A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

เดโบรา ผู้วินิจฉัย 4 มกราคม 28, 2007

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 2:47 pm

ครั้นเอฮูดสิ้นชีวิตแล้วคนอิสราเอลก็ประพฤติชั่วอีกในสายพระเนตรของพระเจ้า.. พระเจ้าจึงทรงขายเขาไว้ในมือของยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันผู้ครอบครองอยู่ณกรุงฮาโซร์แม่ทัพของท่านชื่อสิเสราเป็นชาวเมืองฮาโรเชธฮาโกอิม.. แล้วคนอิสราเอลก็ร้องทุกข์ถึงพระเจ้าเพราะว่ากษัตริย์ยาบินมีรถรบเหล็กเก้าร้อยคันและได้บีบบังคับคนอิสราเอลอย่างร้ายถึงยี่สิบปี.. คราวนั้นผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่อเดโบราห์ภรรยาของลัปปิโดทเป็นผู้วินิจฉัยคนอิสราเอลสมัยนั้น.. นางเคยนั่งอยู่ใต้ต้นอินทผลัมเดโบราห์ที่อยู่ระหว่างรามาห์และเบธเอลในแดนเทือกเขาเอฟราอิมและคนอิสราเอลก็มาหานางที่นั่นเพื่อให้ชำระความ.. นางใช้คนไปเรียกบาราคบุตรอาบีโนอัมให้มาจากเคเดชในนัฟทาลีและกล่าวแก่เขาว่า"พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลมิได้ทรงบัญชาท่านหรือว่า’ไปซิรวบรวมพลไว้ที่ภูเขาทาโบร์จงเกณฑ์จากเผ่านัฟทาลีและเผ่าเศบูลุนหนึ่งหมื่นคน.. และเราจะชักนำสิเสราแม่ทัพของยาบินให้มาพบกับเจ้าที่แม่น้ำคีโชนพร้อมกับรถรบและกองทหารของเขาและเราจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า’".. บาราคจึงตอบนางว่า"ถ้าแม้นางไปกับข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะไปถ้าแม้นางไม่ไปกับข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็ไม่ไป".. นางจึงตอบว่า"ฉันจะไปกับท่านแน่แต่ว่าทางที่ท่านไปนั้นจะไม่นำท่านไปถึงศักดิ์ศรีเพราะว่าพระเจ้าจะขายสิเสราไว้ในมือของหญิงคนหนึ่ง"แล้วนางเดโบราห์ก็ลุกขึ้นไปกับบาราคถึงเมืองเคเดช.. บาราคจึงเรียกเศบูลุนกับนัฟทาลีให้ไปที่เคเดชมีคนหนึ่งหมื่นเดินตามขึ้นไปและนางเดโบราห์ก็ไปด้วย.. มีชายคนหนึ่งชื่อเฮเบอร์คนเคไนต์ได้แยกออกจากคนเคไนต์ทั้งหลายคือจากพงศ์พันธุ์ของโฮบับน้องภรรยาของโมเสสมาตั้งเต็นท์อยู่ไกลออกไปถึงต้นก่อหลวงในศานันนิมซึ่งอยู่ใกล้เมืองเคเดช.. เมื่อมีคนไปแจ้งแก่สิเสราว่าบาราคบุตรอาบีโนอัมขึ้นไปที่ภูเขาทาโบร์แล้ว.. สิเสราก็เรียกรถรบทั้งหมดของท่านออกมาเป็นรถเหล็กเก้าร้อยคันรวมกับเหล่าทหารทั้งหมดที่ไปด้วยยกไปจากเมืองฮาโรเชทฮาโกยิมไปถึงแม่น้ำคีโชน.. นางเดโบราห์จึงกล่าวแก่บาราคว่า"ลุกขึ้นเถิดเพราะว่านี่เป็นวันที่พระเจ้าทรงมอบสิเสราไว้ในมือของท่านพระเจ้าเสด็จนำหน้าท่านไปมิใช่หรือ"บาราคจึงลงไปจากภูเขาทาโบร์พร้อมกับทหารหนึ่งหมื่นคนติดตามท่านไป.. พระเจ้าทรงกระทำให้สิเสราพร้อมกับรถรบทั้งสิ้นของท่านและกองทัพทั้งหมดของท่านแตกตื่นพ่ายแพ้ด้วยคมดาบต่อหน้าบาราคแล้วสิเสราก็ลงจากรถรบวิ่งหนีไป.. และบาราคได้ไล่ติดตามรถรบทั้งหลายและกองทัพไปจนถึงฮาโรเชทฮาโกยิมและกองทัพของสิเสราก็ล้มตายด้วยคมดาบไม่เหลือสักคนเดียว.. ฝ่ายสิเสราวิ่งหนีไปถึงเต็นท์ของยาเอลภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์เพราะว่ายาบินกษัตริย์เมืองฮาโซร์เป็นไมตรีกันกับพงศ์พันธุ์เฮเบอร์คนเคไนต์.. ยาเอลจึงออกไปต้อนรับสิเสราเรียนว่า"เจ้านายของดิฉันเจ้าข้าเชิญแวะเข้ามาเชิญแวะเข้ามาพักกับดิฉันอย่ากลัวอะไรเลย"สิเสราจึงแวะเข้าไปในเต็นท์และนางก็เอาผ้าห่มมาคลุมตัวให้.. ท่านจึงพูดกับนางว่า"ขอน้ำให้เรากินสักหน่อยเพราะเรากระหายน้ำ"นางก็เปิดถุงน้ำนมให้ท่านดื่มและเอาผ้าคลุมท่านไว้.. สิเสราจึงบอกแก่นางอีกว่า"ขอยืนเฝ้าที่ประตูเต็นท์ถ้ามีผู้ใดมาถามว่า’มีใครมาพักที่นี่บ้างหรือ’จงบอกว่า’ไม่มี’.. แต่ยาเอลภรรยาของเฮเบอร์หยิบหลักขึงเต็นท์ถือค้อนเดินย่องเข้ามาตอกหลักเข้าที่ขมับของสิเสราทะลุติดดินขณะเมื่อสิเสรากำลังหลับสนิทอยู่เพราะความเหน็ดเหนื่อยแล้วสิเสราก็สิ้นชีวิต.. และดูเถิดบาราคไล่ติดตามสิเสรามาถึงยาเอลก็ออกไปต้อนรับเรียนท่านว่า"เชิญเข้ามาเถิดดิฉันจะชี้ให้ท่านเห็นคนที่ท่านค้นหาอยู่นั้น"บาราคก็เข้าไปเห็นสิเสรานอนสิ้นชีวิตอยู่มีหลักเต็นท์ในขมับ.. ดังนี้แหละในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ยาบินกษัตริย์คานาอันนอบน้อมต่อคนอิสราเอล.. และมือของคนอิสราเอลก็กระทำต่อยาบินหนักขึ้นทุกทีจนเขาทั้งหลายได้ทำลายยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันเสีย..

 

 

โดน Tag จากเพ่หมออ๊อบ สัดแพดพุงย้วย มกราคม 21, 2007

Filed under: ไดอารี่ — Korkai @ 1:15 am
  Tag หรือ Blog Tag ก็คือเกมส์สร้างเครือข่ายในหมู่คนเขียนบล็อค
 
กฏกติการการเล่นเกมส์ Blog  Tag 
 
 ใครที่รู้ตัวว่าโดนเพื่อนมา Tag เข้าให้ซะแล้ว
 
1.  รีบเขียนบล็อคด่วน ที่เปนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง(ที่เป็นเรื่องจริง) 5 ข้อ ที่คิดว่ามีไม่ถึง 5 คนที่รู้
  
2.เลือกเพื่อนที่เราต้องการ Tag 5 คน
 
3.แจ้งให้เค้าทราบด้วยว่าโดน Tag แล้ว
 
   อ่ะโอเคเรื่องตัวเอง 5 ข้อ (ไม่รู้จะเขียนไร)
 

 

1.ชอบเรื่องราวเกี่ยวก่ะทหารค่ะ ดอนเด็กๆอ่านหนังสือเกี่ยวก่ะสงครามได้เป็นวันๆ ไม่ต้องทำไรแระ เช่น สงครามเวียดนาม ศึกนรกทะเลทราย สงครามโลก 1/2  จนตอนนี้ก็ยังชอบอยู่มากๆ หนังทหาร รุปเกี่ยวก่ะยุทโธปกรณ์(เรียกงี้ป่ะ)นี่ชอบมาก ว่าจะหาแฟนเป็นทหารแต่ไม่มีมาจีบเล๊ย

