A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

สีบำบัด ( Color Therapy ) ธันวาคม 28, 2007

 

    

   นับตั้งแต่มีการค้นพบเรื่องความแตกต่างของสีแต่ละสีเมื่อหลายพันปีก่อน มนุษย์รู้จักนำความรู้เรื่องสีมาปรับใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายๆ ด้าน สีต่างๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราสามารถรับรู้และมองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่พลังของสียังส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินใจของเราอีกด้วย ต่อมไพเนียลจะมีปฏิกิริยาในการตอบสนองต่อสีแต่ละสีแตกต่างกันออกไป ซึ่งส่งผลให้ความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมนและอารมณ์ในร่างกายของเราในขณะนั้นแตกต่างกัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสีนั้นมีอิทธิพลมากในชีวิตของเรา ในธรรมชาติมีสีมากมายหลายเฉดสี และมีผลต่อความรู้สึกของเราทั้งนั้น เช่น ท้องฟ้าสีฟ้าใส ทำให้จิตใจรู้สึกสดชื่น สีทึบของท้องฟ้ายามมีเมฆอาจทำให้หดหู่ แสงแดดทำให้รู้สึกร่าเริง ซึ่งสีนั้นมีความถี่ของการสั่นสะเทือนบริสุทธิ์ เมื่อร่างกายหรือจิตใจมีความผิดปกติ สีจึงสามารถนำพาให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้ สีบางสี เช่น สีเขียว สีฟ้า หากนำไปใช้ในโรงเรียนจะทำให้เกิดความรู้สึกมีสมาธิมากขึ้น และทำให้มีใจจดจ่อกับการเรียนดีขึ้น เพราะเป็นการกระตุ้นพลังงานและหน่วงความล้าของดวงตาให้ช้าลง 
       ด้วยความหลากหลายของสีนี่เอง นักจิตวิทยาจึงสามารถนำพลังของสีแต่ละสีมาปรับใช้เพื่อบำบัดอาการเจ็บป่วยด่างๆ ของร่างกายและจิตใจให้กับผู้ป่วยมากมายในปัจจุบัน โดยเรียกศาสตร์แห่งการรักษานี้ว่า ‘’’สีบำบัด’’’ หรือ ‘’’Color Therapy’’’ 
       การใช้สีบำบัดนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ มีวิธีการมากมายตั้งแต่โบราณ ที่ใช้สีในการรักษาทั้งตำราพื้นบ้าน และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจสอบ สำหรับการรักษาพื้นบ้านนั้น สีเป็นส่วนสำคัญในการรักษาตั้งแต่ยุคอียิปต์ อินเดียน และจีน มีหลักฐานจากหินที่สลักความเชื่อของชาวบ้าน นิทาน และตำนานต่างๆ ส่วนในยุคใหม่ สีถูกใช้เป็นเครื่องเยียวยารักษาทั้งในด้านของการฉายแสงสีสเปกตรัม และการใช้บำบัดอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งในศาสตร์ของการบำบัดด้วยสีมีเทคนิคต่างๆ มากมาย เช่น การกระจายแสงสีบนร่างกายเพื่อบำบัดโรคต่างๆ และในสีแต่ละสีก็มีคุณสมบัติในการรักษาโรคที่ต่างกันออกไป ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความชำนาญของแพทย์ แต่เราก็สามารถศึกษาพลังสีบำบัดได้ในระดับหนึ่ง เพื่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจในขั้นต้น ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา

กลุ่มโทนสี
โดยทั่วไปศาสตร์ของการรักษาโรคโดยการใช้สีบำบัด เราสามารถแบ่งชนิดหรือโทนสีออกเป็น 2 แบบคือ

  • กลุ่มสีโทนร้อน เป็นกลุ่มสีที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้นและกระฉับกระเฉง ในทางจิตวิทยาความแรงของสีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกหิวและกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสนอ
  • กลุ่มสีโทนเย็น เป็นกลุ่มสีที่ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายใจและไม่ทำให้เครียด สีโทนเย็นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องทำงานหนักและใช้ความคิดเป็นอย่างมาก

กลุ่มสีโทนร้อน

สีเหลือง
สีเหลืองเป็นสีแห่งความสนุกสนาน ความฉลาดรอบรู้ สดใส ร่าเริงและทำให้มีอารมณ์ขัน พลังของสีเหลืองช่วยให้ระบบการทำงานของน้ำดีและลำไส้เป็นไปตามปกติ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ทั้งยังสามารถใช้เยียวยาอาการท้อแท้ หดหู่และหมดกำลังใจของผู้ป่วยบางประเภทได้

สีส้ม
สีส้มเป็นสีแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น สดใส มีสติปัญญา ความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังไปในตัว พลังของสีส้มช่วยคลายอาการหอบหืดและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาความผิดปกติของม้าม ตับอ่อน ลำไส้ ทั้งยังช่วยในการดูดซึมอาหารของกระเพาะและลำไส้ได้เป็นอย่างดี

สีแดง
สีแดงเป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทของเราได้รุนแรงที่สุด ให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ตื่นตัว พลังของสีแดงกระตุ้นพลังชีวิตให้มีความเข้มแข็ง กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวา ในแง่ของการรักษา สีแดงมีอิทธิพลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย เพิ่มพลังในระบบการไหลเวียนของเลือดและรักษาอาการหวัด เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจควรรีบหาสีแดงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยเร็ว เพราะพลังแห่งความมั่นใจ กล้าแสดงออกและความรักที่มีอยู่ในสีแดงนั้นจะสามารถสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองได้เป็นอย่างดี

สีม่วง
สีม่วงเป็นสีแห่งผู้รู้ ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและสร้างความสงบในจิตใจได้เป็นอย่างดี พลังของสีม่วงช่วยปรับสมดุลในร่างกายของเราในกลับมาเป็นปกติ ใช้บำบัดโรคไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคผิวหนังบางชนิด อีกทั้งยังช่วยในการบำบัดโรคไขข้อได้อีกด้วย
จากการวิจัยพบว่าพลังของสีม่วงยังช่วยให้สมองของเราสงบและสามารถสร้างแรงบันดาลใจในด้านต่างๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในตัวเราในคราวเดียวกัน เมื่อคุณต้องขบคิดปัญหาที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้การนำสีม่วงเข้ามาประยุกต์ใช้จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

