A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

บ่นไรเนี๊ยะ พฤษภาคม 27, 2006

Filed under: ไดอารี่ — Korkai @ 9:52 pm
chicky_entomเดือนนี้เพื่อนเกิดเยอะจังเลย
ไม่มีตังค์จะซื้อของขวัญอะไรให้หรอกน๊ะ อิอิ แต่ถ้าเป็นไปได้อะอยากจะให้กลับมารวมตัวกันไปกินมู๋กะทะ หรืออะไรกันซักมื้อก็ได้ แต่อยู่ไกลๆกันจังเลย เหอๆ หยุดยาวๆเมื่อไหร่หาที่เที่ยวกันดีกว่าน๊ะ
กลุ่มกระทรวงเกษตรปากหมา เมื่อวานพี่เจี๊ยบโทรมา ขำมากเลย โทรมาบอกว่าพี่ๆ หัวหน้าที่บริษัทสามารถ คอร์ปอเรชั่นโทรมาบอกว่าอยากให้น้องๆ ที่ทำงานโครงการของกระทรวงเกษตรกลับมาทำงานกันอีก จะพอเป็นไปได้ไหม เพราะทำงานกันดี และก็จริงใจดี เหอๆ อีตอนที่พวกเรายังทำงานกันอยู่ก็หาว่าเราพูดตรงเกินไป หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ปากหมา อิอิ ก็อย่างว่าหล่ะเด็กเกษตรน้อยที่จะมานั่งเลียแข้ง เลียขาเจ้านายเพื่อได้เลื่อนขั้น พวกเรามันหัวแข็งไปหน่อย จนได้ฉายา น้องกลุ่มกระทรวงเกษตรปากหมา แต่ก็อืมก็เหมาะกะกลุ่มเราดีน๊ะ 555 
chicky_entomช่วงเวลาที่สนุกที่สุด และน่าจดจำที่สุด ช่วงเวลาที่ทำงานให้กระทรวงเกษตร เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข และสนุกมากเลย ไปทำงานไม่เหมือนไปทำงาน เหมือนเค้าจ้างพวกเราไปเล่นเนต เล่นเกม 555 เพื่อนๆ ก็ส่วนใหญ่จบเกษตรกัน  chicky_entomคิดถึงจังอะ
คงจะไม่มีโอกาสได้ไปทำงานด้วยกันแบบนั้นอีกแล้วหล่ะ ก็อะไรหลายๆอย่างมันก็อยู่ในความทรงจำของพวกเราอะเน๊อะ แล้วซักวันพวกเราคงได้ไป ฉลองกันที่ ป.กุ้งเผา แจ้งวัฒนะอีก (เสียดายวันนั้นกลับก่อนเลยไม่ได้ดูของดี เห้อ) 
จะได้เป็นคุณน้าแล้ว สุดท้ายมีข่าวดีแหละ อิอิ พี่เจี๊ยบท้องได้ 6 เดือนแล้ว ดีจัยจังเล๊ย เหอๆ รอให้ท้องมานานแล้ว ไม่ท้องซะที คราวนี้แหละสมใจ อยากได้หลานชายอะพี่เจี๊ยบ .. หน้าตาจะออกมาเป็นยังไงน๊ะ หวังว่าคงจะไม่หน้าตาเหมือน ไอ้มู่น๊ะ อิอิ..
Advertisements
 

Emoticons msn หมีน้อย + ไอ้หัวโต + อื่นๆ

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 9:32 pm
 

     http://s10.histats.com/6.swf   

ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
 
 
 
 
 

 

                      

 
 
 
__________________________________________________________________________________
 

 




 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แหล่งดูนกที่สมบูรณ์แบบที่สุด ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พฤษภาคม 25, 2006

Filed under: ท่องเที่ยว — Korkai @ 3:20 am

ม.เกษตร กำแพงแสน Kaset KPS

ปริญญา ผดุงถิ่น
มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับที่ 1272 

 

