A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ – อพาร์ตเมนต์คุณป้า – กันยายน 28, 2007

Filed under: ไ ม่ ไ ด้ ดั่ ง ใ จ — Korkai @ 7:00 am
 
Smile
 
 
นั่งคนเดียว แล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น

ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน
หากฉันจะหลับตาลงสักครั้งและพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์ 

หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินได้บอกคืนและวันดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ 

แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อล่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป
โดยไม่รู้จักเธอ

ทบทวนเรื่องราวต่างๆทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน กับบทกวีไม่มีความหมาย
ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร หากจะมีโอกาสอีกหน
จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทร์ เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง
เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์

 

http://s10.histats.com/6.swf

Advertisements
 

กล่องดำ กันยายน 23, 2007

 

เครื่องบินโดยทั่วไปจะต้องปฏิบัติตามกฎด้านการบิน

ในการติดตั้ง "กล่องดำ" สองชนิดสำหรับบันทึกข้อมูลการบิน

เพื่อช่วยจำลองเหตุการณ์ก่อนหน้า ที่จะเกิดอุบัติเหตุ

***********************************

กล่องแรกชื่อว่าซีวีอาร์ [Cockpit Voice Recorder : CVR] 

ทำหน้าที่บันทึกเสียงต่างๆ ในห้องนักบิน เช่นการโต้ตอบทางวิทยุการบิน เสียงของเครื่องยนต์ หรือเสียงการใช้อุปกรณ์ต่างๆในห้องนักบิน

อีกกล่องหนึ่งเรียกว่า เอฟดีอาร์ [Flight Data Recorder : FDR] ซึ่งคอยบันทึกค่าต่างๆ เช่นระยะสูง ความเร็ว และทิศทางบิน
ประวัติความเป็นมาของ “กล่องดำ”

           กล่องดำ [Black Box]  คือ อุปกรณ์สำหรับบันทึกข้อมูลการบิน (Flight Data Recorder : FDR)  

ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุ

กล่องดำเริ่มนำมาใช้ในกิจการการบินตั้งแต่ พ.ศ.2493

กล่องดำเครื่องแรกที่มีใช้ใน สหราชอาณาจักร (ประมาณ พ.ศ.2500-2508) ใช้แถบแม่เหล็ก [Megnetic Tape] และแผ่นโลหะ [Stainless Steel] สำหรับเป็นสื่อเก็บข้อมูล บรรจุอยู่ในกล่องที่มีโครงสร้างที่ได้รับการสร้าง ให้มีความแข็งแรงทานทาน ต่อแรงกระแทกและทนต่อแรงเครียด ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้

เช่น ไฟไหม้ แรงกดดันจากการจมน้ำ หรือแม้แต่แรงระเบิด ฯลฯ

กล่องดำส่วนใหญ่ติดตั้งไว้บริเวณ ***ส่วนหางของเครื่องบิน ***

ซึ่งเชื่อว่าเป็นบริเวณที่ได้รับความเสียหายน้อยที่สุดหากเครื่องบินลำนั้นประสบอุบัติเหตุ
สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกา

กล่องดำในยุคแรก ๆ จะใช้แผ่นฟอล์ย เป็นสื่อในการบันทึกข้อมูลการบิน แผ่นฟอล์ย 1 ม้วน

สามารถบันทึกข้อมูลการบิน ได้ถึง 200-400 ชั่วโมงด้วยกัน

           ในปี พ.ศ.2501

สมาพันธ์บริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา

หรือเอฟเอเอ (Federal Aviation Adiministration : FAA)  ได้ออกกฎหมายสำหรับใช้บังคับกับ เครื่องบินโดยสารของ ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องติดตั้งกล่องดำทุกเครื่อง

ต่อมาในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลของ สหราชอาณาจักร ได้ออกกฎหมายในทำนองเดียวกันนี้ ใช้บังคับกับเครื่องบินพาณิชย์ของตนเองที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 20,000 ปอนด์ขึ้นไป
ต่อมาในปี พ.ศ.2508

กล่องดำได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ

***และทาสีกล่องให้เป็นสีเหลืองหรือสีส้ม****

*** เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา  ภายหลังเครื่องบินประสบอุบัติเหตุ***

แต่สาเหตุที่เรียกว่ากล่องดำนั้น

น่าจะมีเค้ามูลมาจากภาชนะที่บรรจุหรือติดตั้งอุปกรณ์ อีเล็คทรอนิกส์

ในเครื่องบินนั้นทาด้วยสีดำทั้งหมด

และเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมคล้ายกล่อง

บ้างก็มีความเชื่อว่ากล่องดำในสมัยก่อนนั้นทาสีดำจริง ๆ

หรืออีกเหตุผลหนึ่งว่าเมื่อเครื่องบินตก

แล้วเกิดไฟไหม้อุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเป็นสีดำคล้ายสีเถ้าถ่าน

ก็เป็นข้อสันนิษฐานที่เคยพูดกันมา
เอฟดีอาร์  ในยุคที่ 2

ได้รับการผลิตใช้งานใน ปี พ.ศ.2513

เพื่อรองรับความจำเป็นในการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่มีจำนวนมากขึ้น

แต่ปัญหาของกล่องดำยังไม่หมดไป ซึ่งยังไม่สามารถรองรับสัญญาณที่ส่งมาจากเซ็นเซอร์ ได้ทั้งหมด จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์รับข้อมูลการบิน

[Flight Data Acquisition Units : FDAUs] ขึ้นมาเพื่อประมวลผลสัญญาณที่ส่งมาจำนวนมากทั้งหมดก่อน

แล้วแปลงรูปแบบข้อมูลให้เป็นแบบดิจิตอล แล้วจึงส่งข้อมูลที่แปลงแล้วนั้นไปเก็บที่เอฟดีอาร์

ซึ่งจะถูกติดตั้งในตำแหน่ง ที่จะได้รับความเสียหายน้อยที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

นั่นคือบริเวณท้ายของเครื่องบิน อุปกรณ์รับข้อมูลการบินตัวนี้

อยู่ในห้องอุปกรณ์อิเลคทรอนิค ด้านล่างห้องนักบิน
เอฟดีอาร์  ในยุคที่ 2 นี้ใช้แถบแม่เหล็ก (คล้ายกับเทปเพลงในปัจจุบัน)

เป็นสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูล มีความยาวประมาณ 300-500 ฟุต 

