila Odinga challenged the result, accusing the ruling party of ballot rigging.

Odinga’s popularity had grown out of discontent with the ruling elite. In many poor areas demonstrators took to the streets in anger at the "stolen election". The notorious GSU internal security forces killed scores of people as they opened fire on protests around the country. They are responsible for the majority of deaths that have occurred in the last weeks.

The demonstrations and riots were an uprising of the poor, and a demand for change and reform.

Though the discontent has also laid bare festering ethnic tensions, the most striking thing is that ordinary people have had the confidence to contest a rigged ballot. The first really free election in recent history was held only five years ago. In 2002 there was rejoicing across the country when Kibaki beat Uhuru Kenyatta, the anointed successor to former dictator Daniel arap Moi, who had ruled Kenya since 1978.

At the time Kibaki and Odinga were together in the National Rainbow Coalition – an alliance of parties campaigning against the Moi regime and promising change.

Zahid, a socialist in Kenya’s capital Nairobi, told Socialist Worker, "There were two flawed elections after the return to multi-party democracy, in 1992 and 1997. Real change only came in 2002. Raila Odinga was important in pushing to turn things around."

Now Kibaki stands accused of the kind of election rigging that his original victory was supposed to end.

In the parliamentary poll that ran at the same time as the presidential ?election the government suffered heavy defeats, with 20 ministers losing their seats. Evidence emerged of widespread ballot rigging in the presidential vote. International observers complained and protesters took to the streets.

Within days members of Kibaki’s own electoral commission were distancing themselves from the results.

Rights
Two events sum up the reasons why Kibaki’s popularity fell after 2002.

First was the attempt to introduce a promised new constitution. It was drafted to enshrine civil rights and defend ethnic minorities. However, the government then added clauses increasing the power of the president. Fearing that this might herald a return to authoritarian rule, voters rejected the modified constitution in a referendum during 2005. Odinga was a leading figure in the no campaign and soon afterwards launched the Orange Democratic Movement (ODM), which became a focus for discontent.

The second issue was corruption. Kibaki’s government appointed John Githongo as an anti-corruption commissioner.

His reports, particularly into a scheme to print Kenyan passports through the British company Anglo Leasing, accused senior members of Kibaki’s government of the kind of corruption that it been elected to eradicate. These were not isolated incidents and as Kibaki’s fortunes waned Odinga positioned himself at the head of the opposition. Since last month’s election Odinga has called himself "the people’s president", but his party has not offered leadership to the demonstrators on the streets.

His ODM is a loose alliance. It doesn’t have the kind of grassroots organisation that could maintain the demonstrations and organise to challenge ethnic attacks. It has nothing serious to say about the grievances that are leading to the ethnic fighting – chronic unemployment and lack of housing in the cities, and landlessness in the countryside. This has allowed the slide into ethnic fighting to go unchecked.

There are 43 ethnic groups in Kenya. The largest is the Kikuyu who make up 22 percent of the population. Other major groups include the Luhya, the Luo, and the Kalenjin. Kibaki is Kikuyu, Odinga is Luo. In the excitement of the 2002 election ethnicity was not a central issue explaining why either was elected.

Steve, a Kenyan living in Britain, told Socialist Worker, "Tribal tensions have smouldered for a long time in places like Nairobi’s Kibera, the biggest slum in Africa, where a million people live in total poverty.

"Sometimes this has flared up in battles between ethnic gangs such as the ‘Taliban’ who are Luo, ‘Jeshi la Mzee’ who are Luhya or ‘Mungiki’ who are Kikuyu."

Mungiki originally emerged claiming it would bring back the spirit of the Mau Mau rebellion that fought British rule and win rights for the dispossessed. But it degenerated into a violent gang living on extortion, mostly targeting fellow Kikuyus. Many Kenyans believe that all Kikuyus benefit because a large proportion of the ruling elite is Kikuyu. So one section of the poor takes out its anger at Kibaki’s regime and the corruption of the rich on its equally impoverished Kikuyu neighbours.

The United Nations estimates that 250,000 people have fled ethnic attacks across the country during the election crisis. Zahid said, "This violence is not new. Millions of Kenyans have already been experiencing ethnic strife, particularly in rural areas like the Rift Valley north of the capital."