มอกะเสด

              สำหรับคนทั่วไป กำแพงแสนก็แค่อำเภอหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่สำหรับนักดูนกแล้ว ที่นั่นได้ชื่อเป็นแหล่งดูนกใกล้กรุงเทพฯ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ประกอบด้วยค่ายลูกเสือกำแพงแสน และก็มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่อยู่ไม่ไกลกัน เมื่อรวม 2 จุดนี้เข้าด้วยกันในทริพเดียว ก็เท่ากับว่าเราจะได้เจอนกแทบครบทุกรูปแบบ นั่นคือ นกป่าละเมาะ นกทุ่ง นกน้ำ และนกเมือง ชนิดของนกจะเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดเมื่อฤดูหนาวมาเยือน เป็นรีสอร์ตหลังใหญ่ของบรรดานกอพยพหนีหนาวโดยแท้
              ถามว่าทำไมผมต้องคิดถึงกำแพงแสน ตอบ เพราะผมเองใช้สถานที่นี้เป็นที่ฝึกหัดดูนก เช่นเดียวกับนักดูนกอีกจำนวนมาก นิสิตเกษตรมีวิทยาเขตกำแพงแสนเป็นมหาวิทยาลัย ผมก็มีวิทยาเขตกำแพงแสนเป็นมหาวิทยาลัยการดูนกด้วย
              เมื่อเริ่มเป็นแล้ว พอมีเด็กใหม่มาหัดดูนกด้วย ผมก็พาไปที่กำแพงแสนอีกนั่นแหละ ด้วยความมั่นใจในความเจ๋งของสถานที่นี้ กลายเป็นการส่งต่อรุ่นต่อรุ่นโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่ผมก็ลองหลับตานึกดู จากประสบการณ์ของผมนั้น ได้พบนกชนิดใหม่ของตัวเองจากกำแพงแสนไปมากเท่าไร คงไล่ได้ไม่ครบ แต่ก็นึกออกทันทีหลายตัวด้วยกัน เช่น เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ (Black Baza) นกกระสานวล (Grey Heron) นกพงใหญ่พันธุ์ญี่ปุ่น (Great Reed-Warbler) นกกะปูดเล็ก (Lesser Coucal) นกอัญชันคิ้วขาว (White-browed Crake) นกหัวขวานด่างอกลายจุด (Fulvous-breasted Woodpecker) นกกินแมลงตาเหลือง (Yellow-eyed Babbler) เป็ดลาย (Garganey) เป็นต้น
              ในจำนวนที่ว่ามา ดูเหมือนตอนเห็นเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำจะได้อารมณ์คึกสุดขีด เพราะเหยี่ยวอะไรจะสวยและเท่ขนาดนั้น เวลาบินไล่กันเป็นฝูงก็ดูคล้ายอีกาตรงตามตำราว่าไว้จริงๆ ด้วยแต่ตัวที่ต้องใช้ความพยายามอันสุนทร กลับเป็นนกกินแมลงตาเหลือง ผมไปยืนนิ่งอยู่ข้างกอหญ้าสูงท่วมหัว หลังจากเห็นความเคลื่อนไหวยุกๆ ยิกๆ ในนั้น แล้วสูตรของผมก็สัมฤทธิผล เมื่อนกนั้นเริ่มวางใจแล้วไต่ขึ้นกิ่งสูงมาโชว์หน้าตาพิลึกๆ ของมันในระยะเผาขน ด้วยวิธีการเดียวกันนี้ ผมยังลากเพื่อนมาดูนกกินแมลงตาเหลืองสำเร็จอีกคนด้วย
               ผมยังทันช่วงเวลาของร้าน "ป้าสำราญ เคนตั๊กกี้" กับเพิงขายไก่ทอด ไก่ย่าง ส้มตำ ท่ามกลางดงไม้ใหญ่ของวิทยาเขตกำแพงแสน ที่มีลูกค้าอุดหนุนแน่นขนัดในตอนเที่ยงๆ ผมเคยประทับใจกับนกข้างร้านป้าสำราญ เป็นภาพการแข่งกันล่าเหยื่อของนกกระเต็นอกขาว (White-throated Kingfisher) กับนกแซงแซวหางปลา (Black Drongo) ที่ต่างเกาะกิ่งฝั่งตรงข้ามกัน แล้วผลัดกันโฉบจับตั๊กแตนบนสนามหญ้าที่อยู่ตรงกลางพวกมัน จากโต๊ะในร้านป้าสำราญ ผมส่องดูพฤติกรรมน่าดูนี้ราวกับมวยที่นั่งริมไซด์   เมื่อทันไปกินไก่ทอดร้านป้าสำราญ เคนตั๊กกี้ ก็เลยทันตอนผู้บริหารมหาวิทยาลัยไล่ที่ป้าสำราญ จะตัดโค่นดงไม้ตรงนั้นเพื่อเคลียร์พื้นที่ทำสนามกอล์ฟ ตามแบบของเกษตรศาสตร์ยุคคลั่งไคล้ ไทเกอร์ วู้ดส์ (ถึงขนาดพ่อเสือน้อยใส่เสื้อโปโลมารับปริญญาเอกแบบเสียไม่ได้ ไม่รู้ว่าคนประเคนรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า)

