A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว พระเจ้าตากสินไปสวรรคตที่ไหน สิงหาคม 17, 2007

 

ตอบกันตามหลักวิทยาศาสตร์

การตอบคำถามเรื่องนี้ ต้องใช้พลังงาน สิ้นเปลืองมากมายมหาศาล ทั้งการค้นคว้าและการพิมพ์

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์เรื่องอะไร จะพิมพ์ตอบเอง

ขอใช้ วิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ Copy / Paste ดีกว่า อิๆ

################################
พระเจ้าตาก สินพระชนม์ที่ เมืองนคร

——————————————————————————–

สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์และการบิดเบือน
http://topicstock.pantip.com/library…/K2904366.html

ปล…ผมเพิ่งซื้อหนังสือมาอ่าน หลังจากทราบตำนานเรื่องนี้จากปากคนใหญ่ที่นครมานานแส นนานแล้ว ชื่อหนังสือเหมือนหัวข้อกระทู้ ขายที่ ซีเอ็ด ราคา 150 บาทเอง

พระเจ้าตาก สินพระชนต์ที่ นครศรีธรรมราช
กระทู้อย่างนี้ผมโดนสกัมเละมาแล้ว เอาเป็นว่าใครสนใจ ปวศ. ในเชิงคติชนวิทยา หรือได้มาเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราช จะพาไปดูสถานที่ปริศนาที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าตากด ้วยตัวเอง
ตอนนี้ทางสำนักพิมพ์ INN เขากำลังจะเอาที่ผมเขียนลงในหนังสือเป็นตอนๆ มารวมเล่ม กำลังจัดหน้า พิสูจน์อักษรอยู่ ไว้ยังไงช่วยอุดหนุนด้วยนะครับ
ชื่อเรื่อง "ตามรอยพระเจ้าตาก"
ส่วนรูปปั้นพระองค์ท่านที่วัดพระธาตุเพิ่งยกมาตั้งปี 2545
เมื่อก่อนมีแต่เจดีย์สีดำสนิท เรียกว่า "เจดีย์ดำ" ข้างในบรรจุอัฐิ (กระดูกนั่นแหละ) ของพระเจ้าตาก ส่วนต้นไม้ที่อยู่รอบๆ เรียกว่า ต้นหว้า หกต้น

ป.ล. ถ้าใครได้มาผมจะพาไปดูพระบรมธาตุที่ไม่มีเงาตกถึงพื้ นอีกที่ มันเป็นอัศจรรย์อย่างหนึ่งของ จ.นครศรีธรรมราช การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาเอาไปลงใน unseen in thailand แล้ว
ถ้าคิดว่าเป็นการโฆษณา "หนังสือ" ก็แจ้งลบได้นะครับ ผมขอไม่ทะเลาะกับใครแล้ว เอาเป็นว่าน้ำบ่อ ไม่ยุ่งกับน้ำเค็ม แต่วิจารณ์ได้ ติชมได้ แต่ไม่ทะเลาะด้วยแล้วนะครับ
ขอโทษหากผมหลงตัวเอง
chatgul28@hotmail.com
แทน

พระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี  

เนื่องในโอกาสวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี เป็น “ วันพระเจ้าตากสินมหาราช ” วีรกษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชให้แก่แผ่นดินไทย ดังนั้น เพื่อเป็นน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถ ตลอดจนการเสียสละอย่างใหญ่หลวงของพระองค์ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนัอมนำเรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ไขในยุคกรุงธนบุรี อันสรุปบางส่วนมาจากหนังสือ “ นวมหาราช ” ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และ ” สารานุกรม พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ” ของมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม มานำเสนอเพื่อให้พวกเราปัจจุบันได้ทราบว่าในสมัยนั้น มีวิธีการแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร เพราะไม่ว่ายุคใดสมัยไหน ปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้องชาวบ้านน ับเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของบ้านเมืองเสมอ ดูอย่างสมัยปัจจุบัน หากรัฐบาลไหนแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ก็มักไปไม่รอด จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและเรียนรู้ว่าในอดีต โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศชาติยังตกอยู่ในภาวะไม่ปกติจ ากภัยสงคราม นอกจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของราชอาณ าจักร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะต้องฝ่าฟันแล้ว พระองค์ท่านมียุทธศาสตร์อย่างไรในการเผชิญหน้ากับปัญ หาเศรษฐกิจที่คงจะหนักหนาสาหัสไม่น้อยในสมัยนั้น