2. เรื่องความรัก มีคนมาชอบ + จีบพร้อมๆกันเยอะสุดๆ ตอน ม.4 10กว่าคนได้  พอโตขึ้นเริ่มน้อยลง เด๊วนี้สงสัยจะขึ้นคาน …ไม่นิยมหาแฟน หรือกิ๊กทางเนต งงมากว่าไม่รู้หน้าจะรู้ใจได้จะได๋ เหอๆ
3. รักเพื่อนจร่ะ รักมากๆ เลยก็มีหลายคน เริ่มด้วยพี่ติ ไม่ใช่เพื่อนหรอกเปงรุ่นพี่สัดแพด สนิทกันมาก แต่ตอนนี้อยู่คนละที่แล้วไม่เจอกันหลายปีแล้ว / พี่เทอด ..ดี๊ดี ดีที่สุด รักเราเสมอเลย เห้อออออ / ไอ้ฟู เจอกันทุกวัน 24 ชม แบร่ /แบงค์ …เอ่อ มันเปลี่ยนไป๊ (เอ๊ะยังไง)/ไอ้ปุ้ย ไอ้บ้านี่ เวลาบ้าอะไรก็บ้าไม่ลืมหูลืมตา เหมือนโดนสะกดจิต / เพ่เจี๊ยบ เมื่อก่อนต้องนั่งข้างๆกันมีเรื่องให้กัดกันตลอดแต่รักกันนะ อิอิ ตอนนี้แต่งงานมีลูกแล่ว ชื่อ มีมี่ หลานสาวของนู๋ / โอยใครอีก เยอะแยะขีเกียจพิมพ์ .. ไม่มีเพื่อนไม่ได้    ..เหงา…
4. ชอบฟังเพลง ชอบร้องเพลงด้วย โตมาก่ะคาราบาวอ่ะ เชื่อม่ะ แต่ตอนนี้ฟังได้ทุกแนวยกเว้นลูกทุ่ง หมอลำ ฟังไม่ออก ชอบสุดๆไม่มีเบื่อก็ ลังกินผัก
5. มีเรื่องนึงที่ตั้งใจจะทำ เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด และมันเป็น…..ความลับ
 
 
 
ส่วนต่อไปนี้คือรายชื่อของผู้โชคดีที่โดน chic Tag เอาใน friend list ได้ม่ะ
 
1. มะบอก / หนุ่ม วิดวะ คอนโทรล ลาดบัง ดองสเปชซะเน่าแระ
 
2.Napster / หนุ่มถาปัต เกษตร เอ่อ..ออนทุกวันแต่ away ตลอด หึหึ
 
3. พี่หมอโอ๋ / สัดแพดสาวคนสวย
 
4. ลิงอดนอน / เอ่อ ..มาอยู่ใน friend list ตั้งนานแระ ตีปังเก่งมักๆ
 
5.จอมยุทธ / ฝึกวรยุทธมันทู๊กวัน…หึหึ
 
 
 

 

 

เริ่มต้นกับสุขภาพที่ดีของสุนัขและแมวด้วย….อาหารดี มกราคม 16, 2007

Filed under: สัตว์เลี้ยง — Korkai @ 9:45 pm

ให้อาหารที่มีคุณภาพดี ครบถ้วนและสมดุลด้วยสารอาหารสำคัญทั้ง 5 หมู่ เลือกสูตรอาหารที่เหมาะสมกับอายุ กิจกรรมและสภาวะของร่างกายสัตว์เลี้ยง ให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวและให้อาหารเป็นเวลา
สุนัข
– สำหรับลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 4 เดือน ควรให้อาหารวันละ 3-4 ครั้ง
– สำหรับลูกสุนัขอายุ 4-12 เดือน ควรให้อาหารวันละ 3 ครั้ง
– สำหรับลูกสุนัขอายุมากกว่า 12 เดือนขึ้นไป ควรให้อาหารวันละ 2 ครั้ง
– สำหรับแม่สุนัขเลี้ยงลูกควรใส่อาหารไว้ในชามตลอดเวลา

โภชนาการเบื้องตัน(สารอาหาร)
1. สารอาหาร
สารอาหาร ( Nutrient ) แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม โดย 3 กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ให้พลังงาน ได้แก่ โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน
ส่วน 3 กลุ่มหลัง เป็นสารอาหารกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก่ วิตามิน, แร่ธาตุ และ น้ำ

สารอาหารกลุ่มที่ให้พลังงาน

1. โปรตีน
โปรตีนจัดเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี โปรตีนเป็นส่วน ประกอบ หลัก ของเนื้อเยื่อของร่างกาย, เอนไซม์, ฮอร์โมน และยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ของเลือด และ ระบบภูมิคุ้มกัน
ความต้องการโปรตีนนั้น แตกต่างกันไปตาม ชนิดของสัตว์, อายุสัตว์ และ คุณภาพ ของ โปรตีน แมว ต้องการ โปรตีน มากเป็นสองเท่าของสุนัขลูกสัตว์ต้องการ ปริมาณโปรตีน มากกว่า สุนัขโต ถ้าโปรตีน มีคุณภาพดี ไม่จำเป็น ที่จะต้องมีปริมาณโปรตีน ในอาหารมาก การได้รับโปรตีนมาก เกิน ความต้องการ ของร่างกาย ตับ จะเปลี่ยนแปลง โปรตีนส่วนเกินเป็นพลังงานและยูเรีย ซึ่งยูเรีย จะต้องถูกขับออกจากร่างกาย โดยผ่าน การ กรอง ของไต ดังนั้น การกินอาหาร ที่มีปริมาณโปรตีนสูงเกินความต้องการเป็นเวลานาน จะทำให้ไตทำงานหนักและ เสี่ยงต่อ การเป็น โรคไต

2.คาร์โบไฮเดรต
คาร์โบไฮเดรตจัดเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรตแบ่งเป็น 2 กลุ่มตามความสามารถในการละลาย (Solubility)

คาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้ (Soluble Carbohydrate)
คาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้ก็คือ คาร์โบไฮเดรตที่ลำไส้สามารถดูดซึมได้ และควรเป็น ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของ อาหารสำหรับสุนัขและแมว เนื่องจากคาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งพลังงาน ของเม็ดเลือดแดง และสมอง ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็น ต้องได้รับคาร์โบไฮเดรตในระดับที่เหมาะสม

คาร์โบไฮเดรตที่ละลายไม่ได้ (Insoluble Carbohydrate)
คาร์โบไฮเดรตที่ละลายไม่ได้ก็คือ ไฟเบอร์ในอาหาร ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส ลิกนิน เป็นต้น ไฟเบอร์ ทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานของลำไส้ เช่นกรณีที่สัตว์ท้องเสีย ( การเคลื่อนไหวของลำไส้ มากกว่าปกติ ) ไฟเบอร์ จะช่วยลดการเคลื่อนไหว ของลำไส้ ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ กรณีที่สัตว์ท้องผูก ( การเคลื่อนไหว ของลำไส้ น้อยกว่า ปกติ ) ไฟเบอร์จะช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้สัตว์ขับถ่าย ได้ดีขึ้น นอกจาก ประโยชน์ ในการ ควบคุม การทำงานของ ลำไส้แล้ว ไฟเบอร์ยังเป็น ส่วนประกอบ ที่จำเป็นในอาหารสุนัข และแมว ที่ใช้ควบคุม น้ำหนัก หรือ ลดน้ำหนัก โดยไฟเบอร์จะช่วยทำให้สุนัขหรือแมว เกิดความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

3.ไขมัน
ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่ให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรตประมาณ 2.5 เท่า นอกจากเป็น แหล่งพลังงานแล้ว ไขมัน มีความจำเป็น ในการ ดูดซึม, การเก็บและการขนส่งวิตามิน ที่ละลายในไขมัน (วิตามิน เอ,ดี,อี และ เค)

ไขมันจะช่วยเพิ่มความน่ากินของอาหาร ถึงแม้ว่า ไขมันในอาหาร จะเป็นแหล่งพลังงานที่ดีแต่ การที่สัตว์ กินอาหารที่มีปริมาณ ไขมันที่สูงเกินความต้องการ ก็จะทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยง ในการเป็นโรค หัวใจโรคตับ และโรคเบาหวาน ตามมา และ ในสุนัขพันธุ์ใหญ่ ที่อ้วน ก็มักจะ เกิดความผิดปกติ ของโครงสร้างกระดูก เนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่าง น้ำหนักตัวกับโครงสร้างกระดูก

สารอาหารกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน

1.วิตามิน
วิตามินมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางเคมีของร่างกาย, ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ เป็นต้นกำเนิด ของ เอนไซม์ต่าง ๆ ในร่างกาย วิตามินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามิน B และวิตามิน C
2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A,D,E และวิตามิน K

วิตามินก็เช่นเดียวกันกับสารอาหารอื่น คือ ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไป ไม่น้อย เกินไป ซึ่งในปัจจุบัน ภาวะที่ร่างกาย ได้รับ วิตามินมาก เกินความต้องการ ของร่างกายมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจาก ปัจจุบันมีการ เสริมวิตามินให้กับสุนัขหรือแมว ที่กินอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะสัตว์เลี้ยง ของท่าน อาจได้รับวิตามิน มากเกิน ความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินที่ละลายในไขมัน จะถูกเก็บสะสม ในเซลล์ ไขมันและก่อให้เกิดการเป็นพิษ

ความเป็นพิษจากการได้รับวิตามินมากเกินความต้องการของร่างกาย (Hypervitaminosis)

B1 ความดันเลือดลดต่ำลง, หัวใจเต้นช้าลง, การเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ
B3 ถ่ายเป็นเลือด, ชัก, ความดันเลือดต่ำ, คลื่นไส้,เสียชีวิต
B6 เบื่ออาหาร, เดินผิดปกติ(สุนัข)
B12 การตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ
A กระดูกสันหลังส่วนคอผิดปกติ(แมว) การเจริญเติบโตช้า,เบื่ออาหาร
D ระดับแคลเซียมในเลือดสูง, เบื่ออาหาร,การเคลื่อนไหวผิดปกติ,ไตวาย
E ขัดขวางการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันตัวอื่น, ทำให้การแข็งตัว ของเลือด ช้าลง

2.แร่ธาตุ
แร่ธาตุเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสารอาหารกลุ่มที่ให้พลังงาน อย่างไรก็ตาม ร่างกายจำเป็นที่จะต้อง ได้รับแร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน
แร่ธาตุแบ่งเป็น

