A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

ღ¸ 10 หนังยอดเยี่ยม และยอดแย่ ครึ่งปีนี้ 2007 กรกฎาคม 29, 2007

Filed under: Entertainment — Korkai @ 3:54 pm

 

 

 

Ratatouille หนังยอดเยี่ยมของครึ่งปีนี้

Rotten Tomatoes เว็บไซต์ที่นำเสนอการวิจารณ์หนังชั้นนำของโลกอินเตอร์เน็ต ได้สรุปหนังที่ได้รับการยกย่องและเหยียดหยามจากทีมงานและแฟนหนังที่เข้ามาวิจารณ์ในเว็บในรอบครึ่งปี 2007 ที่ผ่านมา ตามรายงานจากรอยเตอร์

Mid-Year Report เป็นรายงานที่ทางเว็บไซต์ rottentomatoes.com สรุปหนังที่ยอดเยี่ยมจำนวน 25 เรื่องและยอดแย่จำนวน 10 เรื่องของหนังที่ออกฉายตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค. ถึง มิ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่หนังระดับบล็อกบัสเตอร์จนถึงหนังอินดีทุนต่ำ โดยนับเฉพาะหนังที่มีการถูกวิจารณ์มากกว่า 50 ครั้งขึ้นไป รวมทั้งจากระบบ Tomatometer ที่จะหาค่าเฉลี่ยที่ได้จากงานวิจารณ์ที่มาจากสื่อสิ่งพิมพ์, รายการวิทยุ และทางเว็บไซต์ชื่อดังที่มีนักวิจารณ์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วสหรัฐฯ ที่มาวิจารณ์หนังเรื่องนั้น โดยจะเรียกหนังที่ได้ค่าเฉลี่ยมากกว่า 60% ว่า "สดใหม่" (Fresh) และที่ต่ำกว่า 60% ว่า "เน่า" (Rotten)

โดยหนังที่คว้าแชมป์ขวัญใจนักวิจารณ์อย่างเป็นเอกฉันท์ในครึ่งปีแรกนี้ไปได้แก่ Ratatouille หนังแอนิเมชันเจ้าหนูพ่อครัวใหญ่ของค่าย Pixar ที่ออกฉายมาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ และคว้าคะแนนระดับ certified fresh ที่ 96% จาก Rotten Tomatoes ไปได้

ส่วนหนังที่คว้าตำแหน่งยอดแย่ไปครองได้แก่ Because I Said So ผลงานโรแมนติก-คอมเมดีแม่ๆ ลูกๆ ของไดแอน คีตันและแมนดี มัวร์ ที่ทำคะแนนจาก Tomatometer ไปได้แค่ 5% เท่านั้น เช่นเดียวกับหนังใหญ่ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอย่าง Norbit ของเอ็ดดี เมอร์ฟีย์ ก็มาติดในอันดับที่ 5 หนังยอดแย่ประจำครึ่งปีนี้ด้วยเช่นกัน

10 อันดับหนังลูกรักนักวิจารณ์
1. Ratatouille
2. Away From Her
3. Once
4. Knocked Up
5. Hot Fuzz
6. Sicko
7. The Host
8. Zodiac
9. Waitress
10. The Lookout

10 อันดับหนังลูกชังนักวิจารณ์
1. Because I Said So
2. The Number 23
3. Premonition
4. The Reaping
5. Norbit
6. Perfect Stranger
7. Happily N’Ever After
8. Are We Done Yet?
9. Code Name: The Cleaner
10. Hannibal Rising 
 

Advertisements
 

ღ¸ เดอะ วีนัส ฟลายแทร็ป : The Venus Flytrap

Filed under: Entertainment — Korkai @ 3:40 pm
 
Venus Flytrap is a Thai pop music group made up of five kathoey (ladyboys). The members were selected from 200 applicants after an audition in 2005 by Sony BMG Music Entertainment, which also promotes the group and provided it with a recording contract.
The first public performance occurred in November 2006[1] and their first album, "Visa for Love", was released in December 2006.[2] Also in December 2006, they performed two songs with Tata Young at a concert of hers in Bangkok.
Venus Flytrap is the first all-kathoey music group in Thailand with a recording contract, and the second in the world, following South Korean group Lady
เป็นความลงตัวของดนตรีและความสวยของทั้ง 5 สาว

Hot Venes โบโบ้ สวยร้อนแรง
Posh Venus ซาช่า สวย เริ่ด เพียบพร้อมทั้งความงามและสติปัญญา
Cool Venus ทาย่า สวยเท่ห์ เก๋ ลุย
Naughty Venus จีน่า สวยซน เจ้าเสน่ห์
Sweet Venus เอมมี่ สวยหวาน สดใส ขี้อ้อนทั้งกิริยาและวาจา

กลุ่มศิลปินสาวสวยทั้ง 5 ที่มาพร้อมความสามารถทั้งร้องเพลงทั้งเต้นจริง ที่จะสร้างแรงกระตุ้นให้ทุกคนเกิดอาการเคลิบเคลิ้มตามไปกับทุกจังหวะของพวกเธอ

Venus Flytrap ประกอบด้วยสาวสวย 5 คาเรคเตอร์ที่โดดเด่น
1. Hot Venus (โบโบ้)
2. Posh Venus (ซาช่า)
3. Cool Venus (ทาย่า)
4. Naughty Venus (จีน่า)
5. Sweet Venus (เอมมี่)