ตลอดระยะเวลา 15 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นับตั้งแต่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุ งธนบุรี ในปีพ.ศ. 2310 จนถึงปีพ.ศ. 2325 ที่เสด็จสวรรคต พระองค์ต้องทรงตรากตรำกรำศึกมาโดยตลอด นอกจากต้องรบพม่าเพื่อกอบกู้เอกราชในครั้งแรก รวมถึงการทำศึกกับก๊กต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่แล้ว ยังต้องทำการรบกับพม่าที่ยกมาโจมตีอีกถึง 9 ครั้งใหญ่ ในขณะเดียวกันก็ยังได้ทำสงครามขยายอาณาเขตอีกหลายครั ้ง เป็นผลให้ไทยมีประเทศราชหลายแห่งกลับคืนมาเหมือนสมัย อยุธยา ซึ่งในช่วงแรกหลังจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจของบ้านเมืองอยู่ในภาวะตกต่ำเป็น อย่างยิ่ง การทำไร่นาและการค้าขายกับต่างประเทศหยุดชะงักลงเกือ บจะสิ้นเชิง และแม้หลังการกอบกู้ชาติได้แล้ว ความอดอยากและการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคก็เกิดขึ ้นอยู่แทบจะตลอดรัชกาล เนื่องจากมีปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่ต้องทำให้สิ้นเปล ืองและกระทบกับสภาพเศรษฐกิจโดยส่วนรวมหลายอย่าง อาทิ

-ในช่วงก่อนกรุงแตก พม่าได้ยกทัพมาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นาน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำไร่ทำนา หรือค้าขายได้ตามปกติ ความขาดแคลนจึงเกิดขึ้นไปทั่ว

-เมื่อครั้งทำศึกกับก๊กต่างๆ รวมทั้งศึกพม่าและชาติอื่นๆที่มีอีกหลายครั้ง ทำให้ต้องใช้กำลังพลในการตระเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น การต่อเรือ การระดมพลเพื่อฝึกปรือ ฯลฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อกำลังการผลิตเป็นอย่างมาก

-ในระยะแรกที่มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ การสถาปนาเจ้านายต่างๆ รวมไปถึงการปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ข้าราชการขุนน าง ต้องใช้กำลังทรัพย์ไม่น้อย ทำให้มีรายจ่ายมากขึ้น

-ในรัชสมัยของพระองค์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบฟื้นฟูและทำนุบำรุงพ ระศาสนา ตลอดจนชำระสะสางคณะสงฆ์ให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัย เพราะได้ทรุดโทรมลงมากในช่วงบ้านเมืองเกิดจลาจล จึงจำเป็นต้องใช้พระราชทรัพย์เป็นอันมากเพื่อการดังก ล่าว

จากเหตุข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าสภาพเศรษฐกิจบ้านเมืองเวลานั้น ถ้าพูดแบบสมัยนี้ก็ต้องว่า ตกอยู่ภาวะวิกฤตอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหรือพระเจ้ากรุงธนบุ รีจึงได้วางนโยบายที่จะผ่อนปรนความเดือดร้อนของราษฎร หรือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนี้

ประการแรก ทรงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องความอดอยากและขาดแคลน ด้วยการพระราชทานข้าวสารให้แก่บรรดาข้าราชการทหารและ พลเรือนทั้งไทย/จีน คนละ 1 ถังต่อ 20 วัน นอกจากนี้ ยังทรงแจกจ่ายอาหารเลี้ยงดูพลเรือนที่อดโซด้วย