1.แร่ธาตุหลัก ( Macro mineral ) ได้แก่ โซเดียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม
2.แร่ธาตุรอง ( Trace or Micro mineral ) ได้แก่ สังกะสี ทองแดง เหล็ก ไอโอดีน โคบอลท์ ซีลีเนียม

สุนัขหรือแมวที่กินอาหารสำเร็จรูปที่มีความครบถ้วนและสมดุลเหมาะกับอายุและกิจกรรมแล้วไม่จำเป็นต้องเสริมแร่ธาตุ เพราะอาหารสำเร็จรูปที่ดีจะมีวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงของท่าน การเสริมแร่ธาตุ นอกจาก จะสูญเสียเงินโดยใช่เหตุแล้ว การเสริมแร่ธาตุยังทำให้ ร่างกายสัตว์ได้รับแร่ธาตุมากเกินความต้องการ และการที่ร่างกายได้รับแร่ธาตุตัวหนึ่งมากเกินจะไปขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุอื่น ทำให้เกิดผลเสีย ต่อร่างกาย

แคลเซียม เบื่ออาหาร, หน่วยไตผิดปกติ, กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อผิดปกติ, ลดการ ดูดซึมธาตุสังกะสี ทำให้ผิวหนังและขนมีความผิดปกติ เช่น ขนไม่เงางาม ขนร่วง
ฟอสฟอรัส เพิ่มโอกาสการเกิดนิ่ว, เบื่ออาหาร, เกิดความผิดปกติของระบบฮอร์โมนจาก ต่อมพาราไทรอยด์
โซเดียมและคลอไรด์ ความดันโลหิตสูงทำให้เพิ่มโอกาสการเป็นโรคหัวใจและโรคไต
แมกนีเซียม เพิ่มโอกาสการเกิดนิ่ว เบื่ออาหาร, น้ำหนักลด, โปรตีนในเลือด ลดลง
สังกะสี การดูดซึมธาตุเหล็กและทองแดงลดลง
ทองแดง ตับอักเสบ, เอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น, เม็ดเลือดแดงแตก
ซีลีเนียม อาเจียน, กล้ามเนื้อกระตุก, ขาแข็ง, เบื่ออาหาร
ไอโอดีน เบื่ออาหาร, ขนหยาบกระด้าง, ภูมิคุ้มกันลดลง, มีไข้

3.น้ำ
ร่างกายของสัตว์มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70% ดังนั้น น้ำจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของร่างกาย สัตว์เลี้ยง ของคุณ สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้จะ สูญเสียพลังงานที่เก็บไว้เกือบทั้งหมด หรือสูญเสียโปรตีนไปถึง 50% แต่ ถ้า สัตว์เลี้ยง ของคุณขาดน้ำ เพียง 10 % จะมีอาการป่วยอย่างรุนแรง ถ้าสูญเสียน้ำมากกว่า 15% อาจถึงแก่ เสียชีวิตได้

การเลือกอาหารสำหรับสุนัข
ปัจจุบันผู้เลี้ยงสุนัขจำนวนมาก ยังคงมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก ในการให้อาหารสุนัข เนื่องจากมีความเข้าใจที่ว่า "สุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ(Carnivore)" แต่จากการศึกษาโดยละเอียด พบว่า แท้ที่จริงแล้ว สุนัขเป็น " สัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) “ โดยมีเหตุผลทั้งทางกายภาพ และสรีรวิทยาสนับสนุน
ทางกายภาพ (Anatomic features)
1.ฟันและขากรรไกร (teeth and jaws) สุนัขมีฟันบด(Carnassial teeth) จำนวนมากเมื่อเทียบกับแมว ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร (Carnivore) และความสามารถ ในการเคลื่อนไหวของขากรรไกร ของสุนัขมีมากกว่าในแมวซึ่งบ่งบอกถึง การที่สุนัขกินอาหาร ที่หลากหลาย รวมถึงพืชด้วย
2.ลักษณะโครงสร้างของใบหน้า (Facial structure) แมวซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อจะมีตาที่ถูกออกแบบสำหรับการล่าเหยื่อโดยเฉพาะ โดยดวงตาของแมวจะอยู่ทางด้านหน้า ซึ่ง แตกต่าง จากสุนัขที่ดวงตามักอยู่เยื้องไปทางด้านข้าง
3.ขา (Limbs) แมวซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อจะมีกรงเล็บที่สามารถ ยืดหดได้เพื่อทำหน้าที่หลักในการจับเหยื่อ ส่วนเล็บของสุนัขทำหน้าที่ จับเหยื่อ เป็นเพียงหน้าที่รองเท่านั้น
ทางสรีรวิทยาและเมตาบอลิซึม (Physiologic and Metabolism)
มีข้อแตกต่างทางสรีรวิทยาและเมตาบอลิซึมระหว่างสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ (เช่น สุนัขและคน) และ สัตว์กินเนื้อ (เช่น แมว เสือ) มากมาย ตัวอย่างเช่น
– สัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ ( Omnivore ) เช่น สุนัขและคนจะสามารถสังเคราะห์ กรดอะมิโนทอรีน (Taurine) ได้ ในขณะที่สัตว์กิน เนื้อ ( Carnivore ) เช่นแมวหรือเสือ ไม่สามารถ สังเคราะห์ กรดอะมิโนทอรีน (Taurine) ได้ และต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
– สุนัขสามารถย่อยคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปได้เกือบ 100% สุนัขมีความยาวของลำไส้เล็กประมาณ 23% ของทางเดินอาหารทั้งหมด ซึ่งใกล้เคียงกับสัตว์ที่กินทั้งพืชชนิดอื่น ๆ ส่วนแมวซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ ( Carnivore ) มีความยาวของลำไส้เล็กเพียง 15% ของทางเดินอาหารทั้งหมด
– สุนัขสามารถสังเคราะห์วิตามิน A จากเบตาแคโรทีนที่ได้จากพืช
การเลือกอาหารสำหรับสุนัข
สุนัขเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ( Omnivore ) ดังนั้น การให้อาหารที่เป็นเนื้อ เพียงอย่างเดียว จึงไม่เพียงพอ สุนัขต้องการอาหารที่มีความครบถ้วนและสมดุลครบ 5 หมู่ดังนี้
1.คาร์โบไฮเดรต
2.โปรตีน
3.ไขมัน
4. วิตามิน
5. แร่ธาตุ
และนอกจากอาหารที่มีความครบถ้วนและสมดุลของสารอาหาร ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกินแล้ว น้ำ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เช่นกัน ควรตั้งน้ำสะอาด ไว้ข้าง ๆ อาหารให้สุนัขกินได้ ตลอดเวลา และควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน

คำแนะนำในการเปลี่ยนอาหาร

ควรใช้เวลาในการเปลี่ยนอาหารประมาณ 7 วัน
โดยให้อาหาร ใหม่
– ใน 2 วันแรก ครั้งละ 1 ส่วน ใน 4 ส่วนของอาหารที่ใช้เลี้ยง
– ในวันที่ 3 และ 4 เพิ่มเป็น 2 ส่วน ใน 4 ส่วน
– ในวันที่ 5 และ 6 เพิ่มเป็น 3 ส่วน ใน 4 ส่วน
– ในวันที่ 7 ให้อาหาร ใหม่ ทั้งหมด

 

 http://s10.histats.com/6.swf  

 

หางบอกอารมณ์ มกราคม 14, 2007

Filed under: สัตว์เลี้ยง — Korkai @ 10:07 am

ถ้าหางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น
แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย
ถ้าหางของมันยกขึ้นเล็กน้อยและม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล
แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกเริ่มที่จะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ถ้าหางของแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียง ไม่ว่าจะเป็นการเอียงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อสิ่งที่สนใจ ถ้าหางตั้งตรงและปลายหางตั้งตรงในแนวดิ่ง แสดงว่าแมวกำลังมีอารมณ์ดี รู้สึกเป็นมิตร เมื่อได้พบกัน
ถ้าหางของแมวตั้งตรง โดยที่หาง หรือปลายหางกระดิก หรือสั้นอย่างนุ่มนวล แสดงว่าแมวกำลังแสดงความชอบ ความรัก ถ้าหางของแมวอยู่นิ่งๆ แต่จะมีการกระตุกเป็นครั้งคราว แสดงว่าแมว รู้สึกว่าถูกรบกวน หรือมีความกังวล ทุกข์
ถ้าหางของแมวนิ่ง แต่ปลายหางมีการกระตุกอย่างหนัก แสดงว่าแมวกำลังรู้สึกโกรธมาก
ถ้าหางของแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง แสดงว่าแมวกำลังโกรธ
ถ้าหางแมวเหยียดตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน แสดงว่แมวกำลังดุร้ายก้าวร้าว
ถ้าหางของแมวโค้งและขนตั้งชัน แสดงว่าแมวอาจจะตรงเข้าทำร้ายได้ ถ้ามีการกระตุ้นเร้าเพิ่มอีก
ถ้าหางของแมวทอดตัวต่ำลงและลุกพองออกแสดงว่าแมวกำลังกลัว
ถ้าหางของแมวยกขึ้นและขนลุกพองออก ทำให้ดูเหมือนมีหางขนาดใหญ่ แสดงว่าแมวอาจจะ มีความสุขไปกับการวิ่งไล่ขับกันไปรอบๆ
ถ้าหางของแมวลดตัวลงต่ำมาก บางครั้งอาจจะพบว่าซุกอยู่ระหว่างขาหลัง อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้ ถ้าหางของแมวทอดตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง และแมวหมอบ หรือย่อตัวอยู่ หรือยกส่วนตะโพกสูงขึ้น แสดงว่าแมวตัวเมียตัวนั้นพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์
ข้อสังเกตุ : ต้องคิดอยู่เสมอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับแมว ณ สถานการณ์นั้น และสิ่งแวดล้อมที่แมวอยู่อย่าดูอารมณ์ของแมวด้วยอาศัยท่าทางของหางของแมวแต่เพียงอย่างเดียว
* !! แมวมักจะแกว่งหางเมื่อมันกำลังอารมณ์ดี !!*
 