สามารถบันทึกได้นานถึง 25 ชั่วโมง

ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2523

เครื่องบินพาณิชย์ที่ยังคงใช้กล่องดำในยุคแรกได้รับการเปลี่ยนให้มาใช้แบบดิจิตอลทั้งหมด (Digital Flight Data Recorder : DFDR)

เนื่องจากกฎหมายการบินสากลที่เพิ่งบังคับใช้ระบุว่า เอฟดีอาร์ ของเครื่องบินโดยสารต้องสามารถบันทึกข้อมูลการบิน

ได้อย่างน้อย 11 พารามิเตอร์

แต่ ดีเอฟดีอาร์  สมัยนั้นมีความสามารถในการบันทึกข้อมูลการบินได้ถึง 18 พารามิเตอร์

ในปี พ.ศ.2534

กฎหมายการบินสากลได้เปลี่ยนแปลง โดยให้เครื่องบินโดยสารติดตั้ง

ดีเอฟดีอาร์ ที่ใช้ระบบการบันทึกข้อมูลการบินแบบโซลิค-สเตสท์ [Solid-State] และบันทึกข้อมูลการบิน 34 พารามิเตอร์ต่อวินาที

มีความยาวในการบันทึก 25 ชั่วโมงซึ่งนับว่าเป็นการพลิกรูปแบบ
ของ เอฟดีอาร์รุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง

ในปัจจุบันนี้ บริษัทที่ผลิตเครื่องบินต่างๆ

ได้ใช้กล่องดำแบบ ดีเอฟดีอาร์         

ที่สามารถบันทึกข้อมูลการบินได้นานถึง 25 ชั่วโมง โดยบันทึกข้อมูลลง  หน่วยความจำอีเล็คทรอนิสก์

เมื่อบันทึกข้อมูลจนถึง 25 ชั่วโมงแล้ว ดีเอฟดีอาร์จะเริ่มบันทึก วนทับข้อมูลเดิม

จึงไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนม้วนเทป หรือสื่อสำหรับเก็บข้อมูลเหมือนอย่างที่เคย เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลาในการซ่อมบำรุงเครื่องบินอีกด้วย

           ทุกวันนี้เอฟเอเอ ได้กำหนดให้เครื่องบินพาณิชย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาต้องมี

เอฟดีอาร์ ที่สามารถบันทึกข้อมูลการบินได้ตั้งแต่ 11-29 พารามิเตอร์ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องบินด้วย

เอฟดีอาร์ ที่ใช้ แถบแม่เหล็กสามารถบันทึกข้อมูลการบินได้ถึง 100 พารามิเตอร์

ในขณะที่ เอฟดีอาร์ที่ใช้การเก็บข้อมูลแบบโซลิค-สเตสท์ สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 700 พารามิเตอร์

17 กรกฎาคม 2540

เอฟเอเอได้กำหนดให้เครื่องบินโดยสารในประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่สร้างหลังวันที่ 19 สิงหาคม 2545

ต้องติดตั้ง เอฟดีอาร์

ที่มีคุณสมบัติสามารถบันทึกข้อมูลการบิน

ได้อย่างน้อย 88 พารามิเตอร์

 

ตัวอย่าง พารามิเตอร์ที่บันทึกลงใน FDR

           1. เวลา

           2. ระยะความสูง

           3. อัตราความเร็ว

           4. อัตราการไต่ขึ้น-ร่อนลง

           5. ทิศทางของเครื่องบิน

           6. ตำแหน่งของคันบังคับต่างๆ ในห้องนักบิน

           7. ตำแหน่งของรัดเดอร์

           8. ตำแหน่งของ คอนโทรล คอลัมน์

           9. ตำแหน่งของอีเวเลเตอร์

           10. การไหลของเชื้อเพลิง

           11.อุณหภูมิภายนอก

           12.ความกดอากาศ ในห้องผู้โดยสาร

           13.สมรรถนะเครื่องยนต์

                       ฯลฯ

ซีวีอาร์ [Cockpit Voice Recorder  : CVR]

           เป็นอุปกรณ์สำหรับบันทึกเสียงที่เกิดขึ้นภายในห้องนักบิน
โดยมีไมโครโฟนติดตั้งไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ เ

พื่อบันทึกเสียงที่เกิดขึ้นภายในห้องนักบิน

เช่น การสนทนาของนักบิน และลูกเรือการติดต่อสื่อสาร

ระหว่างนักบินกับเจ้าหน้าที่บังคับการบิน เสียงสิ่งของตกพื้น
เสียงการผลักสวิตซ์ตำแหน่งต่าง ๆ เสียงเครื่องยนต์ เป็นต้น

           ไมโครโฟนที่ติดตั้งไว้จะรับสัญญาณเสียงแล้วส่งสัญญาณไปบันทึกไว้ที่ซีวีอาร์ ไมโครโฟนที่เชื่อมต่อกับ ซีวีอาร์ มีดังนี้

-ไมโครโฟนของนักบิน

-ไมโครโฟนของนักบินผู้ช่วย

-ไมโครโฟนของนักบินที่ 3        

-ไมโครโฟนที่ติดตั้งไว้ที่ตำแหน่งกลางห้องนักบิน
ที่สามารถรับเสียงสัญญาณฉุกเฉินต่างๆ ที่เตือนในห้องนักบิน

          

ซีวีอาร์ ที่ใช้แถบแม่เหล็ก ในการบันทึกเสียง 30 นาที
สุดท้ายของการบินและจะหมุนวนบันทึกทับข้อมูลเดิมเมื่อครบ 30 นาที

ในปัจจุบัน ซีวีอาร์ที่ใช้ในการบันทึกเสียง
แบบโซลิค-สเตสท์ สามารถบันทึกเสียงได้นานถึง 2 ชั่วโมง

เอฟดีอาร์ [Flight Data Recorder : FDR]

           เป็นอุปกรณ์สำหรับบันทึกสภาพการทำงานของส่วนต่าง ๆ ของเครื่องบินในแต่ละเที่ยวบิน

กฏหมายการบินสากลในปัจจุบันนี้กำหนดให้เครื่องบินที่ผลิตจากโรงงานต้องติดตั้งเอฟดีอาร์

ที่มีความสามารถในการบันทึกข้อมูลการบินที่สำคัญอย่างน้อย 68 พารามิเตอร์ เช่น เวลา ระยะสูง ความเร็ว ทิศทางที่บิน และท่าทางการบิน เป็นต้น

           นอกจากนี้ในปัจจุบันเอฟดีอาร์ บางรุ่นยังสามารถบันทึกสถานะการบินและท่าทางของเครื่องบินได้มากกว่า 300 พารามิเตอร์

