A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

A Nightmare On Elm Street 5: The Dream Child (1989) เลี้ยงให้โตเพื่อไม่ให้ตาย (นิ้วเขมือบ 5) พฤศจิกายน 12, 2007

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 9:46 am

A5270928-0แนวหนัง สยองขวัญล้วนครับ

หนังเฟรดดี้ภาคตั้งแต่ 3 มานี่ต่อกันตลอดครับ เช่นกัน ภาค 5 นี้ก็อิงเรื่องต่อเนื่องมาจากภาค 4 หลังจาก อลิซ จอห์นสัน (Lisa Wilcox) สามารถหยุดเฟรดดี้ลงไปได้แล้ว เธอก็เรียนต่อจนจบครับ ได้เป็นแฟนกับ แดน (Danny Hassel) สมใจ แต่แล้วอลิซเริ่มฝันร้ายอีกครั้ง (เอาแล้วไงครับ ลางไม่ดีแล้วนั่น ) และความฝันนั้นยังนำอันตรายถึงชีวิตมาสู่เพื่อนๆ ของเธออีกด้วย ไม่ว่าจะ มาร์ค (Joe Seely), เกรต้า (Erika Anderson) หรืออีวาน (Kelly Jo Minter) ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะเฉลยว่า เฟรดดี้ ครูเกอร์ (Robert Englund) อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดครับ และมันต้องการกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง … โดยใช้ครรภ์ของอลิซ!

อืมม์ … เหตุผลพักไว้ก่อนครับ ส่วนไอเดียที่ว่าเฟรดดี้จะกลับมาเกิดใหม่ก็พอเข้าใจอยู่ครับ ก็ไม่เลว บทนั้นเขียนโดย John Skipp, Craig Spector และ Leslie Bohem เขียนมาครึ่งนึงครับ แล้วก็ได้ William Wisher Jr. กับ David J. Schow มาช่วยกันเขียนขึ้นอีกครึ่ง และก็โดน Michael De Luca จับสองส่วนมากผสมรวมกัน (ซับซ้อนเหลือเกินนะเนี่ย)

ตอนแรกผมก็ทำใจครับว่าหนังมันคงแฟนตาซีเหมือนเดิมๆ ฮาเหมือนเดิมๆ พี่เรฟดดี้ก็ขี้เล่นไป แต่ไปๆ มาๆ ภาคนี้กลับมาสยองอีกครั้งครับ มีความตื่นเต้นน่ากลัวมากกว่าตอนก่อนๆ ความขี้เล่นและมุขฮาแทบจะไม่มีเลยครับ เน้นสยองกันมากกว่า ได้ข่าวว่าฉากการตายแต่ละอันนี่มันจะสยองกว่านี้มากจนติดเรท X เลยครับ (โหดจัดๆ นั่นเอง เด็ฏอายุต่ำกว่า 17 ดูไมได้เด็ดขาด) เช่น หัวโดนตัดจะๆ เป็นต้น แต่ทาง New Line ก็กลัวเสียกลุ่มคนดูวัยรุ่นไปครับ เลยยอมลดฉากโหดเหลือแค่ R พอ แต่ถึงกระนั้นบรรยากาศความโหดก็ยังมากอยู่ครับผม

ผมชอบนะ ชอบกว่าตอนก่อน แม้ใครๆ จะไม่ค่อยชอบตอนนี้ก็ตาม แต่ผมว่ามันกลับมาสยองอ้ะ ตอนก่อนมันแฟนตาซีเกินไปจนหนังค่อนข้างหลุด มาภาคนี้กลับมาโหดก็ดีแล้วน่ะ (แต่ดูท่าคนจะชอบแนวแฟนตาซีโหดแบบอาๆ ล่ะมั้งครับ)

กับภาคนี้ได้ Stephen Hopkins มากำกับ ก็ทำหน้าที่ได้โอเคครับ หนังของเขาโดยมากก็ออกมาน่าพอใจ อย่าง Predator 2, Judgment Night, Blown Away หรือ The Ghost and the Darkness กับเรื่องนี้แม้จะไม่สนุกเท่าพวกนั้น แตก่ออกมาดีครับ ดูเหมือนเขาจะเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับฉากแบบศิลป์เอามากๆ เลย อย่างฉากอาคารโรงพยาบาลที่ดูเหมือนปราสาทเก่าๆ หรือเหตุการณ์ตรงบันไดที่กลับหัวกลับหางกันนั้นก็ให้อารมณ์ดีไม่น้อย

ดูไปรู้สึกว่าอลิซเป็นคนมีกรรมพิกลครับ เพราะเวลาต้องตีกับเฟรดดี้ทีไร เธอต้องลุยเดี่ยวทุกที แล้วยังเจอตั้งสองรอบด้วย ซวยแท้ๆ ครับ อีกอย่างเธอไม่ได้เป็นเด็กถนนเอลม์สักหน่อยนี่หว่า ทำไมต้องมาซวยซ้ำซ้อนแบบนี้ด้วยล่ะเนี่ย