พฤติกรรมของลูกแมวและการฝึก ( Kitten behavior and training )

Filed under: สัตว์เลี้ยง — Korkai @ 9:53 am

ลูกแมวนั้นเป็นสัตว์ที่มีความน่ารักและน่าโมโหได้ในขณะเดียวกัน ในการที่จะช่วยลูกค้าให้เข้าใจถึงพฤติกรรมที่ปกติของแมวต้องได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมในการฝึก และสามารถปรับปรุงหรือป้องกันพฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่างๆ

ในลูกแมวที่มีนิสัยซน จะชอบเล่นลูกบอลเล็กๆที่มีขนแต่เมื่อลูกแมวนั้นได้ถูกนำมาเลี้ยงลักษณะที่ดูน่ารักของมันก็อาจจะถูกบดบังโดยสัญชาติญาณของลูกแมวนั้นได้ โชคดีที่มีวิธีป้องกันช่วยให้เจ้าของหายหงุดหงิด หัวข้อนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่สำคัญในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกแมวโดยเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นปกติและพฤติกรรมแปลกๆที่พบได้บ่อยและคำแนะนำในการรักษา สิ่งที่ผู้อ่านจะได้รับประกอบด้วย ความเข้าใจต่างๆเกี่ยวกับลูกแมว, สิ่งต่างๆที่ลูกแมวต้องการ,การฝึกที่เหมาะสมและเพียงพอและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกแมว

การพัฒนาของลูกแมวในระยะแรก

ช่วง sensitive และความเกี่ยวพันกับมนุษย

การให้ความอบอุ่นโดยการลูบขน, การนอนบนตักของเจ้าของ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำในการลี้ยงแมว ความสัมพันธ์ของคนกับลูกแมวที่เข้ากันได้ไม่ได้เกิดจากสัญชาติญาณ แต่จะเกิดจากการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งจะเกิดได้ดีที่สุดในช่วง sensitive ซึ่งช่วง sensitive นาย Betesonได้กล่าวไว้ว่า "ช่วง sensitive คือช่วงที่อายุที่มีผลกระทบในระยะยาวเกี่ยวกับการพัฒนาเฉพาะตัว" ตามที่ได้มีการศึกษาผลกระทบของมนุษย์ที่เกิดกับแมวในช่วงระยะเวลาต่างๆกัน ได้ว่าช่วง sensitive ของการอยู่ร่วมกันของคนกับลูกแมวคือช่วงอายุ 2 ถึง 7 สัปดาห์หลังคลอด ในแมวที่ถูกคนอุ้มเป็นเวลา 15นาทีต่อวันสามารถมีความพร้อมในการอยู่ร่วมกันกับคนมากกว่าแมวที่ได้ถูกอุ้มเลย และเมื่อมันมีอายุมากขึ้น(มากกว่า7สัปดาห์) พฤติกกรมของมันก็จะไม่ต่างไปกับแมวที่เพิ่งถูกเลี้ยงหลังอายุ 14สัปดาห์เลย จากการทดลองแมวที่ถูกอุ้ม 40 นาทีต่อวันจะสามารถอยู่บนตักคนได้นานกว่าแมวที่ถูกอุ้ม15 นาทีต่อวัน โดยถ้าเพิ่มเวลาในการอุ้มมากขึ้นก็จะสามารถมีพฤติกรรมในการใกล้ชิดกับคน ในสถานการณ์ที่อยู่ที่บ้าน ลูกแมวจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั้งทางตรงและทางอ้อมดีกว่าในห้องทดลอง เมื่อเปรียบเทียบแมวที่อยู่ที่บ้านกับในห้องทดลอง แมวที่อยู่ที่บ้านจะมีระดับความเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากกว่า สิ่งสำคัญของช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับสังคมคือ ในความสัมพันธ์ของลูกแมวที่ไม่มีแม่ดูแลกับมนุษย์ จากการศึกษาในเร็วๆนี้นักวิจัยพบว่าลูกแมวที่ไม่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ในช่วง7สัปดาห์แรกนั้นจะไม่คุ้นเคยกับมนุษย์ ดังนั้นถ้ามนุษย์ต้องการเลี้ยงแมวที่บ้าน สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ การต้องช่วยชีวิตหลังจากหย่านมฝึกการแสดงอยู่กับผู้คน

ถึงแม้ว่าข้อมูลข้างต้นจะสนับสนุนความสำคัญของการเรียนรู้และประสบการณ์การติดต่อกับมนุษย์ มันยังมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม จากการศึกษาพบว่าการออกข้างนอกและแสดงความมั่นใจของแมวตัวผู้ มีแนวโน้มสัมพันธ์กับมนุษย์มากกว่าแมวตัวผู้ที่ขี้อาย การศึกษาเป็นนัยว่าลักษณะของพ่อซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กบมนุษย์มีอิทธิพลต่อลูกแมวเหนือลักษณะของแม่ ดังนั้นเจ้าของที่ต้องการแมวที่ประจบมนุษย์ควรที่จะหาลูกแมวที่ได้พ่อเป็นแมวพเนจร แต่สิ่งที่สำคัญคือ ลักษณะทางพ่อของแมวนั้นทางวิจัยไม่มีข้อมูล จึงเป็นข้อจำกัดของการใช้ข้อมูลนี้

การหย่านม

การหย่านมเริ่มต้นเมื่อลูกแมวอายุ 4-5 สัปดาห์และจะเลิกอย่างเด็ดขาดในสัปดาห์ที่ 8-10 แต่บางครั้งลูกแมวบางตัวที่ยังหย่าไม่นมไม่ขาดก็จะมีพฤติกรรมการดูดหรือกัดแทะข้าวของต่างๆได้

การล่าเหยื่อ

การล่าเป็นสัญชาติญาณของแมว แมวเร่ร่อนส่วนใหญ่ แม่จะนำเหยื่อมาให้ลูกแมวจนถึง4สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 5 ลูกแมวสามารถฆ่าหนู ถ้าแมวถูกเลี้ยงตั้งแต่เกิดกับหนู จากการทดลองแมวจะไม่ล่าหนูชนิดนั้น การจำกัดการเข้าถึงเหยื่อเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จากการศึกษาพฤติกรรมการล่าเหยื่อ ถ้าลูกแมวออกไปล่าเหยื่อนอกบ้าน การผูกกระพรวนเป็นสิ่งเตือนภัยต่อเหยื่อ แต่แมวส่วนใหญ่ยังกลับบ้านด้วยเหยื่อที่ถูกล่า

การเคลื่อนไหว

ช่วงอายุ 6-7 สัปดาห์ ลูกแมวสามารถแสดงนิสัยที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน, การหมุนวัตถุเล็กๆ แต่ไม่สามารถบ่งบอกได้มากเท่ากับอายุ 10-11 สัปดาห์ ลูกแมวจะค่อยๆเดินเมื่อมันหมุนตัวในที่แคบๆ สำหรับความปลอดภัยและสุขอนามัยของเจ้าของจะดีขึ้นเมื่อลูกแมวรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวมากขึ้น

สังคมและของเล่น

การเล่นเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาทางกายภาพและพฤติกรรม การเล่นที่เหมาะสมสามารถลดความเสียหายของสิ่งของและการก้าวร้าว การเล่นต่อสิ่งต่างๆจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงอายุ 4-13 สัปดาห์และจะเริ่มลดลง กี่มีลูกแมวสองตัวที่อายุเท่ากันในบ้านเป็นสิ่งดี แต่เจ้าของต้องตระหนักว่าการเล่นระหว่างลูกแมวจะลดลงเมื่อโตเต็มวัย นอกเหนือจากนี้จะมีการต่อสูที่รุนแรงมากขึ้น การเล่นของเล่นจะมากขึ้นเมื่ออายุ 7-8 สัปดาห์ มนุษย์จะเลือกปลามันเป็นธรรมดาที่แมวจะแสดงสัญชาติญาณในการล่าเหยื่อของแมวออกมา

การเรียนรู้

คำว่า "Copycat" บางทีมีจุดกำเนิดมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นผู้สังเกตที่ยอดเยี่ยม แมวมองการกระทำของแมวตัวอื่นและสามารถทำตามได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถที่สอนกันได้ เช่นการมาหา, การนั่งหรือการกระทำอื่นโดยใช้สิ่งจูงใจ