ที่สามารถใช้ประโยชน์ในการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุได้อีกด้วย
ข้อมูลที่ได้รับจากเอฟดีอาร์ นี้ เจ้าหน้าที่สอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุ

นำไปสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ก่อนและขณะเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

เช่น ท่าทางการบิน ขณะนั้น ค่าที่อ่านได้จากแผงเครื่องวัดประกอบการบินในห้องนักบิน

หรือ กำลังเครื่องยนต์ ขณะเครื่องบินประสบอุบัติเหตุ
และข้อมูลการบินอื่น ๆ อีกที่เป็นประโยชน์
ต่อการสอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้

******************
เจอแล้วกล่องดำ —

ทั้ง เอฟดีอาร์ และซีวีอาร์ นับว่าเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์
และช่วยให้การสอบสวนหาสาเหตุ
ของอากาศยานอุบัติเหตุมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลการบินที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนที่ได้บันทึกไว้ในเอฟดีอาร์
เมื่อนำไปประมวลผลร่วมกับข้อมูลการบินอื่น ๆ
จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุได้ในที่สุด

*************
—-เจอพยานปากเอก ในคืนเกิดเหตุ—

***เมื่อเครื่องบินตก ทำไมกล่องดำจึงคงอยู่ได้ ?***

           ในการเกิดอากาศยานอุบัติเหตุแต่ละครั้ง
มีเพียงอุปกรณ์เดียวที่มีคุณสมบัติ ที่ได้รับการออกแบบมา
เพื่อให้สามารถทนทานต่อแรงระเบิด
หรือทนต่อแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ

ได้คือกล่องซีเอสเอ็มยู
[Crash-Survivable Memory Units : CSMUs]

เป็นอุปกรณ์ที่บรรจุ เอฟดีอาร์ และซีวีอาร์ไว้ภายใน

 

           จากสภาพอากาศยานที่เกิดอุบัติเหตุทั่ว ๆ ไปแล้ว

สภาพของกล่องดำและอุปกรณ์ภายใน
จะถูกทำลายหรือชำรุดเสียหาย หากไม่มีกล่องซีเอสเอ็มยู
อุปกรณ์นี้เป็นกล่องโลหะกลวงบรรจุ เอฟดีอาร์หรือซีวีอาร์
ไว้ภายใน ซึ่งกล่องซีเอสเอ็มยู นี้มีความแข็งแรง
ทนทานต่อความร้อนสูง ทนการกระแทกอย่างรุนแรง

และทนต่อแรงกดดันอย่างมหาศาล
ที่เกิดขึ้นขณะเครื่องบินตกกระทบพื้น
หรือเกิดระเบิดในอากาศ

********-
สภาพ แค่มีรอยไหม้ — แต่ไม่แตกออก —

โครงสร้างของกล่องซีเอสเอ็มยู ประกอบด้วย 3 ชั้น ดังนี้

* ชั้นแรกเป็น อลูมินั่มบาง ๆ ห่อหุ้มรอบเมมโมรี่ การ์ดซึ่งอยู่ชั้นในสุด

*ชั้นที่สองเป็น ฉนวนทนความร้อนสูง (High  temperature insulation) เป็นวัสดุที่ทำด้วยซิลิก้า แห้งหนา 1 นิ้ว
วัสดุนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ไฟไหม้
เมมโมรี่บอร์ดภายหลังเกิดอุบัติเหตุ

*ชั้นที่สามเป็น ฉนวนทนความร้อนสูง
ผสมอยู่ในแผ่นสเตลเลส มีความหนา 0.25 นิ้ว
เป็นชั้นที่อยู่นอกสุดของกล่องซีเอสเอ็มยู
บริษัทผู้ผลิตกล่องดำ บางรายใช้วัสดุไททาเนียมแทนก็มี

 

           บริษัทผู้ผลิตได้ทดสอบความทนทานในหลาย ๆ ด้าน

เพื่อเป็นการรับรองว่ากล่องดำนั้นคงอยู่ได้

ในสภาพที่ยังคงสามารถใช้ข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายในได้

หลังจากอากาศยานประสบอุบัติเหตุ เช่น

           –  ทดสอบโดยการยิงกล่องซีเอสเอ็มยู
ในลักษณะเดียวกันกับการยิงลูกปืนใหญ่
โดยให้มีแรงกระแทกประมาณ 3,400 จี

ที่แรงกระแทกนี้กล่องซีเอสเอ็มยู
จะกระทบกับเป้าซึ่งเป็นแผ่น อลูมินั่มมีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง
ซึ่งเป็นแรงกระแทกที่มีความแรงประมาณเดียวกัน

หรือมากกว่าแรงที่กล่องซีเอสเอ็มยู
จะประสบขณะเครื่องบิน ประสบอุบัติเหตุ
– การทดสอบความทนต่อการทะลุทะลวงของวัตถุที่มากระทบ

โดยการปล่อยวัตถุมีน้ำหนัก 227 กิโลกรัม (500 ปอนด์)

มีส่วนแหลม 0.25 นิ้ว

อยู่ด้านล่างแล้วปล่อยจากระยะสูง 10 ฟุต (3 เมตร)

– การทดสอบความทนต่อแรงดัน

โดยให้กล่องซีเอสเอ็มยูอยู่

ภายใต้แรงกดดันคงที่ขนาด 5,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

เป็นเวลา 5 นาที โดยทดสอบทั้ง 6 แกนหลักของ กล่องซีเอสเอ็มยู

– การทดสอบความทนไฟ

โดยการฉีดไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงโพรเพน

ฉีดใส่ กล่องซีเอสเอ็มยู 3 ทาง พร้อม ๆ กัน

ด้วยอุณหภูมิ 1,100 องศาเซลเซียส (2,000 ฟาเรนไฮต์)

เป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง

– การทดสอบจมอยู่ใต้น้ำทะเลลึกเป็นเวลานาน 24 ชั่วโมง

 – การทดสอบการตกอยู่ในสภาพน้ำเค็มจัดเป็นเวลา 30 วัน

–  การทดสอบชิ้นส่วนภายในกล่องซีเอสเอ็มยู
ในของเหลวต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องบิน
เช่น เชื้อเพลิง หล่อลื่น และสารเคมี สำหรับดับเพลิง เป็นต้น
เมื่อเครื่องบินประสบอุบัติเหตุ
ตกกลางทะเลจะค้นหากล่องดำได้อย่างไร ?