SONY BMG Music Entertainment (Thailand) นำเสนอส่วนผสมที่ลงตัวของ Girl Gang (เกิร์ล แก็งค์) กลุ่มใหม่ ที่ชื่อว่า Venus Flytrap (วีนัส ฟรายแทร็ป) โดยทั้ง 5 สาวมาจากการคัดเลือกจากสาวๆมากมายที่ยื่นใบสมัครเข้ามาที่โซนี่ บีเอ็มจีฯ ในการ Audition ศิลปินสาวกลุ่มแรกในวงการเพลง และด้วยความสามารถที่โดดเด่นในเรื่องของการร้องเพลง,หน้าตา,รูปร่างที่ได้สัดส่วน พวกเธอจึงได้มารวมตัวกันเป็นกลุ่มศิลปิน Venus Flytrap (วีนัส ฟรายแทร็ป) ที่เต็มไปด้วยความสามารถทั้งร้องและการแสดงบนเวทีจริง อย่างมืออาชีพ

การทำงานเพลงของ Venus Flytrap (วีนัส ฟรายแทร็ป) กว่า 1 ปีที่พวกเธอได้ร่วมทำงาน พวกเธอสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ทำประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการร้อง การเต้น การพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อจะก้าวไปเป็นศิลปินคุณภาพสามารถร้องได้จริง ใช้เสียงจริงในการร้องเพลง (Women Voice) เต้นได้จริง ในการทำงานเพลงของ Venus Flytrap (วีนัส ฟรายแทร็ป) พวกเธอมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงด้านการทำเพลงให้กับตลาดผับ (pub) จากประเทศเยอรมัน คือ Marco Krismann และ Ingo Schnoor งานเพลงของพวกเธอเน้นความสามารถทั้งด้านการร้องและการแสดงบนเวที

เพลงของ Venus Flytrap (วีนัส ฟรายแทร็ป) แนวเพลงใหม่ที่จะให้พวกเธอได้แสดงความสามารถ เรียกว่า “Nuable” (นูเอเบิ้ล) เป็นการผสมผสานกันระหว่างดนตรีในสไตล์ยุโรปไม่ว่าจะเป็น Electronic,House,Clubbing,New Wave และเนื้อร้องภาษาไทย อย่าง เพลงป็อบที่มาจาก Eurasian Pop sound ปกติเพลงซาวน์ดนตรีของยุโรปเมื่อนำมาใส่เนื้อภาษาไทยจะขาดความกลมกลืนและมักกลายเป็นทำนองในแบบเอเซีย ทำให้เสียรสชาติความเป็นสากลไปแต่สำหรับแนวเพลง “Nuable” (นูเอเบิ้ล) ได้เนื้อร้องในแบบเอเซียในสไตล์ที่สากลที่มีความกลมกลืนอย่างที่สุด เนื้อหาของเพลงจะมีความสนุกสนาน ความเซ็กซี่เร้าร้อน ความหวานที่ลึกซึ้งกินใจใน positive thinking หรือเรียกง่ายๆว่าแนว “SEXY DANCE” 
 

 

ღ¸ background แต่งสเปช แต่ง blog งามๆ จร่ะ

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 10:29 am
 
 
ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
 
 
 
 
 
   
  
  
 

   

    

    

 

ღ¸ glitters กริตเตอร์ สวยๆมาอีกแว๊ว

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 8:45 am
 

ღ¸ แผ่น DVD-R / DVD+R ต่างกันอย่างไร ใครน่าสนใจกว่า… กรกฎาคม 28, 2007

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 9:05 am
เขียนโดยคุณลอร์ดยู (Yu)

ค่าย DVDForum ส่งเข้าประกวด ได้แก่ DVD-R, DVD-RW, DVD-R DL, DVD-RAM, DVD-ROM
ค่าย DVD+RW Alliance ส่งเข้าประกวด ได้แก่ DVD+R, DVD+RW, DVD+R DL

ในด้านความจุนั้น

DVD-R และ DVD-RW เป็นแบบชั้นเดียว มีความจุ 4,706,074,624 bytes หรือเท่ากับ 4488MB

DVD+R และ DVD+RW ก็เป็นแบบชั้นเดียว มีความจุ 4,700,372,992 bytes หรือเท่ากับ 4482MB

DVD-R และ DVD-RW เป็นแบบชั้นเดียว มีความจุ 4,706,074,624 bytes หรือเท่ากับ 4488MB

DVD+R และ DVD+RW ก็เป็นแบบชั้นเดียว มีความจุ 4,700,372,992 bytes หรือเท่ากับ 4482MB

DVD+R DL เป็นแบบสองชั้น (DL==Dual Layer) มีความจุ 8,547,993,600 bytes หรือเท่ากับ 8152MB

DVD-R DL เป็นแบบสองชั้น ขณะนี้ยังอยู่ในห้องแล็ปคาดว่าภายในปีนี้จะเริ่มออกวางตลาด แต่ราคาคงแพงหูฉี่ ความจุก็คงประมาณ DVD+R DL

DVD-ROM เป็นได้ทั้งชั้นเดียวหรือสองชั้น ความจุประมาณ DVD-R หรือ DVD+R DL

DVD-RAM มี 2 แบบคือแบบเก่าและแบบใหม่ ทั้งสองแบบมีทั้งแบบด้านเดียว (Single Side) และแบบสองด้าน (Double Side) เวลาใช้งานแบบสองด้านผู้ใช้จะต้องทำการกลับข้างแผ่นเอง ทุกด้านจะเป็นแบบชั้นเดียว (Single Layer) โดยมีความจุดังนี้

2,6xx,xxx,xxx bytes เป็นแบบเก่า ชั้นเดียว ด้านเดียว

5,2xx,xxx,xxx bytes เป็นแบบเก่า ชั้นเดียว สองด้าน

4,7xx,xxx,xxx bytes เป็นแบบใหม่ ชั้นเดียว ด้านเดียว

9,4xx,xxx,xxx bytes เป็นแบบใหม่ ชั้นเดียว สองด้าน
ในด้านความเร็วในการเขียนของเครื่องเขียนนั้น ความเร็วสูงสุดของเครื่องเขียนที่เขียนแผ่นแบบต่างๆได้ขณะนี้อยู่ที่