Mungai, who spent Christmas in the Rift Valley town of Kericho, told Socialist Worker, "I tried in vain to get back to Nairobi. Finally, armed police escorted us. Youth had barricaded roads and we had to use power saws to clear the way. I saw the property of Kikuyus and Kisii [a minority ethnic group] burnt and stolen. People were being killed for belonging to these communities. It was terrible."

The most notorious attack was the massacre of more than 30 women and children sheltering in a church in the town of Eldoret in the Rift Valley. Steve said, "My aunt narrowly escaped death in the Eldoret massacre. Many Kikuyus now live in areas that were once seen as belonging to other tribes.

"We have lived together and intermarried for a long time. It frightens me that so many people can’t see that Kenya’s real tribal division is between rich and poor."

Zahid said, "Millions of Kenyans continue to live below the poverty line. The high growth rates that international bankers talk about have only affected the rich." Otieno, a union activist in Nairobi, told Socialist Worker, "It is like war in poor areas. I don’t have food, paraffin or money. I can’t even go out to get more airtime for my phone. "But we are hoping for a big rally in Uhuru Park in central Nairobi over the election rigging. I think ordinary people will go."

Unfortunately after we spoke the ODM called off the protest. Despite the ugly ethnic clashes, the majority of the confirmed killings have been by the internal security forces attacking protesters. And these are not ethnic attacks by a Kikuyu dominated state on non-Kikuyus. In Nairobi’s Kariobangi slum the GSU paramilitary police attacked Kikuyu slum dwellers.

Organise
Since 2002 there has been a relatively free media and some space for opposition groups to organise. If Kibaki is allowed to get away with stealing this election all this could end. Shirley, a British socialist who was in Kenya during the election, told Socialist Worker, "The excitement of the election campaign was unbelievable. There was none of the cynicism you see in Britain. So the sense of betrayal is much greater.

"I stayed with a Kikuyu family who had voted for Kibaki. They were genuinely shocked at the blatant ballot rigging. Live TV broadcast local returns from polling stations long before electoral commissioners in Nairobi announced them with Kibaki’s vote vastly inflated. That was why the government banned live TV reports."

The campaign for a recount or a rerun of the election must continue. Either would almost certainly make Odinga president. Mungai said, "Odinga was the better candidate, though there are questionable characters around him. His victory would not result in a revolution but it would be a step forward, even if it was only a matter of time before power struggles disintegrated his coalition."

Once in government the question would arise of what could pressurise Odinga to keep his election promises, rather than following Kibaki’s path. Beyond populist rhetoric about opposing corruption and cronyism there is nothing particularly radical in Odinga’s programme. Like the ruling party, the ODM is committed to free market policies. A real political alternative to the existing elite is needed.

In January 2007 thousands of activists met at the World Social Forum in Nairobi to develop alternatives to neoliberalism. The event started with a 5,000 strong march from Kibera to Uhuru Park – just as protesters were attempting last week when they were met with water cannon and tear gas. Onyango Oloo, one of the organisers of the forum, has answered calls for general calm by saying, "No justice, no peace".

The following should be read alongside this article:
– Kenya’s rulers are allies of the West
– The brutal legacy of Britain’s colonial rule in Kenya

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง

Filed under: ชีวประวัติ บุคคล — Korkai @ 2:51 pm
 
ชีวประวัติโดยสังเขปของกรัมชีในที่นี้เป็นการเรียบเรียงจากงานชิ้นต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกช่วงชีวิตที่สำคัญของกรัมชีได้เป็น ช่วงแรกคือ ช่วงแรกของชีวิตที่ซาร์ดิเนีย ช่วงของการศึกษาต่อที่และเริ่มมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตูริน ถัดจากนั้นจึงเป็นช่วงสมัยของการปกครองแบบฟาสซิสต์ และช่วงเวลาสำคัญอีกช่วงก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของกรัมชี นั่นคือ ช่วงชีวิตในคุก

ซาร์ดิเนีย (Sardinia) 1891-1911
อันโตนิโอ กรัมชี นักมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1891 ที่เมือง Ales เกาะซาร์ดิเนีย ซึ่งเป็นพื้นที่ยากจน และประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม. พ่อของอันโตนิโอ กรัมชี หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำงานเป็นเสมียนให้กับรัฐบาล และต่อมาต้องถูกจับในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ส่งผลให้แม่ของอันโตนิโอ ต้องประสบปัญหาอย่างมากในการเลี้ยงดูอันโตนิโอ และพี่น้องรวมอีก 6 คน โดยการหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างตัดผ้า