สรุปว่าภาคนี้ คนที่ชอบเฮียเฟรดดี้เวอร์ชั่นสยองๆ ไม่ได้ขี้เล่นมาก ก็น่าจะชอบครับ

ผมก็ชอบเพราะภาคนี้มันสยองกำลังดี

สองดาวกว่าๆ บวกๆ คับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=10000tip&group=11&month=04-2006&date=05&gblog=541

     http://s10.histats.com/6.swf

Advertisements
 

A Nightmare On Elm Street 4: The Dream Master (1988) นิ้วเขมือบ 4

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 9:42 am

A5270928-0แนวหนัง สยองขวัญ แอ๊คชั่น

ภาคนี้เป็นหนังนิ้วเขมือบตอนที่ทำเงินสูงสุดนะครับผม แต่จะเป็นไงบ้าง ต้องมาว่ากันอีกที

ในภาคก่อน เหล่าวัยรุ่นที่ประกอบไปด้วย คริสเตน (Tuesday Knight), โจอี้ (Rodney Eastman) และ คินเคด (Ken Sagoes) สามารถสยบเฟรดดี้ ครูเกอร์ (Robert Englund) ลงได้ พวกเขาก็ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขครับ ได้เรียนทีใหม่ ได้ทำงานที่ใหม่ ชีวิตดูจะไปได้สวย ครินเตนเองก็ได้พบกับเพื่อนซี้อย่างอลิซ จอห์นสัน(Lisa Wilcox) สาวน้อยน่ารักอีกราย ทุกอย่างคงจะดีถ้าหากว่า … เฟรดดี้มันไม่กลับมาอีกครั้ง

ใช่ครับ มันไม่ยอมตาย มันฟื้นมาอีกครั้งเพื่อสังหารลูกหลานของเหล่าผู้ปกครองบทถนนเอลม์ที่เผาเขาทั้งเป็นให้หมดสิ้น และมันก็ไม่หยุดแค่นั้นเพราะมันคิดจะใช้ความฝันของอลิซเป็นตัวช่วยดึงเพื่อนๆ ของเธอให้มาเป็นเหยื่อของมัน มันจะได้ฆ่าไปเรื่อยๆ แบบไม่จำกัด … แล้วอะไรจะหยุดมันได้ล่ะคราวนี้

เขามาอีกแล้วครับ เฟรดดี้เจ้าเก่า ซึ่งผมพูดตรงๆ นะครับ การคินชีพของพี่แกแมร่งหน้าด้านสุด  จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเฉย เหมือนบทจะฟื้นตูก็จะฟื้นน่ะ ใครจะทำไมฟะ

แต่พอลองมาคิดดูอีกที ก็พอเข้าใจครับว่าการที่เขาฟื้นขึ้นมาเพราะ ยังตายตาไม่หลับ ก็ในเมื่อเขายังฆ่าพวกเด็กๆ บนถนนเอลม์ไม่หมดนี่ครับ ก็เลยต้องฟื้นมาล้างแค้นในหมดสิ้นไป (น้ำขุ่นๆ นะพี่นะ )

ถ้าไม่นับการฟื้นแบบหน้าด้านแล้ว เนื้อหาก็เรื่อยๆ ครับ มีสยองและตื่นเต้นเป็นพักๆ ช่วงแรกหนังถือว่าสนุกมากครับ มีการแนะนำตัวละครและทิ้งปม มีการสังหารตัวละครหลายตัวแบบชวนอึ้งทั้งนั้นเลย แล้วเรื่องทุกอย่างก็บีบมาที่อลิซ มากขึ้น เธอตัวคนเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พอถึงช่วงกลางๆ หนังก็ไม่ค่อยไปไหนแล้วครับ อืดอยู่พักหนึ่งกว่าจะตีกับเฟรดดี้ในตอนท้าย และการกำจัดเฟรดดี้ในภาคนี้ก็ง่ายดายเกินคาด แม้จะมีฉากแอ๊คชั่นก็เหอะ (ตัวเอกเล่นกังฟูโซ้ยกับเฟรดดี้ครับ ระดับไหนแล้วนี่)

ผู้กำกับ Renny Harlin ก็ทำหนังในระดับเรื่อยๆ ครับ ช่วงแรกดี แต่ตอนหลังมาแผ่วไปหน่อยครับ น่าเสียดายเพระถ้าทำได้ดีตลอดตั้งแต่ต้นจนจบหนังคงดีในระดับรองๆ ภาคแรกเลยล่ะครับ

ผมรู้สึกว่าหนังชุดนี้ยิ่งมากตอนก็ยิ่งเล่นแต่ Effect จนลืมความสยองไปหมดเลยนะครับ ก็น่าเสียดายเหมือนกัน ก็ทำใจนิดหนึ่งครับ ภาคนี้สยองแบบแอ๊คชั่นครับ มีบู๊กับเฟรดดี้ด้วยและมันก็เริ่มฮามากขึ้นอีกต่างหาก พี่เฟรดดี้นี่ชักจะเล่นมุขเก่งแล้วครับ (แต่ยังโหดเหมือนเดิม)