ซากูระกำแพงแสน


                ความพยายามตัดไม้เพื่อทำสนามกอล์ฟครั้งนั้น กลายเป็นกรณีพิพาทรุนแรง เมื่อคนในทั้งอาจารย์ นิสิตสายอนุรักษ์ และศิษย์เก่า สมทบด้วยนักดูนกคนนอก เฮโลประท้วงและรุมสหบาทาผู้บริหารเกษตรฯ เวลานั้นทางอินเตอร์เน็ตอย่างรุนแรง แถมขึ้นเป็นข่าวทางหน้า 1 หนังสือพิมพ์ข่าวสดด้วย
              จากการค้นคว้าข้อมูลเก่าๆ ของนกในกำแพงแสน พบว่าสถานที่นี้สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการดูนกมาเป็นระยะ เคยพบนกหายากอย่างนกอ้ายงั่ว (Darter) ตลอดจนนกหายากที่มีเรคคอร์ดน้อยมากอย่างนกเอี้ยงพราหมณ์ (Brahminy Starling) นกอีก๋อยจิ๋ว (Little Curlew)  ไม่เท่านั้นยังมีรายงานเก่าแก่ของนิสิตนักดูนก ที่สงสัยว่าจะพบนกลี้ลับอย่าง นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (White-eyed River-Martin) ด้วย แต่ไม่ทันที่จะมีการตามไปตรวจสอบซ้ำให้ชัดเจน บ่อบำบัดน้ำเสียของคณะประมงซึ่งเป็นจุดพบนกในรายงาน ก็ได้รับการ "พัฒนา" ขุดลอกดินเลนและวัชพืช ดับความหวังทุกอย่างไปหมดสิ้น
แต่ที่ต้องถือเป็นหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของกำแพงแสน เห็นจะเป็นการพบนกชนิดใหม่ของประเทศไทย ภายหลังการจัดพิมพ์เบิร์ดไกด์ฉบับหมอบุญส่ง นกตัวนั้นชื่อว่า เป็ดเปียหน้าเหลือง หรือเป็ดไบคาล (Baikal Teal)
               ความเป็นนกที่ถูกสำรวจพบใหม่ก็มีศักดิ์ศรีบารมีพอแรงแล้ว แต่เป็ดเปียหน้าเหลืองมีดีกว่านั้น มันได้รับการยกย่องจากวงการปักษาโลก ให้เป็น 1 ในเป็ด 3 ชนิดที่สวยที่สุดในโลกเลยทีเดียว
การพบอันยิ่งใหญ่นั้นคือวันที่ 11 มกราคม 2535 เกจิสุธี ศุภรัฐวิกร และคณะ พบเป็ดเปียหน้าเหลืองทั้งตัวผู้ตัวเมีย ซุกพักผ่อนอยู่ใต้ใบบัวภายในบ่อ 6 ซึ่งก็คือบึงน้ำใหญ่ด้านหน้าของวิทยาเขตกำแพงแสนนั่นเอง ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าประตูใหญ่ก็จะเห็นบ่อ 6 อันกว้างใหญ่มาแต่ไกล ในบันทึกของเกจิสุธี ยังพบนกเป็ดน้ำดีๆ อีกหลายชนิดในวันเดียวกัน เช่น เป็ดปีกเขียว (Common Teal) เป็ดปากพลั่ว (Northern Shoveler) เป็ดหางแหลม (Northern Pintail) เป็ดปากสั้น (Eurasian Wigeon) รวมถึงนกคูต (Eurasian Coot)
            

