A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

เตือนระวังภัยอินเตอร์เน็ตใหม่ล่าสุด “Pharming” กุมภาพันธ์ 7, 2008

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 5:55 am
 
               เหล่าอาชญากรยุคไฮเทคในปัจจุบันกำลังใช้เทคนิคใหม่ที่เข้ามาแอบขโมยข้อมูลส่วนตัวของเราตลอดจนทำให้เงินออกจากกระเป๋าเราได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้บริการอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งอยู่ในเวลานี้ วิธีการที่เหล่าอาชญกรไฮเทคนิยมใช้ได้แก่วิธี "Phishing" และ ล่าสุดคือวิธี "Pharming"
ซึ่งอันตรายและน่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่า วิธี "Phishing" นั้น ใช้วิธีทางจิตวิทยา (Social Engineering) โดยการส่ง eMail มาหลอกผู้ใช้บริการ Online หรือ ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ว่าให้รีบติดต่อกลับไปที่ Web Site ของบริการ Online เช่น eBay หรือ Paypal ตลอดจน บริการอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งของธนาคาร เช่น ธนาคาร CITIBANK หรือ Bank of America เป็นต้น โดย eMail เหล่านั้นจะทำ Link หลอกผู้ใช้บริการไว้ให้คิดว่าเป็น URL ที่ Link ไปยัง Web Site ของผู้ให้บริการ แต่จริงๆแล้วเมื่อหลงคลิ๊กเข้าไปก็พบว่าถูกหลอกให้ไปยัง Web Site ปลอมที่พวกอาชญากรไซเบอร์เตรียมไว้สำหรับรอดัก Username และ Password ของเรา หลังจากนั้นเหล่าผู้ไม่หวังดีก็จะนำ Username และ Password ของเราไปใช้ในการชำระเงินต่างๆ ทำให้เราต้องเสียเงิน และ เเสียวลาในการติดต่อกับธนาคารซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ธนาคารก็จะไม่สามารถรับผิดชอบให้เราได้ เพราะเราไม่ระมัดระวัง eMail ลักษณะหลอกลวงแบบนี้ ดังนั้น เราจึงต้องพยายามสังเกตุ eMail และคอยติดตามข่าวสารเรื่องนี้ได้ที่ Anti Phishing Working Group ซึ่งมี Web Site www.antiphishing.org
               สำหรับเทคนิคใหม่ที่ซับซ้อนกว่า "Phishing" นั้นได้แก่เทคนิค "Pharming" ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดิมคือส่ง eMail มาหลอกผู้ใช้บริการ Online และ ผู้ใช้บริการก็ไม่ต้องคลิ๊ก Link ที่หลอกมาแต่อย่างใด เหล่าอาชญากรไซเบอร์ใช้วิธีใหม่ที่แนบเนียนกว่า คือ การโจมตีไปที่ระบบ DNS Server ของบริษัท หรือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) โดยตรง โดยวิธีแฮกเข้าไปในระบบ DNS เลย หรือ ไม่ก็ใช้วิธีการที่เรียกว่า DNS Hijacking หรือ Poisoning ทำให้ผู้ใช้บริการที่ตกเป็นเหยื่อคิดว่าได้เข้าไปใน URL ที่ถูกต้องจริงๆ แต่ปรากฏว่า URL นั้นได้ถูก "Redirect" ไปยัง Web Site ปลอมที่อาชญากรไซเบอร์ทำรอไว้ให้หลงเข้าไปติดกับดัก
               อีกวิธีหนึ่งก็คือ การแฮกเข้าที่เครื่อง Client ตามบ้าน ซึ่งใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ Broadband Internet แล้วส่งโทรจันเช่น Trojan/BankAsh-A หรือ PWSteal.Banking.A เข้ามาดักรออยู่ ในเครื่องของเหยื่อโดยตรง โทรจันตัวนี้ถือว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์แบบหนึ่ง ซึ่งมันจะเข้าไปแก้ไขไฟล์ HOSTS ที่อยู่ใน Sub Directory c:\windows\system32\drivers\etc หรือ c:\winnt\systems\drivers\etc และ เพิ่มบรรทัดที่หลอกให้เหยื่อไปยัง URL ปรกติแต่ถูก "Redirect" ไปยัง Web Site ที่อาชญากรไซเบอร์เตรียมไว้ ที่โดนกันไปก็คือ ธนาคารต่างๆในต่างประเทศ Barclays Bank และ HSBC Bank เป็นต้น
\ การโจมตีด้วยวิธีการ "Pharming" นี้ เหยื่อจะสังเกตุได้ยากมาก หรือ เรียกได้ว่าแทบไม่รู้ตัวเลยก็ว่าได้ เพราะ URL ที่เข้าไปก็เหมือนกับของ Web Site จริงทุกประการ แต่เป็นกลลวงที่ระบบ DNS ทำให้เหยื่อเกิดความเข้าใจผิด
               สำหรับวิธีการแก้ไขในระยะสั้น นอกจากการที่เราต้องหมั่นตรวจสอบไฟล์ HOSTS ที่อยู่ในเครื่องเราบ่อยๆ แล้ว เราก็ต้องคอยอ่านข่าวสารใหม่ๆ เกี่ยวข้องกับเรื่อง Phishing เป็นระยะๆ จาก web site ที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น วิธีการแก้ไขในระยะยาวแบบบูรณาการ ก็คือ การใช้ระบบวิธีบริหารจัดการตรวจสอบการแสดงตัวตน IAM (Identity and Access Control Management System) ซึ่งต้องใช้ Digital Certificate มาช่วยในการตรวจสอบการเข้าถึงระบบ (Authentication Process) นั่นหมายถึง CA (Certificate Authority) และ PKI (Public Key Infrastructure) จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง นอกจากนั้น ผู้ที่ดูแล DNS Server อยู่ เช่น ผู้ให้บริการในอินเทอร์เน็ตหรือ ISP ก็ต้องคอย "Patch" เครื่อง DNS Server ของตน และหมั่นตรวจสอบประเมินความเสี่ยง (Vulnerability Assessment) ระบบของตนเองอยู่เป็นระยะๆ
               ภัยอินเทอร์เน็ตในวันนี้น่ากว่าที่เราคิดไว้มาก ดังนั้นเราควรต้องหมั่น "Update" ข่าวสารความเคลื่อนไหวด้าน Information Security บ่อยๆเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการหลอดลวงใหม่ๆทางอินเทอร์เน็ต ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ
________________________________________
จาก : หนังสือ eWeek Thailand
ประจำเดือน ปักษ์แรก เดือนพฤษภาคม 2548
Update Information : 22 เมษายน 2548

 http://s10.histats.com/6.swf  

โฆษณา
 

บทเรียนจากหนอนอินเทอร์เน็ต Blaster Worm

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 4:19 am
 
 
            นับตั้งแต่นาย Robert T. Morris นักศึกษามหาวิทยาลัย Cornell ได้ทำการปล่อย "หนอนอินเทอร์เน็ต" ตัวแรกของโลกที่ทำให้อินเทอร์เน็ตปั่นป่วนไปทั่วอเมริกาในปี 1988 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของ "Internet Worm" ทำให้เกิด Worm ต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น Code Red/Nimda Worm ที่เรารู้จักกันดี ล่าสุด "Blaster Worm" , "MSBlast" หรือ LovSan" เป็น worm ที่ระบาดอย่างรุนแรงที่สุด โดยอาศัยช่องโหว่ RPC DCOM ของ Microsoft Windows Platform ตั้งแต่ Windows NT, Windows 2000 จนถึง Windows XP ตลอดจน Windows Server 2003 โดยก่อนที่ worm จะระบาดไปทั่วนั้น Hacker ได้ค้นพบช่องโหว่ ( Vulnerability ) ของ Windows Platform แล้วทำโปรแกรมเจาะระบบ ( Exploit ) มาเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต จากนั้นอีกไม่กี่วันต่อมาเจ้า Blaster Worm ก็ออกมาอาละวาดในอินเทอร์เน็ต โดยทำให้เครื่อง PC ส่วนใหญ่ที่ใช้ Windows XP อยู่ในเวลานี้เกิดอาการ Shutdown ขึ้นมาดื้อ ๆ หรือ เครื่อง Windows 2000 ก็จะออกอาการไม่สามารถที่จะ Copy/Paste Folder ต่าง ๆ ได้ เล่นเอาผู้ดูแลระบบล้วนปวดหัวไปตาม ๆ กัน
            จากปัญหาของหนอนอินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ ทำให้เรามองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าจะต้องมีช่องโหว่ และไวรัส ตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้ก็มีไวรัสที่ทำงานในรูปแบบเดียวกับ Blaster เกิดขึ้นตามมาอีก หลายตัว เราเรียกอาการแบบนี้ว่าเป็น "Variant" ของไวรัสต้นแบบ เช่น ต้นแบบคือ Blaster.A ไวรัสที่เป็น Variant ก็จะเปลี่ยนอักษรตัวสุดท้ายไปเรื่อย ๆ เช่น Blaster.D หรือ Blaster.E อะไรทำนองนี้ แต่อาการของมันจะมีความแตกต่างกัน โดยปกติแล้วไวรัส Variant ที่ออกมาทีหลังจะมีระดับความรุนแรงในการทำลายล้างมากกว่า เช่น Blaster ตัวต้นแบบอาจจะแค่ Shutdown เครื่อง PC แต่ตัวหลัง ๆ อาจจะลบไฟล์หรือ ก่อความเสียหายให้กับระบบมากกว่าตัวแรกก็เป็นไปได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีตัวใหม่ออกมาแล้วชื่อ W32.Nachi.Worm (หรือชื่อ MSBLAST.D, Welchia) โดยจะทำการส่ง Packet ICMP จำนวนมากออกมาท่วม (Flood) เครือข่ายของเรา ซึ่งส่งผลให้มีความคับคั่งของข้อมูลในเครือข่ายสูง ซึ่ง Blaster ตัวต้นแบบไม่มีอาการในทำนองนี้
เราควรมีวิธีป้องกันไวรัสหรือหนอนอินเทอร์เน็ตตัวใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างถูกวิธีโดย เราควรแบ่งแยกวิธีการแก้ปัญหาออกตามประเภทของการใช้งานว่าเป็น ผู้ใช้ตามบ้าน (Home users) หรือ ผู้ใช้ระดับองค์กร (Corporate users) ที่ใช้เครื่อง PC ที่ทำงานด้วย Windows OS เป็นจำนวนมาก
ในระดับผู้ใช้งานตามบ้านนั้น ควรจะมีการติดตั้งโปรแกรม ประเภท Personal firewall เช่น Zone Alarm (ตัวที่ไม่เสียเงินคือ ZoneAlarm ธรรมดา ถ้าเป็น ZoneAlarm Pro จะไม่ฟรีนะครับ) หรือ Sygate Personal Firewall ก็ได้ ในกรณีของ Windows XP และ Windows Server 2003 ก็มี Firewall ในตัวอยู่แล้วซึ่งเราสามารถจะ "enable" มาใช้งานได้ ( รายละเอียดดูได้ที่ www.microsoft.com/security) จากนั้นถ้ามีเวลาก็ควร Update Windows ของเราด้วยการติดตั้ง "Patch" เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวรโดยสามารถ Download ได้จาก Web site "Windows Update" http://windowsupdate.microsoft.com เราพบว่าในทางปฏิบัติ Windows Update นั้นผู้ใช้ตามบ้านมักจะไม่ค่อยทำถ้าไม่มีความรู้เรื่องช่องโหว่ใหม่ ๆ หรือไม่ได้ตระหนัก (Awareness) ว่าต้องคอยลง Patch อยู่เป็นประจำ ดังนั้นการติดตั้ง Personal Firewall หรือ การติดตั้งโปรแกรม Anti-Virus โดยหมั่น Update "Virus Signature" บ่อย ๆ เห็นจะเป็นวิธีที่จะดูสะดวกกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วการ "Update Patch" นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่อาจจะไม่ค่อยสะดวกสำหรับผู้ใช้ที่มี bandwidth ต่ำและคนที่ขี้เกียจลง Patch เป็นต้น ในกรณีที่ติดไวรัสเข้าไปแล้วก็ควรทำการ "Remove" เจ้าไวรัสตัวร้ายให้หมดไปจากเครื่องเสียก่อนที่จะทำการปิดช่องโหว่นะครับ
            สำหรับผู้ใช้ระดับองค์กรผมแนะนำว่าที่ PC workstation ในเครือข่าย LAN ให้ใช้วิธีเดียวกับผู้ใช้ตามบ้านแต่ให้เพิ่มการ update virus signature และ update Windows Patch ด้วยวิธีอัตโนมัติโดยใช้ความสามารถของโปรแกรม Anti-Virus ให้ลักษณะ Enterprise Update และใช้โปรแกรม HFNetchk LT (ฟรี) หรือ HFNetchk Pro (ต้องซื้อ) มาทำการ Deploy Patch ให้แก่ PC Workstation ในลักษณะ Automatic หลายเครื่องพร้อม ๆ กัน
           นอกจากนี้ควรติดตั้ง IDS (Intrusion Detection System) เช่น snort ในการตรวจจับ traffic ของไวรัสตัวใหม่ที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเขียน Access List ที่ Border Router เพื่อทำการ Block Port ที่ไวรัสชอบเจาะเป็นประจำ เช่น Port TCP 135, 137, 139, 445 และ Port ที่ไวรัสใช้ในการกระจายตัวเอง เช่น Port UDP 69 (TFTP) เป็นต้น จะช่วยให้ป้องกันองค์กรของเราไม่ให้ไวรัสกระจายเป็นวงกว้างและปิดกั้นเส้นทางของไวรัสในการกระจายออกสู่ระบบ WAN อย่างได้ผล