           เครื่องบันทึกการบินแต่ละเครื่อง
จะต้องประกอบด้วยเครื่องแจ้งตำแหน่งใต้น้ำ
(Underwater Locator Beacon – ULB)

หรือเรียกว่า "พินเกอร์" เพื่อช่วยการค้นหาในกรณีอุบัติเหตุเหนือน้ำ
พินเกอร์ จะทำงานเมื่อจมน้ำโดยจะส่งคลื่นเสียงความถี่ 37.5 kHz

อุปกรณ์นี้สามารถส่งสัญญาณได้จากความลึกถึง 14,000 ฟุต
หน่วยกู้ภัยจะใช้อุปกรณ์ค้นหาสัญญาณพินเกอร์
[Pinger Locator System  :PLS]

ลากไปในน้ำ ให้รับสัญญาณจากพินเกอร์
เพื่อค้นหาตำแหน่งของ "กล่องดำ"

    เมื่อพบกล่องดำแล้ว เจ้าหน้าที่จะขนส่งอย่างระมัดระวัง
เพื่อนำไปเข้ากระบวนการตรวจสอบ โดยคงสภาวะเดิมให้มากที่สุด

หากค้นพบในน้ำ เครื่องบันทึกจะถูกส่งไปในถังบรรจุพร้อมกับน้ำ

เพราะหากเครื่องบันทึกแห้งลง ข้อมูลอาจสูญเสียไปได้

    ด้วยอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ที่สลับซับซ้อน

ข้อมูลที่บันทึกไว้จะได้รับการแปลงรูปแบบให้สามารถเข้าใจง่าย
เพื่อนำไปประกอบกับหลักฐานอื่นๆ

ในการพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
หากเครื่องบันทึกไม่เสียหายมากนัก
ผู้สอบสวนเพียงต่อเครื่องบันทึกเข้ากับเครื่องอ่าน

ก็จะทราบข้อมูลได้ภายใน 2 – 3 นาที
แต่บ่อยครั้งพบว่าเครื่องบันทึก
ที่ค้นหาได้จากซากเครื่องบินจะบุบสลายและถูกเผาไหม้
ในกรณีเช่นนี้ แผงหน่วยความจำ จะถูกถอดออกมาทำความสะอาด

และเชื่อมโยงเข้ากับเครื่องบันทึกอีกเครื่องหนึ่งที่มีซอร์ฟแวร์พิเศษ

ที่สามารถถ่ายเทข้อมูลได้

โดยไม่มีการเขียนทับหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเดิม

ทั้งซีวีอาร์ และเอฟวีอาร์ เป็นเครื่องมือล้ำค่าในการหาสาเหตุของอุบัติเหตุ ด้วยวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี

"กล่องดำ" ยังคงเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียว
ที่ทำหน้าที่อย่างเยี่ยมยอดในการให้ข้อมูลหลักฐาน
ที่หาไม่ได้ด้วยวิธีอื่น

แหล่งข้อมูล

            http://www.howstuffworks.com/black-box/htm

            http://www.airdisaster.com

            http://aviation-safety.net

            http://www.sciam.com

http://s10.histats.com/6.swf

 

ღ¸ ดู shooter แล้วสงสัยเกี่ยวกับ sniper หลายอย่างเลย รบกวนตอบหน่อยครับ !!! กันยายน 18, 2007

 

เคยเห็นในคลิปการลอบสังหาร JFK ในจากเว็บต่าง ๆ
หรือคลิปการสังหารอื่น ๆ เกี่ยวกับ sniper จากหลาย ๆ ประเทศ เลยนึงสงสัยว่า

1. ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา เคยมีนักการเมืองหรือมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลอื่น ๆ ที่ถูกลอบสังหารด้วย sniper บ้างมั้ยครับ เพราะเคยรู้ หรืออ่านเจอก็จะเป็นประเภทถูกรุมยิงซะมากกว่า หรือถูกยิงในลักษณะใกล้มากกว่า หรือว่าบ้านเรามันไม่มีมือ sniper ระดับ master  – -*

2. เคยดูคลิปที่ทหารอเมริกันถูก sniper (จำไม่ได้ละว่าในสงครามอะไร) จากฝ่ายข้าศึกเพียงคนเดียวกดดันจนไม่กล้าขยับ ต้องเรียกหน่วยทางอากาศมาบอม เลยสงสัยว่า sniper ที่เก่ง ๆ นี่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่าลอบสังหาร, กดดันศัตรูหรือข้าศึก แล้วยังทำอะไรได้อีกบ้างครับ เพราะเห็นจากใน shooter
แล้วมันเวอร์จัง – -*   เลยอยากทราบข้อมูลจริง ๆ บ้างครับ

3. อีกอย่าง สงสัยเกี่ยวกับกระสุนจังครับ พอจะรู้มาบ้างว่า กระสุน psg หรือ ไรเฟิลเนี่ยมันรุนแรงมาก เคยดูสารคดี Discovery กระสุน M16 นั้นเมื่อกระทบเป้าหมาย ตัวกระสุนนั้นจะคว้านเกือบ ๆ จะเป็นทรงกลมซึ่งน่ากลัวมาก และกระสุนไรเฟิลนี่ เมื่อกระทบเป้าหมายแล้วมันทำงานยังไงครับ หรือเน้นเฉพาะความรุนแรงอย่างเดียวเลย เพราะเห็นจากในคลิปต่าง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่เป้าหมายหรือบาดแผลมักจะใหญ่มาก รบกวนผู้รู้ตอบเป็นวิทยาทานหน่อยครับ ??

จากคุณ : Marry X 

1.ถ้าถามถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศเลยล่ะก็ผมยังไม่เคยเจอใครที่ถูกสังหารด้วยปืนซุ่มยิงเลยนะครับซึ่งบางทีเราอาจตีความเหตุการณ์ในกรณีนี้ได้หลายแบบคือ

-ปืนไรเฟิลซุ่มยิงมีราคาแพงและผู้ใช้จำเป็นต้องมีความสามารถในระดับหนึ่งจึงจะใช้อย่างได้ผล  ซึ่งถ้าเปรียบกับการใช้ปืนสั้นซึ่งเด็ก10ขวบก็ยังยิงได้เดินดุ่มๆเข้าไปลั่นไกในระยะเผาขนเลย  หรือการนั่งซ้อนมอไซค์รึกระบะแล้วเอาปืนกลปืนสั้นไปกราดยิงวิธีแบบนั้นง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าครับ