ยกตัวอย่าง การสั่งลูกแมวนั้นทำได้โดยถืออาหารและให้มันดม เมื่อมันสนใจ ก็ยกอาหารเหนือหัวลูกแมวแล้วพูดว่า "นั่ง" ถ้าลูกแมวทำตามก็ควรให้รางวัลและชมเชยมัน ถ้าเจ้าของแมวต้องการให้แมวทำเป็นประจำ , เจ้าของควรสั่งให้แมวทำเช่นนั้นไปสักพักและควรให้รางวัลอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าเจ้าของฝึกลูกแมวอย่างสม่ำเสมอ ลูกแมวก้จะทำตามคำสั่งนั้น หรือแม้ว่าจะขาดช่วงฝึกไปก็ตามลูกแมวก็จะยังรักษาพฤติกรรมนี้ไว้โดยรางวัลก็เป็นสิ่งจำเป็นในการชมเชยมันเป็นครั้งคราวด้วย การไปที่ร้านหนังสือหรือห้องสมุดเพื่อที่จะฝึกฝนแมวเพื่อที่คุณจะได้แนะนำลูกค้าและมั่นใจได้ว่า การฝึกอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้อง ไม่ใช่การลงโทษหรือความเจ็บปวด สำหรับคนที่เข้าใจว่าแมวไม่สามารถถูกฝึกฝนนั้นควรคิดเกี่ยวกับระยะเวลาที่ลูกแมวเข้ามาอยู่ในห้องครัวหลังจากได้ยินเสียงคนเปิดกระป๋องอาหาร ลูกแมวเรียนความสัมพันธ์ของเสียงกับอาหาร ซึ่งเป็นของรางวัลและแมวจำนวนมากจะมาในห้องครัว เมื่อเปิดอาหารกระป๋องและหวังว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในจานของมัน

การท้าทายพฤติกรรมของลูกแมว

การกระโดดขึ้นบนเคาน์เตอร์

ถึงแม้ว่าลูกแมวอาจจะยังไม่สามารถที่จะกระโดดสูงในแนวตั้งได้สำเร็จมากนักแต่ความสามารถในการกระโดดก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในสองสามเดือนแรกเจ้าของแมวจะพบว่าลูกแมวเกาะในที่ไม่ธรรมดาและบางทีในที่ที่ไม่คาดคิด เป็นสิ่งปกติสำหรับลูกแมวในการสำรวจสภาพแวดล้อมและจะเกาะอยู่ในบริเวณสูงๆ จากการใช้พื้นที่ในแนวตั้งลูกแมวจะเพิ่มขนาดความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในบ้านและความสามารถในการกระทำ

มีการยอมรับและไม่ยอมรับจาภาพที่ปรากฏให้เห็นของเจ้าของแมว บ่อยครั้งที่เจ้าของต้องการสอนลูกแมวอยู่ให้ห่างจากเคาน์เตอร์ในครัวและโต๊ะในห้องรับประทานอาหาร เพื่อให้เกิดความสำเร็จมากขึ้นในความพยายามดังกล่าวประการแรกเจ้าของต้องจัดหาที่เกาะในแนวตั้งให้ลูกแมว เสาสำหรับเกาะหรือชั้นที่อยู่ใกล้หรือในระยะจำกัดเพื่อให้ลูกแมวมีทางเลือกที่จะไปยังเคาน์เตอร์ในครัวหรือโต๊ะ เจ้าของควรจะฝึกให้ลูกแมวใช้บริเวณที่จัดไว้ให้โดยเล่นกับลูกแมวใกล้กับบริเวณที่จัดไว้ ให้รางวัลและชมเชยลูกแมวเมื่อลูกแมวไปเกาะในที่ที่ต้องการต่อจากนั้นเจ้าของควรจะจัดบริเวณที่ไม่เป็นที่ต้องการและไม่ยอมรับให้ลูกแมวเพื่อเป็นการยืนยันว่าลูกแมวไม่ต้องการการกระทำอย่างนั้นของเจ้าของ ถ้าเจ้าของไม่ใช้วิธีในทางตรงกันข้ามเพื่อแอบดูและหวังผลที่ตามมา ลูกแมวจะไม่เรียนรู้ในการกระโดดสูงขึ้นไปในบริเวณที่ต้องการถ้าเจ้าของเฝ้าดูอยู่ อย่างไรก็ตามมันหมายถึงการใช้วิธีห้ามไม่ให้ใช้บริเวณเหล่านั้น เช่น การวางผ้าเทปไว้ 2 เส้น (placing double-stick tape) , การเคลื่อนที่โดยมีเสียงบอกสัญญาณ (a motion detector-type alarm) , แผ่นที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าเมื่อมีการสัมผัส (a pad that delivers a small electrical shock when touched) หรืออุปกรณ์อื่นๆที่ไม่ใช้การกระทำจากเจ้าของโดยตรง ผลที่เกิดขึ้นในทางลบไม่ควรจะอยู่ในการเฝ้าดูของเจ้าของ ลูกแมวควรจะเรียนรู้ในการที่จะหลีกเลี่ยงพื้นผิวเหล่านั้นจากผลในทางลบและใช้วิธีการที่น่าสนใจในการเกาะ เจ้าของควรจะรอบคอบคือไม่ควรล่อหลอกลูกแมวโดยการวางอาหาร ,ดอกไม้หรือต้นไม้ไว้บนเคาน์เตอร์หรือโต๊ะ

ในขณะที่ความพยายามที่สมเหตุสมผลได้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการใช้เคาน์เตอร์และโต๊ะของลูกแมวลูกแมวบางตัวถูกกำหนดและจะใช้บริเวณเหล่านั้นทั้งๆที่เจ้าของพยายามจะขัดขวางมัน ถ้าในกรณีเช่นนี้บางครั้งมันเป็นการจำเป็นที่จะต้องยอมรับความล้มเหลวและตระหนักว่ามันเป็นความจำเป็นที่จะต้องยอมรับว่ามันเป็นพฤติกรรมปกติของลูกแมว

ละครสัตว์กลางคืน (The nighttime circus)

บางครั้งการบ่นที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปของเจ้าของแมวคือการระเบิดของเจ้าของที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของลูกแมว แมวไม่ได้เป็นสัตว์กลางคืน พวกมันจะทำ crepuscular pattern of activity ซึ่งจะเกิดมากในช่วงรุ่งสางและในช่วงค่ำ แต่ถ้ามันไม่ใช่สัตว์กลางคืนทำไมมันจึงทำสิ่งต่างๆในเวลากลางคืน มันเป็นคุณสมบัติในส่วนของพลังและความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นลักษณะของแมว

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราตรวจสอบพฤติกรรมของลูกแมว เราอาจพบว่าลูกแมวไม่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรใดๆในเวลากลางวัน ในขณะที่เจ้าของทำงานในเวลากลางวันลูกแมวจะใช้เวลาในตอนกลางวันนอนหลับ ตอนเย็นเจ้าของอาจจะนอนสบายบนโซฟากับเพื่อนๆ ดังนั้นลูกแมวก็จะส่งเสียงร้องในช่วงเวลาสั้นๆของเวลาเช้า เพื่อที่จะจัดการกับปัญหานี้เจ้าของแมวจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนพลังงานของแมวให้เป็นกิจกรรมต่างๆเมื่อเจ้าของแมวยังไม่หลับ ลูกแมวซึ่งตื่นตลอดในช่วงเย็นเล่นเกมหรือวิ่งไล่ของเล่นจะมีความร้ายน้อยลงในช่วงกลางคืน

แรงกระตุ้นอื่นๆสำหรับในช่วงเวลากลางคืนคือความสนใจในการได้รับการกระทำ เจ้าของแมวซึ่งส่งเสียงร้อง กรีดร้อง ตะโกนเสียงดัง หรือไล่ล่ากันจะเป็นการเรียกร้องความสนใจจากแมว เจ้าของแมวต้องระวังในการที่จะไม่ให้รางวัลใดๆแก่ลูกแมวเมื่อมันทำสิ่งที่ไม่ดีในเวลากลางคืน ถ้าพวกมันไม่สนใจในพฤติกรรมดังนั้นมันจะต้องถูกลงโทษ (ถูกฉีดด้วยกระบอกฉีดน้ำ) แน่นอน การปิดประตูห้องนอนหรือใส่หูฟังอาจจะช่วยรับประกันการหลับในเวลากลางคืนได้

ในที่สุดเจ้าของแมวเป็นจำนวนมากตอบสนองการรบกวนในเวลากลางคืนโดยการตื่นขึ้นมาให้อาหารลูกแมวโดยตั้งข้อสงสัยว่ามันอาจจะหิว ลูกแมวเหล่านี้จึงเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า การทำให้เจ้าของตื่นจะได้รับรางวัลอย่างงาม เมื่อเจ้าของพยายามที่จะหยุดพฤติกรรมมันในครั้งแรก ลูกแมวจะดื้อมากขึ้นการไม่เอาใจใส่อย่างคงที่ของเจ้าของจะทำให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมในที่สุด

การทำลาย

ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 5 ปอนด์ ลูกแมวทำความทุกข์และความเสียหายได้ในระยะเวลาสั้นๆ อาวุธหลักของมันคือ เล็บเท้าหน้า ถึงแม้ว่าลูกแมวบางตัวเคี้ยวบางสิ่งบางอย่างได้