ประการที่สอง ในช่วงแรกที่ครองราชย์ และเพิ่งผ่านพ้นจากการจลาจลสงคราม จึงยังไม่มีผู้ทำไร่ทำนาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้พอเลี้ยง ดูผู้คน ทรงแก้ปัญหาด้วยการซื้อข้าวสารจากพ่อค้าสำเภาจีน โดยยอมซื้อในราคาแพงเพื่อแจกจ่ายคนทั้งปวง ซึ่งเมื่อข้าวขายได้ในราคาแพง บรรดาพ่อค้าจีนจากที่ต่างๆก็นำข้าวมาขายเพิ่มขึ้น เกิดการแข่งการขาย ข้าวจึงมีราคาถูกลงตามหลักดีมานด์ซัพพลาย ราษฎรก็ได้รับประโยชน์

อ่านต่อ….
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNew…=9480000177583

ประการที่สาม โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่และผู้น้อยทำนาปีละ 2 ครั้งในปีพ.ศ. 2311 เป็นการแก้ปัญหาความขาดแคลน เพราะช่วงนั้นข้าวสารราคาสูงมาก ทำให้ราษฎรเดือดร้อน

ประการที่สี่ ปรากฏว่าในปีพ.ศ. 2311 นั้นเอง ข้าวในยุ้งฉางและทรัพย์สินต่างๆเสียหายเป็นอันมาก เนื่องจากมีกองทัพหนูมากัดกินเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ข้าราชการและพลเรือนทั้งหลาย จับหนูมาส่งกรมพระนครบาลทุกวัน หนูจึงสงบหายไป

ประการที่ห้า ทรงให้มีการส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งพ่อค้าที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนั้นคงจะเป็นพ่อค้าจ ีน ซึ่งการค้ากับต่างประเทศนี้ก็ได้ช่วยบรรเทาความขาดแค ลนเครื่องอุปโภคบริโภคภายในบ้านเมืองได้ในระดับหนึ่ง

ประการที่หก การที่ทรงสามารถปราบปรามหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งประเทศราช ทำให้มีฐานอำนาจทางการเมืองมั่นคง ซึ่งมีผลต่อการเก็บภาษีอากร ส่วย และเครื่องราชบรรณาการมาเป็นรายได้ ได้อีกส่วนหนึ่ง

ประการที่เจ็ด ในช่วงพม่ายกมาล้อมกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏว่าราษฎรได้ฝังทรัพย์สินไว้ตามบ้านเรือนเป็นจำน วนมาก เมื่อเสร็จสงคราม ก็มีเจ้าของไปขุดบ้าง ผู้อื่นไปขุดหาทรัพย์ที่เจ้าของตายแล้วบ้าง ดังนั้น ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้จัดเก็บภาษีแก่ผู้ที่ไ ปขุดหาทรัพย์เหล่านี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ไปประจำอยู่ที่กรุงเก่า และห้ามมิให้ผู้ใดขุดทรัพย์โดยพลการ ซึ่งการเก็บภาษีผูกขาดเช่นนี้ เป็นการเพิ่มพูนรายได้แก่แผ่นดินไม่น้อย

ประการที่แปด ทรงเอาผิดและลงโทษผู้ที่บ่อนทำลายทางเศรษฐกิจอย่างรุ นแรงและเฉียบขาด เช่น ลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ลักลอบทำเงินพด หรือผู้ที่เบิกข้าวหลวงแล้ว แทนที่จะไปแจกราษฎรกลับเอาไปให้ภรรยา ก็ได้ลงอาญาเฆี่ยนตี 100 ทีและปรับข้าวเป็น 10 เท่า ลดตำแหน่งลง และเอาลูกเมียไปจองจำ ต่อเมื่อมีศึก จึงค่อยไปทำราชการแก้ตัว อย่างนี้เป็นต้น การดำเนินการอย่างเฉียบขาดเช่นนี้ ทำให้คนกลัวและช่วยพยุงฐานะเศรษฐกิจได้บ้างส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาประเทศในแนวแปลกใหม่สำหรับสมัยนั้นด้วย คือ ทรงให้มีการตัดถนนในฤดูหนาวคราวว่างศึก เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาของพ่อค้าประชาชน ซึ่งตามธรรมดาเส้นทางคมนาคมสมัยเมื่อ 200 ปีมาแล้ว มักจะเป็นทางน้ำทั้งสิ้น นับว่าพระองค์ทรงมีแนวคิดพัฒนาประเทศทันสมัยทีเดียว