กลุ่มสีโทนเย็น

สีเขียว
สีเขียวเป็นสีที่เด่นที่สุดบนโลก ให้ความรู้สึกร่มเย็น สบายตา ผ่อนคลาย ปลอดภัย ทำให้เกิดความหวังและความสมดุล พลังของสีเขียวสามารถทำให้ประสาทตาผ่อนคลายและความดันโลหิตของเราลดลงได้ ทั้งยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ป้องกันการจับตัวของก้อนเลือด ต่อต้านเชื้อโรค รักษาอาการของคนเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เยื่อบุอักเสบ

สีน้ำเงิน
สีน้ำเงินเป็นสีที่สร้างความสุขุม เยือกเย็น หนักแน่นและละเอียดรอบคอบ พลังของสีน้ำเงินทำให้ระบบหายใจเกิดความสมดุลและเข็งแรงขึ้น ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงและคลายความเหงา อีกทั้งเป็นสีที่ใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจและการแสดงออกทางศิลปะได้ดี

สีฟ้า
สีฟ้าเป็นสีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง สบาย ปลอดภัย ใจเย็นและระงับความกระวนกระวายในใจได้ดี พลังของสีฟ้ามีคุณสมบัติในการรักษาอาการของโรคปอด ลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน รักษาอาการเจ็บคอและทำให้ชีพจรของเราเต้นเป็นปกติ

การประยุกต์ใช้

  • หากตื่นนอนแล้วแต่ยังรู้สึกง่วงเมื่อเข้าห้องน้ำก็ควรเลือกใช้แปรงสีฟันสีแดง สีส้ม
  • ผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับให้สวมชุดนอนหรือชุดเครื่องนอนสีฟ้าหรือสีเขียวอ่อน
  • ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการใช้สายตามากๆ เช่น คอมพิวเตอร์ ก็ควรมีกระถางต้นไม้เล็กๆ ตั้งข้างๆ
  • ใช้ภาชนะสีแดงเพื่อเป็นตัวกระตุ้นการเจริญอาหาร

 

ดนตรีบำบัด (Music Therapy)

ดนตรี (Music)

                ดนตรี คือ  ลักษณะของเสียงที่ได้รับการจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  โดยมีแบบแผนและโครงสร้างชัดเจน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ เพื่อความสุนทรีย์, เพื่อการบำบัดรักษา และเพื่อการศึกษา
ดนตรี  มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  จิตใจ  และการทำงานของสมองในหลาย ๆ ด้าน  จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีผล ดังนี้
ผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของชีพจร, ความดันโลหิต, การตอบสนองของม่านตา, ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด
ผลของดนตรีต่อจิตใจและสมอง สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์, สติสัมปชัญญะ, จินตนาการ, การรับรู้สภาพความเป็นจริง และการสื่อสารทางอวัจนะภาษา

องค์ประกอบต่าง ๆ ของดนตรี  ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป เช่น
1.     จังหวะหรือลีลา (Rhythm)  ช่วยสร้างเสริมสมาธิ (Concentration)  และช่วยในการผ่อนคลาย (Relax)
2.     ระดับเสียง (Pitch)  เสียงในระดับต่ำ  และระดับสูงปานกลาง จะช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบ
3.     ความดัง  (Volume / Intensity)  พบว่าเสียงที่เบานุ่ม  จะทำให้เกิดความสงบสุข  สบายใจ  ในขณะที่เสียงดัง  ทำให้เกิดการเกร็ง  กระตุก  ของกล้ามเนื้อได้   ความดังที่เหมาะสมจะช่วยสร้างระเบียบการควบคุมตนเองได้ดี  มีความสงบ  และเกิดสมาธิ
4.     ทำนองเพลง  (Melody)  ช่วยในการระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ  ทำให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวล
5.     การประสานเสียง  (Harmony)  ช่วยในการวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้โดยดูจากปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่าง ๆ จากบทเพลง

ดนตรีบำบัดคืออะไร
ดนตรีบำบัด  (Music  Therapy)  คือศาสตร์ที่ว่าด้วย  การนำดนตรี  หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี  มาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับเปลี่ยน  พัฒนา  และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้  ผ่านทางกิจกรรมทางดนตรีต่าง ๆ อย่างมีรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน  มีหลักเกณฑ์  และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์
เป้าหมายของดนตรีบำบัด  ไม่ได้เน้นที่ทักษะทางดนตรี  แต่เน้นในด้านพัฒนาการทางร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลที่มารับการบำบัด  สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท  เช่น ด้านการศึกษา  ด้านการแพทย์ 

 ลักษณะเด่นของดนตรีบำบัด
ดนตรีบำบัดมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวหลายด้าน  ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับอายุ  และหลากหลายปัญหา  ลักษณะเด่น ได้แก่

1.    ประยุกต์เข้ากับระดับความสามารถของบุคคลได้ง่าย
2.    กระตุ้นการทำงานของสมองได้หลายส่วน
3.    กระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
4.    ช่วยพัฒนาอารมณ์  จิตใจ
5.    เสริมสร้างทักษะทางสังคม และการสื่อสาร
6.    ให้การรับรู้ที่มีความหมาย  และความสนุกสนาน ไปพร้อมกัน
7.    ประสบความสำเร็จในการบำบัดได้ง่าย  เนื่องจากประยุกต์ใช้ได้ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับความสามารถ

 ประโยชน์ของดนตรีบำบัด
ดนตรีบำบัดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ  ทั้งในเด็ก  วัยรุ่น  วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ  ตามเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไป  ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ  เช่น ปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ  สติปัญญา และการเรียนรู้, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง, ความพิการทางร่างกาย  อาการเจ็บปวด และภาวะอื่น ๆ
สำหรับบุคคลทั่วไป  ก็สามารถใช้ประโยชน์จากดนตรีบำบัดได้เช่นกัน  ช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียด  และในการออกกำลังกายเสริมสร้างสุขภาพ

ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีดังนี้
1.     ปรับสภาพจิตใจ  ให้อยู่ในสภาวะสมดุล  มีมุมมองในเชิงบวก
2.     ผ่อนคลายความตึงเครียด  ลดความวิตกกังวล  (Anxiety / Stress  Management)
3.     กระตุ้น  เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้  และความจำ (Cognitive  Skill)
4.     กระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรู้  (Perception)
5.     เสริมสร้างสมาธิ (Attention  Span)
6.     พัฒนาทักษะสังคม  (Social  Skill)
7.     พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา  (Communication and Language Skill)
8.     พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว  (Motor  Skill)
9.     ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ  (Muscle Tension)
10.   ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่าง ๆ  (Pain Management)
11.    ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  (Behavior Modification)
12.    สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่าง ๆ  (Therapeutic  Alliance)
13.    ช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช  ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก  สร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก  การควบคุมตนเอง  การแก้ปมขัดแย้งต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