16x สำหรับ DVD-R และ DVD+R โดยเครื่องเขียนดีวีดีที่เขียนได้ทั้งสองแบบส่วนใหญ่จะเขียน DVD+R ได้เร็วกว่า DVD-R เช่น 16x DVD+R 12x DVD-R หรือ 12x DVD+R 8x DVD-R

8x สำหรับ DVD+RW

6x สำหรับ DVD-RW, DVD-R DL, DVD+R DL

5x สำหรับ DVD-RAM
โดย 1x ของดีวีดี = 9x ของซีดี = 9*150kB/s = 1350kB/s

ในด้านราคาและความเร็วของแผ่นนั้น

ที่ความเร็วการเขียนเท่ากัน และที่คุณภาพของแผ่นเท่ากัน DVD-R จะถูกกว่า DVD+R นิดหน่อย

ที่คุณภาพของแผ่นเท่ากัน DVD-R และ DVD+R ที่ 16x ยังหายาก 12x ยังแพงอยู่ 8x ถูกลงมา 4x ก็ถูกสุด

แผ่น DVD-R หรือ DVD+R บางแผ่นที่บอกว่ารับรองการเขียนได้ที่ 4x แต่จริงๆอาจเขียนได้ถึง 6x หรือ 8x นั้น จะต้องระวังเรื่องคุณภาพการเขียนและการอ่านกลับ ไม่ควรเก็บข้อมูลสำคัญไว้กับแผ่นที่เขียนมาด้วยความเร็วสูงกว่าที่ระบุไว้ที่แผ่น

แผ่น DVD+R DL ตอนนี้มีแค่ 2.4x และ 4x ราคายังแพงมากในขณะนี้ ถ้าบ้านไม่รวยก็ยังไม่คุ้มที่จะซื้อใช้

แผ่น DVD-R DL ยังไม่มีวางขาย

แผ่น DVD-RW หรือ DVD+RW ตอนนี้มีไม่เกิน 4x ราคาแพงกว่า DVD-R หรือ DVD+R แต่ถูกกว่า DVD+R DL

แผ่น DVD-RAM ตอนนี้มีไม่เกิน 5x ราคาแพงกว่า DVD-RW หรือ DVD+RW แต่ถูกกว่า DVD+R DL
ในด้านความเข้ากันได้กับเครื่องอ่าน (เขียนแล้วเอาไปอ่านกับเครื่องอื่นได้หรือไม่ได้มากน้อยแค่ไหน)

แผ่น DVD-ROM มีความเข้ากันได้กับเครื่องอ่านมากที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอ่านแบบ DVD-ROM ที่ใช้ในคอมพ์ หรือเครื่องเล่นดีวีดีที่ต่อเข้าทีวี) เนื่องจากเป็นแผ่นที่ปั๊มมาจากโรงงาน โดยปั๊มจากโมล ไม่ได้ถูกเขียน(หรือถ้าจะเรียกให้ถูกคือ เบอร์น)มาด้วยแสงเลเซอร์จากเครื่องเขียนดีวีดี

ความเข้ากันได้รองลงมาจาก DVD-ROM ของแผ่นแบบอื่นเรียงตามลำดับคือ DVD-R (93%), DVD+R (89%), DVD-RW (80%), DVD+RW (79%), DVD+R DL (??), DVD-RAM (??)

ในด้านความสามารถในการเขียน

แผ่น DVD-R, DVD+R, DVD-R DL, DVD+R DL เขียนแล้วลบไม่ได้ เขียนทับไม่ได้

แผ่น DVD-RW, DVD+RW เขียนแล้วลบได้ เขียนทับได้

แผ่น DVD-R สามารถเขียนแบบทีละนิด ไปเรื่อยๆจนเต็ม (ที่เรียกว่าการเขียนแบบ multi-session) ได้เช่นเดียวกับ DVD+R หลายคนเข้าใจผิดว่า DVD-R เขียน multi-session ไม่ได้ จริงๆแล้วเขียนได้ เพียงแต่เครื่องอ่านหลายเครื่องที่อ่าน DVD-R ได้ อาจจะอ่าน DVD-R แบบ multi-session ไม่ได้ บางรุ่นอาจต้องอัปเกรด firmware ก่อนจึงจะอ่านได้ นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อก็คือตัว OS เช่น Windows บางเวอร์ชั่นก็อ่าน DVD-R แบบ multi-session ไม่ได้ ไม่แน่ใจว่ามีรุ่นไหนบ้าง แต่ Windows XP นั้นอ่านได้ นอกจากนี้การเขียน multi-session ของ DVD-R นั้นจะใช้แก็ปมากกว่า DVD+R เช่นถ้าทดลองเขียนข้อมูลขนาด 10MB ทีละนิดเขียนไป 100 ครั้งด้วยข้อมูลเดียวกัน ทดลองทั้งแผ่น DVD-R และ DVD+R แล้วลองดูว่าใช้พื้นที่ไปแล้วเท่าไรและหลืออีกเท่าไร จะพบว่าแผ่น DVD+R จะเหลือที่ว่างเพื่อเขียนเพิ่มมากกว่าแผ่น DVD-R (ต่างกันแค่ไหนนั้นจำไม่ได้ แต่มากพอสมควร)