-นี่เป็นโลกแห่งความจริงครับไม่ใช่หนังฮอลลีวู้ด  เป้าหมายอาจจะไม่ได้นั่งบื้ออยู่ในที่ทำงานซึ่งติดกระจกใสบานเขื่องแบบในหนัง  แต่เขาต้องมีการไปโน่นมานี่ (การจะเอาปืนไรเฟิลไปดักยิง (ซึ่งมีกำหนดไม่แน่นอน ต้องใช้เวลานานและยังไม่แน่ด้วยว่าจะสำเร็จรึเปล่า)  เป็นเรื่องที่เสียเวลาครับ สู้เอาปืนไปกราดยิงรึว่าเอาระเบิดแสวงเครื่องไปบอมบ์จะง่ายกว่ากันเยอะ

2.ถ้าถามถึงความสามารถของพลแม่นปืนต้องตอบว่ามากมายมหาศาลเลยครับเพราะคนพวกนี้จะถูกคัดเลือกจากทหารระดับหัวกะทิในหน่วยแล้วนำมาฝึกหลักสูตรพลแม่นปืนอีกชุดนึง  ซึ่งพวกพลแม่นปืนนั้นเขาก็จะมีการฝึกและประจำการไว้ในกองทัพต่างๆทั่วโลกแหละครับ  แต่ที่ดังๆและมีผลงานเป็นที่รู้จักก็น่าจะมีพลแม่นปืนของหน่วยนาวีซีล  พลแม่นปืนของทัพนาวิกโยธินอเมริกัน  พลแม่นปืนของหน่วยเรดเดวิลแห่งกองทัพอังกฤษ อะไรประมาณนี้

โดยงานหลักๆของพลแม่นปืนแบบคร่าวๆก็จะมีประมาณนี้นะครับ  เช่นพลแม่นปืนของนาวีซีลทีมหนึ่ง(ปรกติ1ทีมแม่นปืนจะมีประกอบด้วยทหารสองนายเป็นหลักครับคนยิงกับคนส่องกล้องวัดระยะ) ได้รับคำสั่งให้ไปลอบสังหาร"นายพลเอ"แห่งกองทัพบกอิรัก  เขาก็จะเริ่มตั้งแต่เตรียมยุทโธปกรณ์เสบียงอาหารเครื่องมือสื่อสาร  จากนั้นเมื่อตรวจสอบเป้าหมายและสถานที่แล้วก็จะได้รับการลำเลียงไปยังจุดดร็อปเพื่อเดินเท้าต่อไปยังบริเวณนั้น  โดยวิธีลำเลียงมีได้หลายแบบครับเช่นอาจจะเดินเท้าไป นั่งรถไป นั่งเรือไป นั่งฮ.ไป หรือแม้กระทั่งการโดดร่มจากความสูงเหนือเมฆ

จากนั้นเมื่อมาถึงบริเวณสังหารพลแม่นปืนก็ต้องทำการตรวจสอบสถานที่เพื่อใช้ซุ่มซ่อนตัวซึ่งในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างเป็นชั้นบนสุดของอาคารเก่าๆแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง  โดยเวลาที่เหลือจากนั้นมีแต่รอ  รอ  และรอครับบางทีพวกเขาอาจจะต้องนั่งตากแดดตากฝนซุ่มพรางอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายวันโดยไม่มีโอกาสไปไหน  การกินก็ต้องกินอาหารจำพวกเรชั่น  การขับถ่านก็ต้องกระทำผ่านทางถุงพลาสติก(ซึ่งกองทัพมีแจกให้โดยเฉพาะสำหรับของทหารมะกัน)  จากนั้นเมื่อถึงเวลาแลได้โอกาสเป้าหมายคือนายพลเอมาถึงจุดสังหาร  คนยิงก็จะคอยฟังระยะจากพลยิงผู้ช่วยซึ่งจะคอยขานระยะแลคำนวณแรงต้านลมให้(บางทีคนยิงต้องคำนวณเอง)จากนั้นเมื่อทุกอย่างเข้าที่กระสุนสังหารก็ถูกปลดปล่อยออกจากแม็กกาซีนไปสู่ร่างของเหยื่อเป็นอันปิดพิธีแต่ยัง  ยังไม่จบครับเพราะทีมแม่นปืนยังต้องฝ่าดงข้าศึกออกมาเพื่อจะมาถึงจุดที่นัดหมายไว้เพื่อทำการถอนตัวอีกต่างหาก

เห็นมั้ยครับว่าชีวิตของพลแม่นปืนนั้นมันไม่ได้สะดวกสบายแลโลดโผนเหมือนในหนังเลย  แต่มันคือชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง  ความเครียด  ความเหงาหงอย  ความตาย  ซึ่งวนเวียนอยู่รอบตนเองตลอดเวลาโดยเราไม่รู้เลยว่าระหว่างที่กำลังส่องกล้องเล็วหัวกบาลเหยื่ออยู่นั้น  ไม่แน่ว่าที่หัวกบาลของเราก็อาจจะถูกข้าศึกเล็งผ่านทางลำกล้องของมันอยู่เช่นกัน  และที่สำคัญพวกพลแม่นปืนเนี่ยเวลาถูกจับได้มักมีเปอร์เซ็นต์การรอดตายต่ำครับเพราะข้าศึกส่วนใหญ่มักไม่ชอบทหารพวกนี้  เนื่องจากเห็นว่าเป็นตัวอันตรายดังนั้นพลแม่นปืนจึงต้องพยายามอย่าให้ถูกจับครับ  เพราะนั่นหมายถึงประตูมรณะกำลังเปิดรอตนเองอยู่แล้วซึ่งแม้แต่สนธิสัญญาเจนีวาก็ไม่อาจช่วยรั้งยมฑูตตนนี้ไว้ได้

3.แหงแซะครับเพราะอย่าลืมนะครับว่ากระสุนปืนเอ็ม16นั้นตัวกระสุนจริงๆยังถือว่าเล็กครับยิงช้างยังไม่ค่อยจะเข้าเลย  แต่ลองมาเห็นหัวกระสุนพวกปืนไรเฟิลซุ่มยิงรึปืนไรเฟิลที่ไว้ใช้ล่าสัตว์สิครับ  โอ้มายก็อด..แต่ละนัดๆนี่อัดดินขับไว้มากมายหัวงี้แหลมเปี๊ยวเชียว  จึงไม่ต้องแปลกใจครับเพราะกระสุนขนาดนั้นแรงส่งขนาดนั้นโดนเป้าหมายทีถ้าไม่กระจุยก็ต้องโหว่แบบเละๆแน่นอนครับ

