A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

เป๊ปซี่ที่รัก…. ตุลาคม 27, 2007

Filed under: ไดอารี่ — Korkai @ 3:22 pm
ไอ้ที่ว่า โค้ก เป๊ปซี่เป็นสิ่งอันตรายมาก (ทำให้กระดูกผุ) หลงเชื่อมาตั้งนาน…ลวงโลกเหรอเนี่ยะ
ทุกวันนี้กินโค๊ก เป๊ปซี่ด้วยความรู้สึกผิด กัวกระเพาะเจ๊ง กัวกร่อนกระดูน + กัวอ้วนอีก
แต่เรื่องกัวอ้วนเนี่ยะ ก็เปลี่ยนเป็นเป๊ปซี่แม๊กแทนได้..แต่เรื่องกระเพาะกับกระดูดก็ยังกลัวอยู่
มาได้รู้เรื่องนี้ โล่งงงงงงงดีจิง..
กินเป๊ปซี่แม๊กวันละลิตรได้อย่างมีฟามสุขซะที

โค้ก เป็นสิ่งอันตรายมาก (ทำให้กระดูกผุ)

ตัวอย่าง FWD http://www.maama.com/reading/view.php?id=001590
เนื้อหาของFWD <<  เนื้อหาในนั้นจะกล่าวถึงการคุณสมบัติที่ทำให้โค้กดูเหมือนเป็นน้ำอัดลมที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เป็นกรดที่รุนแรง … ลำพังตัวฟอร์เวิร์ดนี้จะไม่มีอะไร แต่มันเป็นการไปตอกย้ำความเชื่อที่ว่าการดื่มน้ำอัดลมทำให้กระดูกผุ น้ำอัดลมเป็นสารที่อันตราย ฯลฯ

วิเคราะห์FWD >>
– ถ้าตามเข้าไปดูในข้อมูลต่างๆในนั้น จะเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดูแล้วทำให้โค้กเป็นวัสดุกัดกร่อนที่มีฤทธิ์รุนแรง สามารถกัดกร่อนสิ่งต่างๆได้ การใช้งานก็ดูน่ากลัวสำหรับของที่จะเอามากิน
– (ปัจจัยในเวบบอร์ดต่างๆ และความเชื่อสมัยก่อน บอกว่าการดื่มน้ำอัดลมทุกชนิดทำให้กระดูกผุ เพราะกรดในน้ำอัดลมจะไปละลายกระดูก)
– โค้กมีpH ที่ประมาณ2.5 อันนี้ก็จริง … แต่
– น้ำมะนาวมีpH 2-2.5 ส่วนกรดในกระเพาะอาหาร มีpH 1.5-2 กัดกร่อนยิ่งกว่าโค้กเสียอีก เรื่องคุณสมบัติที่ว่านั้นหากเอาน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูไปแทนที่ก็ทำได้เหมือนกัน (แต่Apple cider vinegarดันบอกว่าดีต่อสุขภาพ ทำไมไม่บอกว่ากัดกระดูกล่ะ)
– ในต่างประเทศของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมีราคาแพง ในขณะที่โค้กมีราคาถูกมากและมีแพร่หลายทุกพื้นที่ ก็ไม่แปลกนักที่ชาวต่างชาติเขาจะใช้โค้กในการทำความสะอาดหรือใช้งานกันแปลกๆ (ก็มันประหยัด)
– เรื่องฤทธิ์กัดกร่อนกระดูกนั้น ที่จริงทางการแพทย์เคยเชื่อกันมานานและแนะนำอย่างนี้กันมานาน แต่ว่าในระยะหลังๆเริ่มมีงานวิจัยออกมาคัดค้าน เพราะว่ามีข้อสังเกตว่า กรดฟอสฟอริกที่เคยเชื่อว่าทำลายกระดูกก็มีในอาหารหลายชนิด แต่ว่าไม่ปรากฎว่าจะทำให้เกิดกระดูกพรุนได้
– งานวิจัยล่าสุดเมื่อปีที่แล้วในชุด  The Framingham Osteoporosis Study ระบุถึงความเกี่ยวข้องของน้ำอัดลมต่อมวลกระดูก ก็บอกว่ามีโค้ก (แต่ไม่รวมถึงน้ำอัดลมแบบอื่นๆ)ที่ทำให้เกิดมวลกระดูกลดลง (แถมเกิดเฉพาะในผู้หญิง) http://www.ajcn.org/cgi/content/abstract/84/4/936 … เลยทำให้ต้องกลับไปดูกันอีกว่า ตกลงแล้วน้ำอัดลมทำให้กระดูกพรุนได้อย่างที่เคยเชื่อจริงหรือ
– ข้อมูลที่บอกว่าดื่มน้ำป้องกันมะเร็งได้ อันนี้ไม่มีหลักฐานการวิจัยที่สนับสนุนชัดเจน