โดยสรุปดนตรีบำบัด  มีประโยชน์หลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปใช้  เสริมสร้างสุขภาวะทาง
ร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  และสังคม  เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี  โดยบูรณาการเข้ากับการรักษาอื่นๆ

กระบวนการและรูปแบบดนตรีบำบัด
ในการทำดนตรีบำบัด  ไม่มีกระบวนการและรูปแบบที่ตายตัว  แต่จะต้องออกแบบการบำบัดรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  มีการวางแผนการบำบัดรายบุคคล  โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1.       การประเมินผู้รับการบำบัดรักษา
–       ศึกษาข้อมูลประวัติส่วนตัว  และประวัติทางการแพทย์
–       ประเมินปัญหา  และเป้าหมายที่ต้องการบำบัด
–       ประเมินสุขภาวะ  ทางร่างกาย  จิตใจ อารมณ์  สังคม  และทักษะการคิด

2.       วางแผนการบำบัดรักษา
–     ออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม  โดยยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ
–     รูปแบบผสมผสาน  กระบวนการต่าง ๆ ทางดนตรี  เช่น ร้องเพลง  แต่งเพลง  ประสานเสียง  จินตนาการตาม  หรือลีลาประกอบ เป็นต้น

3.       ดำเนินการบำบัดรักษา
–     สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บำบัด กับผู้รับการบำบัด โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ
–     ทำดนตรีบำบัด  ร่วมกับการบำบัดรักษารูปแบบอื่น ๆ  แบบบูรณาการ

4.       ประเมินผลการบำบัดรักษา
–      ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง  และปรับแผนการบำบัดให้เหมาะสม

 ดนตรีบำบัดในโรงพยาบาล
ในโรงพยาบาลต่าง ๆ มีการนำดนตรีบำบัดมาร่วมบูรณาการเข้ากับการบำบัดรักษาอื่น ๆ  เพื่อเป้าหมายต่าง ๆ กัน ดังตัวอย่างเช่น
1.    กระตุ้น และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ
2.    ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในการฟื้นฟูสมรรถภาพ
3.    ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ก้าวร้าว  รุนแรง  อยู่ไม่นิ่ง ร่วมกับพฤติกรรมบำบัด และการบำบัดโดยใช้ยา
4.    ช่วยให้สงบ  และนอนหลับได้  ในผู้ที่มีความกลัว  ความเครียด ร่วมกับการปรับสิ่งแวดล้อม และการใช้ยา
5.    ปรับเปลี่ยนอารมณ์  ร่วมกับการใช้ยา และจิตบำบัดในโรคซึมเศร้า
6.    เสริมในกระบวนการบำบัดต่าง ๆ ทางจิตเวช
7.    ลดความเจ็บปวด  ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวด

 ดนตรีบำบัดในโรงเรียน
ในโรงเรียนมีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ใน 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ
1.   เสริมสร้างจุดแข็งในตัวเด็ก  ในทักษะด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากทักษะทางดนตรี เช่น ทักษะการสื่อสาร  ทักษะการทำงานประสานสัมพันธ์กันของร่างกาย
2.   เสริมในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (IEP –  Individualized Educational Program)  สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

 

สิทธิผู้บริโภค ธันวาคม 26, 2007

Filed under: กฏหมาย — Korkai @ 9:54 pm
 
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้กำหนดสิทธิผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ให้ผู้บริโภคมีสิทธิ 4 ประการ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  ฉบับที่ 1 แต่ในปี พ.ศ.2541 ได้มีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  ฉบับที่ 2 ซึ่งได้เพิ่มเติมหลายประการ แต่ที่สำคัญได้เพิ่มสิทธิผู้บริโภคเป็น 5 ประการ
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยบัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 57 ว่า“สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้
1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว

ที่มา : http://www.ecitizen.go.th/view.php?SystemModuleKey=buss&id=434
http://www.consumerthai.org/data/right.html

สิทธิผู้บริโภค
ระยะนี้มีผู้ร้องเรียนผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มามากเรื่องเครื่องคิดเงินของห้างค้าปลีกยักษ์คิดราคาสินค้าเกินจากราคาป้าย ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้ามักไม่สังเกต หรือไม่อยากเสียเวลาด้วย เพราะเป็นเงินเล็กน้อย และบางทีรู้สึกละอายเสียหน้าที่ไปตอแยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
สิ่งที่ห้างมักจะอ้าง คือ มีการเปลี่ยนราคาบ่อย จึงอาจจะเกิดความผิดพลาด ซึ่งฟังไม่ขึ้น เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของห้าง
ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งที่ห้างปฏิบัติ คือ การให้ลูกค้าเดินไปติดต่ออีกแผนกหนึ่ง เพื่อทำเรื่องขอคืนเงิน ซึ่งบางครั้งก็เป็นเงินเพียง 2-5 บาท แต่ลูกค้าซึ่งบางทีก็อยู่ในภาวะเร่งรีบ ไหนจะต้องจะพาลูกกลับบ้าน หรือกลัวว่าสินค้าสดที่ซื้อและจ่ายเงินแล้วอาจจะเสีย ถ้าไม่รีบนำกลับบ้านไปใส่ตู้เย็น
ดังนั้น จึงเท่ากับว่า ลูกค้า หรือ ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิสองต่อ
คนไทยมักจะเป็นคนขี้อายในเรื่องเช่นนี้ ผิดกับในโลกตะวันตก ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยึดถือเรื่องหลักการ ความถูกต้อง และสิทธิของตน เมื่อเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตน ก็มักจะเอาเรื่องห้างจนถึงที่สุด
กฎหมายในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างจริงจัง โดยมีบทลงโทษปรับอย่างหนักต่อการโฆษณาหลอกลวง (เช่นรังนกแท้) หรือฉ้อโกงผู้บริโภค ถ้าเกิดกรณีข้างต้นในเรื่องการคิดราคาแพงกว่าป้ายราคา ผู้บริโภคก็จะได้รับสินค้ารายการนั้นโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยโดยอัตโนมัติ
แม้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 57 จะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง" โดยมีการจัดตั้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ขึ้นมาดูแล แต่ สคบ.ก็มักจะอ้างว่ามีผู้ร้องเรียนมาเยอะ และไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะมาดูแลทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเล็กน้อยข้างต้น
อันที่จริงลูกค้าของห้างค้าปลีกยักษ์ทั่วประเทศมีวันละหลายแสนคน และสินค้ามีหลายแสนรายการ ถ้าหากว่ามีเจตนาคิดผิด รายการละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท เมื่อคูณจำนวนสินค้ากับจำนวนลูกค้าซึ่งเป็นตัวเลขทวีคูณ ห้างค้าปลีกยักษ์ก็จะได้กำไรจากการ ฉ้อโกงโดยวิธีไฮเทค วันละหลายล้านบาท เดือนละหลายสิบล้าน และปีละหลายร้อยล้านบาท โดยไม่ต้องจ่ายภาษี แล้วส่งเงินออกนอกไปเข้าบริษัทแม่ในต่างประเทศ สบายใจเฉิบไปเลย
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับ สคบ.ที่จะมองข้ามได้ การป้องกันเรื่องนี้น่าจะออกบทลงโทษเหมือนอย่างในต่างประเทศ คือ ถ้าราคาสินค้าที่เครื่องคิดเลขคิดสูงกว่าราคาป้าย ลูกค้าก็มีสิทธิได้รับสินค้ารายการนั้นฟรีอย่างไม่มีเงื่อนไข
ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ยุติธรรม ไม่เสียเวลาทั้งของ สคบ. และลูกค้า ในการทำเรื่องร้องเรียนมาให้ยุ่งยาก