การข่วนเป็นการกระทำปกติของแมวซึ่งให้ประโยชน์ต่อแมวมากมาย มันได้เหยียดกล้ามเนื้อ ปล่อยกลิ่นและทำเครื่องหมายให้เห็นและแต่งเล็บของมัน แมวจะเริ่มข่วน การข่วนที่ประสบความสำเร็จคือ การมีรอยข่วนที่สิ่งของที่เป็นเป้าหมายเป็นที่ยอมรับ เจ้าของแมวควรจะจัดหาโครงสร้างในการข่วนที่เป็นที่ยอมรับ ในตำแหน่งที่มองเห็น โครงสร้างของการข่วนควรจะแข็งแรง พลิกไปทางแนวตั้งหรือแนวนอนได้ขึ้นอยู่กับความชอบของลูกแมวและทำด้วยวัสดุที่ลูกแมวชอบ เพื่อที่จะบ่งชี้ถึงความพอใจในการข่วนและวัสดุที่ใช้ เจ้าของแมวควรเสนอหลายๆชนิดหรือเสนอสิ่งที่ไม่ยอมรับให้ลูกแมวเป็นทางเลือกเพื่อแกล้งล้อเล่น เจ้าของควรจะทำสิ่งที่ไม่ยอมรับ (เช่น การใช้เทปกาว 2 หน้า,อลูมิเนียมฟอย)หรือจัดหาให้ไม่ได้ วัสดุที่ซื้อไม่ควรซื้อสำหรับการใช้เล็บของลูกแมว ( เช่น หนังที่ทนทาน) อาจจะเหมาะสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์ ลูกแมวควรจำได้รับการแต่งเล็บทุกสัปดาห์เพื่อเล็บจะได้ไม่คม เพื่อควบคุมความยุ่งยาก ควรพิจารณาที่สวมเล็บซึ่งมีอายุการใช้งานเป็นเดือนหรือถอดเล็บออก ในขณะที่การถอดเล็บออกเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันว่าเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณ ในทางตรงกันข้ามเป็นความเชื่อหรือเป็นที่นิยม มันไม่มีผลต่อปัญหาในทางพฤติกรรมของแมว เช่น ก้าวร้าว หรือ การทำบ้านรก

ถึงแม้ว่ามันอาจจะธรรมดาน้อยกว่า ลูกแมวบางตัวอาจเคี้ยวของในบ้านโดยเฉพาะวัตถุที่เป็นเส้นใยหรือต้นไม้ เพียงแต่คุณป้องกันเด็กแล้วคุณก็จำเป็นต้องป้องกันแมวด้วย ต้นไม้ควรจะเก็บไว้ในที่ที่ไปไม่ถึง สายไฟไม่ควรเสียบปลั๊กหรือวางทิ้งไว้ ป้องกันสายไฟซึ่งออกจากที่ไม่ได้หรือพบได้อาจหาซื้อได้ตามร้านขายของตกแต่งบ้าน การลงโทษในระยะยาวอาจจะได้ผล ลองพิจารณาสิ่งซึ่งเป็นที่ไม่พอใจ เช่น สเปรย์ที่ใช้ยับยั้งหรือตัวที่ทำให้ขมหรือเครื่องเตือนการเคลื่อนไหว มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะจัดหาสิ่งที่เป็นที่ยอมรับให้กับแมวเพื่อเคี้ยว หม้อเล็กๆจากข้าวสาลีแห้งหรือกระดูกอาจช่วยได้ เล่นกับของเล่น เบ็ดตกปลาอาจทำให้แมวเบื่อและหาสิ่งที่เหมาะสมเป็นทางออกในการเคี้ยวของลูกแมว

การเล่นแบบก้าวร้าว

แมวโดยเฉพาะลูกแมวต้องการทางออกของการเล่นอย่างเหมาะสม ถ้าการเล่นไม่เป็นที่พอใจ บางทีแมวอาจจะใช้เจ้าของเป็นเป้าหมายในการเล่น ถ้าแมวตื่นเต้นหรือถูกกระตุ้นมากเกินไปมันอาจทำให้คนอื่นบาดเจ็บ พฤติกรรมการเล่นที่ overexuberant ต่อสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นในบ้านอาจจะมีปัญหา ภายใต้การเล่นเจ้าของแมวอาจจะสังเกตส่วนประกอบของพฤติกรรมกัดสัตว์อื่น เมื่อมันเล่นกับลูกแมวตัวอื่นๆถ้าลูกแมวตัวหนึ่งกัดแรงๆลูกแมวที่เป็นเพื่อนเล่นอาจจะหยุดเล่นหรือมีปฏิกิริยาปกป้องแบบก้าวร้าว ดังนั้นเป็นการแจ้งให้รู้ว่าเป็นการเล่นแบบก้าวร้าว ลูกแมวซึ่งเติบโตตามลำพังตัวเดียว อาจจะไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้และมีการยับยั้งน้อยเมื่อโตขึ้น

แมวซึ่งมีการเล่นแบบก้าวร้าวจำเป็นต้องมีการจัดการเล่นในแต่ละวันด้วยของเล่น เจ้าของแมวควรจะสอนระยะเวลาในการเล่น การเล่นใดๆก็ตามซึ่งส่งผลให้ตัวเจ้าของเป็นเป้าในการเล่นควรจะหลีกเลี่ยง เจ้าของแมวควรจะพยายามคาดล่วงหน้าว่าจะมีการเล่นงานและตรงเข้าหาของเล่น เจ้าของแมวควรจะหลีกเลี่ยงการให้รางวัลใดๆในการเล่นแบบก้าวร้าว การวิ่งและการส่งเสียงร้องเป็นเพียงการกระตุ้นพฤติกรรม เจ้าของแมวไม่ควรทำการลงโทษใดๆโดยตรงซึ่งมีผลกระทบ (เช่น การตี) เพราะว่ามันอาจจะสร้างความกลัวหรือเกิดความก้าวร้าว เจ้าของแมวขัดจังหวะการเล่นที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการลงโทษในระยะไกล (เช่น การฉีดน้ำ , การเตือน) หรือทำให้ห้องน่าตกใจ ถ้าแมวเล่นไม่เหมาะสม การเพิ่มแมวอีกตัวหนึ่งซึ่งมีอายุและระดับเดียวกันกับเจ้าของบ้านเป็นเพียงตัวเลือกอีกตัวหนึ่ง

ที่นอนหญ้าสำหรับฝึก (Little-box training)

ความสุขอีกอย่างหนึ่งในการเป็นเจ้าของลูกแมวคือ การฝึกการข่วนของลูกแมวให้เป็นปกติง่ายกว่ามากในการกัดแบบสุนัข ลูกแมวส่วนใหญ่จะพอใจกับที่นอนหญ้าโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพื่อการแยกแยะ เลือกวัสดุเพื่อความพอใจมากกว่าในการแยกแยะ ปัญหาน่าจะเกิดขึ้นเมื่อที่นอนหญ้าไม่ถูกใจ ไม่สะอาดหรือประทับใจ และบางครั้งลูกแมวยังพบทางเลือกที่น่าประทับใจเท่าๆกันในการแบ่งแยก เช่น ความสกปรกในกระถางต้นไม้ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาที่นอนหญ้ามากกว่าจะใช้มัน แมวส่วนใหญ่พอใจวัสดุที่อ่อนนุ่มสบายเช่นเดียวกับการแบ่งแยก substrate และกลุ่มของที่นอนหญ้าที่วางรวมกันไว้จะให้ชนิดของ substrate แมวทั่วไปชอบที่นอนหญ้าที่ไม่มีกลิ่น ที่นอนที่เล็กๆไม่ได้สะอาดมากจนเกินไป ที่ใส่อาหารและมีการล้างทุกวันด้วยสบู่และน้ำเป็นสิ่งที่ควรทำกล่องที่ปิดฝาจะเป็นที่เก็บกลิ่น เจ้าของแมวควรจะทำความสะอาดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตะกอน

เจ้าของที่มีแมวหลายตัวควรจะมีที่นอนหญ้าหลายๆที่ กฎทั่วๆไป คือว่าอาจจะมีมากกว่า 1 ที่ต่อแมวหลายตัว ดังนั้นในบ้านที่แมว 3 ตัวควรจะมีที่นอนหญ้า 4 ที่

การขาดความสัมพันธ์กับแมวตัวอื่นๆอาจจะเป็นเหตุให้เกิดปัญหากับที่นอนหญ้าตัวอย่างเช่น ลูกแมวอาจจะไม่เต็มใจที่จะเดินข้ามทางเดินของสุนัขหรือของแมวตัวอื่นๆเพื่อไปยังที่นอนของตนหรือบางทีเด็กเล็กๆอาจจะคว้าลูกแมวในขณะที่มันอยู่ในกล่องหญ้าทำให้ลูกแมวไม่เต็มใจที่จะใช้กล่องนั้นอีก สถานการณ์เช่นนี้ควรจะถูกกำหนดและบันทึกไว้ รวมทั้งควรจะวางกล่องหญ้าไว้ใกล้ๆบริเวณที่อยู่ประจำของลูกแมวเพื่อว่าลูกแมวจะได้เข้าไปใช้ได้ง่ายๆ การคาดหวังว่าลูกแมวตัวเล็กๆจะปีนขึ้นไป 2 ขั้นเพื่อไปยังกล่องหญ้าอาจจะทำให้ลูกแมวทำไม่ได้ ภายใต้วิธีการนี้ควรจะแน่ใจว่าลูกแมวพอดีกับกล่องที่มันนอน ลูกแมวตัวเล็กๆไม่ควรให้อยู่ในกล่องที่สูง ในขณะที่ลูกแมวเจริญเติบโตขึ้นกล่องหญ้าต้องให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกแมวในเรื่องของที่ว่างที่เหลือ

ลูกแมวบางตัวจำเป็นต้องถูกจำกัดในบริเวณที่เล็กของกล่องหญ้าจนกว่ารูปแบบการใช้จะประสบผลสำเร็จ แน่นอนถ้าลูกตัวหนึ่งมีปัญหาทางการแพทย์ซึ่งเป็นเหตุจากการเพิ่มความเร่งรีบหรือความถี่ของการแบ่งแยก ปัญหาทางการแพทย์ควรจะรีบจัดการให้ประสบผลสำเร็จ