ดังนั้นเมื่อดูจากข้อมูลแล้วถ้าดูเผินๆจะไม่มีอะไร แต่มันสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าใจผิดว่าการดื่มน้ำอัดลมก่อให้เกิดการกัดกร่อนในกระเพาะ(โรคกระเพาะ ?) และก่อโรคกระดูกพรุน ซึ่งจริงๆไม่เกี่ยวข้องกัน ….. และความไม่มีอะไรและการที่ความเชื่อเรื่องน้ำอัดลม”กัดกระดูก”มันเป็นควาเชื่อมานาน พอมีคนออกมาคัดค้านก็อาจจะโดนมองว่าไม่น่าเชื่อถือ
ข้อมูลเพิ่มเติม
– แต่การดื่มน้ำอัดลมกลุ่มที่มีน้ำตาล ก่อให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวานชัดเจน
– การดื่มน้ำอัดลมที่ใส่สารทดแทนความหวาน ก็ก่อความเสี่ยงเรื่องโรคอ้วนและเบาหวานได้เช่นกัน

จากคุณ : หมอแมว

http://s10.histats.com/6.swf

Advertisements
 

ก็ไม่เชื่ออ่ะ..ว่ามนุษย์ทำให้โลกร้อน… ตุลาคม 23, 2007

Filed under: ไดอารี่ — Korkai @ 3:27 pm
 
หลักฐานทางโบราณคดีบอกว่า ภูมิอากาศของโลกค่อนข้างเย็นในช่วงต้นยุคโรมัน (Roman cool period)
และอุ่นขึ้นในปลายยุคโรมัน (Roman warm period) แล้วกลับเย็นลงในต้นคริสต์กาล
(Dark Age cool period) และอุ่นขึ้นอีกครั้งตอนกลางคริสตกาล (Medieval Warm Period)
แล้วก็กลับเย็นลงอีกในศตวรรษที่สิบสี่ (Little Ice Age) ก่อนที่จะกลับอุ่นขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า
จนถึงปัจจุบัน (Recent Warm Period)
นักอุตุนิยมวิทยาเคยเชื่อว่าโลกกำลังฟื้นตัวจากความหนาวเย็นของยุค Little Ice Age ด้วยพลังทางธรรมชาติ
ตามวัฏจักรที่ปรากฏมาก่อน โลกอาจจะกำลังกลับคืนสู่ช่วงที่อบอุ่น ที่เทียบเท่ากับยุค Medieval Warm
ที่ชาวเหนือเข้าไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง ในหนึ่งร้อยปีข้างหน้าปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ตั้งทฤษฎีว่าโลกที่กำลังร้อนขึ้นในขณะนี้ เป็นเพราะกาซเรือนกระจก
และอ้างว่าขณะนี้โลกกำลังร้อนที่สุดในรอบพันปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความจริง
เพราะสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันยังห่างไกลจาก Medieval Warm Period มากพอควร
และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับความร้อนอย่างระอุเมื่อแปดพันปีก่อน ในช่วงที่เรียกว่า Holocene Maximumธรรมชาตินั้นทรงพลังกว่ามาก ในอดีตเมื่อพันปีก่อน ในยุคที่ CO2 ยังคงที่อยู่ในระดับต่ำ
ธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เคยทำให้โลกร้อนจนไวกิ้งไปทำฟาร์มที่กรีนแลนด์ และน้ำท่วมในสมัยทวารวดี
จากเหตุการณ์โลกร้อนในอดีต ทำให้ย้อนกลับมาคำนวณได้ว่า ธรรมชาติมีพลังมากน้อยแค่ไหน
พอเอาค่าพลังทางธรรมชาติที่ได้จากเหตุการณ์ในอดีต มาหักลบออกจากพลังธรรมชาติใน recent warm
ก็จะเหลือที่ว่างให้เป็นอิทธิพลของ CO2 นิดเดียว
 
 

ชาวอเมริกันโหวต กทม.เมืองท่องเที่ยวเยี่ยมสุดในเอเชีย ตุลาคม 20, 2007

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 9:21 am

 