มอกะเสด

   ขณะที่การสืบค้นข้อมูลเก่าๆ ของนิสิตเกษตรเอง ยังมีสุดยอดเป็ดอีกหลายชนิดในบ่อ 6 เช่น เป็ดหงส์ (Comb Duck) เป็ดแมนดาริน (Mandarin Duck) เป็ดดำหัวสีน้ำตาล (Ferruginous Pochard) เป็ดดำหัวดำ (Baer’s Pochard) เห็นลิสต์ชื่อพวกนี้แล้ว ต้องขออุทานดังๆ "กรี๊ด ! เปรี้ยง ! ซ่า !" (แหะ แหะ คงไม่มีใครอุทานได้บ้าเท่าผมอีกแล้วละ) โดยพื้นฐานแล้ว พวกเป็ดถือเป็นนกมีเกรดของนักดูนก การจะดูมันยังต้องการความพร้อมในหลายๆ อย่าง ทั้งเวลา ทุน อุปกรณ์ เนื่องจากแหล่งดูนกเป็ดน้ำที่ดีที่สุดในไทยก็คือ ทะเลสาบเชียงแสน แทบจะเหนือสุดของประเทศโน่น จะไปเที่ยวถึงเชียงแสนได้ก็ต้องมีทั้งเวลาและเงินใช่ไหมครับ
                อุปกรณ์ดูเป็ดที่ขาดไม่ได้ก็เป็นกล้องสโคป เพราะเป็ดมักมีระยะเซฟตี้ให้ตัวเองที่ค่อนข้างไกลจากคนมาก ลำพังกล้องไบน็อกแรงขยายแค่ 8 เท่า 10 เท่า บางทีสิ่งที่เห็นอาจเป็นแค่ตุ่มรูปเป็ดเหนือผิวน้ำ แต่ดูไม่ออกว่าเป็ดอะไร ดูไปก็เซ็งเปล่าๆ หากไม่อยากไปไกลถึงเชียงแสน ก็ยังมีบึงบอระเพ็ดที่ใกล้เข้ามาหน่อย แต่บึงบอระเพ็ดก็มีข้อจำกัดตัวเอง หากไม่เช่าเรือออกไปกลางบึงแล้วละก็ โอกาสจะได้เห็นแม้เงาเป็ดจากบนฝั่งแทบจะ 0% ซึ่งทั้งทะเลสาบเชียงแสนและบึงบอระเพ็ด ก็มีเป็ดแบบที่บ่อ 6 กำแพงแสนมีนี่แหละ แต่ที่บ่อ 6 เราใช้เวลาเดินทางจาก กทม. แค่ 2 ชั่วโมง (ถ้าตีนผีก็ไม่ถึง) ไม่ต้องเช่าเรือออกไปอีกทอด ก็ตั้งกล้องส่องดู "ของแพง" พวกนี้จากบนฝั่งได้แล้ว
                  ผมเองเสียดาย ยังไม่มีโอกาสได้จ๊ะเอ๋เป็ดเจ๋งๆ พวกนี้ในบ่อ 6 กับเขาเลย เนื่องจากเมื่อปี 2540 ทางเกษตรฯ เคย "พัฒนา" บ่อ 6 จนเตียนโล่ง ทำลายแหล่งอาศัยของโคตรเป็ดใกล้กรุงพวกนี้จนพังพินาศ อาจจะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจรู้ทั้งรู้ แต่วิสัยทัศน์หยาบคายเกินไปก็สุดจะคาดเดาได้ เพราะตอนนั้นผมเองเพิ่งหัดจับกล้องดูนก แต่ก็ยังได้ยินแต่เสียงประณามสาปแช่งของนักดูนกรุ่นเก่าที่ก่นต่อๆ กันมานะครับ
                  ทุกวันนี้พืชน้ำในบ่อ 6 เริ่มฟื้นสภาพกลับคืนมาเป็นที่กำบังให้พวกนกน้ำอีกครั้ง ช่วง 2-3 ปีหลังมานี้เวลาผมไปด้อมๆ ที่บ่อ 6 ก็เห็นฝูงเป็ดแดง (Lesser Whistling-Duck) เป็นร้อยๆ มาลอยคอในบ่อ 6 "ส่งสัญญาณ" ว่า อภิมหานกเป็ดน้ำทั้งหลายอาจจะกลับมายังบ่อ 6 ในไม่ช้านี้ หากการทดสอบโดยด่านหน้าอย่างเป็ดแดง ได้รับการการันตีว่าบ่อ 6 มีความปลอดภัยและน่าอยู่เพียงพอ
หยุดปีใหม่นี้ ผมจะแบกสโคปไปที่ริมบ่อ 6 หวังจะได้รับของขวัญกล่องโตๆ อย่างนักดูนกรุ่นเก่าบ้าง