ต่างกันแค่ไหนระหว่าง multi-session ในแบบของ DVD-R กับ DVD+R นั้น ก็ต่างกันมากทีเดียว โดย DVD-R นั้นจะต้องเสียพื้นที่ถึง 32-96 MB ระหว่างสอง session แรก และ 6-18 MB ระหว่างสอง session ต่อๆ ไป ดังนั้นสมมติว่าตอนนี้เรามีอยู่แล้ว 10 session ก็แสดงว่าอาจต้องเสียพื้นที่ไปแล้วมากถึง 258 MB (มากกว่า 5% ของพื้นที่ทั้งหมดบนแผ่น) ส่วน DVD+R นั้น จะเสียพื้นที่ระหว่าง session เพียง 2 MB เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นระหว่าง session ไหน ดังนั้นถ้าเราเขียนไปแล้ว 10 session ก็แสดงว่าเราเสียพื้นที่ไปแค่ 18 MB เท่านั้น ที่เป็น 18 MB ไม่ใช่ 20 MB ก็เพราะว่า session ที่ 10 นั้นไม่ต้องเสียพื้นที่ 2 MB เพื่อปิดท้ายเหมือนของ DVD-R

DVD+R, DVD+RW, DVD+R DL มีความสามารถที่ไม่มีในคู่แข่ง (แบบ -) คือ ความสามารถที่เรียกว่า bitsetting ซึ่งเป็นการเปลี่ยน book type ของแผ่นให้กลายเป็น DVD-ROM ทำให้ความเข้ากันได้ของ DVD+R, DVD+RW, DVD+R DL เพิ่มขึ้นไปใกล้เคียง หรือมากกว่า คู่แข่งแบบ – เพราะเครื่องอ่านโดนหลอกว่าแผ่นนี้เป็นแผ่น DVD-ROM (แผ่นปั๊ม) ไม่ใช่แผ่น DVD+R หรือ DVD+RW หรือ DVD+R DL บางคนบอกว่าตอนนี้ DVD+R ที่เปลี่ยน book type เป็น DVD-ROM มีความเข้ากันได้เทียบเท่าแผ่น DVD-ROM จริงๆเลยทีเดียว ซึ่งความสามารถนี้ทำให้แผ่น DVD+R/RW/R DL ล้ำหน้า DVD-R/RW เพราะ DVD-R/RW นั้นไม่สามารถเปลี่ยน book type ได้ อนึ่ง bitsetting นี้ตัวเครื่องเขียนจะต้องสนับสนุนด้วย เครื่องเขียนบางเครื่องทำ bitsetting ได้เฉพาะแผ่น DVD+R หรือบางเครื่องทำได้เฉพาะ DVD+R DL บางเครื่องทำได้ครบทั้ง DVD+R, DVD+RW, DVD+R DL บางเครื่องเปลี่ยนให้โดยอัตโนมัติ บางเครื่องต้องเข้าไปเซ็ตก่อน ต้องดูเป็นเครื่องๆไป ทั้งนี้อาจขึ้นกับ firmware ด้วย เครื่องเดียวกันตอนนี้อาจทำไม่ได้แต่อัปเกรด firmware แล้วอาจทำได้

แผ่น DVD-RAM มีความสามารถในการเขียนที่น่าอัศจรรย์ที่หลายคนไม่รู้ คือ การเขียนข้อมูลแบบ random ได้เหมือนกับฮาร์ดดิสค์ ยกตัวอย่างคือ เปิดไฟล์ขึ้นมาตรงๆจากแผ่น DVD-RAM แล้วแก้ไฟล์ แล้วก็เซฟไฟล์ไปตรงนั้นเดี๋ยวนั้นได้เลยเหมือนกับทำบนฮาร์ดดิสค์ ไม่มีแผ่นแบบไหนทำแบบนี้ได้ และไม่ค่อยมีเครื่องเขียนเครื่องไหนเขียน DVD-RAM ได้ และที่สำคัญ (ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ DVD-RAM ไม่ค่อยแพร่หลาย) คือไม่ค่อยมีเครื่องอ่านเครื่องไหนที่อ่านแผ่น DVD-RAM ได้ เครื่องเขียนที่เขียนและอ่านแผ่น DVD-RAM ได้คือเครื่องเขียนหลายรุ่นจากค่าย LG และค่าย Panasonic แผ่น DVD-RAM เป็นที่นิยมกันในญี่ปุ่น โดยจะใช้อัดหนังด้วยเครื่อง DVD Recorder (คือเครื่องอัดที่ใช้อัดหนังจากทีวีแบบเดียวกับเครื่อง Video VHS เพียงแต่อัดลงแผ่น DVD) แล้วเอามาแก้ไขตัดต่อบนคอมพ์ โดยใช้เครื่องเขียนดีวีดีที่อ่านเขียน DVD-RAM ได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องย้ายข้อมูลทั้งหมดจากแผ่น DVD-RAM ลงฮาร์ดดิสค์ก่อน เป็นการประหยัดเวลาได้มาก เครื่อง DVD Recorder ที่อัดลง DVD-RAM ได้ก็เครื่องจากค่าย Panasonic หลายรุ่น ดังนั้นใครมี LG ก็อาจลองเล่นความสามารถนี้ของ DVD-RAM ดูได้ ไม่ต้องถึงขนาดซื้อ DVD Recorder มาลอง แค่ใช้เก็บข้อมูลแล้วลองแก้ไขบนแผ่นโดยตรง แล้วจะติดใจ

เพิ่มเติมรายละเอียดของ DVD-RAM ข้อดี: http://www.ramprg.com/en/a/main.html เป็น Flash สีสันสวยงาม และ การใช้งาน: http://www.ramprg.com/en/b/B_1_1.html

thank u !!!
* คัดลอกทั้งหมดมาจากบทความของ "คุณลอร์ดยู" (ThaiDVD)
 

 