ยิ้ม

กทม.เมืองท่องเที่ยวเยี่ยมสุดในเอเชีย จริงหรือเนี่ยะ
แบบว่าแล้วทำไมชั้นไม่มีที่เที่ยว(ว่ะ) เมื่อก่อนอยู่แถวสุขุมวิท ว่างก็ไปสวนเบญ
มาอยุ่แถวลาดพร้าวไม่รู้จะไปเที่ยวไหนก็นั้ง สาย8 พานพุทธดริฟ
ที่เดินเล่นก็เห็นจะมีอยู่แค่นี้ นึกไม่ออก ไม่เดินใต้สะพานก็เดินบนสะพาน
เดินห้าง เดินสยามก็ไม่ใช่แนว จตุจักรดีหน่อย
ไปวัดเหรอ ไปไมอ่ะ ใจไม่ศรัทธา
… หมดแระกรุงเทพ หรือยังไม่หมด ใครมีจิคศรัทธามีที่ไหนแนะนำบ้างง่ะ

  ———————-

   นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้ารับรางวัลการจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยว ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยกรุงเทพฯ ได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2007 ประเภทเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งของเอเชีย (Best City of Asia) จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านนิตยสาร Conde’ Nast Traveler สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำด้านการท่องเที่ยวที่มีผู้อ่านและสมาชิกในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ จ.เชียงใหม่ ยังได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยคะแนนที่สูสีกับฮ่องกง ซึ่งอยู่อันดับที่ 2 ส่วนการจัดอันดับโรงแรมชั้นนำ 75 อันดับ ของเอเชีย มีโรงแรมในประเทศไทยติดอันดับถึง 9 แห่ง ซึ่งผลรางวัลประจำปีนี้ จะเผยแพร่ลงในฉบับพฤศจิกายน 2550
        นางพรศิริ กล่าวด้วยว่า สถิตินักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2549 มีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ เข้ามาประเทศไทยจำนวน 640,674 คน ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีเดินทางเข้ามาแล้วกว่า 340,000 คน ซึ่งชาวอเมริกันที่เดินทางมาประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมในวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เช่น การท่องเที่ยววัดวาอาราม โบราณสถาน รวมทั้งกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ ขี่ช้างล่องแพ เรียนทำอาหารไทย และล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

 

     http://s10.histats.com/6.swf
 

 

Ginkgo biloba (แป๊ะก๊วย) : สมุนไพรบำรุงสมอง ตุลาคม 15, 2007

 

ชาวจีนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าตำรับสมุนไพรไม่ว่าจะเป็น โสม ตังกุย ถั่งเฉา ล้วนเป็นสมุนไพรจากจีนแผ่นดินใหญ่
หนึ่งในสมุนไพรจีนที่น่านำมากล่าวถึงคือ แปะก๊วย (Ginkgo biloba)
ซึ่งชาวจีนนิยมนำเมล็ดมาต้ม รับประทานเป็นของหวาน โดยเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้

จากการวิจัยของสถาบันเพื่อการวิจัยทางการแพทย์นิวยอร์ก พบว่า
สารสกัดที่ได้จากใบแปะก๊วย คือ สารฟลาโวนอยด์และสารเทอปินอยด์ สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมในวัยชราได้
ซึ่งสารทั้งสองกลุ่ม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง
และป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือด เพราะเมื่อสมองขาดเลือดขึ้นไปหล่อเลี้ยงย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อในที่สุด
ส่งผลต่อการทำงาน และประสิทธิภาพของสมองทำให้เกิดอาการหลงลืมมากขึ้นในวัยชรา

ในหลายๆ ประเทศให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วย ในการรักษาโรคสมองเสื่อมเช่นกัน
จึงมีการนำสารสกัดดังกล่าว มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงสมองและช่วยให้เลือด ไหลเวียนสะดวก
ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบโดยการนำสารประกอบ จากใบแปะก๊วยมารวมกับฟอสโฟไลปิดส์ให้อยู่ในรูปของไฟโตโซม (phytosome)
ซึ่งช่วยให้การดูดซึมที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถ นำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้ไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีฤทธิ์ในการรักษา ควรพิจารณาที่ปริมาณสารสำคัญว่ามี
สารฟลาโวนกลัยโคไซด์ กิงโกไลด์เอ บี ซี และ เจ และบิโลบาไลด์ ตามกำหนดในตำรับยาแผนโบราณ ของประเทศเยอรมันประกอบด้วย