สองดาวกว่าๆ ครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=10000tip&group=11&month=04-2006&date=05&gblog=540

 

 

 

     http://s10.histats.com/6.swf

 

A Nightmare On Elm Street 3: Dream Warriors (1987) นิ้วเขมือบ 3

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 9:23 am

A5270928-0

แนวหนัง สยองขวัญ + แฟนตาซีเข้าไปด้วยแล้วครับสำหรับภาคนี้ เฟรดดี้ ครูเกอร์ (Robert Englund) ได้มาก่อกวนการนอนของเด็กวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งในสถานบำบัดทางจิต ซึ่งวัยรุ่นที่ว่าก็มี คริสเตน พาร์คเกอร์ (Patricia Arquette), โรแลน คินเคด (Ken Sagoes), ไทแรน ไวท์ (Jennifer Rubin) แล้วก็โจอี้ (Rodney Eastman) พวกเขาต้องมาเผชิญกับการรังควานของจอมปีสาจนิ้วเขมือบ จนเพื่อนๆ ในสถาบันของเขาค่อยๆ โดนฆ่าไปทีละคน โดยที่ดร.นีล กอร์ดอน (Craig Wasson) ผู้ดูแลไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย จนกระทั่งได้มีผู้เชี่ยวชาญทางจิตอีกคนยื่นมือมาช่วยเหลือ … เธอคือ แนนซี่ ทอมพ์สัน (Heather Langenkamp) นางเอกภาคแรกที่ตัดสินใจกลับมาเจอกับเฟรดดี้อีกครั้ง

มาดูกันครับว่างานนี้แนนซี่จะเล่นงานเฟรดดี้ได้อีกหรือไม่ และใช้วิธีใด

บทหนังภาคนี้ได้ Wes Craven กับ Bruce Wagner เขียนเรื่อง ก่อนที่ Craven, Wagner กับ Chuck Russell ผู้กำกับภาคนี้พร้อมด้วย Frank Darabont (เจ้าเดียวกับที่ทำ The Shawshank Redemption นั่นแหละครับ) จะมาช่วยกันเกลาบทอีกรอบ ผลที่ได้ก็เลยน่าพอใจกว่าภาคก่อนพอตัวครับ แต่ก็ยังไม่เด็ดเท่าภาคแรก เอาน่า อย่างน้อยผมว่าหนังโอเคเลยครับ สยองและน่าติดตามขึ้น ไม่น่าเบื่อเท่าตอนก่อนแล้ว เพราะภาคนี้หนังได้ใส่ลูกเล่นเด็ดๆ ลงไป นันคือการที่ให้เฟรดดี้ใช้อำนาจในฝันมากขึ้น ซึ่งตอนก่อนๆ เราจะเห็นแค่เฟรดดี้วิ่งไล่ฆ่าคนในฝันเท่านั้นใช่มั้ยฮะ แต่ภาคนี้เฟรดดี้สามารถสร้างโลกหลอกล่อเหยื่อก่อนตายก็ได้ อีกทั้งมันยังแปลงร่างเป็นตัวบ้าอะไรก็ได้เช่นกัน (เล่น Effect กระจายครับจุดเนี้ย)

แต่ครับ แต่ขณะเดียวกันหนังก็เพิ่มความมันส์ลงไปโดยให้บรรดาตัวเอกสามารถใช้พลังในความฝันได้ด้วย เอามาตีกับเฟรดดี้ได้ครับ การสุ้กันระหว่างตัวเอกกับเฟรดดี้เลยออกจะมันส์ขึ้น เพราะคราวนี้เฟรดดี้ไม่ได้เป็นฝ่ายทำอย่างเดียวอีกต่อไป ผแต่ยังไงก็เถอะ พอเอาเข้าจริงๆ เฟรดดี้ก็เหนือกว่าใครอยู่ดี)

เหล่าดาราภาคนี้ดีขึ้นครับ แต่ละคนมีคาแร็คเตอร์น่าจดจำดีมาก Englund ก็ขี้เล่นมากขึ้น สยองน่ากลัวตามเคย แต่การที่พี่แกเริ่มขี้เล่นนี่แหละเลยทำให้ความขลังแบบภาคแรกออกจะลดลงไปบ้าง, Langenkamp นี่ดูสูงอายุขึ้นเยอะครับ อาจเป็นเพราะทรงผมที่ทำซะป้าเชียว แต่ก็เข้าใจครับ ถ้าไม่ทำให้เจ๊แกดูแก่ วัยก็อาจจะดูใกล้กับเด็กๆ ในสถานบันจนเกินไปก็ได้ และยังได้ John Saxon กลับมารับบทเดิมจากภาคแรก เป็นพ่อของแนนซี่ครับ ตามด้วย Nan Martin ในบทซิสเตอร์แมรี่ เฮเลน่า แม่ชีลึกลับผู้กุมความลับของเฟรดดี้เอาไว้