ღ¸ ไฟล์หนังประเภทต่างๆ…ไฟล์หนังประเภทไหนคุณภาพดีที่สุด

CAM –

CAM เป็นไฟล์ที่ถูกภาพยนตร์ที่ถูก rip มา โดยทั่วไปแล้วมักเป็นไฟล์ที่มาจากกล้องวีดีโอระบบดิจิตอล อาจมีบางครั้งที่คุณไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง ภาพจึงมีการสั่นสะเทือนได้ โดยเฉพาะการถ่ายจากมุม ซึ่งมีการจัดวางไม่ดีพอ หากไฟล์ได้ถูกตัดต่อโดยปกติแล้ว การสั่นสะเทือนอาจไม่เด่นชัดนัก เว้นแต่ว่ามีตัวหนังสืออยู่บนภาพด้วย ส่วนเสียงจะถูกบันทึกโดยไมโครโฟนที่ติดตั้งอยู่ในกล้องวีดีโอนั่นเอง และส่วนมากจะได้ยินเสียงบริเวณรอบ ๆ เช่นเสียงหัวเราะ ดังนั่นคุณภาพของภาพและเสียงจึงเรียกได้ว่าไม่ดีนัก แต่บางครั้ง หากบันทึกในที่ที่เงียบพอ คุณภาพเสียงจะค่อนข้างชัดเจอในระดับที่ยอมรับได้

TELESYNC (TS) –

Telesync ก็เหมือนกับ CAM เว้นแต่ว่ามันใช้แหล่งเสียงภายนอก (External Audio Source) โดยส่วนมากแล้วจะเป็นสาย Audio ที่มีไว้โดยเฉพาะ เมื่อใช้ direct audio source ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพเสียงจะดี เนื่องจากเสียงรบกวนรอบข้างยังคงมีอยู่ แต่โดยส่วนมากแล้ว telesync จะถูกใช้ในสถานที่เงียบ ๆ ดังนั้นคุณภาพของภาพและเสียงจะดีขึ้นบ้าง เพราะช่องว่างของคุณภาพ telesync นั้นมีค่อนข้างมาก ก่อนการดาวน์โหลดไฟล์เต็ม คุณควรจะหาไฟล์ตัวอย่างมาดูก่อน เนื่องจากไฟล์ telesync ส่วนใหญ่ มักจะไม่ได้บอกรายละเอียดในการบันทึกไว้

TELECINE (TC) –

เครื่อง Telecine คัดลอกฟิล์มจากม้วนฟิล์มในระบบดิจิตอล ฉะนั้นระบบภาพและเสียงจัดอยู่ในระดับดีมาก แต่เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้มักหายาก โดยทั่วไปแล้วภาพจะอยู่ในอัตราส่วนที่ถูกต้อง ถึ่งแม้ว่า Telecine อัตราส่วน 4:3 จะมีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เรื่อง Jurassic Park 3 TC (กรุณาอย่าสับสน TC กับ TimeCode ที่หมายถึงตัวเลขบนจอในภาพยนตร์)

SCREENER (SCR) –

VDO ในระบบ VHS ที่อยู่ตามร้านเช่า VDO ทั่วไป Screener ถูกบรรจุบน VDO Tape โดยส่วนมากจะมีอัตราส่วน 4:3 (Full Screen) หาก tape ได้บรรจุ serial number หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้รู้แหล่งที่มาของ tape สิ่งเหล่านี้จะถูกปิดทับด้วยแถบสีดำ (censored) ในส่วนนั้น สิ่งเหล่านี้บางครั้งจะมีแค่ไม่กี่วินาที แต่บาง tape อาจมีตลอดทั้งม้วน และอาจมีขนาดใหญ่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ คุณภาพของ screener อาจดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าได้ถูกคัดลอกจาก แผ่นแท้ (Master) หรือจากเครื่องบันทึก VDO ทั่วไป ส่วนใหญ่ Screener จะถูกบันทึกบน VCD บางครั้งอาจมีการบันทึกบน SVCD ด้วย

DVD-SCREENER (DVDscr) –

ก็เหมือนกับ screener นั่นเอง หากแต่ว่าถูกบันทึกลงบน DVD แต่ไม่เหมือนกับ DVD ที่วางขายโดยทั่วไป หากผู้ทำการบันทึกมีความชำนาญแล้ว คุณภาพของ DVDscr จะเรียกได้ว่าดีมาก โดยส่วนมากแล้วจะถูกบันทึกบน SVCD หรือ DivX/XviD

DVDRip –

DVDRip คือการคัดลอกจาก DVD ต้นฉบับ ซึ่งคุณภาพจัดว่าดีมาก โดยส่วนมากแล้วจะถูกบันทึกใน DivX/XviD

VHSRip –

ถูกคัดลอกจาก VDO VHS ทั่วไป โดยส่วนมากมักใช้กับพวกกีฬาทั่วไป

TVRip –

ละครโทรทัศน์เป็นตอน ๆ จะถูก captured โดยตรงจากสัญญาณดาวเทียมระบบดิจิตอล เช่นมวยปล้ำ WWE Raw Zone ซึ่งรวมไปถึงการแข่งขัน และการบรรยายของผู้บรรยายข้างเวทีด้วย PDTV ถูก capture จาก TV PCI card โดยส่วนมากมักให้คุณภาพที่ดี และจะถูกบันทึกบน SVCD และยังมีรูปแบบอื่นอีก เช่น VCD/SVCD/DivX/XviD

WORKPRINT (WP) –

Workprint คือการคัดลอกจากฟิล์มที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งอาจขาดบาง scene คุณภาพมีทั้งดีและไม่ดี เช่น ในเรื่อง Men In Black นั้น ฉากพวก alien หายไป บางครั้ง WP อาจจะน่าเก็บสะสมเนื่องจากมีคุณภาพที่ดี