ที่มา : http://www.nhrc.or.th/news.php?news_id=647

   http://s10.histats.com/6.swf

 

Flower Glitter Graphics แต่งสเปช แต่งฺ Blog

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 4:41 pm
 
 

 
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
 
 










 

I Know Who Killed Me ธันวาคม 25, 2007

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 8:10 pm

 

 หนังที่มาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ดู –"

I Know Who Killed Me
I Know Who Killed Me
สัญชาติ

อเมริกัน

ประเภท

ระทึกขวัญ

กำกับการแสดง

คริส ไซเวิร์ทตัน (The best of Robbers)

นำแสดง

ลินเซย์ โลแฮน (Freaky Friday, Mean Girls, Herbie Full Loaded, A Prairie Home Companion),
จูเลีย ออร์มอนด์ (Sabrina, The Legend of the Fall),
นีล แม็คโดนัฟ (Flag of Fathers, The Hitcher),
ไบรอัน เกอร์แรคตี้ (Bobby, Jarhead)

จัดจำหน่าย

มงคลเมเจอร์

 

 ลินเซย์ โลแฮน รับบท ออเบรย์ เฟลมมิ่ง ลูกสาวตระกูลมั่งคั่งในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ถูกฆาตกรต่อเนื่องสุดซาดิสต์ลักพาตัวไป เธอถูกทรมานและหนีออกมาโดยที่แขนขาถูกตัดและเลือดโชกเต็มตัว ต่อมามีคนพบเธอและพาส่งโรงพยาบาล หญิงสาวฟื้นขึ้นมาและปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่ออเบรย์ แต่ชื่อดาโกต้า ซึ่งแม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันราวฝาแฝด แต่บุคลิกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดาโกต้าพยายามบอกทุกคนว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่พวกเขาคิดว่าเป็น และรู้ดีว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ ออเบรย์ตัวจริงยังคงตกอยู่ในอันตราย ดาโกต้าจึงพยายามหาทางช่วยออเบรย์ท่ามกลางอันตราย 
  
เกร็ดภาพยนตร์
  
 
• ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่องแรกในชีวิตของ ลินเซย์ โลแฮน ที่ก่อนหน้านี้แสดงแต่บทวัยรุ่นจอมเฮี้ยวไม่ว่าจะเป็นใน Freaky Friday, Mean Girls และ Herbie Full Loaded
• ใครที่ยังจำผลงานแจ้งเกิดของโลแฮนเรื่อง The Parent Trap ที่เธอแสดงเป็นเด็กแฝดได้ คงตื่นเต้นไม่น้อย เพราะมาคราวนี้เธอโตเป็นสาวเต็มตัว และฉีกภาพสาววัยรุ่นสดใสทิ้ง มารับบทเหยื่อฆาตกรโรคจิตได้ระทึกถึงใจ แถมยังแสดงฉากรักเป็นครั้งแรกด้วย
• นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ลินเซย์ โลแฮนรับบทเป็นตัวละคร 2 ตัว ครั้งแรก เธอรับบทเป็นเด็กแฝดใน The Parent Trap ส่วนครั้งที่สอง เธอควบบทแม่และลูกในคอเมดี้แม่ลูกสลับร่าง Freaky Friday  
   
 
  
 

578iknowwhokilledme06

 
  
ใครบอกว่าหนูฉาวเป็นอย่างเดียว?
ลินด์เซย์ โลฮาน ขอโชว์ฝีมือในหนังสยอง I Know Who Killed Me 
  
   
   คอข่าวซุบซิบคงรู้ดีว่าตอนนี้ ลินด์เซย์ โลฮาน ควงอยู่กับใคร และสิงห์อินเตอร์เน็ทคงสืบได้ไม่ยากว่าอาทิตย์นี้เธอจะไปเที่ยวที่ผับไหน ข่าวส่วนใหญ่เกี่ยวกับสาวน้อยคนนี้หายากที่จะพูดถึงฝีมือการแสดงของเธอ ทั้งๆที่เธอก็ถือว่าเป็นนักแสดงที่มีดี แต่วันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อลินด์เซย์ โลฮานตัดสินใจโดดรับบทสุดท้าทายในหนังสยองขวัญเชิงจิตวิทยา I Know Who Killed Me