หนังภาคนี้ก็จัดว่าสนุกครับ เพราะผมและเรื่องราวมันน่าติดตาม และจุดที่น่าสนใจของตอนนี้คือมันจะมีการพูดถึงที่มาของเฟรดดี้ตอนเป็นมนุษย์เอาไว้ด้วยครับ ส่วนการปราบเฟรดดี้ก็มีลุ้นตามเคย เล่นเอาเหนื่อยไปตามๆ กันเลยล่ะ

พอจะแก้ความผิดหวังจากหนังภาคสองได้ครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=10000tip&group=11&month=04-2006&date=05&gblog=539

     http://s10.histats.com/6.swf

 

A Nightmare on Elm Street Part 2: Freddy’s Revenge (1985) นิ้วเขมือบ 2

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 9:19 am

A5270928-0แนวหนัง สืบสวน – ระทึกขวัญ

แม้หนังจะออกมาหลังเขาเพื่อน แต่ถ้าว่ากันตามนิยายล่ะก็ เรื่องนี้มาเป็นอันแรกนะครับ จะเป็นเรื่องราวก่อนที่ดร.ฮันนิบาล เลคเตอร์ (Anthony Hopkins) จะมาเจอกับแคลริซ สตาร์ลิง ซึ่งตอนนั้น ดร.เลคเตอร์ยังอยู่สบายดี มีฐานะและคนนับถือ ขณะเดียวกันพี่แกก็เป็นฆาตกรโหดที่เอาเนื้อของเหยื่อมาทำเป็นอาหาร และในที่สุดเขาก็โดนจับโดย วิล แกรแฮม (Edward Norton) เอฟบีไอมือดี ต่อมา ได้เกิดมีฆาตกรโหดที่ชื่อว่า ทู๊ท แฟร์รี่ หรือ ไอ้เขี้ยวสยอง (Ralph Fiennes) ปรากฏขึ้นมาไล่ฆ่าคน ทำให้วิลจนตรอก เขาเลยตัดสินใจไปขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากดร.เลคเตอร์

ตัวหนังทำได้ดีมากๆ ครับ ดีกว่า Hannibal แน่นอน ที่งงคือ หนังกำกับโดย Brett Ratner ผู้กำกับซึ่งเคยจับมาแต่หนังตลก อย่าง Rush Hour แต่นี่ พี่แกมาทำหนังสืบสวน ทำไม่ทำเปล่ายังออกมาดีอีก โอย เก่งมากๆเลยครับ ตัวหนังน่าติดตามและนักแสดงก็ได้ที่ทั้งสิ้น ดนตรีของ Danny Elfman เจ้าชายดำแห่งวงการคอมโพเซอร์ ก็เข้ากับความโรคจิตของหนังดีจริงๆ

แต่ที่ผมทึ่งมากอีกอย่างก็คือ หนังสามารถเมคอัพ ลุง Anthony แกให้กลับมาดูหนุ่มแบบใน Silence ได้ แต่คนที่เฉียบกว่าคือ Anthony Heald เจ้าของบท ดร.ชิลตั้น หัวหน้าโรงพยาบาลจอมจองหองนั่นแหละครับ ถ้าใครจำได้ล่ะก็ พี่แกก็เคยโผล่มาแล้วใน Silence ตอนนั้นเขาจะดูนิ่งๆ แก่ประสบการณ์ใช่มั้ยครับ แต่กับเรื่องนี้พี่แกปรับบุคลิกให้เป็นมือใหม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ อีกทั้งทีมงานเมคอัพแกได้หนุ่มมากๆ ดูยังกับอายุ 30 ทั้งๆที่อายุจริงๆของเขานี่จะ 60 แล้วนะครับ ผมล่ะก๊ากเลยตอนเห็นหน้าพี่เขาครั้งแรกในหนังน่ะโอ้ หนุ่มเหลือเชื่อจริงๆ

ทีมนักแสดงต้องเรียกว่ารวมดาราขายฝีมือแบบสุดๆ ครับ นอกจาก Hopkins, Heald และ Fiennes ซึ่งแสดงได้อย่างดีมากๆ แล้ว ตัว Norton ก็รับบทวิลได้อย่างยอดเยี่ยมครับ, Harvey Keitel มารับบทแจ๊ค ครอว์ฟอร์ด ซึ่งก็ทำได้ดีมากเช่นกัน, Emily Watson มารับบทสาวตาบอด รีบา คนที่ทู๊ทแฟรี่ไปแอบชอบน่ะแหละ เธอก็หายห่วงไปครับ เล่นได้ขนาดไหนล่ะ, Mary-Louise Parker มาป็นมอลลี่ แกรแฮม ภรรยาของวิล ซึ่งเธอแม้จะโผล่น้อยแต่แสดงได้เยี่ยมมาก เอาแค่ฉากที่เธอปล่อยโฮในตอนสุดท้ายนั่นก็ยิ่งยอดล่ะครับ, Philip Seymour Hoffman มาเป็น เฟรดดี้ ลาวน์ นักข่าวจอมสอดที่ในเรื่องก็ต้องเจอกับเรื่องสยองสุดขีด พี่แกก็ไม่ลำบากอยู่แล้วครับ หลับตาเล่นยังได้เลย และ Frankie Faison ก็กลับมารับบท บาร์นี่ย์ ผู้ดูแลสถาบันประสาทและยังเป็นผู้ดูแลดร. เลคเตอร์ตามเคย