________________________________________
จาก : หนังสือ eLeaderThailand
ฉบับที่175 ประจำเดือนกันยายน 2546
Update Information : 15 กันยายน 2546

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

โรคซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวล

 
โดย นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
 
             เมื่อความกังวลและความกลัวมีความรุนแรงผิดปกติและทำให้เกิดปัญหา ผู้ป่วยมักหาทางรักษา ความวิตกกังวลอาจเกิดร่วมกับปัญหาทางจิตเวชได้หลายชนิดและกลายเป็นอาการหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นด้วยกันซึ่งเราเรียกว่าโรคหรือกลุ่มอาการ โรคซึมเศร้าอาจเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด โรควิตกกังวลพบมากเป็นอันดับสอง  ส่วนโรคประสาทกลัวที่รุนแรงและโรคย้ำคิดพบได้น้อยกว่า
             ความประสาทตึงเครียดมีสาเหตุหลายๆอย่างมากบ้างน้อยบ้างร่วมกันได้แก่กรรมพันธุ์ การสูญเสียคนที่รัก สูญเสียสถานภาพหรือภาพพจน์ที่ใฝ่ฝันไว้ และปัญหาชีวิตที่รุนแรง ลักษณะของอาการขึ้นกับอายุด้วย และปัจจัยทางชีววิทยาจะจำกัดขอบเขตของสิ่งที่จะกลัวลงการเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับสิ่งนั้นมาก่อน การได้รับการเลี้ยงดูแบบประคบประหงมเกินไป และข้อห้ามทางสังคมต่างๆล้วนมีอิทธิพลต่อการเกิดความวิตกกังวลได้ทั้งสิ้น
 
             ภาวะซึมเศร้าเป็นได้ตั้งแต่อาการเศร้าเล็กน้อยไปจนถึงโรคซึมเศร้าที่รุนแรงและพยายามฆ่าตัวตาย  และมีภาวะซึมเศร้าแบบหนึ่งซึ่งเป็นสลับกับภาวะอารมณ์ดีผิดปกติได้ โรคซึมเศร้ามักดีขึ้นได้เอง และมักรักษาได้ผลดี ภาวะวิตกกังวลอาจมีความรุนแรงขึ้นๆลงๆได้เช่นเดียวกัน และอาจเป็นได้ตั้งแต่ รู้สึกตึงเครียดเพียงเล็กน้อยไปจนถึงเป็นมากๆจนทำอะไรไม่ได้เลยผู้   ป่วยมักเข้าใจว่าอาการเหล่านี้เกิดจากโรคทางกาย จากการบรรยายอาการที่ผู้ป่วยมักจะเป็นกันผู้อ่านอาจใช้เทียบกับปัญหาที่เกิดกับตนเองได้ความวิตกกังวลไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในสังคมสมัยใหม่เท่านั้นแต่ยังพบบ่อยในสังคมเกษตรด้วยจะมีการระบาดของอาการวิตกกังวลฉับพลันเกิดขึ้นเป็นบางครั้งในชุมชนต่างๆเช่นการกลัวว่าองคชาติจะหดหาย(โคโร)ในชาวจีนที่อยู่ในเอเซียอาคเนย์ หรือการหายใจมากกว่าปกติและเป็นลมในผู้หญิงอายุน้อยๆในประเทศทางตะวันตก การจัดการอย่างสุขุมและแยบยลสามารถแก้ไขกระแสความตื่นตระหนกที่เกิดจากวัฒนธรรมเหล่านี้ได้
 

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

ความกลัวที่ปกติและที่ผิดปกติ

 โดย นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
 
 
ความวิตกกังวลเกิดได้กับทุกคน
ความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์  คนเราทุกคนต้องเคยมีความวิตกกังวล คนที่ไม่เคยกังวลอะไรเลยเป็นคนไม่ปกติแม้แต่มนุษย์ถ้ำยังต้องกังวลว่ามื้อหน้าจะมีอะไรเป็นอาหาร  จักรพรรดิ์โรมันยังต้องคิดหนักเมื่อจะทำการใหญ่โต  เราเองก็เช่นกันเรามีเรื่องมากมายที่จะต้องเป็นห่วงเป็นกังวล อาจจะเป็นเรื่องงาน ปัญหาชีวิตคู่ หรือเรื่องลูก เรามีความวิตกกังวลเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลอาจเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง  ความวิตกกังวลเป็นสิ่งปกติและเกิดขึ้นกับแทบทุกคนแม้ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความกังวลสำหรับแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน  แต่กิจกรรมหลายๆอย่างก็มักทำให้คนเกือบทุกคนเกิดความวิตกกังวลความกังวลอาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันบางอย่างเช่นขณะขับรถบนทางหลวงที่มีการจราจรหนาแน่นเราจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  พนักงานที่มีงานไม่มั่นคงต้องคอยกังวลกลัวจะตกงาน ผู้บริหารระดับสูงเองก็ต้องกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจ  พนักงานรับโทรศัพท์ก็ต้องคอยเบื่อหน่ายกับโทรศัพท์จากพวกลามก  แม่บ้านต้องกังวลกับข้าวของที่คอยจะขึ้นราคา สามีทะเลาะกับภรรยา  พ่อแม่ทะเลาะกับลูก จะเห็นว่าเราแทบจะไม่สามารถอยู่โดยไม่มีความวิตกกังวล
 
ความวิตกกังวลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตดังนั้นเราจึงต้องรู้จักวิธีที่จะอยู่กับมัน  หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงความวิตกกังวลทั้งแบบปกติและไม่ปกติ  การเข้าใจธรรมชาติของความวิตกกังวลจะช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกของเราได้ดีขึ้นและรู้ว่าควรปรึกษาจิตแพทย์เมื่อไร  ผู้เขียนจะแทรกคำบรรยายของผู้ป่วยจริงๆในช่วงที่เหมาะสม  ช่วงหลังของหนังสือจะเป็นวิธีการรักษาภาวะวิตกกังวลทั้งโดยจิตแพทย์และโดยการรักษาด้วยตนเอง
ความวิตกกังวลคืออะไร
 
ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในสภาวะอับจน  เราจะรู้สึกกลัวแม้ว่าเราอาจจะไม่รู้ว่ากลัวอะไร  ความกังวลและความกลัวเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในภาษาอังกฤษมีศัพท์ที่แสดงอารมณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับความกลัวและความกังวลมากมายเช่น  apprehension(หวาดหวั่น), uneasiness(ไม่สบายใจ), nervousness(ตื่นกลัว), worry(กลุ้มใจ), disquiet(ไม่สงบ), solicitude(ความห่วงใย), concern(เป็นธุระ), misgiving(ความสงสัย), qualm(ความประหวั่นพรั่นพรึง), edginess(ความหงุดหงิด), jitteriness(อกสั่นขวัญหนี), sensitivity(ความรู้สึกไว), dis-ease(ไม่เป็นสุข); being pent up(อัดอั้น), troubled(เป็นทุกข์), wary(ระวังระไว), unnerved(ประสาทเสีย), unsettled(ยุ่งเหยิง), upset(ไม่พอใจ), aghast(ตกตะลึง), distraught(คลุ้มคลั่ง), หรือ threatened(น่ากลัว); defensiveness(แก้ตัว), disturbance(ความไม่สงบ), distress(เป็นทุกข์), perturbation(กระวนกระวาย), consternation(ความอกสั่นขวัญหนี), trepidation(ความประหม่า), scare(ตื่นตกใจ), fright(ตกใจกลัว), dread(น่ากลัว), terror(น่าสยดสยอง), horror(น่าขยะแขยง), alarm(ตื่นตกใจ), panic(ตื่นตระหนก), anguish(ความปวดร้าว), agitation(กระวนกระวาย) การที่มีศัพท์เกี่ยวกับ
ความกังวลและความกลัวมากๆแสดงว่าความกลัวและความวิตกกังวลเป็นสิ่งสำคัญ  โดยทั่วไปความกลัวและความวิตกกังวลมีส่วนคล้ายกันมาก  เมื่อสิ่งกระตุ้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเราจะเรียกอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่าความกลัว  เราเรียกอารมณ์ของคนที่กำลังเจอสิงโตกระโจนเข้าใส่ว่ากลัว  ส่วนในคนที่กำลังจะสอบเราเรียกว่ากังวล  คำว่า"fear"ซึ่งแปลว่ากลัวเป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า"faer"ซึ่งแปลว่าอันตรายหรือความหายนะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน  ส่วนคำว่า "anxious" ซึ่งแปลว่าวิตกกังวลมาจากภาษาละตินว่า "anxius" ซึ่งแปลว่าความทุกข์ใจจากสิ่งที่ไม่แน่นอนซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภาษากรีกซึ่งแปลว่ากดหรือรัดให้แน่น
คนส่วนใหญ่มักมีความกลัวอะไรบางอย่างเล็กๆน้อยๆ เด็กๆมักกลัวพ่อแม่ทิ้ง  กลัวคนแปลกหน้า  กลัวสัตว ์ กลัวเสียงประหลาด  หรือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย  ผู้ใหญ่อาจกลัวความสูง  กลัวลิฟท์  กลัวความมืด  กลัวเครื่องบิน  แมลงมุม  หนู  การสอบ  หรือกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติเช่น  กลัวผี  ไม่กล้าเดินลอดใต้บันใด เป็นต้น  ความกลัวเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไม่ทำให้ถึงกับต้องคอยหลีกเลี่ยงสิ่งดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาและสามารถแก้ได้ด้วยการคิดหาเหตุผลและไม่ต้องรับการรักษา
 
ความกลัวเป็นการตอบสนองตามปกติต่อการคุกคามทั้งที่เกิดขึ้นจริงๆและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อพฤติกรรมของเราและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายซึ่งเราเองสามารถรับรู้ได้และคนอื่นก็อาจสังเกตุเห็นเช่นกัน ขณะเกิดความกลัวเราจะรู้สึกหัวใจเต้นแรง  ชีพจรเต้นเร็วขึ้นเหงื่อออกที่หน้าผาก  แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจต้องใช้เครื่องมือวัดเช่นการเปลี่ยนแปลงของความต้านทานกระแสไฟฟ้าที่ผิวหนัง  พฤติกรรมขณะที่เกิดความกลัวที่เห็นชัดๆมี 2 แบบ  แบบแรกคือทำอะไรไม่ถูก  ยืนตัวแข็ง  พูดไม่ออก  ในสัตว์บางชนิดเวลาตกใจจะแกล้งทำเป็นตายซึ่งอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมตอบสนองต่อความกลัวในลักษณะนี้  พฤติกรรมอีกแบบคืออาการตื่นตกใจ กรีดร้อง วิ่งหนี พฤติกรรมทั้ง 2 แบบอาจเกิดร่วมกันขณะเกิดความกลัวและสัตว์(หรือคน)อาจเปลี่ยนพฤติกรรมกลับไปกลับมาได้อย่างรวดเร็ว  เช่นสัตว์ที่กำลังตกใจอาจยืนตัวแข็งสักพักแล้วรีบจึงวิ่งหนี
 
ความกลัวและความกังวลที่รุนแรงทำให้เกิดความรู้สึกหวาดหวั่น  หน้าซีด  เหงื่อออก ขนลุก  ม่านตาขยาย  หัวใจเต้นแรงและเร็ว  ความดันโลหิตสูงขึ้น  กล้ามเนื้อตึงตัวและมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น  ตัวสั่น  สะดุ้งง่าย  ปากคอแห้ง  หายใจเร็วและรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง  ท้องไส้ปั่นป่วน  คลื่นไส้  รู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ  ฉุนเฉียว  อยากร้องไห้  อยากวิ่งเตลิด  อยากซ่อนหน้า  มือเท้าชาอ่อนปวกเปียก  รู้สึกแปลกๆเหมือนอยู่ในฝันหรือเหมือนมองมาจากที่ไกลออกไป  ถ้าความกลัวหรือความกังวลเกิดอยู่นานๆเราจะรู้สึกเหนื่อย  เชื่องช้าลง  ซึมเศร้า  กระสับกระส่าย  กินอะไรไม่ลง  นอนไม่หลับ  ฝันร้าย  และจะคอยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้ายๆกันนั้น
 
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะเกิดความวิตกกังวล
เราสามารถรับรู้อารมณ์ของเราได้จากความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นขณะเกิดอารมณ์นั้น ในภาษาอังกฤษมีสำนวนที่ใช้บรรยายความรู้สึกโดยพาดพิงถึงส่วนของร่างกายอยู่มากมาย เพื่อนของผู้เขียนผู้หนึ่งคือนพ.จูเลียน เล็ฟท์(Dr.Julian Leff) เคยเขียนแสดงการใช้คำบรรยายความรู้สึกด้วยสำนวนดังกล่าวไว้ดังนี้
หัวใจของฉันเต้นตูมตามปากคอสั่นขณะที่ฉันกำลังข้ามถนนไปแม้ว่าฉันจะเกลียดเขาเข้าไส้ท้องไส้ของฉันปั่นป่วนเมื่อฉันเข้ามาถึงบ้านเขา ฉันเคาะประตู หัวใจของฉันแทบจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาใกล้เข้ามา  สันหลังของฉันเย็นวาบเมื่อเขาหมุนลูกบิดประตู  เขาเปิดประตูออกมาฉันขนลุกซู่เมื่อเห็นเขา  "บอกตรงๆเลยว่าฉันสะอิดสะเอียนคุณจะแย่แล้ว" ฉันพูดโพลงออกไป  เขากลับหัวเราะเย้ยๆทำให้ฉันรู้สึกว่าในคอมันตีบตันขึ้นมา  "คุณนี่เป็นก้างขวางคอจริงๆนะ"  เขาตะคอก  ฉันกลืนน้ำลายเอื๊อก  "ฉันมานี่ก็เพราะผู้หญิงที่คุณหักอกน่ะแหละ"  ฉันย้อนไป  ในใจที่ครุ่นคิดถึงอามันด้าทำให้ฉันรู้สึก  เหมือนมีก้อนมาจุกที่คอ  เขาหันหลังขวับ  ฉันสะดุ้งสติสตังแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ในหัวหมุนติ้วขณะที่ฉันเอื้อมมือมาจับ…
เวลาตกใจสารเคมีในร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นมีการหลั่งอะดรีนาลีนจากต่อมหมวกไต  และมีการหลั่งนอร์อะดรีนาลีนจากปลายเส้นประสาททั่วร่างกายเป็นต้น  นอกเหนือจากขณะที่มีความกลัวหรือความกังวลแล้วการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีเหล่านี้ยังเกิดขึ้นขณะเกิดอารมณ์อื่นๆด้วย
ชาร์ลส์  ดาวินผู้คิดทฤษฎีวิวัฒนาการเคยบรรยายให้เห็นภาพพจน์ของความกลัวไว้ดังนี้
คนที่กำลังตกใจจะยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่กระดุกกระดิก  ไม่หายใจ หัวใจเต้นถี่และแรง  ผิวหนังจะซีดเผือด  เหงื่อจะเริ่มซึม  ผิวหนังจะเย็นเฉียบ ขนและผมลุกซู่  เนื้อตัวสั่น  หายใจหอบถี่  ปากแห้ง จุดสังเกตุที่ดีที่สุดอันหนึ่งคือการสั่นของกล้ามเนื้อทั้งตัวซึ่งมักจะเห็นได้ที่ริมฝีปากก่อน  เมื่อความกลัวทวีความรุนแรงมากขึ้น…หัวใจจะเต้นอย่างรุนแรงหรืออาจหยุดเอาเสียเฉยๆทำให้เกิดอาการเป็นลม ผิวหนังซีดเหมือนคนตาย  หายใจไม่ออก  จมูกบาน  รู้สึกฝืดคอ  ตาถลน ม่านตาขยาย  เนื้อตัวเกร็ง  และเมื่อความกลัวถึงขีดสุดจะมีการกรีดร้องอย่างสุดเสียง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนผิวหนัง  กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย  คลายตัวทำให้รู้สึกหมดเรี่ยวแรง  สมองคิดอะไรไม่ออก  ลำไส้ปั่นป่วน  กล้ามเนื้อหูรูดไม่ทำงาน  ทำให้กลั้นอุจาระและปัสสาวะไว้ไม่ได้
 
เราจะสังเกตุเห็นความกังวลของคนอื่นได้ไหม?
เราจะสังเกตุอาการของคนที่กำลังตื่นตกใจได้ง่ายกว่าคนที่กำลังดีใจหรือแปลกใจ คนต่างวัฒนธรรมกันอาจจะสังเกตุกันยากขึ้นโดยเฉพาะความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนเล็กๆน้อยๆแต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรงชัดเจนแล้วจะสังเกตุกันได้ง่ายขึ้น  ถ้าเรามานั่งดูภาพถ่ายของคนในอารมณ์ต่างๆกันเราจะไม่เห็นพ้องตรงกันไปหมดทุกภาพ  อารมณ์ของเด็กอ่อนๆยิ่งดูยากขึ้นไปอีกเพราะสามารถแสดงอารมณ์ได้ไม่กี่แบบ  เราสามารถบอกความแตกต่างระหว่างคนที่กำลังสบายใจและคนที่กำลังตื่นตกใจได้ไม่ยาก  แต่สำหรับคนที่กำลังกลัวๆ  กำลังแปลกใจ  อิจฉา  ขยะแขยง  โกรธ เราอาจสังเกตุแยกจากกันได้ยากขึ้น  คนในภาพถ่ายที่กำลังร้องไห้ด้วยความตื้นตันดีใจก็อาจแยกจากคนที่กำลังร้องไห้เสียใจ ได้ยาก
 