————————————–

 เป็นเวลา 5,000 ปีแล้ว ที่หมอแผนโบราณจีนใช้สมุนไพรบำบัดอาการไอ หืด และภาวะภูมิแพ้ต่างๆ
ปัจจุบันนี้จึงมีการใช้แป๊ะก๊วยในทวีปยุโรปอย่างแพร่หลายเพื่อหวังผลทำให้เลือดลมเดินดี ความคิดความอ่านตลอดจนความจำดีขึ้น
อีกทั้งชะลอการแก่และป้องกันมะเร็งซึ่งนับเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์จากพืชที่เก่าแก่ก่อนยุคไดโนเสาร์ครองโลกเสียอีก

ถ้าเปิดเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ตจะเห็นการโฆษณาขายแป๊ะก๊วยกันอย่างโจ๋งครึ่ม โดยอ้างว่าช่วยทำให้
สติปัญญาดีขึ้น
เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนสู่สมอง
เสริมความจำและความคิดแจ่มใส
เพิ่มเลือดหล่อเลี้ยงแขนขา
เพิ่มพลังงานและความแข็งแกร่งของร่างกาย
เสริมอารมณ์และความรู้สึกที่ดีขึ้น
แล้วก็ขายเสียแพงเชียวเช่น ขวด 50 แคปซูลราคา 8.50 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 300 บาท) บางเจ้าก็ผสมผสานแป๊ะก๊วยเข้ากับธาตุบางชนิดตลอดจนสารอาหารละเอียดบางอย่าง โดยสั่งให้รับประทาน 2 แคปซูลตอนเช้า หรือ 1 แคปซูลวันละ 3 เวลา โดยแนะนำให้รับประทาน พร้อมกับวิตามินและแร่ธาตุรวมอีกด้วย

แป๊ะก๊วย (Ginko biloba) ที่เขานำมาสกัดใช้คือ ส่วนของใบ โดยมีกระบวนการสกัดที่ยาวนาน จนได้สารที่มีชื่อว่า Ginko flavone glycoside (bioflavanoids) และ terpene lactones เป็นตัวยาออกฤทธิ์

บางบริษัทแนะนำให้ใช้สมุนไพรสกัดนี้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะแรกๆ หรือคนสูงอายุที่เริ่มหลงลืม หรือแม้ในผู้ชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศเนื่องจาเส้นเลือดแดงตีบตัน โดยอ้างว่า สารกสกัดจากแป๊ะก๊วยนี้ช่วยเพิ่มเลือดไหลเวียนไปยังสมอง โดยสกัดกั้นการเกาะกลุ่มกัน ของเกล็ดเลือดตลอดจนเสริมความยืดหยุ่นของเส้นเลือดแดง นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นด้วย

ปัญหาคืองานวิจัยที่แสดงผลดีของแป๊ะก๊วยนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับของวงการประสาท แพทย์ที่ดูแลคนไข้โรคอัลไซเมอร์เท่าไรนักโดยอ้างว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการวิจัย ข้อสำคัญคือมีบทความแสดงสรรพคุณโดยอ้างถึงประสบการณ์ผู้ใช้เพียง 1-2 คน แล้วก็เหมาะว่าจะดีกับทุกคน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความจำเสื่อมเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปสนใจใคร่จะกำจัด ทำให้สถิติการจำหน่ายแป๊ะก๊วยพุ่งสูงขึ้นทุกปีอย่างในปี 2540 เฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ขายได้ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,800 ล้านบาท)

ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะควักกระเป๋าซื้อแป๊ะก๊วยไปรับประทานบ้างนั้นควรพิจารณาตรวจสอบดูว่า มีมาตรการง่ายๆ อื่นๆ ที่ควรคำนึงถึงก่อนหรือไม่ เช่น ยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำอาจทำให้ขี้ลืมได้ เป็นฤทธิ์ข้างเคียง เช่นยากลุ่มปิดกั้นเบต้า ที่ใช้ในการบำบัดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ยาต้านการซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic ยากล่อมประสาทกลุ่ม benzodiazepines และยานอนหลับบางขนาน

และถ้าจะให้ดีควรปรึกษาคุณหมอเจ้าประจำเสียก่อนเพราะค่ายาแป๊ะก๊วยก็ออกจะแพง ไม่ควรใช้จ่ายเงินที่หามาได้ยากเย็นแสนเข็ญในยุคไอเอ็มเอฟนี้โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่า