นักแสดงสุดยอด หนังเดินเรื่องดี การสืบน่าติดตาม ครบเครื่องครับ แต่โทนมันเบากว่าใน The Silence เยอะครับ แต่ผมว่าดีนะครับ มันสนุกและทำได้ยอดมากสำหรับหนังสืบสวนซักเรื่องนึง ก็จัดว่าต้องดูครับ (เขาว่ากันว่าตอนแรก Michael Bay แห่ง The Rock และ Armageddon จะมากำกับครับ โอย ถ้าพี่แกมาจริงหนังจะเป็นไงหว่า)

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=10000tip&month=07-2005&date=19&group=11&gblog=352

 

     http://s10.histats.com/6.swf

 

Red Dragon (2002) เรด ดราก้อน กำเนิดอำมหิต

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 9:14 am

A5270928-0แนวหนัง สืบสวน – ระทึกขวัญ

แม้หนังจะออกมาหลังเขาเพื่อน แต่ถ้าว่ากันตามนิยายล่ะก็ เรื่องนี้มาเป็นอันแรกนะครับ จะเป็นเรื่องราวก่อนที่ดร.ฮันนิบาล เลคเตอร์ (Anthony Hopkins) จะมาเจอกับแคลริซ สตาร์ลิง ซึ่งตอนนั้น ดร.เลคเตอร์ยังอยู่สบายดี มีฐานะและคนนับถือ ขณะเดียวกันพี่แกก็เป็นฆาตกรโหดที่เอาเนื้อของเหยื่อมาทำเป็นอาหาร และในที่สุดเขาก็โดนจับโดย วิล แกรแฮม (Edward Norton) เอฟบีไอมือดี ต่อมา ได้เกิดมีฆาตกรโหดที่ชื่อว่า ทู๊ท แฟร์รี่ หรือ ไอ้เขี้ยวสยอง (Ralph Fiennes) ปรากฏขึ้นมาไล่ฆ่าคน ทำให้วิลจนตรอก เขาเลยตัดสินใจไปขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากดร.เลคเตอร์

ตัวหนังทำได้ดีมากๆ ครับ ดีกว่า Hannibal แน่นอน ที่งงคือ หนังกำกับโดย Brett Ratner ผู้กำกับซึ่งเคยจับมาแต่หนังตลก อย่าง Rush Hour แต่นี่ พี่แกมาทำหนังสืบสวน ทำไม่ทำเปล่ายังออกมาดีอีก โอย เก่งมากๆเลยครับ ตัวหนังน่าติดตามและนักแสดงก็ได้ที่ทั้งสิ้น ดนตรีของ Danny Elfman เจ้าชายดำแห่งวงการคอมโพเซอร์ ก็เข้ากับความโรคจิตของหนังดีจริงๆ

แต่ที่ผมทึ่งมากอีกอย่างก็คือ หนังสามารถเมคอัพ ลุง Anthony แกให้กลับมาดูหนุ่มแบบใน Silence ได้ แต่คนที่เฉียบกว่าคือ Anthony Heald เจ้าของบท ดร.ชิลตั้น หัวหน้าโรงพยาบาลจอมจองหองนั่นแหละครับ ถ้าใครจำได้ล่ะก็ พี่แกก็เคยโผล่มาแล้วใน Silence ตอนนั้นเขาจะดูนิ่งๆ แก่ประสบการณ์ใช่มั้ยครับ แต่กับเรื่องนี้พี่แกปรับบุคลิกให้เป็นมือใหม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ อีกทั้งทีมงานเมคอัพแกได้หนุ่มมากๆ ดูยังกับอายุ 30 ทั้งๆที่อายุจริงๆของเขานี่จะ 60 แล้วนะครับ ผมล่ะก๊ากเลยตอนเห็นหน้าพี่เขาครั้งแรกในหนังน่ะโอ้ หนุ่มเหลือเชื่อจริงๆ