 

"เห็นไหมหล่ะ ว่า ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เจ๋งขนาดไหน"

  http://s10.histats.com/6.swf

 

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

Filed under: Travel — Korkai @ 3:07 am

   อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งครอบคลุมพื้นที่รอยต่อของสองจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยและอำเภอนครไทยจังหวัดพิษณุโลกภูหินร่องกล้าอันเป็นพื้นที่เป็นแหล่งกำเนิดของประวัติศาสตร์การสู้รบอันยาวนานเป็นวีรกรรมของนักรบไทย ความขัดแย้งของลัทธิและแนวความคิดที่นำไปสู่ความสูญเสียเลือด ชีวิตและน้ำตา ภาพประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ตลอดจนสภาพสิ่งก่อสร้างในอดีตจะถูกบันทึกเก็บรักษาไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้กำลังเข้าประหัตประหาร ความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองความแตกแยก ความสามัคคีของคนในชาติ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีเนื้อที่ประมาณ 307 ตารางกิโลเมตร หรือ 181,875 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
   สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูลมโลเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1 ,664 เมตรจากระดับน้ำทะเล เทือกเขาเหล่านี้จะมีความสูงลดหลั่นลงไปจากด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยลำน้ำไซ ห้วยน้ำขมึน ห้วยออมสิงห์ ห้วยเหมือดโดน และห้วยหลวงใหญ่