DivX Re-Enc –

DivX re-enc คือฟิล์มที่ถูกคัดลอกจากไฟล์ VCD ต้นฉบับ และถูก encode ใหม่ในขนาดของ DivX ที่เล็กกว่าเดิม โดยส่วนใหญ่มักพบได้ในกลุ่มที่มีการแบ่นบันไฟล์กัน และมักจะถูกตั้งชื่อว่า Film.Name.Group(1of2) เป็นต้น เราขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์เหล่านี้ เว้นเสียแต่ว่าคุณต้องการไฟล์ที่มีขนาดเล็กอย่าง 200Mb

Watermarks –

มีภาพยนตร์มากมายที่มาจาก Asian Silvers/PDVD (ดูหัวข้อถัดไป) และมักจะมีชื่อของผู้จัดทำติดอยู่ โดยส่วนใหญ่มักเป็นตัวหนังสือ, ตัวย่อ หรือ logo ในมุม ๆ หนึ่ง

Asian Silvers / PDVD –

ภาพยนตร์เหล่านี้ถูกตีพิมพ์โดยชาวตะวันออกอย่างไม่ถูกต้อง และถูกซื้อโดยบุคคลบางกลุ่มและบอกว่าเป็นของตัวเอง Silvers มักมีราคาถูกมาก และหาได้ง่ายในหลายประเทศ PDVDs คือสิ่งเดียวกันที่ถูกบันทึกลง DVD โดยสามารถลบ subtitle ออกได้ และคุณภาพมักดีกว่า Silvers ซึ่งถูกบันทึกมาเหมือน DVD ทั่วไป แต่ออกมาในรูปแบบของ VCD

Scene Tags…

PROPER –

ตามความเหมาะสมแล้ว ใครก็ตามที่ปล่อย Telesync เป็นคนแรกจะเป็นผู้ได้ป้าย PROPER ไป แต่ว่าถ้าคุณภาพนั้นไม่ดี และมีผู้อื่นปล่อย Telesync ที่มีคุณภาพดีกว่า ก็จะได้ป้าย PROPER ไป ป้าย PROPER มักเป็นความคิดส่วนบุคคล และมักจะมีหลาย ๆ คนโต้แย้งในเรื่องของคุณภาพของ Telesync ที่ถูกปล่อยออกมา

LIMITED –

Limited movie หมายถึงการที่ภาพยนตร์มีโรงที่ฉายเป็นจำนวนที่จำกัด โดยส่วนมากมักจะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ดังมาก

STV –

Straight To Video ไม่เคยถูกฉายบนโรงภาพยนตร์ และมีหลาย website ที่ไม่อนุญาติให้นำไฟล์เหล่านี้มาเผยแพร่

ASPECT RATIO TAGS –

WS (widescreen), FS (Fullscreen)

REPACK –

หากมีการปล่อยไฟล์เสียออกมา ผู้จัดทำจะต้องจัดการปล่อยไฟล์ใหม่ที่ถูกแก้ปัญหาแล้วออกมา

ถูกลบ –

ไฟล์ภาพยนตร์อาจถูกลบได้เนื่องจากหลาย ๆ สาเหตุ เช่น ผิดกฎของ website นั้น ๆ (เช่น ไม่มี soundtrack) และผู้ที่ปล่อยไฟล์จะเสีย credit ไป ในบาง website p2p ผู้ปล่อยไฟล์อาจร้องขอให้ลบไฟล์ทิ้ง เนื่องจากพบว่ามีการผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นได้

สาเหตุที่ทำการลบ…

นี่คือสาเหตุที่ภาพยนตร์จะถูกลบทิ้ง (มักเกิดกับ DVDRip)

BAD A/R = bad aspect ratio, เช่น รูปคนถูกบีบจนผอมไป หรือขยายจนอ้วนไป
BAD IVTC = bad inverse telecine. การดำเนินการเปลี่ยนแปลง framerates ไม่ถูกต้อง
INTERLACED = เส้นสีดำเคลื่อนไปมา เช่นภาพเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลง

DUPE –

Dupe อธิบายง่าย ๆ ว่า หากบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ควรจะลงซ้ำอีก
 

 

I’m Sorry I Love You ขอโทษครับผมรักคุณ…ภาพยนต์เกาหลีที่ซึ้งที่สุดและเป็นหนึ่งในใจใครหลายๆ คน