จากคุณ : เจไดหนุ่ม

ปืนของ sniper ต้องมีการคำนวนทิศทางลม กับระยะที่ยิง เพราะกระสุนย่อมหล่นตามโปรเจคไตล์ การเป็นsniperที่เก่ง ต้อง
เก่งฉลาด รอบด้านมาก เป็นหลักสูตรที่ฝึกยากที่สุดของทัพบกสหรัฐเลย(ดูจากสารคดีเรื่องsniperช่องhistory)
มีการฝึกอย่างดี ด้วยงบประมาณที่สูง เพราะคิดดูยังไงก็ถือเป็นหน่วยรบที่มีประสิทธิภาพมาก ทำลายได้มาก
มีการสร้างเมืองจำลอง ให้ไปฝึกกันเลย
จุดยากที่สุด ในการฝึก ไม่ใช่การยิง แต่เป็นการซุ่ม เข้าหาจุดที่ยิงอย่างปลอดภัย
มีการฝึกให้คาดการ์ณ จุดซุ่มยิงของศัตรู
การใช้sniper พบได้ว่า จะดีที่สุดต้องใช้เป็นคู่ มีคนคอยชี้เป้า กับคนซุ่มยิง คนซุ่มยิง จะมีกล้องบอกระยะ ทิศทางลม และเป้าหมาย และมีm16ไว้ป้องกันตัวระยะประชิด
การใช้sniperไม่ใช่แค่ซุ่มยิงคน แต่ทั้งยัง สกัด ยานพาหนะ ได้ด้วย

ดูได้จากช่องhistoryอะ ฝึกจากทัพบก แล้วไปประจำการในหน่วยต่างๆ คัดจากทหารที่ฉลาด ไหวพริบดีที่สุด

จากคุณ : ขอเอาชื่ออากงเป็นเดิมพัน

นายประเสริฐ  วิบูลย์รัตน์ หรือกำนันปิ๊ด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)นครสวรรค์ และผู้สมัคร ส.จ.หมายเลข 1 เขตอ.ลาดยาว  ถูกคนร้ายยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมาโดยใช้ปืนไรเฟิลติดกล้อง มีแสงเลเซอร์และเครื่องเก็บเสียง ยิงถูกที่ใต้ตาข้างขวา ขณะขึ้นปราศรัยบนเวทีเมื่อคืนวันที่ 29 ม.ค.2543  ภายในโรงเรียนชุมชนบ้านดอนโม่ อ.ลาดยาว โดยเมื่อยิงแล้วก็เก็บปลอกกระสุนไปด้วย (มติชน 010243)

ปล.มันนานมากแล้วหามาได้แค่นี้แหละ
http://ttmp.trf.or.th/ttmp_feb43.doc

จากคุณ : สิงห์โตหัวฟู


1. บ้านเรา มีครับ  คนที่ได้รับความไว้วางใจให้ใช้ปืน Sniper อย่าง PSG-1 ,Sig 3000 ฯลฯ ในหน่วยงานราชการ  นั่นก็ระดับสุดยอดแล้วครับ  ไม่ต้องเป็นข่าว  หรือเอาไปสร้างหนัง  ปฏิบัตงานจริงส่วนใหญ่เป็นความลับ  

2. คนเป็น sniper  ต้องเก่งหลายๆ ด้าน เช่นการแกะรอย , ค้นหา , พรางตัว , แทรกซึม , อีกทั้งความอึด นอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกได้เป็นวันๆครับ
sniper คนเดียว ก็สามารถกดดันข้าศึกจำนวนมากกว่าได้ เพราะการยิงที่เฉียดขาด และหาตำแหน่งที่ยิงไม่พบ
จะปราบ Sniper ต้องใช้ Sniper หรือไม่ก็เรียกอาวุธหนักมาถล่ม

3. คนเราเป็นสัตว์หนังบาง โดนอะไรนิดๆหน่อยๆ ก็ตายแล้วครับ และในสมรภูมิจริง  ถึงไม่ตาย ก็เป็นภาระเพื่อน เจ็บ 1 ต้องเสียคนอีก 2 คนเพื่อไปแบก

จากคุณ : ปากหวาน

1.บ้านเราไม่ต้องใช้ sniper หรอกครับ เอา m16 รุมยิงกลางถนนจับไม่ได้ก็มีมากมาย  ไม่ต้องไปซุ่มยิงให้ลำบากหรอกครับ

2.sniper เวลาจะซุ่มยิงจริงๆ  ต้องไปดักรอในพื้นที่ก่อนเป็นวัน  หรือหลายวันแล้วถ้าถูกตรวจพบส่วนใหญ่ไม่รอด   ยิงถูกจับได้ก็ไม่รอด(คุณจับ sniper ฝั่งตรงข้ามได้จะทำยังไงละ)  แล้วถ้าถูกตรวจพบ  ส่วนใหญ่ก็จะโดนทิ้ง(แบบในหนัง)  
แล้วเดี๋ยวนี้เค้าไม่เอา sniper มาจัดการ sniper หรอก  ถ้าสงสัยตรงไหน  ถ้าอย่างเมกานี่เรียกปืนใหญ่มาลง  หรือไม่ก็ air support  sniper เก่งขนาดไหนก็รอดยาก  ส่วนที่เคยเห็น sniper เมกาไปซุ่ม   โดนปืนคอยิงถล่มรอดไป1 อีก 1 แขนขาด  ไส้แตก  โดนลากมาออกอากาศโชว์ทั้งปืน ทั้งป้ายชื่อ

sniper กว่าจะฝึกให้เก่งๆ  ได้ซักคนยาก  แถมเวลาส่งไปปฎิบัติการก็มีโอกาสรอดน้อย

จากคุณ : craftman

ในหนังหลายเรื่อง ทำไมแค่ใช้กล้องส่องทางไกล ก็รู้แรงลมครับ
ปรับองศาได้ทันที ยิงทันที
-ในหลายๆครั้ง จะมีการแอบติดตั้งตัวเชคลมไว้แล้ว
หรือดูจาก ตนไม้ ผ้า แล้วประเมิน ทิศทางลมโดยใช้การดู

จากหนังหลายๆเรื่องจะเห็น Sniper กลึงกระสุนใช้เอง
เนื่องจาก ระยะการ ยิง เพราะต้องการให้กระสุนต่อสู้กับค่า โปรเจคไตล์
ดังนั้น แรงขับดันต้องมาก และต้องดูความชื้นในอากาศ และแรงลม
เพราะ จะมีผลต่อแรงและทิศทางของกระสุน