ในวัยเด็กขณะที่เขามีวัยเพียง 4 ปี เขาได้พลัดตกจากอ้อมแขนของพี่เลี้ยง อุบัติเหตุในครั้งนั้นส่งผลส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังของเขา ซึ่งส่งผลให้เขาต้องกลายเป็นคนหลังค่อม และมีปัญหาทางสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงนับแต่นั้นเป็นต้นมา. กรัมชีเป็นเด็กที่เรียนได้ดี แต่เนื่องจากสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่มีข้อจำกัดทำให้ครอบครัว ไม่สามารถส่งเขาให้เรียนต่อถึงระดับมหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นหากเขาต้องการเข้าเรียนต่อในระดับสูงเขาจะต้องสอบชิงทุนการศึกษาให้ได้ ซึ่งเขาก็สามารถทำได้สำเร็จเมื่อสามารถสอบชิงทุนทั่วประเทศได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยตูริน ณ เมืองตูริน เมืองที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ที่ต่างไปจากซาร์ดิเนียแหล่งกำเนิดของเขา

ตูริน (Turin) 1911-1920
กรัมชีเริ่มศึกษาที่มหาวิทยาลัยตูรินในปี 1911 และได้ศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์ (Linguistics) แต่ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ทำให้กรัมชีไม่สำเร็จการศึกษาดังที่ได้ตั้งใจไว้. ต่อมาในปี 1913 กรัมชีได้เข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยมอิตาลี (Italian Socialist Party หรือ PSI) (*) และได้เริ่มมีบทบาทในการเริ่มงานเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ของพรรค ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาในปี 1916 เขาก็ได้เริ่มทำงานด้วยการยึดอาชีพนักหนังสือพิมพ์ และเขียนให้กับ Il Grido del Popolo และ Avanti!

(*)The Italian Socialist Party (Partito Socialista Italiano, PSI) was a socialist/social democratic political party founded in Genoa in 1892. Once the dominant leftist party in Italy, it was eclipsed in status by the Italian Communist Party following World War II. It dissolved in 1994 as a result of the Tangentopoli scandal, an investigation into political corruption by the Italian government.

The Italian Socialist Party was founded in 1892 by delegates of several workers’ associations. It was part of a wave of new socialist parties at the end of the nineteenth century, and had to endure persecution by the Italian government during its early years. At the start of the twentieth century, however, the PSI chose not to oppose the governments led by five-time prime minister Giovanni Giolitti. This conciliation with the existing governments, and its improving electoral fortunes, helped to establish the PSI as a mainstream Italian political party by the 1920s.

Despite the party’s improving electoral results, however, the PSI remained divided into two major branches, the Reformists and the Maximalists. The Reformists, led by Filippo Turati, were strong mostly in the unions and the parliamentary group. The Maximalists, led by Benito Mussolini, were affiliated with the London Bureau of socialist groups, an international association of left-socialist parties. The schism between these factions made it difficult for the PSI to make decisions with one voice.

In 1912, Mussolini and the Maximalists prevailed at the party convention, and thereafter expelled the Reformists. At the outbreak of World War I, the PSI remained firmly pacifistic in the face of Nationalist violence, unlike other European Socialist Parties, and Mussolini was thrown out. The PSI never accepted Lenin’s ideology of transforming the "imperialist war" into civil war (revolution).

The party’s leadership remained in exile during the Fascist years. After World War II, the party returned to stand in Italy’s first post-war elections in 1946, and obtained 22.6 % of the popular vote.

In 1948, the Socialist Party ran for elections as part of a Popular Front, the Fronte Democratico Popolare, in alliance with the Italian Communist Party, or PCI. However, it lost at the polls, with many of the party’s supporters choosing instead to vote for the PCI. Nonetheless, the PSI continued its alliance with the PCI until 1956, when Soviet repression in Hungary caused a major split between the two parties.

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1917 คือ ได้เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย โดยพรรคบอลเชวิก ภายใต้การนำของเลนิน ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น กรัมชีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการให้กับ PSI สาขาตูรินด้วย. เหตุการณ์สำคัญนอกจากนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่ตูรินของกรัมชีได้แก่การที่ เบนิโต มุสโสลินี ได้ก่อตั้งพรรค Fasci Italiani di Combattimento (*) ขึ้นที่มิลาน ในปี 1919 และในปีเดียวกันได้มีการจัดการประชุมคอมมิวนิสต์สากล (Comintern) หรือสากลที่สามขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงมอสโก

(*)Fasci Italiani di Combattimento : The Fasci Italians are fighting a political movement in Milan founded by Benito Mussolini on March 23, 1919, the future Duce provided for the implementation of a specific "programme San Sepolcro" (the name of the square where it was proclaimed). The first belonging to Fasci is called sansepolcristi, embellished a band giallorossa (the colors of Rome); the squadristi simple instead were recognizable by a red stripe at the wrist black shirt.