อย่างไรก็ดี แม้จะดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ตาม สภาพเศรษฐกิจในสมัยพระองค์ก็มิได้มีความเจริญเติบโตส มบูรณ์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั ่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว ่า “ …บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้… ”

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย ่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่เราจะมีวันนี้ได้ ดังนั้น ในโอกาส “ วันพระเจ้าตากสินมหาราช ” วันที่ 28 ธันวาคม 2548 จะได้เวียนมาบรรจบอีกรอบหนึ่ง นอกเหนือไปจากการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อเทิดพระเกียรติ พระองค์ท่านแล้ว สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ใคร่ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยได้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะร่ วมกันทำความดี เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา ให้สมกับที่พระองค์ได้ทรงเสียสละ จนเรามีประเทศไทยมาจนทุกวันนี้

พระเจ้าตากสิน ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะถูกท่อนจันทน์ตี
ความจริงคนที่ถูกตีเป็นพี่น้องต่างมารดาของท่าน ซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายท่านมาก ตัวท่านเองหลบไปอุปสมบทอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในถ้ำแห่งหนึ่งจนมรณภาพ เพราะถูกกลุ่มโจรตีศีรษะ

เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะว่า พระเจ้าตากสินจำเป็นต้องสละราชสมบัติเพื่อหนีหนี้ (หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ชักดาบ นั่นแหละ) ที่นำมาสร้างกรุงธนบุรี หากไม่ทำเช่นนี้ประเทศชาติจะอยู่ไม่ได้

นับว่าพระองค์ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติจริง ๆ

สอดคล้องกับหลวงพ่อชื่อดัง ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า หากต้องการหาหลังฐานเรื่องดังกล่าวให้ไปหาได้ที่ถ้ำท ี่พระเจ้าตากสินเคยบำเพ็ญสมณธรรมอยู่
โดย: ป [4 ต.ค. 48 22:08] ( IP A:58.10.215.178 X: )
http://www.pantown.com/board.php?id=…19&action=view

แก้ไขเมื่อ 11 พ.ค. 50 22:38:44

จากคุณ : -=Jfk=-

 

พระเจ้าตากสิน ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะถูกท่อนจันทน์ตี
ความจริงคนที่ถูกตีเป็นพี่น้องต่างมารดาของท่าน ซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายท่านมาก ตัวท่านเองหลบไปอุปสมบทอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในถ้ำแห่งหนึ่งจนมรณภาพ เพราะถูกกลุ่มโจรตีศีรษะ

เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะว่า พระเจ้าตากสินจำเป็นต้องสละราชสมบัติเพื่อหนีหนี้ (หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ชักดาบ นั่นแหละ) ที่นำมาสร้างกรุงธนบุรี หากไม่ทำเช่นนี้ประเทศชาติจะอยู่ไม่ได้

นับว่าพระองค์ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติจริง ๆ
————————————————
อ่านตรงนี้ที่อาหมอเจยกมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าจะถูกต้องน่ะ

ไม่งั้นคงไม่ต้องมีคนอื่นๆ ตายตามไปด้วย
เรื่องจริงๆ ยังไม่สาปสูญหรอ เพียงแต่ยังเปิดออกมาไม่ได้

จากคุณ : Autster

 

เคยอ่านที่ห้องสมุด
เค้าว่าแนวคิดนี้ ตกไป เนื่องจากหลักฐานอ่อนมาก เป้นเพียงการบอกเล่า ของพระธุดงค์ท่านนึง

ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ

จากคุณ : oakemon

 

ตำนานที่ว่าพระเจ้าตากเสด็จสวรรคตขณะหนีไปผนวชนั้น

เคยเจอในนิยายของหลวงวิจิตรวาทการครับ

หาอ่านได้ในหนังสือ "ปากกาทอง" (โบราณมาก)

จากคุณ : Epinephrine  

 

ผมเคยคำถามนี้กับผู้รู้ทางประวัติศาสตร์เหมือนกันครับ

เพราะผมก็มีข้อมูล สองด้าน คือหนึ่ง ตามที่หมอเจกล่าวมา และสอง จากหนังสือเรียนของเรา

ซึ่งได้คำตอบดังนี้….

"ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ จริงๆแล้วทางเราก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร เพราะว่ากาลเวลาก็ผ่านมานานมากแล้ว อีกทั้งข้อมูลบางประการก็ถูกบิดเบือนไปเยอะ ดังเช่นบันทึกเกี่ยวกับการทำสงคราม ซึ่งจะเห็นได้จากผู้ที่ทำการบันทึกนั้นมักจะเป็นผู้ที่ชนะ และ อาจมีการอวดอ้างข้อมูลเกินจริง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เรายอมรับได้นั้น นอกจากจะเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีหลักฐานอันได้แก่ โบราณสถาน และโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ ในการบ่งบอกอายุ และข้อมูลบางส่วน เพื่อนำไปโยงให้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ค่ะ…"

ปล. วันนี้ลุงสมภพทำไม "ค่ะ" อ๊ะ

จากคุณ : ประจุบวก

 

คุณ JFK ลองอ่านดูนะครับ

ขอบคุณครับคุณเจ้าของกระทู้และมิตรรักทุก ๆ ท่านที่ลงชื่อไว้ มาตามสัญญานะครับ

ก่อนอื่น ขอบอกก่อนว่าผมไม่แน่ใจว่าหนังสือที่ผมอ่านเป็นเล่มเดียวกับที่คุณเจ้าของกระทู้อ่านหรือเปล่า เพราะเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว แต่ที่ผมเคยอ่านเป็นเรื่องที่มีการเขียนขึ้นว่า แท้จริงแล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมิได้ถูกประหารชีวิต แต่ทรงถูกช่วยให้หนีไปผนวชอย่างลับ ๆ ที่เมืองนครศรีธรรมราชและสวรรคตที่นั่น โดยมีการอ้างอิงหลักฐานอย่างที่คุณ ton4fm บอก

หลักฐานที่ว่านั้น มีทั้งที่เป็นสถูปเจดีย์ และมีทั้งที่เป็นหนังสือที่ชาวต่างประเทศ (อังกฤษ) เขียนขึ้น

นอกจากนั้นยังมีตำนานท้องถิ่นของทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเพชรบุรี และราชบุรี (อย่างที่คุณกัมม์บอก) เกี่ยวกับข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับการสวรรคตของพระองค์ท่าน

ต่อไปนี้จะขออนุญาตเล่าให้คุณเจ้าของกระทู้และคุณ ๆ ข้างบนที่แสดงตัว และที่มิได้แสดงตัวแต่มีความสนใจในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ หรือเคยได้ยิน หรือเคยอ่าน แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ได้ทราบไว้ ส่วนที่ว่าจะเชื่อผมหรือไม่ ก็แล้วแต่วิจารณญาณในการอ่านของแต่ละท่าน ผมไม่บังอาจบังคับให้ใครเชื่อตามนะครับ  

ต้นตอของเรื่องที่พูดกันและเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น ๆ สรุปว่าพระเจ้าตากสินทรงยืมเงินจากรัฐบาลจีนจำนวนมากเพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันบ้านเมือง จนถึงปลายรัชกาลก็ไม่มีเงินใช้หนี้รัฐบาลจีนซึ่งคุกคามทวงหนี้คืน หาไม่ก็จะเอาไทยเป็นเมืองขึ้น หรืออะไรทำนองนั้น

สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงแก้สถานการณ์นี้โดยการตกลงอย่างลับ ๆ กับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งเป็นพระสหายและลูกน้องคนสนิท โดยพระองค์เองแสร้งกระทำการประหนึ่งวิกลจริตเพื่อให้พระสหายยึดอำนาจจากพระองค์เสีย

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ต้องเสียสละชื่อเสียงเกียรติยศในการหักหลังเพื่อนโดยการยึดอำนาจจากพระเจ้าตากสิน ทั้งทำข่าวให้ระบือไปว่าได้ประหารชีวิตพระเจ้าตากสินเสียแล้ว แต่ความจริงผู้ที่ถูกประหารคือข้าเก่าที่มีรูปร่างหน้าตาละม้ายพระเจ้าตากสินเท่านั้น