สรุป (conclusion)

ลูกแมวเป็นสัตว์มีเสน่ห์,น่าอัศจรรย์ซึ่งเป็นการเพิ่มความสุขอย่างมากให้กับผู้เป็นเจ้าของ แต่บางครั้งพฤติกรรมของมันก็ท้าทาย โดยการทำความเข้าใจและจดจำลักษณะที่เป็นพฤติกรรมการข่วนของมัน เราพัฒนาประสบการณ์ที่พิเศษนี้ได้สำหรับทุกๆคนโดยศึกษาในทางบวกกับความสัมพันธ์อันยาวนานตลอดชีวิต

การแก้ปัญหาทางพฤติกรรมโดยทั่วไปของลูกแมว

เมื่อคุณได้ลูกแมวเข้ามาในบ้านมันสนใจในลูกบอลน่ารักที่มีขน แต่มันจะพัฒนาจนเป็นความเคยชินเเละจะแสดงนิสัยการทำลายออกมามากกว่าที่คุณคิด เเต่ถ้าการเลี้ยงดูของคุณอยู่ในการควบคุมของสัตวแพทย์คุณจะสามารถควบคุมและกำจัดพฤติกรรมที่เป็นที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ได้

Inappropriate perches

แม้ว่าลูกแมวของคุณใน 2-3 เดือนแรก จะไม่สามารถแสดงพฤติกรรมหรือความสามารถเหมือนแมวที่โตแล้ว เช่น การกระโดดให้สูงหรือความสามารถด้านกายกรรมของมัน แต่มันจะถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ดังนั้นจากการพัฒนาในด้านต่างๆของมันคุณอาจจะพบพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาต่างๆเมื่อมันอยู่ในบ้านของคุณ เมื่อคุณเห็นแมวรื้อค้นหรือสำรวจของต่างๆที่อยู่ใกล้ตัวมันรวมทั้งที่ว่างจนทุกซอกทุกมุม ก็ขอให้จงเข้าใจว่านั่นเป็นพฤติกรรมที่เป็นปกติของแมว ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้ลูกแมวเจริญเติบโตและมีสามารถให้มีอัตราการอยู่รอดสูง

ถ้าคุณต้องการให้ลูกแมวของคุณอยู่ในสถานที่ที่คุณจัดไว้เช่น ในห้องครัว หรือ ห้องนั่งเล่นโดยไม่ไปวิ่งเล่นทำความวุ่นวายในบ้าน อย่างแรกคุณต้องหาที่เกาะ หรือที่ให้ลูกแมวข่วน ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกแมวและให้รางวัลมันเมื่อมันอยู่เป็นที่ นั่นคือ การให้อาหารมัน

ต่อมาคุณต้องกำจัดสิ่งที่เป็นที่สนใจของมันออกจากที่ที่คุณไม่ต้องการให้มันอยู่ เช่น อาหาร ดอกไม้ เพราะมันจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของมันให้มันมาอยู่ในที่ที่นั้นๆ การใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยในการการเรียนรู้นี้ควรให้ด้วยความระมัดระวังเพราะมันให้ผลที่เป็นลบต่อพฤติกรรมของลูกแมวของคุณได้

The nighttime circus

"กิจกรรมต่างๆของลูกแมวจะถูกแสดงออกเมื่อคุณนอนหลับ" นี่คือสิ่งที่เจ้าของแมวกล่าวออกมาเมื่อมาปรึกษากับสัตวแพทย์ ลูกแมวส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลดีจากการที่มันมีกิจกรรมระหว่างวัน ขณะที่คุณทำงานอยู่ลูกแมวจะหลับและในตอนเย็นมันจะสนุกกับการเล่นกับเจ้าของ และมันจะมีกิจกรรมอย่างหนักในตอนกลางคืน การจัดการกับปัญหาเหล่านี้คือ คุณต้องฝึกเพื่อปรับเวลาการเล่นของมันให้ตรงกับกิจกรรมของคุณ นั่นคือ คุณต้องฝึกให้แมวมีการกระตุ้นการเล่นตอนกลางวัน และให้มันมีกิจกรรมที่น้อยลงตอนเย็น

คุณจะต้องไม่ดุหรือตะหวาดมันเมื่อมันแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คุณควรค่อยๆฝึกมันให้กำลังใจมัน และถ้าคุณสนใจในพฤติกรรมเหล่านี้ของมัน คุณก็จะสามารถควบคุมและบังคับพฤติกรรมเหล่านี้ของมันได้ ซึ่งถ้าคุณกำจัดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ รับประกันได้เลยว่าคุณจะสามารถนอนหลับได้ตลอดคืน

คุณอาจจะลงโทษมันเมื่อมันแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ ซึ่งเป็นเสมือนการลงโทษมัน และให้รางวัลมันเมื่อมันแสดงพฤติกรรมตามที่เราสอนการทำเช่นนี้มันจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่การทำวิธีนี้คุณต้องมีความเข้าใจและธรรมชาติของพฤติกรรมของลูกแมวด้วย

Another fine mess…….

แม้ว่าลูกแมวจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 5 lb คุณก็สามารถลงโทษมันได้ แต่การทำเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับเจ้าของเป็นไปในด้านลบ นั่นก็คือ มันจะไม่เชื่อฟังที่คุณสอนและอาจถึงขั้นทำร้ายคุณได้

การข่วนเป็นพฤติกรรมที่ปกติของแมว ซึ่งเป็นการจัดการกับเล็บของมันรวมถึงการแสดงอาณาเขตของมันด้วยวัตถุที่มันข่วนต้องเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของแมวและเป็นสิ่งที่มันชอบ ซึ่งคุณสามารถหาของเลียนแบบสิ่งของเหล่านั้นให้มันข่วนได้เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดในบ้านของคุณได้ แมวควรได้รับการตัดเล็บทุกสัปดาห์ถ้าเป็นไปได้ควรหายางที่คลุมเล็บของมันได้ด้วย

Not all fun and games

ลูกแมวของคุณของได้รับการเล่นที่เหมาะสม ถ้ามันไม่ได้เล่นและล่วงเลยได้ถึงช่วงวิกฤตแล้ว มันจะกลายเป็นแมวที่ตื่นเต้นง่าย การร่าเริง การควบคุมพฤติกรรม ทำให้ส่งผลถึงความสัมพันธ์หรือความอยู่ร่วมในสังคมกับแมวตัวอื่น ซึ่งรวมถึงการให้คุณได้รับบาดเจ็บด้วย

แมวแสดงปฏิกริยาร่วมกันในการเล่นกับการควบคุมของเล่น เริ่มต้นจากการให้มันเล่น โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้คุณได้รับบาดเจ็บ หลีกเลี่ยงการให้รางวัลที่ทำให้เกิดความเครียด ห้ามลงโทษมันโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้นได้ คุณสามารถหยุดพฤติกรรมได้โดยการจัดหาสิ่งที่ควบคุมการลงโทษ หรือออกไปจากห้องถ้าแมวแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ควรหาแมวที่มีอายุเท่ากันเข้ามาเป็นเพื่อนของมันด้วย

ผลทีได้รับจากการจัดการลูกแมวแรกเกิด

การจัดการลูกแมวที่เพิ่งเกิดไม่สามารถทำให้พฤติกรรมทางสังคมของมันพัฒนาได้ แต่มันจะพัฒนาในด้านร่างกายและระบบประสาทส่วนกลาง ใน 2 อาทิตย์แรกลูกแมวจะมีการพัฒนาด้านสายตาเพราะดวงตาจะเริ่มลืมตาในช่วงนี้ และเริ่มมีความกลัวมนุษย์ ลูกแมวที่มีการจัดการตั้งแต่ 5 นาทีของการเกิด จนกระทั่งถึง 45 วัน จะมีความกลัวมนุษย์น้อยกว่าแมวที่ไม่ได้รับการจัดการโดยมนุษย์ แมวที่ได้รับการจัดการจะสามารถเข้าใกล้ของเล่นที่แปลกตาและมนุษย์บ่อยกว่าแมวที่ไม่ได้รับการจัดการ ซึ่งแมวที่ไม่ได้รับการจัดการจะมีการหลีกเลี่ยงต่อสิ่งเหล่านี้ จากการศึกษาลูกแมวอายุ 5 ปีครึ่ง ถึง 9 ปีครึ่ง ลูกแมวที่ถูกจัดการโดย 0 , 1 , 5 คน ในลูกแมวที่ถูกเลี้ยงโดย 5 คน จะมีความกลัวต่อสิ่งของที่แปลก น้อยที่สุด ในการศึกษาอื่นๆ ลูแมวที่ถูกจัดการ ระหว่าง 3 สัปดาห์ ถึง 14 สัปดาห์ จะเรียนรู้ที่จะเข้าใกล้มนุษย์ ต้องใช้เวลานานกว่าแมวที่ได้รับการจัดการตั้งแต่แรกเกิดแต่เร็วกว่าลูกแมวที่ไม่ได้รับการจัดการอยู่มาก ในลูกแมวที่ได้รับการจัดการ ระหว่าง 7 สัปดาห์ ถึง 14 สัปดาห์ พวกมันจะไดรับการชี้นำความคิดทางสังคม และแมวที่มีอายุตั้งแต่ 7 สัปดาห์ขึ้นจะในช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้รับการพัฒนาสังคมดีมาก เพราะฉะนั้นแมวที่ได้รับการจัดการในช่วงนี้จะมีพฤติกรรมทางสังคมดีมาก

