A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

การแข่งขัน กับ การพักผ่อน มกราคม 22, 2008

 

       ยุคนี้คำว่า การแข่งขัน กำลังขึ้นสมอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องบอกว่า ต้องพร้อมสำหรับการแข่งขัน นี่อาจจะเว้นเฉพาะคนที่มีอาชีพเป็น ศิลปิน บริสุทธิ์ แบบ คุณถวัลย์ ดัชนี ที่ขายตัวเองได้ด้วยความยิ่งใหญ่บารมี ไม่ต้องรอให้อากู๋โปรโมตแบบศิลปินแกรมมี่
        แต่หากเป็นคนธรรมดา ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มักจะต้องแข่งขันอยู่ดี บางคนแข่งแบบไม่ลืมหูลืมตา จนป่วยไปเลยก็มี หรือไม่ก็แข่งจนเหนื่อยตายไปก็มี เพราะว่าลืมพักผ่อน
        ฝรั่งให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างมีวินัย เห็นได้จากการที่ผู้บริหารฝรั่งมีการลาหยุดกันได้เป็นเดือนๆ และเขาก็ใช้มันอย่างจริงจัง หายไปจากสำนักงานไปพักผ่อนกันจริงๆ
        ตอนนี้เป็นยุคสื่อสารไร้พรมแดน มีการทำการศึกษาเรื่องการพักผ่อน ว่าการที่คนมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปโดยมีเครื่องมือสื่อสารและอำนวยความสะดวกมากขึ้นนั้น ได้พักผ่อนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม
พูดถึงเรื่องนี้ก็แวบไปถึงเมื่อวันก่อนแวะเยี่ยมเพื่อน เธอเพิ่งซื้อเครื่องล้างจานมา หลังจากรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน จะช่วยเธอล้างถ้วยล้างจาน เธอก็บอกเอาไว้นั่น เดี๋ยวให้เครื่องมันจัดการ แล้วเราก็มานั่งคุยกันต่อ
คนอเมริกันเขาช่างทำการศึกษาทุกๆ เรื่องเอาไว้ ขณะนี้มีนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันสองคนทำวิจัยเรื่องการพักผ่อนของคนอเมริกันในยุคปัจจุบัน ผลสรุปออกมาว่าคนอเมริกันพักผ่อนมากขึ้น
         นักเศรษฐศาสตร์สองคนนี้คนหนึ่งทำงานอยู่ที่เฟด หรือ Federal Reserve Bank at Boston ซึ่งเป็นงานแบบเดียวกับที่ อลัน กรีนสแปน ทำ เพียงแต่อันนี้อยู่ที่บอสตัน อีกคนอยู่ที่ University of Chicago"s Graduate School of Business ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งคู่
วิธีทำวิจัยคล้ายกับที่บ้านเรามีการวิจัยตลาดกัน คือให้กลุ่มเป้าหมายเขียนไดอารี การวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลจากไดอารีนี้มีมานานและเป็นที่นิยมกัน เขาให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้รวมพวกหลังเกษียณไว้บันทึกว่าตลอดวันทำอะไร ไม่ใช่แค่ที่ที่ทำงานแต่หลังและก่อนเข้าทำงานด้วย (ตอนหลับคงไม่ต้องบันทึกว่าฝันว่าอะไร มากไป)
แล้วเขาก็แบ่งวิธีวัดการพักผ่อนออกเป็น 4 แบบ อันที่ตีวงแคบที่สุดรวมถึงกิจกรรมอะไรก็ตามที่คนถือว่าเป็นการผ่อนคลายหรือสนุกสนาน ส่วนอันที่กว้างออกไปก็หมายถึงอะไรก็ตามที่ทำแล้วไม่ได้รับค่าจ้าง งานบ้าน หรือการวิ่งออกไปทำธุระ
        เขาบอกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมานี่คนอเมริกันพักผ่อนมากขึ้น 4-8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าหากเทียบจากว่าทำงานกันอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง ก็เท่ากับได้เวลาพักมากขึ้นถึง 5-10 สัปดาห์ต่อปี