ส่วนตัวพระเจ้าตากสินนั้น ถูกส่งอย่าง "ลับ ๆ" ให้ไปดำเนินพระชนม์ชีพในบั้นปลายที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีพระราชโอรสของพระองค์ คือเจ้าพระยานคร (น้อย) อยู่ในฐานะเป็นบุตรของเจ้าพระยานครพัดแล้ว

เรื่องเหล่านี้ต้นเหง้ามาจาก "นิทาน" ที่เกิดจากการ "นั่งทางใน" ของนักบวชสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งอ้างว่ารู้ในภวังค์จากการนั่งกรรมฐานและได้พิมพ์เผยแพร่มาเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว

ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชมีตำนานเล่ากันว่า เมื่อสิ้นรัชกาลแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินได้หลบมาบวชและพำนักอยู่ที่นครศรีธรรมราช ที่ประทับได้แก่ ที่อำเภอลานสกา และที่อำเภอเมือง ปัจจุบันเล่ากันว่า ที่อำเภอลานสกาเป็นที่ซึ่งพระองค์ได้แวะพักระหว่างที่เสด็จมายังเมืองนครฯ ส่วนที่ประทับถาวรก็คือ วัดเขาขุนพนม ในเขตอำเภอเมือง

นอกจากนี้ เรื่องเล่ากันในหมู่สมาชิกตระกูล "ณ นคร" บางกลุ่มในปัจจุบัน บอกว่าหลังจากที่พระเจ้าตากสินทรงผนวชที่วัดเขาขุนพนมระยะหนึ่งแล้ว ก็ได้ประชวรด้วยพระโรคอย่างหนึ่ง (บ้างว่าวัณโรค) จึงจำเป็นต้องทรงลาผนวช (สึก) แล้วเสด็จไปประทับอยู่ในจวนของเจ้าพระยานคร (น้อย) ในสมัยรัชกาลที่ ๓

มีการอ้างด้วยว่า เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตแล้ว ได้มีใบบอกเข้าไปแจ้งรัฐบาลในกรุงเทพฯ ว่า "ท่านข้างใน" สิ้นแล้ว ส่วนพระบรมศพนั้นก็ได้ไปตั้งทำการพระเมรุที่ชายทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ มีการอ้างถึง "หลักฐาน" เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเรื่องนี้อีกว่า ที่วัดแจ้งและวัดประดู่ซึ่งมีเก๋งไว้อัฐิของเจ้านคร (หนู) หม่อมทองเหนี่ยวชายา และของเจ้าพระยานคร (น้อย) นั้น มีศิลาจารึกภาษาจีนอยู่ ๓-๔ หลัก หนึ่งในนี้มีผู้อ้างว่า มีข้อความกล่าวถึงว่าเป็นหลุมศพของ "ผู้เป็นใหญ่แซ่เจิ้ง" (พระบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินแซ่เจิ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงใช้แซ่เจิ้งด้วย (สำเนียงแต้จิ๋วเรียก "แต้") เรื่องนี้เป็นความจริงเพราะมีหลักฐานชั้นต้นยืนยันจำนวนมาก รวมทั้งพระราชสาส์นของพระเจ้าตากสินที่ทรงมีถึงพระเจ้ากรุงจีนก็ใช้ "แซ่เจิ้ง")

จากหลักฐานชิ้นนี้เองที่อาจารย์นิธิ (ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์) ได้ถ่ายภาพจารึกภาษาจีนที่สถูปและนำไปให้อาจารย์กรรณิการ์ ติยายน และอาจารย์สกุลหงส์ สกุลธนะพาณิชย์ แห่งแผนกภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ่านจารึกแล้ว ได้ความว่า

"ศักราชเฉียนหลุง (ซึ่งเมื่อสอบทานแล้วเป็นปี ค.ศ. ๑๗๕๖ หรือ พ.ศ. ๒๒๙๙) หลุมศพอุดมสมบูรณ์ของท่านเจิ้ง (เจิ้งกง) พ่อที่ตายลูกชายชื่อเหวินหยิ่ง, เหวินไฉ่ร่วมสร้าง"