ทีมนักแสดงต้องเรียกว่ารวมดาราขายฝีมือแบบสุดๆ ครับ นอกจาก Hopkins, Heald และ Fiennes ซึ่งแสดงได้อย่างดีมากๆ แล้ว ตัว Norton ก็รับบทวิลได้อย่างยอดเยี่ยมครับ, Harvey Keitel มารับบทแจ๊ค ครอว์ฟอร์ด ซึ่งก็ทำได้ดีมากเช่นกัน, Emily Watson มารับบทสาวตาบอด รีบา คนที่ทู๊ทแฟรี่ไปแอบชอบน่ะแหละ เธอก็หายห่วงไปครับ เล่นได้ขนาดไหนล่ะ, Mary-Louise Parker มาป็นมอลลี่ แกรแฮม ภรรยาของวิล ซึ่งเธอแม้จะโผล่น้อยแต่แสดงได้เยี่ยมมาก เอาแค่ฉากที่เธอปล่อยโฮในตอนสุดท้ายนั่นก็ยิ่งยอดล่ะครับ, Philip Seymour Hoffman มาเป็น เฟรดดี้ ลาวน์ นักข่าวจอมสอดที่ในเรื่องก็ต้องเจอกับเรื่องสยองสุดขีด พี่แกก็ไม่ลำบากอยู่แล้วครับ หลับตาเล่นยังได้เลย และ Frankie Faison ก็กลับมารับบท บาร์นี่ย์ ผู้ดูแลสถาบันประสาทและยังเป็นผู้ดูแลดร. เลคเตอร์ตามเคย

นักแสดงสุดยอด หนังเดินเรื่องดี การสืบน่าติดตาม ครบเครื่องครับ แต่โทนมันเบากว่าใน The Silence เยอะครับ แต่ผมว่าดีนะครับ มันสนุกและทำได้ยอดมากสำหรับหนังสืบสวนซักเรื่องนึง ก็จัดว่าต้องดูครับ (เขาว่ากันว่าตอนแรก Michael Bay แห่ง The Rock และ Armageddon จะมากำกับครับ โอย ถ้าพี่แกมาจริงหนังจะเป็นไงหว่า)

สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=10000tip&month=07-2005&date=19&group=11&gblog=352

 

     http://s10.histats.com/6.swf

 

เฟรดดี้ ครูเกอร์ …A Nightmare on Elm Street (1984)

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 9:10 am

 
ต้นตำรับแห่งตำนานการฝันร้ายที่สร้างสรรค์โดย Wes Craven กับเรื่องราวของวัยรุ่น 4 คนอันประกอบไปด้วย แนนซี ทอมพ์สัน (Heather Langenkamp), ทีน่า เกรย์ (Amanda Wyss), เกลน แลนท์ซ (Johnny Depp) และ ร๊อด เลน (Jsu Garcia) ที่เริ่มฝันร้ายถึงชายแปลกหน้า ผู้มีกรงเล็บเหล็ก ใส่เสื้อลายทางสีแดง-เขียว นามว่าเฟรดดี้ ครูเกอร์ (Robert Englund ผู้ผูกขาดบทนี้ทุกตอน)

เฟรดดี้สามารถฆ่าคนได้ในฝัน และมันได้ฆ่าพวกเขาไปทีละคน ทำให้แนนซี่ต้องหาทางลุกขึ้นมาต่อกรกับมันเอง เพราะไม่มีใครเชื่อว่ามันมีอยู่จริง ไม่ว่าจะแม่ (Ronee Blakley) หรือพ่อของเธอ (John Saxon) … แล้วใครล่ะจะหยุดมันได้

กฎการฆ่าใหม่ได้ถูกสร้างจากหนังเรื่องนี้ครับ ปกติบนเตียงนอนของเราคือปราการที่ปลอดภัยและสบายที่สุด และการนอนคือการผ่อนคลายชั้นหนึ่ง แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อมันไม่ปลอดภัยอีกต่อไป Wes Craven เขียนบทและกำกับโดยสร้างเฟรดดี้ขึ้นมา เขาทำได้ครับ หนังครบถ้วนทั้งความน่ากลัว แบบที่เราไม่อาจหนีไปไหนได้

Craven ก็สร้างตัวละครนี้โดยได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวครับ มีข่าวว่าวัยรุ่นชาวกัมพูชาหลายรายตายเพราะความฝันอันสยดสยอง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้วมันสามารถอธิบายได้ครับ เพราะคนที่ฝันร้ายมากๆ เขาก็จะไม่หลับไม่นอนเพื่อหลีกเลี่ยงจากฝันร้าย ทีนี้พอเราอดนอนมากๆ แล้วเราก็ต้องเพลียจนพลอยหลับไปในช่วงหนึ่งนะครับ แล้วทีนี้พอฝันร้ายอีกครั้ง เราก็จะตกใจตื่น และการตื่นด้วยความตกใจทั้งๆ ที่ร่างกายอ่อนเพลียนี่เองก็สามารถทำให้เราหัวใจวายจนตายได้

นอกจากนี้ Craven ก็ยังสร้างตัวเฟรดดี้ขึ้นมาจากความทรงจำอันเลวร้ายในวัยเด็กครับ เพราะสมัยเด็กๆ มีเด็กชื่อเฟรดดี้คอยแกล้งเขาอยู่ประจำ เขาก็กลัวนายคนนี้มาก จนเอามาตั้งเป็นชื่อปีศาจในฝันตนนี้ (เด็กคนนี้รู้เข้าจะดีใจดีมั้ยเนี่ย )