ความตึงเครียดอาจให้ความสุขได้เช่นกัน
โดยทั่วไปเรามักรู้สึกว่าความวิตกกังวลเป็นความรู้สึกที่ไม่สบายแต่เราก็ไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงมันทุกครั้ง  ในทางตรงกันข้ามคนบางคนกลับแสวงหาและพอใจกับการเอาชนะสิ่งที่เป็นอันตราย  นักแข่งรถ  นักสู้วัวกระทิง  นักไต่เขา  สนุกกับการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย  คนดูทั้งหลายก็สนุกและตื่นเต้นไปด้วย  หนังสือหรือภาพยนต์ประเภทสยองขวัญมักจะทำเงินได้มหาศาล  การแข่งรถแบบชนแหลกก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความสุขจากการเกิดความกลัวและความกังวล  การเล่นจ๊ะเอ๋ซึ่งเด็กเล็กๆชอบนั้นก็เป็นความสุขจากความกังวลอีกอย่างหนึ่ง  เด็กเล็กๆจะสนุกเมื่อเห็นพ่อแม่แอบหายไปประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็โผล่กลับมาใหม่  ช่วงที่พ่อแม่แอบอยู่นั้นเด็กจะดูเครียดๆ  แล้วจะส่งเสียงดีใจเมื่อพ่อแม่โผล่หน้ามาจ๊ะเอ๋  แต่ถ้าพ่อแม่แอบนานเกินไปเด็กจะกลัวและอาจจะถึงกับร้องไห้เลยก็ได้  
เมื่อไรที่ความวิตกกังวลมีประโยชน์และเมื่อไรที่ไม่มีประโยชน์?
 
ความกลัวอย่างรุนแรงทำให้เราทำอะไรไม่ถูกและบั่นทอนสมรรถภาพในการทำงานของเรา  ในทางกลับกันความกังวลน้อยๆอาจมีประโยชน์โดยทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและทำอะไรได้ฉับไวขึ้น  นักแสดงและนักการเมืองมักบอกว่าการมีความกังวลน้อยๆก่อนการแสดงหรือก่อนการปราศัยจะช่วยให้เขาไม่ลืมบท  นักเรียนที่จะสอบก็มีความกลัว  คนที่จะกระโดดร่มดิ่งพสุธาก็มีความกลัว แม้แต่นักบินประจัญบานยังยอมรับว่าความกลัวช่วยให้เขาทำการรบได้ดีขึ้น  ความกังวลพอดีๆจะช่วยให้เราทำอะไรได้ดีขึ้น  น้อยไปก็จะทำให้เราเผลอเรอ  มากไปเราก็จะทำอะไรไม่ถูก  มีการศึกษาพบว่านักกระโดดร่มที่มีประสบการณ์จะมีความกลัวเพียงเล็กน้อยในขณะที่นักกระโดดร่มหัดใหม่จะกลัวมากโดยเฉพาะก่อนกระโดด  การมีประสบการณ์มาก่อนช่วยให้เราเกิดการเตรียมพร้อมที่เหมาะสม  จากการศึกษาในทหารอเมริกันพบว่าทหารใหม่มักไม่ค่อยกลัวและมักไม่ค่อยใส่ใจกับมาตรการความปลอดภัย  แต่จะหูตาไวขึ้นเริ่มแสดงความกลัวและประมาทน้อยลงเมื่อผ่านการรบจริงๆมาบ้าง
 
ความกลัวน้อยๆอาจช่วยให้คนเราจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาได้ดีขึ้น ในผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดใหญ่พบว่าคนที่ไม่กลัวเลยในช่วงก่อนผ่าตัดนั้นหลังผ่าตัดจะมีปัญหาจากความเจ็บปวดและความไม่สบายต่างๆนานารวมทั้งความหงุดหงิดไม่พอใจมากกว่าคนที่แสดงความกลัวอยู่บ้างในช่วงก่อนผ่าตัด  ผู้ป่วยกลุ่มหลังนี้สามารถปรับตัวได้ดีกว่าและแสดงความกลัวหลังผ่าตัดน้อยกว่า  ส่วนผู้ป่วยที่มีความกังวลก่อนผ่าตัดมากจะแสดงความกลัวมากหลังผ่าตัดและบ่นปวดบ่นไม่สบายมาก  ดังนั้นความกลัวและความกังวลในปริมาณน้อยๆอาจมีประโยชน์แต่ในปริมาณที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะไม่มีประโยชน์และยังอาจเกิดผลเสียด้วย  นักกระโดดร่มหัดใหม่จะกระโดดได้ไม่ดีถ้ากลัวมากๆและแม้แต่นักกระโดดร่มที่ชำนาญแล้วก็ยังหวั่นๆว่าเขาอาจจะเกิดกลัวขึ้นมาแล้วจะกระโดดไม่ได้  ขณะเกิดแผ่นดินไหวหรือไฟไหม้ผู้คนที่กำลังแตกตื่นตกใจอาจวิ่งหนีเอาตัวรอดแบบไม่รู้ทิศทางและอาจลืมสิ่งที่เป็นภาระสำคัญไปเลยเช่นแม่อาจลืมอุ้มลูกออกมาด้วย  ทหารที่กำลังโดนยิงถล่มอาจมีอาการอาเจียน  อุจจาระราด  ทำอะไรไม่ถูก  ลืมหลบเข้าที่กำบัง  หรือลืมพาผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบเข้าที่กำบัง  นักแสดงหรือนักพูดอาจตื่นเต้นจนลืมบทและพูดอะไรไม่ออก  ความกังวลขนาดน้อยๆจะกำจัดได้ยาก  ผู้ป่วยโรควิตกกังวลอาจมีอาการตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้ตัวบ่อยๆแล้วอยู่ๆอาการก็หายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไร  อาการตื่นตระหนกดังกล่าวมักเกิดโดยไม่มีเหตุกระตุ้นชัดเจน  บางครั้งผู้ป่วยอาจพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์แล้วเหมาเอาว่าอาการนั้นๆเกิดจากสิ่งที่ตนเพิ่งกระทำไปก่อนเกิดอาการและพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำนั้นอีก  เช่น มีผู้ป่วยรายหนึ่งเข้าใจว่ายาตัวใหม่ที่ได้รับทำให้เกิดอาการนี้และไม่ยอมรับประทานยานั้นอีกทั้งๆที่อาการที่เกิดขึ้นก็เป็นอาการเดียวกันกับที่เขาเป็นก่อนได้รับยานั้น  
ความตื่นเต้นที่เกิดหลังจากเหตุการณ์ฉุกเฉินผ่านพ้นไปแล้ว
 
ในสถานการคับขันเราจะทำอะไรไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิดแต่เมื่อเหตุร้ายผ่านพ้นไปเราอาจเกิดความตื่นเต้นทีหลังได้  คนขับรถรายหนึ่งเล่าให้ฟังหลังจากรอดจากการเกิดอุบัติเหตุว่า  ผมขับรถขึ้นเนินมาและเห็นเด็กผู้ชายอายุราวๆ๖ขวบคนหนึ่งยืนอยู่ข้างถนนห่างออกไปราวๆ ๒-๓ เมตรท่าทางเหมือนเขาเห็นผมและกำลังรอให้รถของผมผ่านไป  แต่อยู่ๆเขาก็ข้ามถนนพรวดออกมา  ผมเหยียบเบรคเต็มแรงรถหยุดห่างจากเขาไม่ถึงนิ้ว  ความรู้สึกของผมตอนนั้นเหมือนกับดูหนังอยู่แต่พอผมขับรถต่อไปหัวใจของผมเริ่มสั่น  เหงื่อเริ่มแตก  ตัวสั่น  มือไม้สั่นไปหมด  ความสุขุมเยือกเย็นเมื่อครู่นี้หายไปหมด  เป็นอย่างนี้อยู่ราวๆ๑๕นาทีจึงค่อยๆดีขึ้น
ความตื่นเต้นอาจเกิดหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเป็นชั่วโมงก็ได้ซึ่งจะพบได้บ่อยในสงครามนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้หนึ่งออกปฏิบัติการเป็นครั้งที่ ๖  ขณะเริ่มทิ้งระเบิดนักบินผู้ช่วยก็ถูกยิงเข้าที่หน้า  ตายทันที  นักบินยังไม่รู้และพยายามเปลี่ยนหน้ากากออกซิเจน  ภาระกิจคราวนี้ยากมากและต้องบินวนอยู่เหนือเป้าหมายถึง ๓ รอบแต่เขาก็ทำได้สำเร็จอย่างเยือกเย็นและได้รับคำชมเชยเมื่อกลับถึงฐาน  แต่เมื่อเขากลับไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเขาก็เริ่มมีอาการสั่น  เขาไปหาหมอและร้องไห้ฟูมฟายด้วยความตื่นตระหนก  คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลายๆอย่างในขณะเกิดเหตุมักควบคุมตัวเองได้ดีในขณะนั้นแต่อาจมีความรู้สึกตามมาในภายหลัง  นักบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีกรายหนึ่งอายุ๑๙ ปี  เครื่องบินของเขาเสียหายหนัก  เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แพทย์ฟัง..
..ลูกเรือประจำป้อมปืนขึ้นมาบอกผมว่า "เทอร์รี่ตายแล้ว"  ผมถามกลับไปว่า "แน่ใจเหรอ? บางทีผมอาจจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง" ผมตามลงไปและดูด้านหลังศรีษะของเขา – หลุดหายไปทั้งแถบเลยครับ  เลือดกรระจายไปทั่ว  ผมแกะเสื้อของเขาออก – ไม่มีเสียงหัวใจเต้น  [กลัวไหมตอนนั้น?] โอ้ย! ผมไม่เคยกลัวอะไรหรอกครับถ้ากลัวผมเผ่นออกมาแล้ว  ผมเปิดเปลือกตาเขาดู – ว่างเปล่า!  ถ้าเขายังไม่ตายเขาก็ต้องหายใจ  ผมมองดูไดอะแฟรมของเครื่องออกซิเจน – ไม่ขยับ! เขาตายแล้วจริงๆ  "แกตายแล้วนะ" ผมพูดออกไปแล้วผมก็มาด้านหน้าผมจะกลัวได้อย่างไรกันในเมื่อผมยังต้องนำเครื่องกลับ?  ผมไม่รู้สึกกลัวเลยจนกระทั่งถึงพื้นดิน ถึงตอนนี้ผมเริ่มสั่นไปทั้งตัว  หลังจากปฏิบัติการคราวนั้นเขากลายเป็นคนขวัญอ่อนและขึ้นบินอีกไม่ได้ถึงหนึ่งปีเต็มๆ
"แล้วอย่างผมนี่ปกติหรือเปล่า? ต้องรักษาไหม?"
นี่คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของหลายๆคน  จริงๆแล้วความกังวลที่เป็นปกติและผิดปกติมีส่วนคาบเกี่ยวกัน  ถ้าใครอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายแล้วไม่มีความกลัวนับว่าผิดปกติ  อีราสมุสเคยกล่าวถึงจุดนี้  ในศตวรรษที่ ๑๕ เขาอพยบหนีโรคกาฬโรคซึ่งกำลังระบาดมีคนตายเป็นเบือและเขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อพยบหนีไปเหมือนกัน  "พูดจริงๆนะฉันว่าในสถานการณ์แบบนี้คนที่ไม่กลัวไม่ใช่คนใจกล้าหรอกแต่เป็นคนโง่มากกว่า"  เราจะรู้สึกกลัวหน่อยๆเวลายืนอยู่บนหน้าผาหรือพบคนแปลกหน้ามากๆ  ในต่างประเทศที่เรายังไม่เคยไป  ความกังวลแบบนี้พบบ่อยเป็นสิ่งปกติและช่วยให้เราระวังตัว  ในทางกลับกันมีไม่กี่คนไม่ไปทำงานเพราะกลัวรถเมล์ทำให้เดือดร้อนและผิดปกติ  การกลัวสิ่งที่ไม่น่ากลัวจนต้องคอยหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นเป็นอาการที่เรียกว่าโรคประสาทกลัว  บางครั้งบางคราวเราอาจเกิดความรู้สึกเครียดและหวาดกลัวจนเราเองก็ชักไม่ค่อยแน่ใจว่า "เอ..เรานี่ถึงขั้นบ้าไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?" ความวิตกกังวลไม่ทำให้เราเป็นบ้าและเรามักจัดการกับความกังวลของเราเองได้โดยอาจปรึกษาญาติๆหรือเพื่อนๆ  แต่บางครั้งแม้หมอตรวจอย่างละเอียดแล้วบอกว่าเราไม่เป็นมะเร็งหรือโรคพิษสุนัขบ้าแน่ๆแต่เราก็ยังอดกังวลไม่ได้  ถ้าความกังวลของเรารุนแรงจนแก้ด้วยวิธีทั่วๆไปไม่ได้เราควรปรึกษาจิตแพทย์
ความวิตกกังวลที่รุนแรงมากจนต้องการการรักษาและเราถือว่าผิดปกตินั้นเป็นอารมณ์ชนิดเดียวกับความกังวลตามปกติแต่จะมีความรุนแรงมากกว่ากันเท่านั้น  ผู้ป่วยที่กำลังเกิดอาการกลัวมักถามว่า "ผมยังเป็นปกติอยู่ไหมหมอ?" คำตอบคือเขายังเป็นปกติแต่ความกลัวของเขาผิดปกติ  ความวิตกกังวลบางครั้งอาจเป็นมากจนผิดปกติในแง่ของความรุนแรงแต่คนๆนั้นยังเป็นปกติในด้านอื่นทุกๆด้าน  บางรายเกิดอาการที่เรียกว่าอะโกราโฟเบีย (agoraphobia,กลัวสถานที่บางอย่างเช่น ที่แคบๆ  ที่โล่งๆ  ที่ๆมีคนแน่นๆ) ก็ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะเป็นบ้าแต่ยังเป็นคนปกติที่เกิดความกลัวเหมือนคนทั่วไปแต่รุนแรงผิดปกติจนรบกวนชีวิตประจำวัน  คำถามอื่นๆได้แก่  "จะหายไหม  เป็นกรรมพันธุ์ไหม จะทำยังไงถ้าผมเป็นมากจนดูแลครอบครัวไม่ได้  ความย้ำคิดจะทำให้ผมจะเผลอทำร้ายลูกเมียไหม?"  ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องไม่ว่าจะโดยแพทย์หรือโดยการรักษาด้วยตนเองก็ตามอาการโรคประสาทกลัวส่วนใหญ่จะหายได้  สองบทสุดท้ายจะกล่าวถึงสิ่งที่ท่านจะต้องปฏิบัติ  บางครั้งญาติๆบางคนอาจติดอาการกลัวตามไปด้วยซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นถ้าได้รับการรักษาที่ดี  ถ้าญาติบางคนมีอาการกลัวแบบเดียวกับผู้ป่วยเราก็สามารถให้การรักษาแบบเดียวกันในกรณีที่ความกลัวทำให้เราให้ความรักกับลูกๆไม่ได้เด็กอาจมีปัญหาแต่เด็กก็อาจได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสามีหรือภรรยาหรือจากญาติๆได้  ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตามถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเราจะสามารถเอาชนะความกลัวและกลับไปทำหน้าที่พ่อแม่ที่น่ารักได้แน่  และในผู้ป่วยที่มีความย้ำคิดที่จะทำร้ายใครก็มักไม่เผลอทำลงไปจริงๆ(ดูบทที่๙)  นิสัยบางอย่างอาจเป็นสิ่งที่ดีถ้าตัวเราเองไม่รู้สึกรำคาญและอาจจะภาคภูมิใจด้วย  ถ้าเราเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนมีระเบียบเราอาจทำตามระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆได้ง่ายซึ่งก็เป็นผลดีต่อการทำงาน  แต่ถ้าวันทั้งวันเราต้องคอยคิดแล้วคิดอีกตัดสินใจอะไรไม่ได้  คอยเอาชนะความย้ำคิดที่ผุดเข้ามา  คอยตรวจตราประตูหน้าต่าง  ทำให้คนรอบข้างพลอยหัวปั่นไปกับความพิลึกพิลั่นของเรา  แบบนี้ความภูมิใจคงสลายไปเพราะความย้ำคิดย้ำทำซึ่งน่ารำคาญเสียเวลาและทรมาน  ความกลัวและความตึงเครียดเล็กๆน้อยๆไม่จำเป็นต้องรับการรักษาแต่บางครั้งคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้น  การเข้าใจปัญหาของตัวเองและรู้ว่าคนอื่นก็เป็นเหมือนกันจะทำให้เราสบายใจขึ้น  เรามักจะสามารถเอาชนะความกังวลในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองโดยอาจใช้วิธีต่างๆที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้หรือด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆหรือญาติๆ  แต่ถ้าความกลัวเป็นมากจนรบกวนชีวิตประจำวันเช่นมีความมกลัวในเรื่องเพศมากจนไม่กล้าแต่งงานหรือกังวลเกี่ยวกับความสกปรกมากจนต้องคอยล้างมือทั้งวันจนมือเปื่อย  ในกรณีนี้ควรได้รับการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งอาจจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา  ภาวะวิตกกังวลส่วนใหญ่สามารถรับการรักษาได้โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
 
 
ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจคนที่เป็นประสาทกลัวได้ยาก
ความประสาทกลัวถ้ายิ่งกลัวสิ่งที่ธรรมดาและพบบ่อยเท่าไรคนทั่วไปจะยิ่งไม่เข้าใจและไม่เห็นอกเห็นใจ  คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าจะมีคนกลัวลูกหมาที่ขี้เล่น กลัวนกที่บินโฉบไปมา กลัวการออกจากบ้านไปได้อย่างไรคนมักเข้าใจว่าผู้ป่วยแกล้งทำหรือดัดจริตและควรพยายามควบคุมตัวเองหรือไม่ก็ต้องบังคับกัน  คนทั่วไปไม่เข้าใจถึงความรุนแรงของความรู้สึกและความเดือดร้อนที่เกิดจากความประสาทกลัว   ผู้ป่วยรายหนึ่งบอกว่า "ฉันพบว่าคนทั่วไปมักไม่ยอมเข้าใจความประสาทกลัว  เขามักมองว่า "อย่าโง่นักเลยไม่กัดหรอกน่ะ" เขาไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างความกลัวธรรมดา-หรือความไม่ชอบอะไรบางอย่างกับการเป็นประสาทกลัวซึ่งเป็นความกลัวจับจิตจับใจต่อสิ่งนั้น"  คนทั่วไปคงจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจได้ง่ายขึ้นถ้าได้รู้จักความประสาทกลัวต่อของทั่วๆไปมากขึ้น  ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งกลัววิกและผมปลอมถึงขนาดจะเข้าร้านทำผมได้ต่อเมื่อเขาเก็บวิกไปซ่อนไว้หมดแล้วเท่านั้น  เธอจะไม่ยอมเข้าใกล้คนใส่วิกและจะรีบเดินผ่านผมปลอมอย่างรวดเร็วและไม่ยอมนั่งกินข้าวตรงข้ามกับคนใส่วิกเด็ดขาด  เวลามีใครที่ไม่ทราบว่าเธอกลัววิกใส่วิกเข้ามาในห้องเธอแทบจะกระโดดทะลุหน้าต่างหนี  เธอรู้สึกอับอายกับการที่ต้องมากลัวอะไรแบบนี้
 
คนทั่วไปไม่เข้าใจว่ามีความกลัวประเภทนี้อยู่ในโลกได้อย่างไร เราเองก็ยังไม่ทราบว่าความประสาทกลัวเริ่มเกิดขึ้นมาได้อย่างไรแต่เรารู้ว่ามันแผ่ขยายต่อไปได้  การที่เราหนีแต่ละครั้งจะทำให้เราอยากหนีอีกในครั้งต่อไป  ถ้าเราไม่จัดการอะไรกับความประสาทกลัวเอาแต่คอยหนีและคอยหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับสิ่งที่กลัวความกลัวจะแผ่ขยายออกไปอีก  ยิ่งถ้าเราเก็บความกังวลนี้ไว้ไม่ยอมบอกใครทำให้ไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่อาจมีปัญหาคล้ายๆกันความประสาทกลัวจะยิ่งมากขึ้น  
 