Filed under: ความบันเทิง — Korkai @ 8:07 am

http://s10.histats.com/6.swf 

I am Sorry , I Love You ซีรี่ย์เกาหลีเรื่องเยี่ยมที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้เศร้าที่สุดในปี 2004 จากผลงานเรื่องล่าสุดของผู้อำนวยการสร้างชื่อดัง Lee Kyung Hee ที่เคยทำให้ละครเรื่อง Sang Doo Lets Go To School ฮิตติดลมบนมาแล้วเมื่อกลางปี 2003 และเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งเพื่อตอกยํ้าความสำเร็จกับมือเขียนผู้คู่บุญ Lee Hyung Min จากละคร Sang Doo Lets Go To School เช่นกัน ในส่วนของดารานำแสดงก็ได้รับเสียงชื่นชมมากมายถึงบทบาทของตัวแสดงในละครเรื่องนี้ พระเอกของเรื่องนี้รับบทโดย So Ji Sub ดาราหนุ่มเจ้าบทบาทที่พลิกผันตัวเองจากนักกีฬาว่ายนํ้าทีมชาติและหันมาเอาดีในด้านงานแสดง จนสามารถทำให้ละครที่เขาได้เล่นไว้ฮิตมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง ในเรื่อง I am Sorry , I Love You ก็เช่นกัน จากบทบาทของ Cha Moo Hyuk ที่เขาได้รับนั้น ทำให้เขาได้รับรางวัลถึง 4 รางวัลจากงาน KBS Acting Award 2004 โดยเขาได้รับรางวัล Excellence Award , Best Couple Award (ร่วมกับ Im Soo Jung) , Popularity Award และ Netizen Award นางเอกของเรื่องนี้คือ Im Soo Jung ดาราสาวรุ่นใหม่ของเกาหลีที่มีฝีการแสดงแสดงที่ไม่ธรรมดา เพราะเธอเคยได้รับรางวัลมาแล้วมากมายจากบทบาทในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง …ING และ A Tale of Two Sisters ในเรื่อง I am Sorry , I Love You นั้น เธอได้รับบทเป็น Song Eun Chae และเธอก็ไม่ทำให้แฟนๆละครเรื่องนี้ผิดหวังเพราะเธอตีบทซะแตกกระจุยจนได้รับเสียงชื่นชมตลอดเวลาที่ละครออกฉาย นอกจากนั้นเธอก็ยังได้รับรางวัลจากละครเรื่องนี้ถึง 4 รางวัลจากงาน KBS Acting Award 2004 โดยเธอได้รับรางวัล New Actor Award , Best Couple Award (ร่วมกับ So Ji Sub) , Popularity Award และ Netizen Award ร่วมด้วย 2 นักแสดงหน้าใหม่ Jung Kyung Ho และ Suh Ji Young ที่กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้พระนางของเรื่องนี้เช่นกัน

 เวลาออกฉาย (ที่เกาหลี): ทุกวันจันทร์ และ อังคาร เวลา 21:55 น. จำนวน 16 ตอน ฉายระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2004
ผู้เขียนบท : Lee Hyung Min (จากละครเื่อง Sang Doo Lets Go To School)
ผู้อำนวยการสร้าง : Lee Kyung Hee (จากละครเรื่อง Sang Doo Lets Go To School)
ผู้กำกับ : Kim Jong-Sik , Lee Hyung-Min
นักแสดง : So Ji-Sub / Im Soo-Jung / Jung Kyung-Ho / Suh Ji-Young

 กระแสความฮิตของละครเรื่อง Im Sorry , I Love You

– กวาดรางวัลจากงาน KBS Acting Award 2004 มากถึง 5 รางวัล รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจาก So Ji Sub , นักแสดงหน้าใหม่ยอมเยี่ยมจาก Im Soo Jung , คู่พระนางยอดเยี่ยมจาก So Ji Sub และ Im Soo Jung , รางวัลดารายอดนิยมจาก So Ji Sub และ Im Soo Jung , รางวัลที่ได้รับการโหวตจากประชาชนว่าแสดงได้ยอดเยี่ยมที่สุดในปีนี้จาก So Ji Sub และ Im Soo Jung

– เพลง Snow Flakes ร้องโดย Park Hyo Shin ซึ่งเป็นประกอบละครติดชาร์ทในอันดับต้นๆยาวนานตลอดระยะเวลาที่ละครออกฉาย แม้แต่ละครฉายจบไปได้หลายสัปดาห์แล้ว แต่เพลงประกอบละครเรื่องนี้ก็ยังคงติดอันดับต้นๆอยู่ในทุกชาร์ทอย่างไม่มีทีท่าลดอันดับลงง่ายๆ

– แฟชั่นเสื้อผ้าสไตล์ Hip Hop กลับมาฮิตอีกครั้งในหมู่วัยรุ่นเกาหลีใต้ จากกระแสการแต่งตัวของตัวละครในเรื่อง I am Sorry , I Love You ทำให้เสื้อผ้าทุกชุดที่ตัวละครใส่แสดงในเรื่องนี้ขายดีจนน่าแปลกใจ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนคุณก็จะเจอกับเด็กวัยรุ่นเกาหลีที่แต่งตัวตามแบบ Cha Moo Hyuk และ Song Eun Chae กันเป็นแถว เรียกได้ว่ากลายเป็นต้นแบบแฟชั่นหน้าหนาวที่ฮิตที่สุดในช่วง Winter ปี 2004 เลยทีเดียว

– ความนิยมชนะขาดลอยกับละครเรื่องอื่นๆที่ฉายในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ว่าทาง SBS จะมีละครฟอร์มยักษ์อย่าง Love Story in Harvard และ Stained Glass ส่วน MBC ก็มีละครเรื่อง Tropical Nights in December และ Ode to the Han River ออกฉายในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม แต่ก็กลับสู้กระแสความแรงของละครเรื่อง I am Sorry , I Love You ไม่ได้แม้แต่น้อย เรียกได้ว่าในช่วงเวลานั้นแทบจะไม่มีใครพูดถึงละครเรื่องอื่นๆเลยนอกจาก I am Sorry , I Love You

 

บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร Ceci ประจำเดือนธันวาคม/2004 

ละครเรื่องนี้ได้รับความสนใจไม่ใช่เพราะว่าสถานที่ถ่ายทำในออสเตเรีย หรือได้นักร้องที่ได้รับความนิยมมาร่วมแสดง แต่ที่ละครประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ก็เพราะนักแสดงนำอย่าง So Ji Sub และ Im Soo Jung เพียงเท่านั้นที่ทำให้เกิดกระแสความสนใจในละครมากมายถึงเพียงนี้