ลักษณะภูมิอากาศ
   ภูหินร่องกล้ามีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึงและภูหลวงเนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกันอากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมากประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส มีหมอกคลุมทั่วบริเวณ ส่วนฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบายฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
   อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ 3 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา ป่าเต็งรังเป็นป่าที่ขึ้นในพื้นที่ระดับต่ำบริเวณเชิงเขา พื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และค่อนข้างแห้งแล้ง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง พยอม เหียง ตะคร้อ พลวง ฯลฯ ส่วนป่าดิบเขาจะขึ้นในบริเวณเขาสูง ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก อากาศชื้น เป็นป่ารกทึบ พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ ก่อเดือย ก่อหัวหมู อบเชย ทะโล้ ส่วนไม้พื้นล่าง ได้แก่ หวาย ปาล์มชนิดต่าง ๆ สำหรับ ป่าสนเขาเป็นป่าบนที่ราบหลังภู มีสนสองใบและสนสามใบขึ้นปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นสนสองใบ บางแห่งอยู่รวมกันเป็นป่าสนกว้างใหญ่
   นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ป่าดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เช่น ม้าวิ่ง เอื้องตาหิน เอื้องคำหิน เอื้องสายสามสี ช้องนางคลี่ เหง้าน้ำทิพย์ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ฟองหิน รวมทั้งมอส เฟิร์น ไลเคนล์ และตะไคร่ชนิดต่างๆซึ่งในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาวดอกไม้ป่าเหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งมีสีสันงดงาม
   ในอดีตภูหินร่องกล้า เคยมีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ กวาง เก้ง กระจง นกชนิดต่าง ๆ ครั้นต่อมาเมื่อกลายเป็นแหล่งอาศัยของคนจำนวนมาก และยังเคยเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบมาก่อน สัตว์ป่าต่าง ๆ จึงถูกล่าเป็นอาหาร ในปัจจุบันเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง จึงมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ เก้ง กระจง หมี และนกหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น
แหล่งท่องเที่ยว
   โรงเรียนการเมืองการทหาร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 6 กิโลเมตร มีสภาพเป็นป่ารกทึบหนาแน่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ในอดีตเคยเป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาตามแนวทางของลัทธิคอมมิวนิสต์ ในบริเวณโรงเรียนการเมืองการทหาร จะประกอบไปด้วยบ้านฝ่ายพลเรือน ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายสื่อสาร และสถานพยาบาล ส่วนเหล่านี้มีทั้งหมด 31 หลัง เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ กระจายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ภายในบ้านแต่ละหลังจะมีแคร่สำหรับนอน และโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือทำด้วยไม้กระดานอย่างหยาบ ๆ เศษข้าวของกระจายอยู่เกลื่อน บางหลังเริ่มผุพังเพราะถูกปล่อยให้ร้างหลังจากมวลชนเข้ามอบตัวแล้ว นอกจากนี้บริเวณตอนกลางของโรงเรียนการเมืองการทหาร มีรถแทรกเตอร์จอดอยู่ 1 คัน ซึ่ง ผกค. ทำการยึดจากบริษัท พิฆเนตร แล้วเผาทิ้งไว้
   สำนักอำนาจรัฐ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานฯ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ดำเนินการปกครอง มีการพิจารณาและลงโทษผู้กระทำผิดหรือละเมิดต่อกฎลัทธิมีคุกสำหรับขังผู้กระทำความผิด มีสถานที่ทอผ้าและโรงซ่อมเครื่องจักรกล
   หมู่บ้านมวลชน เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มมวลชนมีอยู่หลายหมู่บ้าน เช่นหมู่บ้านดาวแดง หมู่บ้านดาวชัย แต่ละหมู่บ้านมีบ้านประมาณ 40-50 หลัง เรียงรายอยู่ในป่ารกริมทางที่ตัดมาจากอำเภอหล่มสักลักษณะบ้านเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ไม่ยกพื้น หลังคามุงด้วยกระเบื้องไม้บ้านแต่ละหลังจะมีหลุมหลบภัยทางอากาศอยู่ด้วย
   กังหันน้ำ อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนการเมืองการทหาร ใช้หล่อเลี้ยงคนหลายพันคนบนภูหินร่องกล้า สร้างขึ้นโดยนักศึกษาโดยใช้พลังน้ำขับเคลื่อนกังหันเพื่อหมุนแกนครกกระเดื่องตำข้าวซึ่งเปรียบเสมือนโรงสีข้าวของ ผกค.
   โรงพยาบาล อยู่ห่างจากสำนักอำนาจรัฐ ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นโรงพยาบาลกลางป่าที่มีอุปกรณ์ในการรักษาคนป่วยเกือบครบถ้วน มีห้องปรุงยา ห้องพักฟื้น และยาชนิดต่าง ๆ เป็นอันมาก
   ลานหินแตก อยู่ห่างจากฐานพัชรินทร์ ประมาณ 300 เมตร ลักษณะเป็นหินที่มีรอยแตกเป็นแนวเป็นร่องเหมือนแผ่นดินแยก รอยแตกนี้บางรอยก็มีขนาดแคบพอให้รากต้นหญ้าชอนไชไปได้เท่านั้น บางรอยกว้างพอคนก้าวข้ามได้ และบางรอยกว้างมากจนไม่สามารถกระโดดข้ามได้ ความลึกของร่องหินแตกเหล่านั้นไม่สามารถจะคะเนได้ ลักษณะเช่นนี้สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการโก่งตัวหรือเคลื่อนตัวของผิวโลกจึงทำให้พื้นหินนั้นแตกเป็นแนวนอกจากนี้บริเวณหินแตกยังปกคลุมไปด้วยมอส ไลเคนส์ ตะไคร่ เฟิร์น และกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ
   ลานหินปุ่ม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ริมหน้าผาลักษณะเป็นลานหินผุดขึ้นเป็นปุ่มไล่เลี่ยกัน คาดว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหินทางเคมีและฟิสิกส์ ในอดีตบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นของคนไข้เนื่องจากอยู่บนหน้าผา จึงมีลมพัดเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งพักผ่อน
   ผาชูธง อยู่ห่างจากลานหินปุ่มประมาณ 500 เมตร เป็นหน้าผาสูงชันสามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยเฉพาะภาพวิวพระอาทิตย์ตกดินจะสวยงามไม่แพ้จุดชมวิวอื่น ๆ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ที่ ผกค.จะขึ้นไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครั้งที่รบชนะทหารของรัฐบาล
   น้ำตกหมันแดง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 32 ชั้น ปัจจุบันยังไม่มีทางรถเข้าถึง หากจะเข้าไปเที่ยวให้ติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง
   น้ำตกร่มเกล้าภราดร เป็นน้ำตกฝาแฝด 2 แห่ง ที่อยู่ติด ๆ กัน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ บนถนนภูหินร่องกล้าประมาณ 4 กิโลเมตร ก่อนถึงโรงเรียนการเมืองการทหารประมาณ 1 กิโลเมตร จากถนนสายใหญ่ จะต้องเดินตัดลงไปบนทางเท้าที่พึ่งทำขึ้นใหม่เป็นระยะทางประมาณ 800 เมตร ตัวน้ำตกไม่สูงใหญ่นัก แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบมีลักษณะเป็นป่าบริสุทธิ์อันงดงามมาก
   น้ำตกศรีพัชรินทร์ ตั้งอยู่ก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯบริเวณเชิงเขาประมาณ 4-5 กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่มีทางรถเข้าถึงและยังไม่พร้อมสำหรับการท่องเที่ยว
   น้ำตกผาลาด และ น้ำตกตาดฟ้า ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูหินร่องกล้าโดยแยกซ้ายจาก หมู่บ้านห้วยน้ำไซต่อไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการพลังงานไฟฟ้าห้วยขมึน อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกแก่งลาด ขึ้นเขาต่อไปประมาณ 3-4 กิโลเมตร มีทางเดินแยกซ้ายลงไปน้ำตกตาดฟ้าหรือน้ำตกด่านกอซองเป็นน้ำตกชั้นเดียวขนาดใหญ่ที่สวยงาม