     

    เสาสุวรรณภูมิ มกราคม 11, 2007

    Filed under: Uncategorized — Korkai @ 9:16 pm

    เรื่องที่แขนยื่นออกมาแล้วตัดทิ้ง ไม่ทางเป็นไปได้ 100% เพราะการหล่อเสาจะมีบล้อคทำการหล่อ ไม่มีทางที่โผล่ออกมาเฉพาะแขน
    – ถ้าเกิดขึ้นจริงที่คนตกลงไปแล้วหล่อทับโดยไม่ทุบทิ้ง ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเสาหลักเป็นตัวรับน้ำหนักจากคาน ซึ่งถ้ามีคนอยู่ในเสาทำให้เสาไม่แข็งแรงไม่มีการแงะแล้วโบกทับจะทำให้อายุการใช้งานของเสาจะลดลงทันที
    – ที่มีความเห็นนึงบอกว่าไม่สามารถทุบได้เพราะเป็นเสาหลัก ถ้าทุบมันจะรื้อใหม่หมด อันนี้ก็ไม่เป็นความจริง เพราะ ก่อนที่เสานั้นจะสร้างเสร็จเขาต้องทำการขัดมันแหละตกแต่งเสานั้นก่อนที่จะว่างคาน ไม่ใช่ว่าเสายังไม่เสร็จว่างคานแล้ว
    – เสาทุกต้นไม่รู้ว่าผู้รับเหมาใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปล่า เพราะการสร้างสมัยใหม่จะมีการใช้เครื่องวัดความหนาแน่นของโครสร้างว่าปูนสามารถหล่อมีความหนาแน่นพอรับได้ไม
    – ที่มีคนถามว่าทำไมเสาไม่เรียบโบกแค่จุดนั้น  ตอบ มันอาจจะเกิดจากการที่เร่งหล่อเสาเร็วไป เมื่อปูนที่จะเริ่มแข่งตัวจะเกิดความร้อนขึ้น ถ้ามันทำการไร้ความร้อนไม่ดีจะเกิดการแตกร้าวของปูนขึ้นได้ ดังนั้นทางช่างเขาจึงกระเทอะผิวหน้าออกเพื่อที่จะโบกใหม่ เหมือนตัวอย่างตอหม้อเสารถไฟฟ้าสุววรณภูมิที่เป็นข่าวตอหม้อร้าว บางอันยังยังรับได้แค่กระเทอะผิวหน้าออกโบกปูนทับ
    *** ส่วนจะมีศพไม่ต้องมาเถียงกันครับ เดียวนี้มันมีเครื่องตรวจได้ แค่ส่งเอาเครื่องนี้แนบกับเสาจะมีคลื่นสะท้อนกลับมาตามลักษณะโครงสร้างที่เป็นอยู่โดยจะโชว์เป็นกราฟของคืนที่สะท้อนกลับมานั้น ถ้าตรงนั้นมีศพจริงมันก็จะเป็นกราฟที่แปลกกว่าจุดอื่นๆ ถ้าใครเคยดู CSI จะเห็นว่าที่เขาค้นหาศพที่ถูกฝั่งในดินเขาหายังไงหลักการเดียวกันครับ อย่าตื่นตูมกับข่าวหลอก ****

    ปล.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ

    จากคุณ : gOlf 🙂 pintip

     

     

    เซลลูไลท์ มกราคม 6, 2007

    Filed under: Health and wellness — Korkai @ 11:21 am

    คุณผู้หญิงที่อายุมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออายุย่าง 30 ปีไปแล้วก็จะพบกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นมีรอยตีนกา อ้วนมากขึ้น และเกิดเซลลูไลท์ขึ้นบริเวณสะโพก หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน หรือหลัง หากจะอธิบายให้เห็นภาพ คุณลองเปรียบเทียบกับผิวส้ม คนที่มีเซลลูไลท์จะมีผิวเหมือนเปลือกส้ม ยิ่งเมื่อบีบบริเวณที่สงสัย หากพบว่าผิวเหมือนเปลือกส้ม แน่เลยคุณมีเซลลูไลท์

    ปกติระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือที่เรียกว่า connective tissue  เซลล์ไขมันจะอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นนี้ เซลลูไลท์เกิดจากเนื้อเยื่อรอบเซลล์ไขมันอ่อนแรงทำให้รูปทรงของเซลล์เสียหาย เซลล์ไขมันจะดันโป่งมายังชั้นผิวหนังทำให้เกิดลักษณะเป็นตุ่มๆ

    จริงหรือไม่ที่เซลลูไลท์จะเกิดเฉพาะคนอ้วน ในความเป็นจริงเซลลูไลท์สามารถเกิดในคนที่ที่มีน้ำหนักปกติ หรืออ้วนก็ได้เนื่องจากคนเหล่านั้นดูแลตัวเองไม่ดีพอ

    เซลลูไลท์มักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในผู้หญิงเรียงเป็นแนวตั้งและมีปริมาณไขมันสะสมมาก ส่วนของผู้ชายเรียงเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็กๆและมีปริมาณไขมันสะสมน้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่ค่อยพบเซลลูไลท์ในผู้ชาย

    การเกิดเซลลูไลท์

    ผิวหนังของคนเราประกอบด้วยชั้นนอกสุดที่เรียกว่าหนังกำพร้าหรือชั้น epidermis ถัดรองมาเป็นหนังแท้หรือชั้น Dermis ใต้หนังแท้จะเป็นชั้นที่เรียกว่า Subcutaneous ซึ่งเป็นชั้นที่ไขมันอยู่ ชั้นนี้จะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน connective tissue ความแข็งแรงและปริมาณขึ้นกับกรรมพันธ์ไขมันที่อยู่ชั้นบนสุดของชั้นไขมันนี้จะเป็นต้อกำเนิดของเซลลูไลท์ ปริมาณไขมันจะขึ้นกับระดับของฮอร์โมนไม่ขึ้นกับอาหารหรือการออกกำลังกาย  (บางแห่งเรียกไขมันแข็ง)

    ส่วนไขมันที่เหลือจะเป็นไขมันที่สะสมเพื่อให้พลังงาน ไขมันในชั้นนี้จะอยู่กันอย่างหลวมๆไม่ค่อยมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมากนัก ชนิดอาหาร การออกกำลังกายจะสามารถควบคุมปริมาณไขมันชนิดนี้ได้(บางแห่งเรียกไขมันอ่อน)

    กลไกการเกิดเซลลูไลท์เชื่อว่าเกิดจากการที่เซลล์ไขมันบวม และการที่มีพังผืดเข้ามาหุ้มทำให้เกิดการรวมตัวของเซลล์ไขมันเป็นกลุ่มก้อนซึ่งสามารถอธิบายการเกิดได้ดังนี้

    • เซลล์ของไขมันบวมเนื่องจากมีการสะสมไขมันไว้ในเซลล์เป็นปริมาณมาก

    • ผนังหลอดเลือดของเซลล์ไขมันจะรั่วทำให้มีน้ำซึมผ่านออกจากเซลล์ไขมันทำให้เกิดการคั่งของน้ำ

    • การระบายของน้ำเหลืองไม่ดี

    • เซลล์ของไขมันจะจับกันเป็นกลุ่มโดยมีcollagen ล้อมรอบซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี

    • เนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะดึงผิวหนังตำแหน่งที่ยึดกับผิวหนังทำให้ผิวหนังเป็นรอนๆ

    ทำไมจึงเกิดเซลลูไลท์ และใครที่มีโอกาสเกิด

    การเกิดเซลลูไลท์มักจะเกิดในผู้หญิงโดยจะเริ่มเกิดเมื่ออายุย่างเข้า 14 ปี เมื่ออายุมากขึ้นก็จะเป็นมากขึ้น เซลลูไลท์มักจะพบมากในคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด หรือหลังคลอดเนื่องจากร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง สำหรับผู้ชายมักจะไม่เกิดเนื่องจากผิวหนังของผู้ชายจะหนาและไขมันผู้ชายจะอยู่ลึกกว่าผู้หญิง มักจะมีสาเหตุที่สำคัญดังนี้

    • อาหาร ได้แก่อาหารที่อุอดไปด้วย toxin เช่นไขมัน   ของทอด สุรา น้ำตาล หากรับประทานอาหารเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกหมดเกิดการสะสม
    • การสูบบุหรี่ นิโคตินในบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงเซลล์ไขมันไม่พอและเกิดพังพืด
    • การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เนื่องจากการขาดการออกกำลังกาย
    • กรรมพันธุ์
    • ดื่มน้ำน้อย น้ำจะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกจากร่างกายควรจะดื่มอย่างน้อยวันละ 7 แก้ว
    • การขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
    • การไหลเวียนของน้ำเหลืองไม่ดีเนื่องจากการขาดการออกกำลังกาย หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป
    • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนของร่างกาย ระดับเอสโตเจนที่มากเกินไปจะทำให้ผนังกั้นไขมันไม่แข็งแรง ไขมันบางส่วนจะถูกเบียดไปชั้นใต้ผิวหนังทำให้เกิดเป็นก้อนใต้ผิวหนัง เรามักจะพบเซลลูไลท์ในคนหลังตั้งครรภ์ หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด
    • เซลล์ไขมันของผู้หญิงจะมีขนาดใหญ่กว่าของผู้ชาย เมื่อผนังกั้นไม่แข็งแรง ไขมันจะถูกดันไปชั้นผิวหนัง