มาตรการเสริมพลังสมองที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมีอาทิ เช่น
1. ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การนอนให้เพียงพอคืนละ 8 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ร่วมไปกับการทำสมาธิ โยคะ หรือออกกำลังกายแอโรบิคจะช่วยลดความเครียดในอารมณ์เป็นอย่างดี
จัดลำดับของสิ่งที่ควรจำเป็นประการต้นๆ แล้วใช้เครื่องช่วยเช่นจดบันทึก ปฏิทิน ผู้ช่วยเตือนความจำ เป็นต้น

2. แม้ว่าแป๊ะก๊วยจะไม่เคยแสดงว่าช่วยให้คนปกติมีความจำดีขึ้น แต่คนขี้ลืมก็ไม่ฟังเสียง ไปหาซื้อมาใช้ ลำดับแรกจึงควรงดเสียเงินถ้าท่านมีความจำอยู่ในเกณฑ์ปกติ สารที่ช่วยความจำได้ก็พอมีอาทิเช่น
– phosphatidylserine ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายสร้างได้เอง แต่มีคนสกัดจาก lecithin ของถั่วเหลืองมาจำหน่าย
– วิตามินอี วันละ 2,000 หน่วย (IU)
– ไอบูโปรเฟน (ibuprofen) แอสไพริน หรือยาต้านการอักเสบ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
3. ฝึกสมองเพื่อเสริมความจำเช่น เล่นปริศนาอักษรไข้ว
ข้อสำคัญให้ทำใจไว้ด้วยว่า แม้คนหนุ่มสาวอายุ 20 ปี ยังลืมโน่นลืมนี่ได้ตลอด โดยพวกเขาไม่เห็นจะต้องกลัวการเป็นโรคอัลไซเมอร์ คราวต่อไปถ้าท่านจะออกจากบ้าน แล้วนึกไม่ออกว่าวางกุญแจรถไว้ที่ไหนก็ลองผ่อนคลายหายใจเข้าออกลึกๆ และยักไหล่เดินกลับเข้าบ้าน ไปเล่นปริศนาอักษรไข้วเพลินไปเลยก็ไม่ผิดกติกาอะไร

—————————————————————————–

ดร.รัตนา ตียพันธ์
ส่วนงานวิจัยมาตรฐานสมุนไพร 

แปะก๊วยเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนจีนโดยนิยมนำเมล็ดของแปะก๊วยมาต้มกับพุทราจีนเป็นของหวาน
หรือใช้เป็นอาหาร ในขณะที่ใบของแปะก๊วยใช้เป็นยาสมุนไพร บำบัดโรคต่างๆ และจัดเป็นยาอายุวัฒนะ
ของชาวจีนมาเป็นเวลานาน เคยมีรายงานว่าแม้แต่ "เมาเซตุง" ก็ใช้น้ำต้มจากใบแปะก๊วยเป็นยาบำรุงสุขภาพ
ปัจจุบันประเทศทางยุโรปมีการใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วยมารักษาโรคเกี่ยวกับสมอง และระบบเลือดกันอย่าง
แพร่หลาย โดยเฉพาะโรคอันเนื่องมาจากความชรา วิงเวียนศีรษะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง

แปะก๊วยเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุเก่าแก่ชนิดหนึ่ง มีกำเนิดในป่าแถบตะวันออกเฉียงใต้ของจีน แต่ปัจจุบัน
พบได้ทั่วไปในประเทศทางยุโรป และอเมริกาปลูกเป็นไม้ประดับตามริมถนนและสวนสาธารณะ เนื่องจากให้
ร่มเงา ทนทานต่อโรค, แมลง, และมลพิษได้ดี มีชื่อสามัญว่า Maidenhair tree เนื่องจากมีลักษณะรูปร่างของ
สารสกัดจากใบแปะก๊วยซึ่งนำมาใช้เป็นยาประกอบด้วยสารหลายชนิด เช่น Flavonoid Glycosides, A,-B,-C),
Biflavones ( เช่น Sciadopityrin และ Ginkgetin ), Diterpenes (เช่น Bilobalide , Ginkgolides Sterols, Organic
Acids ฯลฯ

 

 