ส่วนแรงทำลายของ Rifle ขึ้นอยู่กับ ปืนด้วยครับ
ยกตัวอย่าง หัวกระสุน M 16=0.223 เท่าๆกับ .22
แต่ดินปืน M 16 เยอะกว่า ทำให้กระสุนมีการหมุนและความเร็ว
กระทบมากกว่า(ในลำกล้องปืน จะเป็นเกลียว ไม่เรียบ)
ปืนบางชนิด จะมีไอ้เกลียวที่ว่า ต่างกัน มีผลต่อ แรงบิดขณะกระทบ
เป้าหมายก็ต่างกัน ความเร็วกระทบก็ต่างกัน
ดังนั้นต้องดูวัตถุประสงค์ด้วยครับ
ยิงหัว เอาชัวร์ ความคลาดเคลื่อนน้อย
ก็เอา เกลียวน้อย  
เอาแผลใหญ่ๆ ก็ เกลียวมากหน่อย อาจใส่เกลียวเพิ่ม
หรือเพิ่มความยาวลำกล้อง แต่ความเร็วก็จะน้อยลง

ps.ถ้าชอบ Sniper แนะนำให้ดู Enemy at the gate ครับ

จากคุณ : Dothan


 

แล้วเดี๋ยวนี้เค้าไม่เอา sniper มาจัดการ sniper หรอก  ถ้าสงสัยตรงไหน  ถ้าอย่างเมกานี่เรียกปืนใหญ่มาลง  หรือไม่ก็ air support  sniper เก่งขนาดไหนก็รอดยาก <—-

บางสถานการณ์ก็ต้องพึ่ง Sniper กดดัน Sniper ฝั่งตรงข้ามครับอย่างเช่น "กรุงโคโซโว", "เชสเนีย" ซึ่งตอนที่สถานการณ์เดือดสุดๆนี่ถึงกับเรียกกันว่า Sniper City ทีเดียว บ้านเมืองเงียบเชียบวังเวง ถนนรถราไม่กล้าผ่าน แล้วพลซุ่มยิงสองฝ่ายต่างแข่งกันวิ่งยึดชัยภูมิแล้วค้นหาพลแม่นปืนฝ่ายตรงข้าม

สถานการณ์แบบนี้ใช้อาวุํธหนักยิ่งถล่มยาก เพราะตำแหน่งไม่ชัดเจนและอยู่ในเขตเมืองหรือชุมชนด้วยครับ จะส่งหน่วยรบทั่วไปเข้าเคลียร์พื้นที่ก็โดนส่องตายหมด เลยต้องใช้ Sniper กดพื้นที่กันเอง

จากคุณ : kross (Kross_ISC)

     http://s10.histats.com/6.swf

 

นึกถึงวันเก่าๆ บรรยากาศรับน้อง กันยายน 16, 2007

Filed under: ไ ม่ ไ ด้ ดั่ ง ใ จ — Korkai @ 12:35 am
 

 

อืมอ่านแล้วก็รู้สึกดีนะ เหตุการณ์ก็มีส่วนคล้าย ถึงแม่คณะเราจะโหดกว่าไม่รู้กี่เท่า แต่ก็เป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืมเลย คิดถึงอ่ะ..AGGIE

 

 

 

ผิดสัญญา Instinct กันยายน 9, 2007

Filed under: เพลง — Korkai @ 11:28 pm
 
 
แล้วก็ต้องเลิกกัน จบที่เคยฝันไว้
เมื่อความจริงฉันมีแค่เพียงหัวใจ
หลอกตัวเองว่าคงดีพอให้เธอฝากชีวิตไว้
แต่ที่สุดแล้วมันช่างดูเลือนลาง

ฝันไปได้ยืดยาว
แต่ไม่เคยถึงไหน
บอกตรงๆขอโทษจริงๆเสียใจ(โอ๊วว)

แต่ถ้อยคำสัญญาดีๆ
จะดูแลเธอจนตาย
ต้องยืนยันให้ฉันควรไปจากเธอ

แค่คำว่ารักที่พูดอยู่ได้มันคงไม่พอ
แต่ฉันก็ไม่อาจรอให้เราเดินไป
ถึงวันที่เกินจะเปลี่ยน

จนช้ำไปมากกว่านี้
ที่ฉันมีให้เธอได้แค่คำว่าลา
หยุดทิ้งชีวิตเอาไว้บนทางที่ฝืนเต็มที(โอ๊วว)

ทำให้ไม่ได้
ขอโทษที่ผิดสัญญา

รักได้แค่ลมปาก อย่างลมๆแล้งๆ
ดีแต่ทำให้เธอต้องเสียเวลา(โอ๊วว)

มีแต่ใจเพ้อไปวันๆ
จะดีอะไรนักหนา
หากยังอยู่รักเธอยิ่งเห็นแก่ตัว

แค่คำว่ารักที่พูดอยู่ได้มันคงไม่พอ
แต่ฉันก็ไม่อาจรอให้เราเดินไป
ถึงวันที่เกินจะเปลี่ยน

โปรดอภัยให้คนที่ผิดสัญญา

      

 

มาลองจับสัญญาณ “เกย์ดาร์” ผู้ชายข้างกายเป็น “เกย์แอบ” หรือเปล่า ? กันยายน 8, 2007

 

1. ชอบกลับบ้านดึกๆ กลับมาแล้วชอบตวาดแว๊ด…ด ใส่
หากโดนเซ้าซี้ถามว่าไปไหน บางรายจะตวาดแรงมาก จนภรรยาต้องผวา ไม่กล้าถามอีกเลย

2. เวลาขอหลับนอนมีอะไรด้วย เขามักจะมีข้ออ้างเป็นประจำว่า เหนื่อย
เขาอาจจุมพิตคุณเบา ๆ หนึ่งที นั่นแหละทำได้แค่นั้น มันเหลือฝืนเต็มทน เขาจะเริ่มแสดงอาการเบื่อ ๆ ให้เห็นมากขึ้น เซ็กซ์กลายเป็นเรื่องไม่น่าสนใจสำหรับเขา บางรายมีหนเดียวในรอบหลายปี และดูราวจะไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยอีกแล้วชาตินี้ แม้คุณจะพยายามเซ็กซี่ทุกราตรีก่อนเข้านอน

3. ชอบแสดงอาการเกลียดตุ๊ดอย่างรุนแรง
มีอคติกับตุ๊ดเสียเหลือเกิน เห็นอะไรตุ๊ดแต๋ว จะมีคอมเมนต์แบบรับไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ จนคุณเองก็รำคาญ แล้วสงสารตุ๊ดแทน