ที่น่าสนใจก็คือคนอเมริกันทั้งเพศหญิงและชาย ทั้งการศึกษาสูงและน้อย แต่งงานหรือเป็นโสด มีลูกหรือไม่มี ต่างพักผ่อนมากขึ้นทั้งนั้น และที่แปลกก็คือคนที่การศึกษาน้อยแต่มีงานทำพักผ่อนดีกว่าคนที่รวยและมีงานดีๆ
ข้อสังเกตอีกอันหนึ่งก็คือเมื่อเปรียบเทียบคนอเมริกันกับคนยุโรปในประเทศที่ร่ำรวย คนอเมริกันก็ยังทำงานในสำนักงานยาวนานกว่าคนยุโรป เพราะว่าตัวเลขชั่วโมงทำงานของคนยุโรปลดลงนั่นเอง
        ทีนี้ต้องหันมาดูว่าทำไมท่านนักวิจัยทั้งสองจึงร่วมสรุปกันสรุปว่าคนอเมริกันพักผ่อนมากขึ้น อันนี้มันขึ้นอยู่กับคำจำกัดความของทั้งสองคนว่าอะไรที่เป็นการทำงาน อะไรที่เป็นการพักผ่อน และข้อมูลที่ได้มาเป็นแบบไหน
ทั้งสองบอกว่าการเก็บข้อมูลของทางราชการซึ่งเก็บจากเฉพาะที่ทำงานนั้นไม่ถูกต้อง อันนั้นเหมาะกับยุคที่คนทำงานกันในโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานล้วนๆ เดี๋ยวนี้คนทำงานที่บ้านก็มี ทำงานอิสระก็มี แล้วเขาก็ถือว่าการจับจ่ายซื้อของ การเตรียมอาหารให้ตัวเองและครอบครัว ออกไปทำธุระ และทำงานบ้าน พวกนี้ก็คืองานเหมือนกัน งานพวกนี้แหละหนักเท่ากับงานสำนักงานเลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องดูแลลูกด้วยทำงานนอกบ้านด้วย หนักหยอกใคร ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ชายไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่างานบ้านนั่นก็งานนะคะ
        ญาติของผู้เขียนคนหนึ่งมีลูกสองคน เธอชอบมาทำงานที่บริษัทมาก เพราะเห็นว่างานบริษัทสบายกว่าการเลี้ยงดูลูกสองคนที่บ้าน ส่วนผู้เขียนนั้นก็เห็นว่างานที่บริษัทหนักมาก แต่งานบ้านเป็นเรื่องเบาและสนุก ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ทำกับข้าว จัดบ้าน รดน้ำต้นไม้ หรือแม้กระทั่งหาเห็บให้สุนัข งานพวกนี้ถ้าในสายตาของนักวิจัยทั้งสองก็คงเป็นงานเหมือนกันนะคะ
        ในงานวิจัยชิ้นนี้ เขาบอกว่าคนอเมริกันทำงานน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นงานที่ได้เงินหรืองานบ้าน ทั้งนี้เพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น มีเดลิเวอรี่มากขึ้น มีบริการอื่นๆ สำหรับชีวิตมากขึ้น เช่น ออนไลน์ช็อปปิ้ง ถ้าในเวอร์ชั่นไทยก็คงบอกว่า มีอาหารสำเร็จรูปขายตามหัวมุมถนนต่างๆ (สกปรก แต่สะดวก ทำไงได้) มากขึ้น อาหารถุงพลาสติค อาหารกล่อง แม้แต่โอเลี้ยงกาแฟเย็นถุงพลาสติค ยังพัฒนาเป็นแก้วพลาสติค บางรถเข็นยังสิบบาทเท่าเดิม
แม่บ้านทั้งหลายก็ไปทำงานหาเงินได้มากขึ้น การเก็บข้อมูลด้วยไดอะรี่แบบนี้ไม่เฉพาะแต่อเมริกาที่ทำ แต่ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรปหลายประเทศก็ทำกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติของไทยจะทำไหมคะ ก่อนทำก็ต้องล้างสมองคนไทยก่อนนะคะว่าต้องบันทึกอย่างซื่อตรง ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า หรือแต่งข้อมุลเพื่อให้ตัวเองดูดี ถึงจะเอาไปใช้ได้จริง 