ความอายและการเก็บซ่อนความประสาทกลัว
การที่คนอื่นไม่เข้าใจทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกอับอายกลัวว่าคนอื่นจะหัวเราะเยาะที่กลัวอะไรแบบนี้และเก็บซ่อนความกังวลไว้คนเดียว  แม้กระทั่งถึงคราวที่ปิดต่อไปไม่ได้แล้วผู้ป่วยก็ยังไม่ยอมรับง่ายๆแต่จะเลี่ยงว่าเป็นเพราะปวดหัวใจสั่นท้องเสียหรือเหนื่อยแทน  ผู้ป่วยอาจกลัวว่าตนจะเป็นบ้าด้วยการที่ผู้ป่วยพยายามปิดบังนี้เองอาจทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยสังเกตุไม่ออก  แม่บ้านที่เป็นโรคไม่กล้าออกนอกบ้านอาจอยู่กับบ้านนานเป็นปีโดยที่คนที่ไปมาหาสู่กันหรือญาติๆไม่รู้เลยว่าเธอมีปัญหาตัวอย่างเช่นผู้ป่วยกลัวออกจากบ้านหลายๆรายถูกเปิดเผยโดยบังเอิญในช่วงโครงการเปลี่ยนบ้านในนิวยอร์คครอบครัวที่ยากจนและอาศัยอยู่ในห้องๆเดียวได้บ้านใหม่และมีนักสังคมสงเคราะห์มาคอยติดตามดูแลหลังจากนั้นไม่นานปรากฏว่าผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคกลัวออกนอกบ้านยังคงมีอาการอยู่ในบ้านใหม่  บางรายจะนอนไม่หลับถ้าไม่ได้เอาลูกมานอนใกล้ๆ  บางรายพยายามจัดที่นอนให้เหมือนบ้านเก่า ผู้ป่วยเหล่านี้อาจชวนน้องสาวหรือเพื่อนมาอยู่ด้วย  แม้ว่าอพาร์ตเม้นท์ใหม่จะมีห้องหลายห้องก็ตามจะมีเพียงห้องเดียวที่ใช้ได้  ไม่นานก็จะเห็นได้ชัดว่าผู้ป่วยเหล่านี้กลัวการเดินทางหรือกลัวการที่จะต้องทำอะไรคนเดียวตามลำพัง  ความประสาทกลัวไม่หายง่ายๆแต่เวลาที่อยู่ในภาวะที่ลำบากมากๆผู้ป่วยอาจเก็บซ่อนความกลัวไว้ได้ชั่วคราว  ในค่ายกักกันแห่งหนึ่งในยุโรปส่วนที่ถูกนาซียึดไว้มีคนตายหรือถูกส่งต่อไปค่ายสังหาร  ถึง ๑๒๐,๐๐๐ คน  คนจะไม่บ่นถึงความประสาทกลัวและเก็บซ่อนไว้เพื่อให้ยังได้ทำงานอยู่ไม่ถูกยิงทิ้งหรืออบแก้สพิษไปเสียก่อน  ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ที่ชัดเจนเลยแม้ว่าจะมีโรคทางจิตเวชอย่างอื่นเกิดขึ้นก็ตาม  หลายเดือนหลังจากเป็นอิสระและได้กลับบ้านผู้ป่วยบางรายที่ไม่แสดงอาการประสาทกลัวในค่ายกลับมามีอาการเดิมอีก  
 
ปัญหาอื่นที่อาจสับสนกับความประสาทกลัว
อาการบางอย่างดูคล้ายความประสาทกลัวแต่ก็สามารถแยกจากกันได้  ดังตัวอย่างความกลัวโชคลางและข้อห้าม(taboo)เป็นเป็นความเชื่อเกี่ยวกับโชคดีโชคร้ายที่คนในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันเชื่อเหมือนๆกันเช่นเชื่อว่าเดินลอดใต้บันไดแล้วจะโชคไม่ดี,หรือเชื่อว่าถ้วเอานิ้วกลางทับนิ้วนางแล้ววางมือไว้ตรงหัวใจหรือพูดว่า "เป็นความประสงค์ของพระเจ้า" แล้วจะโชคดี มีคนกล่าวถากถางว่า "ความเชื่อโชคลางเป็นศาสนาของคนอื่น"
ความย้ำคิด(obsession)เป็นความคิดที่ผุดเข้ามาในสมองซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งๆที่ไม่อยากคิดและพยายามฝืนเช่นคุณแม่รายหนึ่งมีความคิดผุดเข้ามาว่าอยากจะบีบคอลูกที่หลับอยู่  คำว่าย้ำคิดมีที่มามาจากภาษาละตินว่า "obsidere" ซึ่งแปลว่า "รบกวน" ผู้ป่วยถูกความคิดที่ตนไม่ต้องการเหล่านี้รบกวนผู้ป่วยมักจะมีความย้ำทำ(compulsion)ด้วยโดยรู้สึกว่าต้องทำอะไรซ้ำๆทั้งที่ไม่อยากทำเช่นต้องล้างมือวันละ ๙๐ ครั้งเพราะมีความรู้สึกว่ามือสกปรกทั้งๆที่รู้ว่ามือสะอาดแล้ว
ความครุ่นคิด(preoccupation)เป็นการคิดอะไรซ้ำๆโดยไม่มีความรู้สึกอยากต่อต้าน 
ความคิดนั้นเช่นการครุ่นคิดว่าตนไม่เอาไหนในเรื่องเพศในเด็กวัยรุ่น
ความรู้สึกถูกกล่าวพาดพิง(sensitive ideas of reference)เป็นความกลัวว่าคนอื่นจะทำหรือพูดอะไรพาดพิงถึงตนทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ใช่เช่นความคิดว่าคนทั้งห้องกำลังพูดถึงตนอยู่เมื่อตอนที่ตนเดินเข้ามา
ความหวาดระแวงหลงผิด(paranoid delusions)อาจมีความหมายรวมไปถึงความกลัวว่าจะมีใครต่อต้านตนโดยไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัด
การท้าทายความประสาทกลัว(counterphobias) พฤติกรรมต่อต้านความประสาทกลัวเป็นความอยากเข้าไปเผชิญสถานการณ์หรือสิ่งที่ตนกลัวอยู่เรื่อยๆ  อาจเกิดเมื่ออาการยังไม่มากหรือเมื่อผู้ป่วยพยายามเอาชนะความกลัว  สุภาพสตรีท่านหนึ่งพยายามเอาชนะความกลัวความสูงโดยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน  พฤติกรรมท้าทายความประสาทกลัวอาจช่วยผู้ป่วยได้โดยการเผชิญกับสิ่งที่กลัวทำให้ผู้ป่วยค่อยๆคุ้นเคยและหายกลัวได้  ความพอใจที่สามารถควบคุมความกลัวได้อาจทำให้ผู้ป่วยที่กลัวทะเลกลายเป็นนักว่ายน้ำหรือนักเล่นเรือใบผู้มุ่งมั่นหรือคนเคยกลัวเวทีอาจพยายามขึ้นพูดในที่สาธารณะทุกครั้งที่มีโอกาส  พฤติกรรมท้าทายความประสาทกลัวก็เหมือนกับการที่เด็กชอบเล่นเกมส์ที่น่าตื่นตกใจ  หรือในผู้ใหญ่ที่ชอบทำอะไรเสี่ยงๆเช่นแข่งรถหรือการไต่เขา  แต่ก็ไม่ใช่ว่ากิจกรรมทุกชนิดจะเป็นพฤติกรรมต่อต้าท้าทายความประสาทกลัวไปหมด  คนจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมประเภทนี้โดยไม่ได้มีความกลัวเลย  มีแต่ความตื่นเต้นท้าทายและความสนุกสนาน
 