The premises of the first headquarters in Milan were made available by Lombard of Industrialists, the haunt was marked by symbols that will become common in iconography fascist: the dagger, the pennant of daring, the skull. The symbol of the Roman Fascist symbol like him and many symbols of the regime refer to those dell’Antica Rome.

The Fasci gathered by Italian citizens accumunati order to stop the Bolshevik activities. Most participants of the first hour interventionists were veterans of the First World War. Much of them had previously militant formations in the left (Socialists, Republicans, trade unionists revolutionaries).

Their main action, especially violent in nature, were aimed at countering the wave of strikes Communists. Devastarono many newspaper offices, homes and party of the people; intervene alongside the private agricultural red during the biennium to deal with the riots organized by the laborers.

สมัยฟาสซิสต์ และพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (Fascism and the PCI) 1921-1926
ชีวิตในช่วงเวลาต่อมาของกรัมชีเป็นยุคสมัยฟาสซิสต์เรืองอำนาจ โดยที่ในปี 1921 พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Party). ต่อมาในปี 1922 กรัมชีได้รับเลือกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีให้เป็นตัวแทนไปในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากล (สากลที่สาม) หรือComintern ที่มอสโก และที่นั่นทำให้เขาได้พบกับภรรยาของเขาในเวลาต่อมา คือ Julia Schucht ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น พรรคฟาสซิสต์ได้ขยายอำนาจยึดกรุงโรม และมุสโสลินีก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้

หลังจากที่ได้เป็นตัวแทนไปประชุมคอมมิวนิสต์สากลที่กรุงมอสโกในปี 1922 อีกสองปีต่อมาคือในปี 1924 กรัมชีได้เดินทางไปยังกรุงเวียนนาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเขา และในปีนี้เองที่ลูกชายคนแรกของเขา "เดลิโอ" (Delio) ได้ถือกำเนิด ก่อนที่ต่อมาในปี 1925 ภรรยา และลูกได้ย้ายมาอยู่กับกรัมชีที่กรุงโรม

ชีวิตในคุก (Prison) 1926-1937
ช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดของกรัมชีคือช่วงชีวิตของการเป็นนักโทษการเมือง สมัยฟาสซิสต์นี้เอง ทั้งนี้ในปี 1926 กรัมชีและครอบครัวได้อพยพลี้ภัยการเมืองจากการคุกคามของฝ่ายฟาสซิสต์ไปยังชายแดนสวิตเซอร์แลนด์แล้ว แต่กรัมชีได้กลับไปยังกรุงโรมอีกครั้ง เนื่องจากการที่เขามองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะเขาเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่ถูกจับเนื่องจากเขาได้รับสิทธิคุ้มกันเนื่องจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่กรัมชีก็ถูกจับโดยฝ่ายฟาสซิสต์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 1926 และถูกส่งไปยังคุกต่างๆ และไม่ได้รับอิสรภาพอีกเลยจนวาระสุดท้ายของชีวิต. ปีเดียวกับที่กรัมชีถูกจับกุมนี้เองลูกชายคนที่สองของเขา "จูเลียโน" (Giuliano) ได้ถือกำเนิด โดยที่กรัมชีจะไม่มีโอกาสได้เจอลูกชายคนที่สองของเขาเลย

ต่อมาในปี 1928 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี 4 เดือน กับอีก 5 วัน กรัมชีใช้ชีวิตในเรือนจำหลายที่จนกระทั่งปี 1933 เขาจึงได้ย้ายออกไปรักษาตัวที่คลินิกเล็กๆ ในเมืองฟอร์เมีย เนื่องจากอาการป่วย และสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก เขาใช้เวลาช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายของชีวิตไปกับการรักษาอาการป่วยที่คลินิกอีกหลายแห่ง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเขาได้มาถึงเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1937 รวมอายุได้ 47 ปี

 http://s10.histats.com/6.swf