   ที่บอกว่าท้าทายสุดๆก็เพราะงานนี้ลินด์เซย์ โลฮานต้องรับบทเป็นสาวน้อยที่ถูกฆาตกรต่อเนื่องลักพาตัวไปทรมาน แต่เมื่อหนีออกมาได้และลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีที่โรงพยาบาล เธอกลับปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงที่ทุกคนคิดว่าเป็น หนังดึงประเด็นจิตวิทยาให้เราร่วมค้นหาว่า แท้จริงแล้วหญิงสาวคนนี้ถูกทรมานจนเกิดอาการทางจิตคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่น หรือเธอเป็นผู้หญิงอีกคนที่หน้าตาเหมือนกันจริงๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่าเหยื่อสาวตัวจริงยังคงตกอยู่ในอันตราย และเธอต้องสืบให้ได้ว่าใครคือฆาตกรใจโหดที่พยายามจะฆ่าเธอ

   หลายคนคงจำได้ว่า ลินด์เซย์ โลฮาน ดังตั้งแต่เด็กจากบทฝาแฝดในหนังน่ารักๆเรื่อง The Parent Trap จากนั้นก็กลายเป็นทีนไอดอลจากหนังวัยรุ่นอย่าง Freaky Friday, Mean Girls และ Herbie Fully Loaded ก่อนจะเปลี่ยนแนวมาแสดงหนังดราม่าคุณภาพใน A Prairie Home Companion และ Bobby แต่ I Know Who Killed Me จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ลินด์เซย์ โลฮานสลัดภาพสาวใสทิ้งและโชว์ฝีมือเต็มที่ในบทสยองซีเรียส ที่สำคัญนี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอแสดงฉากเลิฟซีนและฉากเต้นระบำเปลื้องผ้าสุดเซ็กซี่ด้วย

   “มันเป็นหนังระทึกขวัญจิตวิทยาที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะแสดงได้ นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันตกลงรับบทนี้ ฉันอยากท้าทายตัวเอง อยากทำอะไรที่แตกต่าง ฉันอ่านบทหนังแล้วรู้สึกว่ามันน่ากลัวมาก อารมณ์คล้ายๆ Seven กับ The Silence of the Lambs” ไม่แน่ หนังเรื่องนี้อาจทำให้ลินด์เซย์ขึ้นแท่นเป็นเจ้าแม่หนังหวีดแทนรุ่นพี่อย่าง ซาร่าห์ มิเชลล์ เกลล่า 

  http://s10.histats.com/6.swf 

 

ไม่ได้ไปเลือกตั้ง..อายุไม่ถึง ฮิ้ว

Filed under: ไ ม่ ไ ด้ ดั่ ง ใ จ — Korkai @ 4:45 pm
 
ไม่เสียจายเลย…เพราะไม่ได้มีสิทธิอะไรมาแต่แรกแล้วนี่..
 
ประชาธิปไตย 1 สิทธิ 1 เสียง ต้องไปใช้ เลือกคนดี(ดี??) เข้าสภา
แต่ขอโทษเถอะ ไม่ไปเลือกตั้งจะต้องเสียสิทธิ…มากมาย
 
เกิดในประเทศไทยทุกวันนี้ เท่าที่จำความได้ สิทธิเดียวที่มีคือได้สัญชาติไทยไม่ใช่เหรอ
นอกนั้นชั้นไม่มีสิทธิอะไรบนแผ่นดินนี้เลยซักนิด ในอดีตไม่เคยมี อนาคตก็จะไม่มี
ประชาธิปไตยงี่เง่า เหมือนเข้าคุกทุกวันนี้ มันน่าเลื่อมใสตรงไหน
 
ประชาชนมีสิทธิมั๊ยคร๊าบบบ-*- ข่าวสารก็ไม่ตรงไปตรงมา
ภาษีก็เสียเปล่า แถมโกงกิน แม้แต่การ์ตูนยังต้องเซนเซอร์  saw4 จะได้ดูมั๊ย
ห้าม และ ห้าม และห้าม
ผู้น้อยทำอะไรก็ผิด แต่น้องหงิกผู้สุงศักดิ์ขับรถชนคนตายไม่รู้กี่ศพยังนั่งยิ้มหน้าตาเฉย
 
ประเทศประชาธิปไตย ที่กำลัง กำลัง กำลังพัศนา
 
คราวที่แล้วก็ไม่ได้ไปเลือก โคตดีใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่เลือก ผู้นำหน้าเหลี่ยมผู้เก่งกาจคราวก่อน
และมันก็"เห้"ได้ขนาดนี้……….เชื่อว่าอาชีพที่ใช้สมองน้อยที่สุดคืออาชีพ นักการเมือง
และคนดี…ฉลาด(แบบดีๆ) คงไม่เล่นการเมือง…….ช่างชั้นเถอะมันคือความคิดของชั้นถ้าใครจะไม่เห็นด้วย
 
เสียง สิทธิ 1 เสียง 1 สิทธิ ที่ "ยัดเยียด"ให้ ไม่ได้ใช้ว่ะ ไม่เอา
ไม่ขอเข้าไปเล่นเกมกับพวกคุณ หยิบใบลงคะแนนแม้เลือกตรงไม่ออกความเห็นมันก็คือได้เข้าไปมีส่วนเกมอุบาทว์ซะแล้ว
ไม่เคยคิดว่ามันคือวันใช้สิทธิเลือกคนดี มันแค่เป็นวันขยะที่คนถูกหลอกไปเล่นเกมวันนึงก็แค่นั้น
บ้างก็เดินไปเล่นเกมตัวเปล่าๆ บ้างก็แถมค่าน้ำหมึก ค่าเสียเวลาให้ด้วย …
 
แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า สมเพศพวกที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียนมากกว่า
เลือกตั้งคราวก่อนถึงกับย้ายทะเบียนบ้านเกณฑ์ คนในคริตจักรไปเล่นเกมอุบาทว์นี้ ซื้อคะแนนจากความเชื่อ จากอำนาจโดยอ้างพระเจ้า
มันอุบาทในตัวของมันอยุ่แล้ว ยังเพิ่มความสกปรกลงไปอีก…
พอถูกจับได้ก็ออกมาร้องห่ม ร้องไห้ บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็น และไม่ได้เป็นเกี่ยวข้องอะไรกับคริสตจักร
ผู้ที่เรียกตัวเองว่าอัครทูต..ของคริสตจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ทำตัวสกปรก…เกรียงศักดิ์ เจริญวงค์ศักดิ์
 
 
"มาร์ค" แจงกรณี "เกรียงศักดิ์"

น้ำตานี้ไม่ใช่เพื่อสำหรับความหวัง
ภาพข่าววันที่ 26 ตุลาคม 2550 เวลา 15:00 น.