ทั้งนี้ คำว่า "ท่านเจิ้ง" หรือ "เจิ้งกง" นั้น มีคำอธิบายว่า "กง" เป็นคำยกย่อง ใช้เรียกผู้อาวุโสเช่นบรรพบุรุษ  สมัยโบราณเคยเป็นชื่อยศอันสูงของขุนนาง ทว่ามักใช้ยกย่องคนธรรมดาได้ ด้วยเหตุนี้ "เจิ้งกง" จึงไม่ได้แปลว่าผู้เป็นใหญ่แซ่เจิ้ง ดังที่ได้เคยกล่าวกันมา

นอกจากนี้ การที่ผู้ตายเสียชีวิตเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๙๙ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินเพิ่งจะมีพระชนม์ได้ ๒๒ พรรษาเท่านั้นเอง จึงเห็นได้ชัดเจนว่าไม่เกี่ยวกับพระเจ้าตากสินแต่อย่างใด

จารึกอันที่สองระบุปีศักราชของผู้ตายว่า คือปีที่ ๓๓ ในรัชกาลพระเจ้าเฉียนหลุง ซึ่งก็คือ พ.ศ. ๒๓๑๑ และผู้เสียชีวิตชื่อ จูไต้ (จูไต้กง) ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวกับพระเจ้าตากสินแต่อย่างใดอีก

จารึกอันที่สามที่อยู่บริเวณนั้น ระบุชื่อผู้ตายคือ ท่านหยาง (หยางกง) แต่ไม่มีศักราชกำกับ เข้าใจว่าน่าจะรุ่นเดียวกันกับทั้ง ๒ หลักข้างต้น

ยิ่งมาได้หลักฐานที่นักเขียนชาวอังกฤษบันทึกไว้ว่าเป็น "หลุมศพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี" ทำให้เรื่องนี้ "น่าเชื่อถือ" ในทางวิชาการเพิ่มขึ้น เพราะ "ปัญญาชน" ไทยมักจะเชื่อชาวต่างชาติมากกว่าหลักฐานของไทย โดยมิได้ใช้สติและปัญญาไตร่ตรอง เพียงแต่เห็นว่าเป็นบันทึกของชาวต่างประเทศก็เชื่อโดยสนิทใจ

หลักฐานอื่น ๆ ที่อยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชก็ได้แก่ เจดีย์รูปคล้ายถะจีน ตั้งอยู่ด้านนอกขององค์พระบรมธาตุ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ไว้พระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสิน อาจจะเป็นเพราะมีรูปทรงเป็น "จีน" และทำด้วยหินแกรนิตจากเมืองจีน โดยซื้อสำเร็จมาประกอบใหม่

แต่หน่วยศิลปากรท้องถิ่นได้เคยเจาะพระเจดีย์องค์นี้แล้ว ไม่ปรากฏอะไรภายในเลยแม้แต่อย่างเดียว จึงเข้าใจว่า น่าจะเป็นเพียงเจดีย์ประดับองค์พระบรมธาตุ ซึ่งคหบดีชาวจีนคนใดคนหนึ่งสั่งเข้ามาจากประเทศจีน แล้วนำมาประกอบไว้ที่วัดพระบรมธาตุ (พบเจดีย์ลักษณะเดียวกันนี้อีกมากที่สงขลา)

ทั้งนี้ เมื่อประเมินจากหลักฐานต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการประหารชีวิตสมเด็จพระเจ้าตากสิน และหลักฐานที่ว่าพระองค์ถูกส่งอย่างลับ ๆ ไปผนวชที่เมืองนครศรีธรรมราชจนสวรรคตที่นั่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ว่าพระเจ้าตากสินถูกประหารชีวิตมีความน่าเชื่อถือกว่ากันมาก

และเมื่อนึกถึงเหตุผลทางการเมืองในยุคนั้น ก็ช่วยยืนยันด้วยว่า พระเจ้าตากสินจะทรงรอดชีวิตสืบมาไม่ได้

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ซึ่งแม้ว่าได้ทรงพยายามแก้แทนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ แล้วก็ตาม ก็ทรงยอมรับและพระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่า