ความรังเกียจ(aversion) มีคนบางคนที่ไม่ถึงกับกลัวสถานการณ์บางอย่างแต่มีความไม่ชอบอย่างมากที่จะจับ  ชิม  หรือได้ยินอะไรที่คนทั่วไปรู้สึกเฉยๆหรือชอบ  ความรู้สึกขยะแขยงที่เกิดขึ้นต่างจากความกลัวอยู่บ้าง ความรังเกียจทำให้รู้สึกเสียวฟัน เสียวสันหลัง เนื้อตัวเย็นหน้าซีด และหายใจเฮือก  เราจะรู้สึกขนลุก ไม่เป็นสุข บางครั้งรู้สึกจะอาเจียน แต่ไม่รู้สึกตกใจ  บางครั้งอาจมีความรู้สึกอยากเช็ดนิ้วหรือเอาครีมมาทาความรู้สึกรังเกียจบางอย่างจะเป็นมากขึ้นถ้าผิวหนังหยาบหรือตัดเล็บไว้ไม่เสมอกันทำให้มีความรู้สึกติดปลายนิ้วเวลาลูบผ่านอะไร  ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งไม่ชอบของที่มีผิวเป็นขนสั้นๆนุ่มๆอย่างมากเช่นผิวลูกพีช  ลูกเทนนิสใหม่ๆ หรือพรมบางชนิด เขาจะไม่เข้าห้องที่ปูพรมใหม่ๆที่มีเนื้อแบบนั้น  เวลาเล่นเทนนิสเขาต้องใส่ถุงมือข้างหนึ่งไว้จับลูกบอลจนกว่าขนจะหลุดหมด  คนบางคนมีปัญหากับการหยิบจับกระดุมมุก สำลี กำมะหยี่ หรืออะไรจำพวกนี้  บางคนชอบดูกำมะหยี่ที่วางโชว์อยู่แต่ไม่อยากจับ  ความรู้สึกทำนองเดียวกันอาจเกิดกับเสียงชอลค์ขีดกระดานดำหรือเสียงมีดครูดกับจาน  ความรังเกียจเหล่านี้แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จริงๆแล้วอาจรบกวนมาก  สุภาพสตรีท่านหนึ่งไม่ชอบเสียงชอลค์ขีดกระดานดำจนต้องเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นครู  อีกท่านหนึ่งไม่ชอบกำมะหยี่จนไปงานเลี้ยงของเด็กๆไม่ได้  อีกคนบอกว่า "กระดุมทุกชนิดทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้ ฉันไม่ชอบมันตั้งแต่เด็ก ลุงของฉันก็เป็น  ฉันใส่ได้เฉพาะเสื้อผ้าที่ใช้ซิบกับตะขอเท่านั้นมีกระดุมไม่ได้เลย"  ของที่คนบางคนรังเกียจมีได้มากมาย  รายการวิทยุในอังกฤษรายการหนึ่งนพ.จอห์น ไพรซ์ และผู้ร่วมงานเชิญชวนให้ผู้ฟังที่คิดว่าตนมีความรังเกียจอะไรบางอย่างอยู่เขียนบรรยายเข้ามาร่วมรายการปรากฏว่ามีจดหมายพรั่งพรูเข้ามามากมายซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกเวลาเกิดความรังเกียจได้ดีขึ้น  จดหมายส่วนใหญ่พูดถึงความรังเกียจที่จะจับสิ่งของมากกว่า ๑ อย่างและหลายๆคนชอบดูวัตถุที่ตนไม่กล้าแตะโดยเฉพาะผู้ที่ไม่กล้าจับกระดุมเงาๆ  ความรู้สึกขยะแขยงที่พบบ่อยที่สุดคือการจับสำลีเส้นลวด ฝอยขัดหม้อ หรือกำมะหยี่  ที่พบบ่อยเช่นกันได้แก่การรังเกียจรสหรือกลิ่นบางอย่างทำให้ต้องเลี่ยงอาหารบางชนิดตัวอย่างที่พบบ่อยคือหัวหอม จดหมายหลายๆฉบับพูดถึงความขัดแย้งกันระหว่างเด็กที่ต้องใส่ชุดกำมะหยี่ในงานเลี้ยงกับแม่ที่ไม่เข้าใจว่าทำไม่เด็กถึงไม่ชอบใจ  "ตั้งแต่จำความได้ฉันไม่ยอมจับกำมะหยี่เลย   แม่บอกว่าฉันแผลงฤทธิ์เต็มที่ (ตอนนั้นอายุประมาณ๓ขวบ) เมื่อต้องใส่ชุดปาร์ตี้กำมะหยี่สีฟ้าน่ารักคอปกและข้อมือสีขาวที่แม่ทำให้  เมื่อถึงเวลางานฉันต้องใส่มันจนได้ด้วยความเหน็ดเหนื่อยของแม่  ฉันยืนกำมือแน่นกางแขนห่างจากตัวประมาณหนึ่งคืบและได้แต่ร้อง "ไม่เอาๆ" และฉันก็ไม่เคยเปลี่ยนความคิดเลย ฉันอายุจะ๕๐แล้ว หน้าร้อนที่ผ่านมาฉันไปซื้อเสื้อผ้าและเดินไปดูตรงที่โชว์กำมะหยี่(ฉันชอบดู)ฉันบอกกับตัวเอง"น่าอายน่ะ ฉันโตแล้วนะ กล้าหน่อยสิ หยิบขึ้นมาดู "ฉันยืนคิดอยู่เกือบ ๒ นาทีพยายามบอกตัวเองว่ามันน่ารักออกจะตายไป  ฉันยื่นมือไปจับขึ้นมาทั้งกำมือ-แต่ความรู้สึกยังเป็นเหมือนเดิม!เสียวฟัน!ขยะแขยงจริงๆ! ฉันว่าไม่ใช่แค่น่าอายเฉยๆนะ?  ฉันเลิกหวังว่าฉันจะมีโอกาสออกงานหรือไปโรงละครในชุดกำมะหยี่สีพลอย  เวลาฉันไปบ้านใครที่มีเบาะกำมะหยี่ฉันต้องคอยระวังไม่ให้มือหรือแขนที่อยู่นอกเสื้อไปถูกมัน!"
 
เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งไม่เพียงแต่ไม่ชอบกำมะหยี่เท่านั้นแต่ยังเป็นกับหนังกลับ ผ้าฝ้าย ผ้าขนสัตว์  และเน็คไทที่มีขนปุยๆด้วย  "ทันทีที่ฉันสัมผัสเส้นใยประเภทนี้ฉันจะรูสึกซ่าตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย  ฉันอายุแค่๑๕และตอนเด็กๆแม่ก็ไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกอย่างไรเวลาจับฉันแต่ชุดกำมะหยี่ที่น่าขยะแขยงหรือให้เนคไทขนๆกับฉันและสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันเลิกสูบบุหรี่คือก้นกรองก็เป็นกำมะหยี่ชนิดหนึ่งเหมือนกัน"  จดหมายบางฉบับบ่งบอกว่าความรังเกียจอาจเกิดในครอบครัวได้  พ่อของฉันไม่ยอมให้แม่แต่งชุดกำมะหยี่เพราะเขาไม่กล้าแตะต้องมัน(เวลาเต้นรำ)  ซึ่งรวมไปถึงอะไรที่คล้ายๆกำมะหยี่ด้วยเช่นผ้าที่มีขนเดี๋ยวนี้ฉันเองก็กลัวเหมือนพ่อแล้ว  ลูกสาวของฉัน (อายุ๒๗) ก็เป็นแบบเดียวกันตั้งแต่ยังเล็กๆเธอจะไม่ชอบของเล่นที่เป็นผ้ามีขน  นี่เลยกลายเป็นการมีคน๓ชั่วคนกลัวของอย่างเดียวกันโดยไม่มีเหตุผล
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือความรู้สึกเสียวฟันเกิดได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฟันจริงๆ  ครอบครัวของฉันเป็นเกือบทุกคน  แม่ของฉันเกลียดเสียงช้อนขูดกระทะและบอกว่ารู้สึกเสียวฟันทั้งๆที่แกไม่มีฟันแล้วและต้องใส่ฟันปลอมทั้งบนและล่าง  พี่ชายคนหนึ่งเกลียดเสียงบดเกลือรวมทั้งเสียงเล็บครูดฝาผนังด้วย  ฉันเองไม่ชอบการที่เด็กๆเล่นลูกโป่งโดยเอานิ้วถูให้เกิดเสียงหรือเสียงขัดพื้น-คิดถึงขึ้นมาแล้วขนลุก  ฉันไม่กล้าจับสำลีเพราะทำให้รู้สึกจั๊กจี้มือ กับพวกฝอยขัดหม้อก็เหมือนกัน  ลูกสาวคนโตของฉันทนไม่ได้เวลาฉันตะไบเล็บ ส่วนคนเล็กไม่ชอบแตะกำมะหยี่
สำลีแห้ง
สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งรู้สึกสั่นเวลาจับสำลีจนตัดสินใจไม่เรียนพยาบาล  ต่อมา "เมื่อการล้างแผลสมัยใหม่ใช้ปากคีบจับสำลีฉันจึงสมัครเป็นพยาบาล  แรกๆฉันรู้สึกรำคาญมากแต่เมื่อชุบสำลีกับน้ำยาเย็นๆหรือยาล้างแผลความกระอักกระอ่วนที่จะจับสำลีก็หายไป  ทุกวันนี้แม้ว่าฉันจะยังไม่ชอบจับมันอยู่แต่ความรู้สึกสั่นเป็นน้อยลงมากแล้ว  ดูเหมือนว่าความไม่ชอบนี้จะเป็นกับคนในครอบครัว  "สามีของฉันก็ไม่ชอบอยู่ใกล้สำลี ลูกชายก็เหมือนกัน  ลูกสาวก็เป็นตอนเล็กๆซึ่งฉันแกล้งทิ้งสำลีชิ้นเล็กๆไว้ทั่วบ้านซึ่งก็ทำให้หายได้แต่ต่อมาเธอบอกฉันว่ากลัวอีกแล้ว  เธออายุ ๒๗ แล้วน่าแปลกไหม
หนังกลับ(suede)
ชายผู้หนึ่งเขียนมาว่า "ตลอดชีวิตผมไม่ชอบจับหนังกลับหรือของเนื้อแบบนั้น ถ้าบังเอิญไปโดนเข้าผมจะขนลุกซู่ทันที จะรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง และสะดุ้งกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก แค่คิดถึงก็ทำให้รู้สึกขนลุกขนพองแล้ว! ผมเล่นเทนนิสไม่สนุกเท่าที่ควรเพราะผิวของลูกของมัน  โต๊ะเล่นไพ่ก็เหมือนกันเวลาปลายนิ้วไปโดนจะรู้สึกอย่างกับแปรง-ผมเลยไม่เล่นไพ่เพราะเหตุนี้  การซักพรมด้วยแชมพูเป็นงานที่ทำให้ผมขยาดมาก  ไม่ใช่เพราะงานหนักแต่เป็นเพราะเกลียดความรู้สึกจากขนพรมเปียกๆ ผมลูบช้อนไม้เปียกๆไม่ได้-นี่เป็นเรื่องตลกสำหรับภรรยาของผมกว่า๒๐ปีที่อยู่ด้วยกันมา!"
 
ผ้าขนสัตว์เปียกๆ
"ฉันจับผ้าขนสัตว์หรือผ้าขนสัตว์เทียมเปียกๆไม่ได้ หลังจากซักผ้าประเภทนี้ฉันถึงกับหุบนิ้วไม่ลงจนกว่ามือจะแห้ง ฉันต้องกัดลิ้นไว้เพื่อลดความรู้สึกเสียวฟัน"
 
ผิวลูกพีช
ความรังเกียจผิวลูกพีชทำให้บางคนไม่ยอมปอกลูกพีช คนที่ชอบกินลูกพีชบอกว่าต้องให้คนอื่นปอกให้ ความรังเกียจนี้อาจรุนแรงมากๆได้ "ฉันรังเกียจผิวลูกพีชอย่างมากแต่กับแอปริคอทแล้วเป็นไม่ค่อยมาก  เวลาเห็นใครกัดลูกพีชทั้งเปลือกฉันจะเกิดความขยะแขยงขึ้นมาทันทีและจะเป็นอยู่เป็นชั่วโมง  การนึกถึงมันก็ยังทำให้ฉันตัวสั่นได้"
 