จากหลายสิ่งหลายอย่างทำให้ตัวละครปีศาจนักฆ่าแห่งความฝัน เฟรดดี้ครูเกอร์ ถือกำเนิดขึ้น พี่แกก็มาในฟอร์มที่สยดสยองอย่างมากล่ะครับ หน้าตาเละเทะเนื่องมาจากโดนเผาทั้งเป็นด้วยน้ำมือของเหล่าผู้ปกครองของเด็กๆ ที่โดนเขาฆ่าตาย เฟรดดี้ก็เข้าข่ายฆาตกรโรคจิตนั่นแหละครับ ถูกจับได้แต่หลักฐานอ่อน เลยได้รับการปล่อยตัว ทีนี้บรรดาพ่อแม่เจ้าทุกข์ก็เลยจัดการใช้ศาลเตี้ยมาฌาปนกิจมันซะเลย แต่ที่ไหนได้ พี่แกดันไม่ยอมตายครับ แล้วหวนกลับมาล้างแค้น ไล่ฆ่าวัยรุ่นในความฝันแทน ซึ่งมันก็น่ากลัวล่ะครับ

ความสยองของหนังจัดว่าทำได้ถึงเครื่องนะครับ นักแสดงก็ทำได้ดี Langenkamp ก็ดูน่ารักดีครับ และตอนหวาดกลัวก็สมจริงดี ซึ่งเธอได้บทมาจากการคัดตัว ซึ่งคู่แข่งเธอก็มีทั้ง Jennifer Grey, Demi Moore, Courteney Cox และ Tracey Gold เลยล่ะครับ ซึ่งเท่าที่ลองนึกดู ผมว่าคนอื่นดูจะไม่เข้ากับบทเท่าเธอหรอก ในขณะที่ Saxon ก็ดูน่าเชื่อในบทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และพ่อของแนนซี่ แต่คนที่ออกจะธรรมดาเกินไปกลับเป็น Blakley แม่ของแนนซี่ที่ตามบทเธอควรจะติดอยู่กับอดีตมากกว่านี้น่ะครับ น่าจะยังจมกับสิ่งที่เธอก่อเอาไว้ ไหนๆ เธอติดเหล้าแล้ก็น่าจะโทรมกว่านี้หน่อย บทเธอคงน่าสนขึ้นล่ะครับ อีกคนที่ได้ดังจากหนังเรื่องนี้ก็คือ Johnny Depp กับงานแสดงครั้งแรกของเขานะครับ ตอนแรกเขาไม่ได้คิดจะเล่นหรอกครับ เขาแค่มาเป็นเพื่อน Jackie Earle Haley ดาราอีกรายที่มาคัดตัว แต่พอดี Craven เกิดเตะตาเขาครับ เลยให้ลองบท และเขาก็ได้บทไป นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นความดังของเขาเลยครับ มากับดวงจริงๆ โดยในเรื่องเขาก็ยังไมได้แสดงอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่บุคลิกของเขาก็ดูไม่เลว (ตอนนั้นยังไม่ออกอาการเพี้ยนเท่าตอนนี้ครับ)

ส่วน Englund กับบทเฟรดดี้ ก็ยังไม่ต้องทำอะไรมากครับ ซึ่ง Craven บอกว่าเขาได้ออกแบบบุคลิกเฟรดดี้ในภาคแรกนี้โดยอิงตามสไตล์ไมเคิล ไมเยอร์ส จาก Halloween และ เจสันจาก Friday The 13th แต่จะมีอารมณ์เล่นแบบโหดๆ มากกว่าหน่อย ไม่ได้เงียบนิ่งแบบสองรายนั่น เลยทำให้เฟรดดี้ดูสยองมากขึ้นครับ และ Englund ก็ทำให้บทนี้มีชีวิตอย่างมาก จนน่ากลัวเลยล่ะ เอาแค่ตอนยิ้มแล้วเดินมาก็ไม่ไหวแล้วครับ สยองจริงๆ

Craven คิดเก่งนะครับ บทดี ตอนแรกเหมือนจู่ๆ เฟรดดี้ก็มาไล่ฆ๋าอาละวาดอย่างเดียว แต่ซักพักปมก็เริ่มโผล่มา เลยทำให้หนังดูมีน้ำหนักขึ้น แล้วก็น่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ลุ้นว่าจะงัดกลยุทธใดมาปราบมัน ตอนท้ายก็ตื่นเต้นกันไปครับ กว่าจะสยบมันได้ก็เหนื่อย แล้วตอนจบของเรื่องก็นับว่าเหมาะสมตามทางที่มันควรจะเป็นครับ จบได้สะใจดี