"…ก็การเปลี่ยนแผ่นดิน….คราวนั้น เป็นเปลี่ยนด้วยปราบดาภิเษกในยุคใหญ่ ที่ใดมีระแวงก็ต้องทำลายล้างเสีย ฤาต้องลดหย่อนยศเพื่อให้สิ้นเสี้ยนหนามคือ ความนับถือของราษฎร ซึ่งจะมามีเหตุให้มีความลุกลามไปภายหน้า…" (จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, "เรื่องราษฎรระลึกถึงพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดิน", ชุมนุมพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระนคร, พิมพ์ในงานพระเมรุ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาสดิ, ๒๔๕๗, หน้า ๙)

(หาอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ "การเมืองไทย สมัย พระเจ้ากรุงธนบุรี" โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์)

………………………

สรุปว่า ถ้าได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างละเอียด และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะพบว่า หนังสือที่คุณเจ้าของกระทู้ถามนั้น มีความน่าเชื่อถือและน่าจะเป็นน้อยมาก เพราะการปราบดาภิเษกนั้น เป็นความจำเป็น และไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้อง "ล้าง" และขออนุญาตคุณเจ้าของกระทู้ที่จะเสริมอีกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นอื่นอย่างที่คุณบอก ว่าถ้าพูดด้วยใจเป็นธรรมแล้ว ก็คงไม่ใช่แต่เฉพาะเจ้าพระยาจักรีเท่านั้นที่จะทำเช่นนี้ เป็นใครก็คงจะทำเช่นเดียวกัน (เพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามสืบไปภายหน้า)

หวังว่าคงจะได้รับความกระจ่างบ้าง ขอบคุณครับ
แก้ไขเมื่อ 11 เม.ย. 50 23:23:35

จากคุณ : วศินสุข  – [ 11 เม.ย. 50 23:08:10 ]

จากคุณ : อินทร์นิล

 

การอ้างว่าพระเจ้าตากหนีหนี้ไปบวชนั้น  เป็นการจับแพะชนแกะและหมิ่นพระเกียรติอย่างยิ่ง

พระองค์เป็นกษัตริย์นักรบ  ไม่ใช่พ่อค้าหนีหนี้  พระองค์ชักดาบเพื่อกู้ชาติไทย  ไม่ใช่"ชักดาบ"เพื่อให้คนไทยหมดหนี้

ผมละอายใจที่คนรุ่นหลังแต่งนิยายใส่ร้ายพระองค์ท่านเช่นนั้น…

การปราบดาภิเษกหรือผลัดแผ่นดินแต่ละครั้งย่อมนำมาซึ่งการล้างบางขั้วอำนาจเก่า  แม้แต่ลูกพระเจ้าตากยังโดนประหารเลย  ขุนศึก ขุนนาง ต่างๆที่จงรักภักดีก็ถูกประหารหลายร้อยชีวิต…แม้แต่พระยาพิชัย…

จากคุณ : อินทร์นิล

 

ความจริงประวัติศาสตร์นั้นบันทึกชัดแจ้งแล้ว ไม่ใช่แค่บันทึกเดียว มีบันทึกกล่าวถึงพระเจ้าตากเป็นหนังสือตั้งแต่ร.๑จนถึงร.๕
เรื่องจริงผมเชื่อว่าเป็นไปตามประวัติศาสตร์ แต่มีคนต้องการให้จบแบบแฮปปี้แอนดิ้ง แต่งเรื่องขึ้นมาก็มีคนเชื่อเพราะใครๆก็อยากให้จบแบบนั้น

ร.๑ เว้นชีวิตให้พระราชนัดดาที่เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าตากและธิดาของพระองค์ ซึ่งในที่สุดถูกประหารในรัชกาลต่อมาข้อหากบฏ ลองหาอ่านดูครับ

จากคุณ : คนรักดาบไทย

 
Advertisements
 

5 Responses to “ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว พระเจ้าตากสินไปสวรรคตที่ไหน”

  1. Waraphong Says:

    วันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมือนเหมือนอีก

  2. Waraphong Says:

    วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอกกรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

  3. Waraphong Says:

    ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า* " ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

  4. Waraphong Says:

    ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน

  5. Waraphong Says:

    ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่าในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้นพระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียมพระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s