ยาง
"ตอนเด็กๆฉันเคยกลัวการเล่นเกมส์ที่ต้องใช้ลูกโป่งในงานวันเกิดและฉันต้องร้องห่มร้องไห้พยายามบอกแม่บ่อยๆว่าจะไม่ใส่รองเท้าบูทยางเอง  ฉันจะไม่ว่าอะไรถ้ามีคนใส่ให้..ฉันเกลียดมันเพราะเวลาจับของ๒อย่างนี้ฉันจะขนลุก  หลังเย็นวาบ ฟันจะเริ่มกระทบกันและหายใจไม่ออก..ราวกับตกน้ำเย็นๆมา"
"ฉันยอมรับว่าฉันจับของพวกนี้ได้เมื่อจำเป็นเวลาทำให้ลูกๆและอาการของฉันไม่รุนแรงเท่าตอนเด็กๆแล้วแต่ฉันก็ยังต้องสูดหายใจยาวๆเพื่อลดอาการหนาวสั่น" อย่างที่นพ.ไพรซ์กล่าวไว้  ความรังเกียจเหล่านี้น่ารำคาญมากกว่าจะเป็นอุปสรรคกับชีวิตประจำวันแต่บางรายก็มีผลต่อการเลือกอาชีพเช่นพยาบาล  ครู และมีผลต่องานในบ้าน คนที่ไม่ยอมล้างชามเพราะไม่ชอบแตะต้องหม้อหรือกระทะไม่จำเป็นจะต้องเป็นการแกล้งทำเสมอไป  แต่อย่างไรก็ตามคนที่เป็นมากขนาดในจดหมายฉบับสุดท้ายนี้มีน้อยมาก
เรามีลูกชายคนหนึ่งชื่อเจมส์อายุ๘ขวบ  เขารังเกียจสิ่งต่างๆหลายอย่างมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งโดยการสัมผัสและโดยการกิน…เริ่มเป็นตั้งแต่๖ขวบและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ  การจดรายการของที่ไม่ทำให้เขา "หนาว" ยังจะง่ายกว่าเลย…เขารังเกียจวัตถุสังเคราะห์ทุกชนิด ผ้าขนสัตว์หลายชนิด แปรง กระดาษชำระ เสียงกระโดด เสียงขัดพื้น อ้อ!แล้วก็ทราย-หาดทราย! ฉันแปลกใจกับรายการสิ่งที่เขาเกลียด  เวลาซื้อเสื้อผ้าให้ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะใส่ได้หรือเปล่า อาการเกลียดของเขาคือหน้าซีด ซี้ดปาก ตัวสั่น  และถ้าเป็นมากๆจะขนลุก…ถ้าเป็นมากกว่านี้เขาคงต้องแก้ผ้าไปโรงเรียน! เขาเป็นลูกคนโตในจำนวน ๒ คน [คนที่ ๒ เป็นผู้หญิงไม่เกลียดอะไรเลย]  ตัวฉันเองและสามีก็เหมือนคนทั่วๆไปคือเกลียดอะไรนิดๆหน่อยๆคนละอย่างสองอย่าง เขายังติดของเล่นชิ้นหนึ่งมาก เป็นตุ๊กตาสุนัขขาดๆเหม็นๆ  เขาจะมีความสุขกับการจับและดมมันมาก
ผ้าห่มของไลนัส: ของประจำตัว(soterias)
เรื่องของตุ๊กตาสุนัขขาดๆนำเราไปสู่เรื่องของผ้าห่มของลินนัส เด็กที่น่ารักในการ์ตูนพีนัท  เขามักไปไหนต่อไหนโดยเอาผ้าห่มเก่าๆของเขาไปด้วย ผ้าห่มของลินนัสเป็นของประจำตัวชนิดหนึ่ง  ของประจำตัวหมายถึงวัตถุที่คนๆนั้นผูกพัน  ซึ่งตรงข้ามกับความรังเกียจและความประสาทกลัว มักเป็นของส่วนตัวที่ให้ความสุขแบบพิเศษสำหรับคนๆนั้นโดยเฉพาะแม้ว่าคนทั่วไปจะเห็นว่าเป็นของธรรมดาๆ  เช่นของเล่นและตุ๊กตายัดนุ่นที่เด็กเล็กๆชอบเอาติดตัว  พวกเครื่องรางที่ผู้ใหญ่จำนวนมากพกติดตัวก็เช่นกัน  เด็กหลายๆคนเอาผ้าห่มหรือตุ๊กตายัดนุ่นตัวเก่งติดตัวไปด้วยทุกที่จนเก่าสกปรกขาดรุ่งริ่งเป็นผ้าขี้ริ้ว  เด็กจะติดของมากจนแม่ไม่สบายใจและพยายามเก็บไปทิ้งซึ่งเด็กอาจเสียใจมาก  ผู้ที่เป็นประสาทกลัวก็อาจติดของประจำตัวบางอย่างซึ่งช่วยลดความกลัวได้  บางรายจะรู้สึกอุ่นใจถ้าพกยาดมติดตัวไว้ บางรายแค่มียากล่อมประสาทติดกระเป๋าอยู่แม้ไม่เคยได้ใช้เลยก็สบายใจแล้ว
 
ประวัติความเป็นมาของความกลัว
ความกลัวไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย  เกือบ ๒๐๐๐ ปีก่อนฮิปโปเครติสกล่าวถึงชายคนหนึ่งที่เป็นประสาทกลัวขลุ่ย  ถ้าเขาไปงานเลี้ยงตอนกลางคืนทันทีที่ได้ยินเสียงขลุ่ยเขาจะเกิดอาการตื่นกลัวขึ้นมาทันทีแต่ถ้าเป็นกลางวันแล้วไม่เป็นไร  อีกรายเป็นโรคกลัวความสูงถึงขนาดไม่กล้ายืนริมหน้าผา  บนสะพาน  หรือแม้แต่ริมคูน้ำตื้นๆ  มีการเขียนถึงความประสาทกลัวอยู่เรี่อยๆ  ปี ๑๖๒๑ (พ.ศ.๒๑๖๔)โรเบิร์ต  เบอร์ตันพิมพ์หนังสือชื่อ "กายวิภาคศาสตร์ของภาวะซึมเศร้า" ว่า "นอกจากจะทำให้หน้าแดงหน้าซีดตัวสั่นเหงื่อแตกแล้วภาวะที่ว่านี้มีผลร้ายอีกหลายอย่าง…เขาจะอยู่อย่างหวาดกลัวไม่มีที่สิ้นสุด…ไม่มีวิธีใดๆที่จะมาแก้ความกลัวนี้ได้"  เบอร์ตันบรรยายความแตกต่างระหว่างความกลัวและความซึมเศร้าและกล่าวถึงบุคคลในประวัติศาสตร์หลายๆคนที่เป็นประสาทกลัวเช่นทัลลี่ (Tully) และเดโมสทีนส์ (Demosthenes)  ซึ่งเป็นโรคตื่นเวทีทั้งคู่ และออกุสตุส ซีซ่าร์ (Augustus Caesar) ซึ่งเป็นโรคกลัวความมืด
 
เบอร์ตันเขียนถึงผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่ง..ไม่กล้าเดินกลับบ้านคนเดียวเพราะกลัวเป็นลมหรือตายไปเลย  นอกจากนั้นเขายังกลัวว่าทุกคนที่เขาพบจะปล้น หาเรื่องทะเลาะ หรือไม่ก็ฆ่าเขา อีกอย่างที่ทำให้เขาไม่กล้าไปไหนคนเดียวคือกลัวเจอผี ผู้ร้าย หรือกลัวจะไม่สบาย เขายังไม่กล้าขึ้นสะพาน อยู่ใกล้บ่อน้ำ ท้องร่อง เนินเขาชันๆ  อ่างน้ำมนต์ในโบสถ์ เพราะกลัวว่าจะเผลอกระโดดลงไป  เวลาฟังสวดเขาก็กลัวจะเผลอตะโกนอะไรออกมา  เวลาปิดประตูอยู่ในห้องคนเดียวเขาจะกลัวหายใจไม่ออกและต้องพกยาดมติดตัวเป็นประจำ  ถ้าเขาอยู่ในที่ๆคนมากๆหรืออยู่ในโบสถ์ซึ่งออกมาลำบากเขาจะทนนั่งอยู่ได้แต่จะรู้สึกทรมานมาก
หลังจากนั้นก็มีการกล่าวถึงความประสาทกลัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กษัตริย์เจมส์ที่๑แห่งอังกฤษไม่กล้ามองดาบที่ไม่ได้อยู่ในปลอกจนมีผู้กล่าวว่า "อลิซาเบธเป็นกษัตริย์ส่วนเจมส์ที่๑เป็นราชินี" กษัตริย์อีกองค์หนึ่งคือเจอร์มานิคัส (Germanicus) กลัวไก่ตัวผู้และเสียงไก่ขัน   เมื่อโรคซิฟิลิสระบาดในยุโรปโรคประสาทกลัวซิฟิลิสก็ตามมา  ในปี ๑๗๒๑ (พ.ศ.๒๒๖๔) แพทย์ผู้หนึ่งบรรยายอาการโรคประสาทกลัวซิฟิลิสไว้ว่า  แค่สิวเม็ดเดียวหรือมีอะไรเจ็บๆขึ้นมาหน่อยผู้ป่วยก็จะเป็นกังวลจนต้องไปหาหมอ  อาการจะรุนแรงจนแพทย์เองยังรู้สึกว่ารักษายากกว่าซิฟิลิสจริงๆเสียอีก  ความประสาทกลัวอื่นๆของบุคคลในประวัติศาสตร์ได้แก่ของกษัตริย์เฮนรี่ที่ ๓ แห่งฝรั่งเศสซึ่งกลัวแมวและดยุคแห่งชอนเบอร์กซึ่งเป็นนายพลชาวรัสเซียผู้โด่งดังผู้หนึ่งซึ่งกลัวกระจกเงาจนจักรพรรดินีแคเธอรีนต้องให้เข้าเฝ้าในห้องที่ไม่มีกระจกเงาเลย  นักเขียนชาวอิตาเลี่ยนชื่อแมนซอนี่ (Mansoni) ไม่กล้าออกจากบ้านคนเดียวเพราะกลัวจะเป็นลมนอกบ้านและต้องพกน้ำส้มสายชูขวดเล็กๆติดตัวไปด้วยทุกที่  เฟดู (Feydeau) นักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศสแทบจะไม่ได้ออกไปไหนตอนกลางวันเลยเพราะกลัวแสงแดด  แม้แต่ซิกมันด์ ฟรอยด์เองก็เคยมีอาการประสาทกลัวเช่นกัน อย่างหนึ่งก็คือ  การกลัวการเดิน  ซึ่งเป็นอยู่หลายปีในช่วงอายุ๓๐เศษ
 
 

  http://s10.histats.com/6.swf