So Ji Sub พูดถึงภาพลักษณ์ของตัวละครที่เขาได้รับในละครเรื่อง I am Sorry, I Love You ว่าแตกต่างจากละครเรื่องก่อนหน้านี้อย่างละครเรื่อง What Happened in Bali อย่างไร? ตัวละครที่เขาได้รับในละครเรื่องนี้เป็นชายหนุ่มที่ชื่อว่า Moon Hyuk ผู้ซึ่งต้องการแก้แค้นแม่ของเขาผู้ที่ทอดทิ้งเขาเมื่อครั้งอดีต เมื่อพูดถึงสไตล์การแต่งตัวของเขาในละครเรื่องนี้ (เกี่ยวกับทรงผมและเครา) So Ji Sub บอกว่าในละครเรื่องนี้เขาต้องการที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ดูแตกต่างจากละครเรื่องก่อนหน้านี้ของเขา และตัวละคร Moo Hyuk ก็มีความแตกต่างจากภาพลักษณ์จริงๆของ So Ji Sub อยู่มากเลยทีเดียว แต่ตัวของเขาเองกลับไม่มีความกังวลที่จะต้องมารับบท Moo Hyuk แม้แต่น้อย เพราะเขาคิดเพียงว่าอยากทำให้มันออกมาดูเยี่ยมที่สุดเพียงเท่านั้น 

Im Soo Jung นักแสดงสาวที่เริ่มต้นงานแสดงจากภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง A Tale of Two Sisters และ …ING จนกลายเป็นนางแบบโฆษณายอดนิยมในเวลาต่อมา และในเวลานี้เธอกลับมาเล่นละครอีกครั้งหลังจากเคยฝากฝีมือไว้ในละครภาคต่อแนววัยรุ่นเรื่อง School 4 เธอมีความสุขมากที่ได้ร่วมแสดงในละครแนวชีวิต แม้ว่าตัวละคร Eun Chae จะไม่เหมือนนิสัยจริงๆของเธอก็ตาม เธอตั้งใจไว้ว่าจะแสดงออกมาให้ดีที่สุดและเธอก็มีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับและผู้เขียนบทจากละครเรื่อง Sang Doo Letjs Go To School และรวมไปถึงการได้ร่วมแสดงกับนักแสดงฝีมือดีอีกหลายๆคน เพราะเป็นเรื่องที่ดีที่เธอจะได้ไปทำงานที่เธอชอบพร้อมทั้งเรียนรู้สิ่งต่างๆจากคนเก่งๆที่เธอได้ร่วมงานไปในตัว

 คำถาม : ฉากไหนที่คุณประทับใจมากที่สุดในละครเรื่องนี้?

Im Soo Jung : ฉันชอบฉากที่ Eun Chae ได้รับการช่วยเหลือจาก Moo Hyuk และเธอก็วิ่งหนีจากพวกนักเลงในออสเตเรีย แม้ว่าฉากนั้นฉันจะต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา แต่หลังจากที่ฉันได้มานั่งดูฉากนั้นในจอแล้ว ฉันรู้สึกดีและชอบฉากนั้นมากๆเลยล่ะคะ

คำถาม : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับคำนี้ ความรักที่จริงจัง?

Im Soo Jung : ฉันยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคำว่ารักมากนักในเวลานี้ แต่ฉันคิดว่าความรักที่จริงจังอาจเกิดขึ้นกับใครบางคนที่มักจะบอกกับตัวเองว่า พวกเขาไม่เคยมีความรักแต่การแสดงออกนั้นเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังตกหลุมรัก และพยายามที่จะหยุดที่จะรักแต่ก็ไม่สามารถทำได้

คำถาม : หลังจากเริ่มต้นงานแสดงละครในเรื่อง School 4… คุณก็กลายเป็นนักแสดงมาตลอดในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีนักแสดงคนไหนบ้างมั๊ยที่คุณอยากที่จะเป็นให้ได้แบบนั้น?

Im Soo Jung : ฉันไม่ได้มีความคิดอยากที่จะกลายไปเป็นเหมือนใคร และฉันก็ไม่เคยเจาะจงว่าฉันจะต้องรับแต่บทแบบที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้รับบทที่แตกต่างออกไปจากเดิม ฉันคิดว่าการถ่ายทอดอารมณ์ทางสายตาเป็นสิ่งที่นักแสดงทุกคนควรมี และฉันก็อยากที่จะเป็นนักแสดงที่สามารถแสดงความรู้สึกที่แตกต่างหลายๆความรู้สึกออกมาได้จากทางสายตาด้วยเช่นกัน

คำถาม : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ So Ji Sub?

Im Soo Jung : กับตัวละครของ Moo Hyuk ที่เขาได้รับนั้น เขาแสดงออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา จนหลายครั้งที่เขาทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจ So Ji Sub แสดงออกมาได้เยี่ยมมากๆและฉันก็อิจฉาเหมือนกันนะที่เขาแสดงออกมาได้เยี่ยมแบบนั้น

คำถาม : หลังจากละครเรื่อง What Happened in Bali คนดูทั่วไปมองว่าคุณแตกต่างไปจากเดิมมาก แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรเกี่ยวกับตัวของคุณเอง?

So Ji Sub : ถ้าจะให้ผมพูดถึงตัวเอง… คงจะแยกออกมาได้ราวๆ 50 ข้อนะครับ ผมดีใจมากที่ได้รับบท Moo Hyuk ในละครเรื่องนี้ มันค่อนข้างที่จะทำให้ผมรู้สึกพอใจ จากนายแบบจนมาถึงการเป็นนักแสดง ซึ่งเป็นเวลามากกว่า 10 ปีมาแล้ว คงพอจะทำให้คนทั่วไปได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของผมแล้วล่ะครับ

คำถาม : จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณต้องไปเป็นทหารในปี 2005 นี้.

So Ji Sub : ช่วงเวลา 3 ปี อาจจะดูเหมือนนาน แต่หลังจากเวลา 3 ปีนั้นอาจจะทำให้ผมถูกลืมไปเรียบร้อยแล้วก็ได้ แต่ผมก็ไม่กังวลนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ 

 

 ที่มา http://www.showwallpaper.com