         ถามว่าคนอเมริกันคิดยังไงกับผลวิจัยอันนี้ ถ้าคนที่รายได้น้อยหน่อยอาจจะบอกว่า เอ เห็นท่าเราจะต้องทำงานมากขึ้น แต่สำหรับคนอเมริกันส่วนใหญ่ดูเหมือนว่าจะพอใจที่ได้พักผ่อนมากขึ้นและที่สำคัญมันหมายถึงว่าการทำงานน้อยลงแต่รายได้ไม่ได้ลดลงนั้นคือ เวลาของเขามี (มูล) ค่ามากขึ้นนั่นเอง

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

งานที่ยากที่สุด คือการคิด

 http://s10.histats.com/6.swf  

เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ยี่ห้อฟอร์ดกล่าวไว้ว่า "งานที่ยากที่สุด คือการคิด จึงไม่ค่อยมีคนอยากจะคิดกันสักเท่าไร"
การคิดคือ สิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ๆ ในโลกนี้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างใช้ความสามารถนี้เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น และสร้างชีวิตในแบบที่ตนต้องการ คุณ เท่านั้นที่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์ ทัศนคติและ ความคิดต่าง ๆ ขึ้นได้ พลังความคิดนั้น เป็นสิ่งที่ ทั้งวิเศษ และก็น่ากลัว ในเวลา เดียวกัน แต่มนุษย์มีความสามารถด้านความ รู้สึก นึกคิดที่บางครั้งผู้อื่นก็ไม่เข้าใจ
แอนโธนี่ ร็อบบินส์ ได้เขียนหนังสือชื่อ "Unlimited Power" ขึ้นเพื่อขยาย ความเกี่ยวกับทฤษฎี Neuro Linguistic Programming ซึ่งเป็นทฤษฎี เรื่องอำนาจแห่งจิตใจ การควบคุม
อำนาจแห่งจิตใจและใช้อำนาจนี้ให้เกิดประโยชน์ ทฤษฎีนี้เดิมพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นระบบการสื่อ สารที่ใช้ระบบประสาทส่วนกลาง จากระบบดังกล่าวนี้ ร็อบบินส์จึงเขียน หนังสือขึ้นเพื่อชี้แนวทางในการปลดปล่อย อำนาจแห่งจิตใจนี้เพื่อให้คุณ บรรลุเป้าหมาย ที่ครั้งหนึ่งคุณเคยคิดว่าไกลเกินเอื้อม
ขั้นแรกในการใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านจิตใจที่แท้จริงของคุณคือ คุณต้อง เข้าใจสิ่งที่ร็อบบินส์อ้างถึงในหนังสือของเขาในฐานะกลไกกระตุ้นทั้ง 7


1.ไฟ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงต่างก็มีพลังขับภายในตัวซึ่ง ต่างจาก ผู้อื่น พลังที่ว่านี้คือ ความปรารถนาอันล้ำลึก ที่เป็นเชื้อเพลิง ให้ก้าวไปสู่ความ สำเร็จ ได้ในที่สุด พลังนี้จะอยู่ในตัว พวกเขาตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มีวัน เหือด หาย ไฟแห่งความมุ่งมั่นจะทำให้ผู้นั้น เต็มไป ด้วยความทะเยอทะยาน เขาจะไม่ยอม รามือจนกว่า จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังไว้
2.ความเชื่อมั่น
เวอร์จิล กวีโรมันกล่าวไว้ว่า "ความเชื่อมั่นทำให้คนเราทำได้ทุกสิ่ง" คุณจะทำเงินได้ มากมาย หากคุณเชื่อมั่นว่าคุณทำได้ แต่ถ้าขาดความ เชื่อมั่นแล้ว ทุกอย่างก็จะดู ห่างไกลไปหมด สัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต ก็คือ ขอบเขตความสามารถของ มนุษย์มาจากจิตใจ เมื่อจิตใจ เชื่อมั่นว่า ทำได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรเกินความสามารถเลย ถ้าคุณขยายขอบเขต ความ เชื่อมั่นใน ความสามารถของคุณเองแล้ว ก็เท่ากับว่าคุณ ได้ ขยายขอบเขต ความสำเร็จ ของตนเองให้ กว้างขึ้นอีกด้วย ขอยกตัวอย่างชาย คนหนึ่ง ซึ่งมีชีวิต อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าสักวันจะประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้คือชีวิตคร่าว ๆ ของเขา