"อภิสิทธิ์" ชี้ "เกรียงศักดิ์" ด่วนน้อยใจเผ่น ปชป. แจงกระบวนการพรรคคัดคนลงสมัครเป็นขั้นตอน เฟ้นผู้สมัครลงเขต ยันยึดหลักถูกต้อง ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน "ชวน" ยังตกใจลูกพรรคฟูมฟายโจมตีหัวหน้า เชื่อมือ "มาร์ค" ไม่เลือกปฏิบัติ

ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการที่นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าไม่มั่นใจในบทบาทของนายอภิสิทธิ์ ว่า ที่จริงแล้ว กระบวนการการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคยังไม่เสร็จสิ้น และอาจมีหลายคนที่อยู่ในข่ายที่อาจจะต้องเกิดการพิจารณาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องปกติตามกระบวนการของพรรค  ส่วนที่นายเกรียงศักดิ์ระบุว่าตนรวบอำนาจนั้น ตนไม่เข้าใจ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครอยู่ระหว่างการทำงาน และยังไม่ได้มีการตัดสินอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งใด เขตเลือกตั้งนั้นก็จะรายงานมาที่ตน ซึ่งตนก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหาโดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม และพยายามหาทางออก ตนก็เชิญมาพูดคุยครั้งเดียว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปอะไร
 
“คณะกรรมการฯจะเป็นผู้ทำงานในเบื้องต้น จากนั้นจะส่งชื่อมาพร้อมกับความเห็นของสาขาพรรคทั่วประเทศ และจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อเป็นผู้อนุมัติในขั้นสุดท้าย ซึ่งในกรรมการบริหารพรรค ทุกคนก็รู้ว่าเราเปิดเป็นอิสระจริงๆ มีหลายเรื่องที่ผม รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ต้องเอาตามนั้น เรื่องนี้จึงไม่มีปัญหา ขอยืนยันว่าพรรคจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งเราก็อยากได้ผู้สมัครที่ดีที่สุดให้กับประชาชน แต่การจะให้ผู้สมัครที่ประชาชนต้องการเลือกและดำเนินการทุกอย่างดีแต่ไม่ให้เขาลงสมัคร ก็นึกไม่ออกว่าพรรคจะได้อะไรขึ้นมา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวถามว่านายเกรียงศักดิ์ระบุว่าถูกนายอภิสิทธิ์ยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ลงสมัครในเขตที่กำหนดให้ ก็จะไม่ได้ลงสมัครเลย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ยื่นคำขาดอะไรกับใครทั้งนั้น แต่นายเกรียงศักดิ์มีปัญหาและข้อร้องเรียนว่ามีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งพรรคได้ดำเนินการดูแลให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมจริงๆ รวมถึงทำเพื่อรักษาพรรคและธรรมาภิบาล โดยตนได้แต่งตั้งนายเจริญ คันธวงศ์ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งการสอบสวนยังไม่มีข้อยุติ จึงต้องรอคณะกรรมการชุดนี้สรุปผลออกมาก่อน ทั้งนี้ ตนไม่อยากลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องตอบโต้กัน เมื่อนายเกรียงศักดิ์ออกไปแล้ว ก็ต้องเคารพสิทธิในการตัดสินใจอย่างนั้น
 
เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวนายอภิสิทธิ์หรือไม่  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สุดท้าย ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ และการสรรหาผู้สมัครจะมีเหตุผลที่กรรมการบริหารพรรคมีคำตอบให้ประชาชน 
 
ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจเมื่อเห็นนายเกรียงศักดิ์ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อวานนี้(25 ต.ค.) ที่จริงแล้วก็ไม่น่าจะเกิดเรื่อง เพราะหัวหน้ามีเจตนาดีและพยายามไม่ให้ใครไปทำอะไรที่อาจส่งผลกระทบต่อกติกาในการหาเสียง รวมถึงพยายามดูว่าความเหมาะสมควรจะลงในเขตใด ซึ่งก็มีคณะกรรมการคอยดูแลอยู่ แต่เรื่องพวกนี้ ตนก็เข้าใจว่าผู้สมัครแต่ละคน เมื่อไม่ได้ลงสมัครหรือเปลี่ยนเขต บางคนก็มีปฏิกิริยา

เมื่อถามว่าจะเกิดผลกระทบอะไรต่อนายอภิสิทธิ์หรือไม่ เพราะคนที่นายเกรียงศักดิ์โจมตีคือหัวหน้าพรรค นายชวนกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่นายเกรียงศักดิ์ออกมาพูดเช่นนั้น เพราะนายอภิสิทธิ์ทำทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และพยายามช่วยทุกคน ทั้งนี้ ตนก็เสียดายที่มีปัญหาแบบนี้ เพราะเป็นคนในพรรคเอง

ยินดีที่จะเสียสิทธิ ทุกวันนี้มีแต่เสียกับเสียอยู่แล้ว เพราะเกิดผิดที่ เคยได้อะไรที่ไหน
 
 
 