4. หายไปนาน ๆ บางคนชอบหนีภรรยาหรือแฟนไปหาชายหนุ่มนอกบ้านไกลๆ
เพราะกลัวคนเห็น สถานที่นัดพบของเกย์ไม่รักดีในกลุ่มนี้ก็จะเป็น ห้องใต้ดิน ห้องสุขา สวนสาธารณะ ซึ่งแสนจะนัดง่าย สะดวกสบายไปหมด หนำซ้ำยังมีทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ต เวลาติดต่อหาที่ระบายความรุ่มร้อนส่วนมากก็จะเกิดขึ้นตอนเดินทาง หรือตอนอยู่ในที่ทำงาน

5. ชอบบอกภรรยาหรือแฟนสาวว่า ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน
เพื่อนนัดบ้าง มีประชุมบ้าง งานยุ่งบ้าง แต่หารู้ไม่ว่า เขาไปเที่ยวเล็งหนุ่มอะโกโก้ เดี๋ยวนี้หาเด็กขึ้นเตียงได้ง่าย โรงแรมก็มีแถวๆ นั้น กลับมาบ้านก็จะออดอ้อนคำหวานเพื่อให้คุณหลงกลต่อไป (เช่นผมรักคุณคนเดียว)

6. ผู้ชายประเภทนี้เวลาเมาเหล้าจะแสดงอาการมองหนุ่มหล่อ แต็บหลุดตุ๊ดแตก
พูดคุยแบบสนุกสนาน เข้าไปสนิทสนมกับชายแบบออกหน้าออกตา ไม่มีมาดอีกต่อไป เวลาไม่เมาไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย

7. ชอบแสดงอาการแปลก ๆ เวลาเผลอ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเกย์ออกสาวเวลาตกใจ
ไม่ทันตั้งตัว หรือเวลาเขาถูกใจอะไรสักอย่าง โดยที่ไม่มีใครอยู่รอบข้าง เขาจะเผลอร้องด้วยเสียงแหลม ราวกับนักร้องโซปราโน่

8. บางครั้งเวลามีเซ็กซ์กับคุณสาวๆ ถ้าเขาส่งเสียงแปลกๆ ให้ระวังไว้ซะ
นั่นหมายความว่า ผู้ชายที่นอนอยู่ข้างๆ นั่น เป็น… หรือเปล่า ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ทำอะไรรุนแรงเกินเหตุ บางทีเขาอาจกำลังจินตนาการถึงชายอื่น แล้วงึมงำเป็นชื่อคนนั้น เพื่อให้เขาปฏิบัติกิจผ่านไปได้ ฟังดี ๆ

9. ชายกลุ่มนี้ชอบซุกซ่อนรสนิยมทางเพศของตัวเองเอาไว้ในสถานที่ลับตาคน
อะไรเสียล่ะ ถ้าไม่ใช่รูปโป๊ผู้ชาย วิดีโอผู้ชายมีเซ็กซ์ นามบัตรเกย์ รูปถ่ายตัวเขาเองกับเด็กหนุ่ม บางกรณีมีกระทั่งขนตาปลอม ฯลฯ สถานที่ซ่อนก็คือ ตามใต้เตียงนอน ห้องเก็บของ ลิ้นชัก ล็อกกุญแจ

10. เป็นคนอารมณ์ร้าย มีน้ำเสียงออกโทนแหลมอีกต่างหาก
เวลาเมามากๆ ชอบด่าทอผู้หญิงเสียๆ หายๆ มีน้ำเสียงออกโทนแหลมอีกต่างหาก มิใช่โทนต่ำอย่างที่ควรจะเป็น ถ้ามีปากเสียงกันรุนแรง อาจออกสาว ตุ้งติ้งไปเลย

11. เรียกชื่อภรรยา หรือแฟนผิดๆ ถูก
สลับกับชื่อชายหนุ่มอีกคนที่คุณไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินมาก่อน

12 สังเกตให้ดี เวลาชายกลุ่มนี้ใช้โทรศัพท์ มักจะใช้แต่คำว่า “อือ อือ อือ”
ใครจะกล้าพูดอะไรหลุดออกมาได้ล่ะ ในเมื่อนั่นเป็นสายกิ๊กหนุ่มของเขา และบางครั้งอยู่ดี ๆ ก็รีบกุลีกุจอรีบออกไปจากบ้านทันที เพราะหนุ่มคนนั้นเรียกหา ตัวเองก็กลัวว่าเขาจะบอกเลิก ต้องรีบไปเอาใจ

13. ชายกลุ่มนี้มักจะแอบโทรหาหนุ่มๆ เจ๊าะแจ๊ะราวกับภรรยาหรือเป็นแฟนสาว
บางครั้งถ้าคุณสาวๆ โทรไปเช็กที่ออฟฟิศอาจได้ยินเสียงชายหนุ่มรับแทน หรือถ้าโทรศัพท์เข้ามือถืออาจจะไม่รับเสียดื้อๆ เพราะมัวแต่สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่

14. คอยสังเกตว่า เวลาไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกันดูเวลาที่สามีเจอผู้หญิงสวยๆ เขามองด้วยสายตาอย่างไร
ถ้ามองแบบจิกตาอย่างนี้ไม่ใช่ผู้ชายแน่ ๆ แล้วดูด้วยว่า แอบส่งตาหวานให้หนุ่มที่เดินสวนมาหรือเปล่า

15. ไปเช็กคอมพิวเตอร์ว่า เข้าเว็บไหนบ่อย ๆ
เวบอะไรที่คุณไม่เคยได้ยินนั่นแหละ ใช่ทั้งนั้น วิธีดูในคอมพ์ ในบราว์เซอร์ Explorer กดสัญลักษณ์ History ที่เป็นรูปนาฬิกา จะรู้เลยว่า วันไหน ดูเว็บอะไร แยกเป็นวัน ๆ ไป ยกเว้นแต่เขารอบคอบมาก เป็นหนุ่มไอที หรือมีความรู้เรื่องการทำลายหลักฐาน

(เรียบเรียงจากหนังสือ “เป็นตุ๊ดทั้งทีต้องดีที่สุด”
หัวข้อ “ดูอย่างไรผู้ชายเป็นตุ๊ด” ปกรณ์ พิมพ์ทน ผู้เขียน)
 

     http://s10.histats.com/6.swf

 

คำซึ้งๆ ที่ไปไม่ถึง : ไ ม่ ไ ด้ ดั่ ง ใ จ ~* กันยายน 7, 2007

Filed under: ไ ม่ ไ ด้ ดั่ ง ใ จ — Korkai @ 12:32 pm
Hmm .. Happy Birthday To You .. Happy Birthday ..
Hmm .. Happy Birthday To You .. Happy Birthday ..