การเก็บเกี่ยวใบแปะก๊วยเพื่อนำมาใช้เป็นยาควรทำในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ขณะที่ใบเปลี่ยนสีจากสีเขียว
เป็นสีเหลือง จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงระดับของ Flavonoids ในขณะนั้น Diterpenes ที่มีอยู่ในสารสกัดจะทำหน้าที่
เป็น Receptor antagonist โดยสามารถจับกับ Platelet-Activating-Factor (PAE) สาร PAF จะมีผลต่อการรวมตัว
ของเกล็ดเลือด และการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม พบว่า Ginkgolide B มีฤทธิ์สูงสุด 
สารสกัดจากใบแปะก๊วยจะช่วยป้องกัน และรักษาความสมบูรณ์ของผนังเส้นเลือดฝอย ปรับระบบหมุนเวียน
ของเลือด ต่อต้านการอักเสบ การบวม (Cerebral Edema) และจัดเป็น Antioxidant ที่มีศักยภาพเทียบเท่ากับ
Uric Acid

เนื่องจากสารสกัดใบแปะก๊วยมีความเป็นพิษต่ำมาก ปัจจุบันจึงมีการใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย อย่าง
กว้างขวางในวงการแพทย์ ในผู้ป่วยที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ (Cerebral Vascular Deficiency) ผนังเส้น
เลือดแดงทำงานไม่ปกติ (Peripheral Arterial Insufficiency) ป้องกันการเกิดอัมพาต ใช้กับโรคที่เกี่ยวกับ
ความชรา เช่น วิงเวียน ปวดศีรษะ หูอื้อหูหนวก และ ใช้ปรับอารมณ์ของผู้สูงอายุ (Mental Performance and
Senility)

เอกสารอ้างอิง :
1. Scheider, G. 1990. Arzneidrogen : Ein Kompendium fuer Pharmazeuten, Biologen und Chemiker. B.I Wissenschaftsverlag : Mannheim, Germany. 123-124.
2. Reichholf, J.H. und Steinbach, G 1993. Die Grosse Enzyklopaedie der Baeume und Straeucher. Mosaik Verlag. Muenchen, Germany. 32
3. Tang, W. and Eisenband. 1992. Chinese Drugs of plant origin : Chemistry, Pharmaccology and Use in Traditional and Modern Medicine. Springer Verlag. Heidelberg. Germany. 555-565.
4. Dobelis, I.S. et.al. 1990 Magic and Medicine of Plants. Reader’s Digest Association Inc. USA. 196. 

 

รู้มั้ยผมเป็นใคร **? ตุลาคม 10, 2007

Filed under: Entertainment — Korkai @ 8:33 am

 

ที่ช่องออกบัตรที่นั่งผู้โดยสารเครื่องบิน

ในวันที่มีผู้โดยสารต่อคิวยาวมากเป็นพิเศษ

เพราะวันต่อไปเป็นวันหยุดราชการหลายวันติดต่อกัน

พนักงานออกบัตรที่นั่งพยายามที่จะทำงานให้เป็นที่ถูกใจ

แก่ผู้โดยสารทุกคนโดยการพูดจา อย่างสุภาพ และ

ทำงานโดยรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นผู้โดยสารที่อยู่ในคิวแถวก็

ยังมีท่าทีกระวนกระวายต่างชะเง้อชะแง้ดูว่าเมื่อไหร่

จะถึงคิวของตัวเองสักที ผู้โดยสารชายคนหนึ่งเดินมา

พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาจากมุมไหนไม่มีใครสังเกต

ขอให้พนักงานหญิงคนนั้นออกบัตรที่นั่งให้เขาก่อน โดยด่วน

พนักงานสาวหายใจเข้าปอดอย่างแรง พยายามระงับ

อารมณ์โกรธแล้วพูดอย่างสุภาพว่า

" คุณขา ใครใครเขาก็ต่อแถวเรียงคิวเป็นระเบียบนะคะ

ดิฉันไม่สามารถจัดการให้คุณก่อนหรอกค่ะ กรุณาไปต่อ

แถวเหมือนคนอื่นๆ เถอะค่ะ"

ชายผู้นั้นหน้าแดงก่ำ พูดเสียงดังด้วยความโกรธว่า

" คุณรู้หรือเปล่าว่าผมเป็นใคร?"

พนักงานสาวหันไปมองหน้าผู้โดยสารคนนั้น หายใจเข้า

แรงๆอีกครั้งแล้วกดสวิทช์ไมโครโฟน พูดประกาศออกไปว่า

" ท่านผู้โดยสารโปรดทราบขณะนี้มีชายคนหนึ่งอยู่ที่

ช่องออกบัตรที่นั่งผู้โดยสารหมายเลข13

ไม่ทราบว่า ตนเองเป็นใคร ถ้าท่านผู้โดยสารคนใดสามารถ

ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้

กรุณาแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ด้วยค่ะ ขอบคุณ"

แล้วต่อด้วยภาษาอังกฤษว่า

"Attention please! There is a man at the ticket counter No.13

who does not know who he is. Anyone who may be

able to identify this man is

asked to please step forward and identify him.  