ประวัติศาสตร์จังหวัดฉะเชิงเทรา Chachoengsao ธันวาคม 23, 2007

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 12:09 pm

 chachoengsao

ประวัติศาสตร์จังหวัดฉะเชิงเทรา

แม่น้ำบางปะกง

“….ตั้งแต่เมืองฉะเชิงเทรา ตั้งปากน้ำเจ้าโล้แล้วยกมาตั้งแปดริ้ว แล้วยกไปตั้งโสธร….” เป็นประโยคที่ได้จากจารึกในแผ่นเงิน  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ และถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ปัจจุบัน    เงินแผ่นนี้เจ้าอาวาสวัดพยัคฆาอินทาราม (วัดเจดีย์) เก็บรักษาไว้ คำว่า “แปดริ้ว” ปรากฏเป็นหลักฐานในข้อเขียนบรรยายภาพประวัติวัดสัมปทวน ความว่า “….บางช่องปั้นเป็นภาพของจังหวัดฉะเชิงเทรา สมัย ๖๐ ปี สมัย ๑๐๐ ปี ที่ล่วงมาแล้วให้ผู้ที่ยังไม่ทราบจะได้ทราบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเดิม เรียกเมืองแปดริ้วนั้น  สมัยนั้นๆ มีสภาพเป็นอย่างไร….”  และ พ.ศ. ๒๕๓๐ ความว่า “….เปลี่ยนจากเซาที่แปลว่า ความเงียบ ยังมีอีกคำหนึ่งที่เรียกว่า บางปลาสร้อยร้อยริ้ว บางปลาสร้อยก็คือ ชลบุรี ร้อยริ้วก็คือ แปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรานี้เอง…. ”
เมืองแปดริ้วอยู่ที่ไหน ถ้าแปดริ้วกับร้อยริ้ว คือเมืองเดียวกันด้วยอิทธิพลของภาษาจีนเพี้ยนเป็นคำไทย และถ้าเป็นเช่นนั้น เมืองฉะเชิงเทราเป็นเมืองโบราณเพราะหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบขึ้นภายหลังล้วนอยู่ในบริเวณใกล้เมืองฉะเชิงเทราทั้งสิ้น ดังนั้นชุมชนโบราณของฉะเชิงเทราก็ควรเป็นเมืองร้อยริ้วที่คล้องจองกับบางปลาสร้อยนั่นเอง
ถึงอย่างไรชื่อเมืองแปดริ้ว ก็จัดอยู่ในประเภทตำนานหรือมีนิทานชาวบ้านที่เลียบชาย    ฝั่งทะเล ยังมีมากกว่านี้ ถ้าหากนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์จะไม่หลงลืมดินแดนนี้ไปเสีย  เพราะหลักฐานที่เกี่ยวกับมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยังมีอีกมาก… “อย่างน้อยก็เป็นดินแดนปากทางเข้า และฐานเศรษฐกิจทางทะเลของที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเมืองไทยและที่ราบต่ำในเขมร…”
ทั้งหมดนี้คงพอจะเป็นพลังให้นักคิด  นักเขียน สามารถนำไปศึกษาข้อมูลเพื่อสนับสนุนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้มีความก้าวหน้าและสมบูรณ์ขึ้น
พงศาวดารกับประวัติเมืองฉะเชิงเทรานั้น ปรากฏหลักฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปกวาดต้อนครัวไทยกลับคืนมา  หลังจากที่พระยาละแวกได้ฉวยโอกาสขณะที่ไทยติดสงครามพม่า  เขมรเข้ามากวาดครัวไทย แถบจังหวัดจันทบูร ระยอง ฉะเชิงเทรา  และชาวนาเริง (นครนายก) ในการศึกษาครั้งนี้ ชาวฉะเชิงเทราได้มีส่วนช่วยราชการสงครามได้รับความชอบซึ่งเป็นเกียรติมาแต่ครั้งนั้น เจ้าเมืองซึ่งเคยมีบรรดาศักดิ์เพียง “พระวิเศษ” ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น “พระยาวิเศษ”  ตั้งแต่นั้นมา
ล่วงเข้าสมัยอยุธยาตอนปลาย กรมหมื่นเทพพิพิธได้รวบรวมกองทัพชาวเมืองแถบ   ตะวันออกพร้อมด้วยชาวเมืองฉะเชิงเทราเข้าร่วมในกองทัพนั้น  เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขอยุธยาที่กำลังเข้าตาจนในขณะนั้น แต่กองทัพไปเสียทีพม่าที่ปากน้ำโยธกาเสียก่อน
เมื่ออยุธยาคับขันถึงขนาดจะแก้ไขไม่ได้แล้ว พระยาตากได้คุมพลประมาณหนึ่งพันเศษ ตลุยทหารพม่ามาข้ามฟากที่ปากน้ำเจ้าโล้ อำเภอบางคล้า แล้วเดินทัพมุ่งไปตั้งตัวที่จันทบุรี ใช้เวลาบำรุงฝึกปรือกองทัพเป็นเวลา ๗ เดือนเต็ม แล้วจึงนำทัพขับไล่พม่าพ้นจากดินแดนไทย ในครั้งนั้นคนฉะเชิงเทราก็ได้เข้าร่วมไปกับกองทัพกู้ชาติอย่างสมภาคภูมิ และถือเป็นเกียรติยศของชาวเมืองฉะเชิงเทราที่มีเลือดของความเป็นผู้เสียสละและรักชาติอย่างแท้จริงตลอดมานั้นด้วย
เข้าสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองฉะเชิงเทราได้อยู่ในสายตาชาวตะวันตกแล้ว เพราะจากบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสกล่าวว่า “…..จังหวัดแปดริ้ว (ต้นฉบับเขียน          ) และบางปลาสร้อย ๓๐๐ คน…..” (หมายถึงมีคริสต์ศาสนิกชน) การบันทึกของฝรั่งนี้อยู่ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวต่างประเทศก็ให้ความสำคัญต่อดินแดนแถบนี้เป็นอย่างมาก ยิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินทางของฝรั่งก้าวหน้าและทันสมัย ก็ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้มีการสำรวจบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงนี้อย่างกว้างขวางอย่างแน่นอนเพียงแต่เรายังไม่พบหลักฐานที่เขาเขียนไว้อย่างละเอียดในตอนนี้เท่านั้น และคาดว่าต่อไปเมื่อพบคงจะทราบของแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นแน่
ต่อมาไทยเกิดบาดหมางกับญวน สู้รบกันในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และภายหลังญวนได้ได้ตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจึงทำให้ไทยเล็งเห็นถึงภัยที่จะมาจากเรือ   ต่างชาติ พระองค์จึงรับสั่งให้สร้างป้อมขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทราพร้อมกับเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองในปี พ.ศ. ๒๓๗๗ เมืองฉะเชิงเทราจึงปรากฏหลักฐานเป็นเมืองคล้ายเมืองสมัยใหม่คือมีป้อมป้องกันแบบเมืองสมัยใหม่เพื่อทานแรงจากการยิงของปืนเรือศัตรูที่มาทางเรือ ข้อนี้นับเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ควรจะเล็งเห็นถึงอดีตของกำแพงเมืองที่ยังอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษาเป็นอย่างดี  ป้อมเมืองหรือกำแพงเมืองฉะเชิงเทราสร้างขึ้นพร้อมกับวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ซึ่งถือเป็นวัดหลวงในสมัยนั้น เพื่อประกอบพิธีการต่างๆ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เกิดจลาจล “อั้งยี่” พวกนี้เป็นคนจีนที่อพยพเข้ามารับจ้างทำไร่ และเป็นกรรมกรในงานอื่นๆ เกิดมีความกำเริบยึดเมือง และฆ่าเจ้าเมืองฉะเชิงเทราในครั้งนั้นคือ พระยาวิเศษฤาชัย (บัว)  มีผลให้บ้านเมืองฉะเชิงเทราร่วงโรยไประยะหนึ่ง
พอเข้าสู่ยุคการล่าอาณานิคมอย่างจงใจของชาติมหาอำนาจ เมืองฉะเชิงเทราจึงได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ในด้านทิศตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง
เริ่มตั้งแต่การสร้างทางรถไฟมาถึงแปดริ้ว และสร้างที่ว่าการมณฑลปราจีนไว้ในย่านเดียวกัน คือริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง (ปัจจุบันคือศาลากลางไฟไหม้ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๙) สร้างกำลังทหารกองพล ๙ ขึ้นที่ตำบลโสธร (ค่ายศรีโสธรปัจจุบัน) สร้างโรงเรียนตัวอย่างมณฑลปราจีน

“ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์” (ปัจจุบันคือโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์) การที่ต้องเร่งดำเนินการสร้างบ้านเมืองให้ทันสมัยก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่กำลังไม่แน่ใจในอธิปไตยของชาติ เพราะชาติมหาอำนาจใช้นโยบายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคือ คนในบังคับของสถานกงสุลไปขึ้นศาลกงสุลสำหรับคนต่างด้าวโดยเฉพาะ ชาวจีนต่างก็สนใจที่จะไปเป็นคนในบังคับของต่างชาติ และพร้อมกับเมื่อมีข่าวเรื่องการเสียดินแดนให้กับชาติมหาอำนาจบ่อยๆ ด้วย จึงทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสต่อการปกครองของรัฐบาลไทยและเมืองฉะเชิงเทรานี้ ก็ได้เป็นตัวอย่างให้มณฑลอื่นๆ มาดูแบบอย่างการปกครองที่ก้าวหน้าและมั่นคงในครั้งนี้ด้วย จึงนับเป็นประวัติศาสตร์ที่ สมควรแก่การบันทึกให้เยาวชนชาวฉะเชิงเทราได้ภาคภูมิใจโดยถ้วนหน้าด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะได้ให้ทราบโดยทั่วกันคือ ดินแดนเมืองฉะเชิงเทรานี้มีประชาชนที่รวมกันอยู่หลายเชื้อชาติหลายวัฒนธรรม แต่ทางราชการก็ได้ดำเนินการปกครองที่ก่อให้เกิดความกลมกลืนได้อย่างราบรื่นกล่าวคือ แต่งตั้งปลัดเขมรขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง เรียกว่า “พระกัมพุชภักดี” เพื่อช่วยทางราชการปกครองคนไทยวัฒนธรรมเขมร หรือตั้งปลัดจีนขึ้นมาช่วยปกครองคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินที่ฉะเชิงเทรามากขึ้นในขณะนั้น และเรียกตำแหน่งปลัดจีนว่า “หลวงวิสุทธิจีนชาติ” และถ้าเป็นระดับ  นายอำเภอก็ตั้งเป็น “หมื่นวิจารณกฤตจีน” เป็นต้น
สรุปว่า เมืองฉะเชิงเทราได้คงความสำคัญของชาติบ้านเมืองมาแต่โบราณกาล เมื่อเข้าสู่ยุคการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ การปกครองในระบบเทศาภิบาลที่เริ่มมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็ยุติลง เริ่มใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๖และรัฐบาลก็กระจายอำนาจมายังส่วนภูมิภาค ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งภาคมีเขตรับผิดชอบ ๘ จังหวัด ซึ่งเป็นการตั้งภาคครั้งสุดท้ายแล้วก็ยกเลิกไป
ในปัจจุบัน ฉะเชิงเทรามี ๘ อำเภอ ๑ กิ่ง ได้แก่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอบางคล้า อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางปะกง อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอพนมสารคราม อำเภอสนามชัยเขต อำเภอแปลงยาว และกิ่งอำเภอราชสาส์น
มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เทศบาลตำบลบางคล้า สุขาภิบาล ๑๕ แห่ง และสภาตำบล ๘๙ ตำบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔ คน
มีกองพล ร.๑๑ ตั้งขึ้นเมื่อ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่ตำบลบางตีนเป็ด อ. เมือง       จ. ฉะเชิงเทรา ถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านการทหาร ซึ่งในสมัยการล่าอาณานิคม รัฐบาลก็ได้เคยขยายกำลังทหารระดับกองพลมาตั้งไว้ครั้งหนึ่งแล้วคือ กองพล ๙ ที่ได้กล่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง มาปัจจุบันสถาน-การณ์ทางชายแดนตะวันออกส่อไปในทางไม่ปลอดภัย รัฐบาลจึงเตรียมการไว้โดยไม่ประมาทซึ่งนับว่าเป็นขวัญและกำลังใจกับลูกแปดริ้วอีกส่วนหนึ่งด้วย
การศึกษาของจังหวัดนั้นนับว่าเคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังมาตั้งแต่สมัยปรับตัวเผชิญกับการล่าอาณานิคมแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีที่คนเมืองนี้สามารถรับรู้แนวความคิดเห็นใหม่ๆ ได้อย่างสะดวกโดยไม่รู้สึกขัดกับระเบียบชีวิตของตน เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว ทาง  องค์การยูเนสโก ก็ยังใช้เมืองฉะเชิงเทราเป็นศูนย์ทดลองการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งปัจจุบันสถานที่นี้ได้เป็นสำนักงานการศึกษาเขต ๑๒ ตั้งอยู่ที่ถนนมรุพงษ์ บริเวณริมน้ำหน้าวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์  นอกจากนั้นแล้วยังมีสถาบันชั้นสูงที่มีรากฐานจากการทดลองปรับปรุงการศึกษาในครั้งนั้น ช่วยสร้างคนแปดริ้วให้มีคุณภาพพร้อมกันอีกหลายโรงเรียนหลายวิทยาลัย
ฐานเศรษฐกิจของจังหวัดนับเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สมบูรณ์ยิ่งแห่งหนึ่งของประเทศไทยทีเดียว เพราะทั้งเรือกสวนไร่นา การปศุสัตว์ เจริญรุดหน้าไปกว่าแหล่งอื่นเป็นอันมาก

_______________________________
ที่มา : อ.สุนทร คัยนันทน์. หนังสือที่ระลึกเปิดศาลาประชาคมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระภูมิพลมหาราช. ชลบุรี : กมลศิลป์การพิมพ์, ๒๕๓๑.

  http://s10.histats.com/6.swf