แต่เชื่อมั้ยครับว่าเขาเขียนบทออกมาเสร็จปี 1981 แต่ไม่มีค่ายหนังไหนสนใจซื้อทำเลย (เอากะมันครับ เป็นงี้ประจำ หนังสยองคลาสสิคมันโดนมองข้ามทุกรอบ Halloween ก็รอบหนึ่งแล้ว) จนกระทั่ง New Line Cinema ก้าวเข้ามายอมสร้างให้

แล้วตอนสร้างก็เหมือนตกร้ายครับ ที่พอดีบริษัท New Line ยังไม่ค่อยจะมีทุนหนาเท่าไหร่ ถ่ายทำไปได้ครึ่งเดียวบริษัทก็ไม่มีเงินมาจ่ายเหล่าทีมงานแล้วครับ แต่จากการตระเวนก็ได้บริษัทอื่นมาช่วยอุ้มชูอีกที (ซึ่งโชคดีที่ไม่มีทีมงานคนใดลาออกเลยครับ อยู่ครบ) แล้วหนังก็สำเร็จออกมาครับ ได้ออกฉายซึ่งหนังเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่ New Line สร้างออกมาด้วย

แล้วไงล่ะ พอออกฉาย หนังทำเงินจนสามารถพลิกสถานการณ์บริษัทจากที่เกือบล้มละลายให้รอดพ้นมาได้จนปัจจุบัน จากเรื่องนี้ทำให้มีตำนานครับ คือมีการเรียกบริษัท New Line ว่า "the house that Freddy built" หรือ บ้านหลังนี้เฟรดดี้สร้างเอาไว้นั่นเอง

.. และก็ขอนอกเรื่องนิดนึง แม้ Craven จะสร้างหนังโดยมาจากข่าวที่มีคำอธิบายทางการแพทย์ แต่ผมก็ยังอดสยองกับหนังไมได้ครับ ไม่ใช่เพียงแต่หนังทำได้ถึงจนน่ากลัวเท่านั้นนะครับ แต่เพราะผมเคยได้ยินข่าวอยู่อันหนึ่ง คือมีหญิงสาวคนหนึ่งเธอตกอยุ่ในสภาพทำนองเนี้ยครับ นอนหลับแล้วฝันร้ายว่าโดยสัตว์บางอย่างทำร้าย พูดง่ายๆ เธอฝันว่าโดนมันข่วน แล้วทีเด็ดมันอยู่ตรงนี้ล่ะครับ ไอ้รอยแผลในฝันเจือกมาโผล่ตามตัวเธอจริงๆ อ้ะ มาได้ไงก็ไม่รู้ ผมก็จำได้ไม่แม่นแล้วล่ะครับว่าเกิดที่ประเทศไหน แต่รู้สึกจะเคยมีการเอาไปทดลองจริงๆ จนนักวิทยาศาสตร์เองก็งงไปเหมือนกัน

.. ไม่ต้องอื่นไกลครับ คุณเคยมั้นล่ะ ตอนค่ำนอนดีๆ พอตื่นเช้ามาดันมีรอยข่วนปริศนาไม่ทราบที่มาโผล่ตามร่างกายอ้ะ ผมยังเคยเลยตรงบริเวณมือเนี่ย มันคืออะไรกันหนอ? อาจเป็นมือเราไปโดนตามขอบเตียงหรืออะไรก็ได้ … แต่ก็นั่นแหละ ตอนเกิดแผลเราไม่ได้เห็นกับตานี่ครับ เราเลยไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ก็ขอให้แค่เป็นการไปโดนขอบเตียงแล้วกัน

กลับมาเรื่องหนังนะครับ จัดว่าสยองคลาสสิค เรื่องนี้เล่นกับความรู้สึกเราได้โดยตรงเลยครับ ฝันร้ายอ้ะ อันนี้มันเคยโดนทุกคนอยู่แล้ว มันเลยโดนตรงความรู้สึกได้ง่ายครับ ส่วนเรื่องภาพก็หายห่วง แหวะชะมัด สยองกันทุกแง่มุมเลยทั้งภาพและอารมณ์ สนุกแบบสยองโดยเฉพาะลีลานักฆ่าขี้เล่นอำมหิตของเฮียเฟรดดี้ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา พร้อมด้วยเพลง ธีม Theme สุดสยอง จังหวะบ่งบอกถึงบรรยากาศเย็นๆ เยียบๆ ของ Charles Bernstein ที่ติดหูได้ง่ายมากๆ หลอนอีกด้วยครับ

จริงๆ แล้วหนังเหมาะจะจบแค่ภาคนี้นะครับ เพราะมันดูน่ากลัวและหลอนแบบเป็นไปได้ ในขณะที่ภาคต่อมาก็เริ่มออกทะเลแล้วล่ะครับ ก็บอกได้อย่างเต็มปากว่าเรื่องนี้สยองและน่าดูมากๆ

สำหรับคอหนังสยอง บอกได้แค่ว่า อย่าพลาดเด็ดขาดครับ

เกือบสามดาวครับ
ที่มา…คุณ : เทพบุตรตบะแตก!!

 

 

     http://s10.histats.com/6.swf