>ล้มเหลวในการทำธุรกิจเมื่ออายุ 31
>แพ้การแข่งขันด้านกฎหมายเมื่ออายุ 32
>ล้มเหลวในการทำธุรกิจอีกครั้งเมื่ออายุ 34
>สูญเสียคู่ชีวิตเมื่ออายุ 35
>มีอาการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนล้มป่วยเมื่ออาย 36
>แพ้การเลือกตั้งเมื่ออายุ 38
>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมื่ออายุ 43
>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาอีกครั้งเมื่ออายุ 46
>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมื่ออายุเมื่ออายุ 48
>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่ออายุ 55
>พลาดไม่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีเมื่ออายุ 56
>พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้งเมื่ออายุ 58
>ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเมื่ออายุ 60

3.กลยุทธ์
กลยุทธ์คือแผนเกมชีวิตของคุณ เปรียบเสมือนแผนที่ที่จะนำพาคุณ ไปสู่ความสำเร็จ ความเชื่อ มั่นอย่างเดียวคงไร้ผลหากขาดกลยุทธ์ ที่เหมาะสมไว้เป็นแนวทาง กลยุทธ์ ที่ดี จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จโดยไม่ทำให้ชีวิตหักเห และเป็นทางลัดสู่เป้าหมายที่สั้นที่สุด

4.ตั้งคุณค่าให้ชัดเจน
ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เราสำรวจว่าเรามี ความรู้สึก อย่างไรต่อสิ่งเหล่านี้ เช่น ความรัก ความภูมิใจในตัวเอง อิสระ ความเป็นเลิศ ความ เป็นเจ้าของ ความรักชาติ และความโอนอ่อนผ่อนปรน เพราะสิ่งเหล่านี้คือ ค่านิยม ในสังคมที่คนทั่วไปใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการ ตัดสินซึ่ง คนส่วนใหญ่เห็น ตรงกัน ว่าเป็นเรื่องสำคัญ หากเราไม่มี ความเชื่อ เรื่องคุณค่าที่ชัดเจนแล้ว การจะเชื่อ ในสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่มีค่าสำหรับเรา ก็เป็นเรื่องยาก เมื่อเราตั้งระบบความเชื่อ เรื่องคุณค่า ของเรา ได้แล้ว เราก็จะ สามารถ กำหนดวิถีทางที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ โดยมี พื้นฐาน มาจากความ สำคัญก่อนหลัง ที่เรามีต่อคุณค่าในด้านต่าง ๆ การให้ความ สำคัญ เรื่องคุณค่าจะทำให้เรามีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น
5.เรี่ยวแรง
ร่างกายที่แข็งแรงคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จนอกจากนั้นเราก็ควรมีจิตใจและทัศนคติที่ "แข็งแรง" เช่นกันความลับสู่ร่างกายที่แข็งแรงพร้อมลุยก็คืออาหารที่มีประโยชน์เราจึงควรสร้างสุขนิสัยที่ดีในการกินและตีตัวออกห่างอาหารขยะจำพวกฟาสต์ฟูดทั้งหลายส่วนความแข็งแรงทางด้านจิตใจและสติปัญญานั้น มาจากสภาพแวดล้อม ที่ดีรอบตัวเรานั่นเอง
6.มนุษยสัมพันธ์
เราคงเคยเห็นคนที่สามารถเข้าได้ผู้อื่นได้ทุกคน ในการสร้างสัมพันธ์ กับผู้อื่นนั้น เราควรระลึกเสมอว่าคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงควรเคารพ ความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากที่สุด

7.อย่าให้ใจเป็นนาย
อย่าตกเป็นทาสของจิตใจ คุณควรใช้สมองเป็นหลักแทนที่จะปล่อย ให้จิตใจ เป็นตัวนำชีวิต เมื่อคุณควบคุมจิตใจของตนเองได้แล้ว เราก็จะสามารถ บังคับทั้งใจและกายให้สอดคล้องกัน และนำคุณสู่ความสำเร็จได้โดยง่าย