Thankyou"

ชายผู้นั้นรู้สึกอับอายขายหน้าไม่รู้จะทำอย่างไรดีนอกจาก

ด่ากลับไปว่า

"f__k you!!!"

พนักงานสาวก็สวนกลับทันควันด้วยเสียงอันสุภาพว่า

" เรื่องนั้นก็ต้องต่อคิวเหมือนกันค่ะ"

 

 

     http://s10.histats.com/6.swf

 

การเรียกเก็บค่าบริการอินเตอร์เน็ตในราคาที่ไม่เป็นธรรม ไม่แจ้งรายละเอียดที่เป็นจริงกับลูกค้า

Filed under: News and politics — Korkai @ 8:25 am

 

เนื่องด้วยในวันที่ 29 กันยายน 2550 เวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผ่านมา ข้าพเจ้าได้สมัครแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตในระบบรายเดือนโดยใช้หมายเลข 086-3372070
โดยเป็นเบอร์จดทะเบียน ใช้ค่าบริการรายเดือน 399 บาท โดยสมัครในแพ็กเกจ mbi more 190 บาท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
-ค่าบริการเหมาจ่ายรายเดือน 190 บาทยังไม่รวมvat 7%
-ใช้บริการรับ-ส่งข้อมูลได้ 30 mb
-ค่าบริการส่วนเกินในการรับ-ส่งข้อมูล 0.025 บาท/kb
โดยสโลแกนของแพ็คเกจนี้มีอยู่ว่า
mbi more เหมาะกับคนรักการติดต่อ รับส่งอีเมล์ ท่องเน็ตพอประมาณ
โดยในระยะเวลาตัดรอบบิลจะตัดทุกวันที่ 2 ของทุกเดือน โดยเมื่อสมัครในวันที่ 29 จนถึงวันที่ 2 ตค.นี้
ข้าพเจ้าสามารถใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยคือ 5 mb(ทราบจากเจ้าหน้าที่) โดยที่ตอนสมัครได้ให้เจ้าหน้าที่ฮัทช์(เบอร์ 1128)คำนวณค่าใช้จ่ายออกมาคือ 27.70 บาท
ทำให้ข้าพเจ้าตกลงเปิดใช้
โดยในระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาข้าพเจ้าใช้โทรศัพท์รุ่น ซันโย 588 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์โดยความเร็วอยู่ที่ 28 kb (ทั้งๆที่โฆษณาว่า 153 kbps)
แต่ข้าพเจ้าก็ไม่คิดอะไรมาก ในการเชื่อมต่อใช้แค่เช็คเมล์ประมาณในแต่ละวันเฉลี่ยคงไม่เกิน 2-3 ชม.แน่เพราะอินเตอร์เน็ตช้ามาก
*พอวันที่ 2ตค.2550 ที่ผ่านมามีข้อความมาให้ติดต่อศูนย์ฮัทช์ที่เบอร์02-2888808 พอโทรเข้ามากับพบว่าค่าโทรรายเดือนไม่เกิน(คือใช้บริการรายเดือน 399 บาท)
แต่ที่ต้องตกใจคือค่าบริการอินเตอร์เน็ตที่เพิ่งเปิดใช้ไป 5 วัน 4,336 บาท ถ้าข้าพเจ้าใช้ไปครบเดือนถึงตัดรอบบิลคงจะถึง 2-3 หมื่นแน่ คือถ้าเป็นค่าโทรคงใช้ได้ทั้งปีแน่
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็โทรเข้าไปที่ศูนย์ 1128 โดยใช้เบอร์เติมเงินของข้าพเจ้าเองคือเบอร์083-0398047 โดยเข้าไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่โดยสอบถามว่าทำไมค่าบริการ
อินเตอร์เน็ตตั้ง 4,336 บาท ตอนแรกเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผมยังไม่ได้สมัครแพ็กเกจรายเดือน(ถ้าไม่สมัครคงใช้เล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้หรอก)ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน
หายไปพักใหญ่ ก็แจ้งข้าพเจ้าว่าให้โทรเข้ามาอีกที โดยใช้โทรศัพท์ระบบอื่นเข้ามา(ข้าพเจ้าสงสัยมากทำไมต้องให้ใช้ระบบอื่นโทรเข้าทั้งๆที่ข้าพเจ้าโทรเข้าไปก็เป็นระบบฮัท์)
หลังจากนั้นข้าพเจ้าใช้เบอร์0879909164 โทรเข้าไปโดยก่อนเข้าระบบต้องกดว่าใช้ฮัทช์เบอร์086-3372070เข้าไป
แล้วติดต่อกับเจ้าหน้าที่ โดยก็ได้แจงว่าได้สมัครแล้ว และก็ได้คำชี้แจงแบบเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างข้าพเจ้ามากๆดังนี้
1.เจ้าหน้าที่อธิบายว่าแค่เข้าหน้าเวปเพจก็เริ่มจ่ายตังค์เแล้ว(ทั้งๆที่ข้อมูลที่ให้ลูกค้าไม่มีคำพวกนี้ในโฆษณาเลยและตอนสมัครไม่มีคำอธิบายเรื่องนี้เลย)
และระบบอื่นๆเหมาจ่ายเป็นชั่วโมงก็ไม่แพงขนาดนี้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างนะครับ
ระบบ gsm แพ็คเกจเหมาจ่ายเป็นชั่วโมง
3 ชม. 30 บาท
5 ชม. 50 บาท
ของระบบฮัทช์ที่ผมใช้จากเฉลี่ยของ 5 วัน เท่ากับ 15 ชม.(ใช้ต่อวันเฉลี่ย 3 ชม.โดยประมาณ)
เฉลี่ยฮัทช์ ชม.ละ 289 บาท (คิดจาก 4,336)ซึ่งแพงมหาโหด ความเร็วแค่ 28 kb
ซึ่งถ้าเทียบกับร้านอินเตอร์เน็ตคิด ชม.ละ 20 บาท ความเร็ว 1 mb
รายเดือนโทรศัพท์บ้าน 599(ต่อเดือน) บาท ความเร็ว 1 mb
ทั้งๆที่ข้าพเจ้าก็ใช้ระบบเติมเงินซึ่งต่ออินเตอร์เน็ตได้ โดยคิดค่าบริการดังนี้
300 บาท ใช้ได้ 7 วันไม่จำกัดจำนวน
1200 บาท ใช้ได้ 30 วันไม่จำกัดจำนวน
ที่ข้าพเจ้าไม่เลือกใช้เพราะไม่ได้ใช้เน็ตทุกวันแค่เช็คเมล์ อ่านข่าวเท่านั้น จึงมาเปิดใช้ของรายเดือนแทน
2.ผมใช้เกินจาก 5mb ไปเป็นจำนวน 173.5 mb แล้วเจ้าหน้าที่ให้คูณ 25 จะได้เท่ากับ 4,336 ยังไม่รวมรายเดือน 399 บาท
ทั้งที่ตัวผู้บริโภคเองไม่สามารถเช็คได้เลย ไม่มีบอกบริการบอกเบอร์เช็คค่าบริการในโฆษณา ในเวปไซด์ ในสื่ออื่นๆ
*ในส่วนนี้ข้าพเจ้าเป็นพนักงานริษัทคนหนึ่งกินเงินเดือน ถ้ามารับภาระอันเกิดจากความไม่เป็นธรรมของผู้ให้บริการโทรศัพท์ ซึ่งคิดค่าบริการมากกว่ารายได้ต่อวันของข้าพเจ้า
ซึ่งแค่ 5 วัน เค้าสามารถทำรายได้ได้ตั้ง 4,336 บาท ซึ่งข้าพเจ้าเองโดยเฉลี่ยต่อวันแค่ 400 บาทเท่านั้น
*ข้าพเจ้าอยากให้ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ)ช่วยเร่งดำเนินการตรวจสอบทางบริษัทซึ่งเอาเปรียบผู้บริโภค โฆษณาเกินจริง คิดค่าบริการไม่เป็นธรรม
ทั้งๆที่ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารต่างๆได้เข้าถึงคนในกลุ่มต่างๆแล้ว
ในส่วนของข้อมูลแพ็คเกจดูตามลิงค์นี้ครับ
ลิงค์ของโปรอินเตอร์เน็ตที่ผมใช้อยู่ครับ http://www.hutch.co.th/mbi/1x/promo_cable_th.htm
ลิงค์ของฮัทเติมเงินครับ http://www.hutch.co.th/mbi/1x/mbi_prepay/activate_th.htm

แก้ไขเมื่อ 10 ต.ค. 50 07:55:42

จากคุณ : nextdata

     http://s10.histats.com/6.swf

 

ღ¸ Slip ATM อย่าทิ้ง ตุลาคม 8, 2007