สิ่งอำนวยความสะดวก มีบ้านพัก ร้านอาหารและสถานที่กางเต้นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยว
การเดินทาง
   จากตัวเมืองพิษณุโลก โดยสารรถยนต์ไปตามเส้นทางพิษณุโลก – หล่มสัก ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร ถึงสามแยกบ้านแยง เลี้ยวขวาเข้าสู่อำเภอนครไทย เป็นระยะทาง 29 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางต่อโดยรถสองแถว อีกประมาณ 31 กิโลเมตร จะถึงหน่วยบริการนักท่องเที่ยวและที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
   จากเมืองเพชรบูรณ์ไปอำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า บ้านวังบาน บ้านโจ๊ะโหวะ จนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร
การติดต่อ
   ขอรายละเอียดและสำรองที่พักได้ที่ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 61 ถนนพหลโยธิน จตุจักร กทม.10900 โทร. 0-2579-7223 , 0-2561-2919
   หรือติดต่อที่อุทยานแห่งชาตภูหินร่องกล้า ตู้ ปณ. 3 อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 65120 โทร. 0-5523-3527

 

ที่มา http://www.oceansmile.com

 

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

 
 
มีที่บางแห่งที่ทำไงก็ไม่อาจลืม : กำแพงแสน

 พื้นที่มีมากว่า 7000 ไร่ (ถ้าจะเดินทั่วคงใช้เวลามากกว่า 4 ปี)
 ดอกซากุระที่สวยที่สุดใน ม. เกษตร คือ ดอกชมพูพันธ์ทิพย์ อยู่ตรงถนนสาธิต
 
สะเดา ตลาดนัดที่เด็กม.เกษตรต้องไปเดินเกือบทุกอาทิตย์
 
รถตะไลของ มก.กำแพงแสน เป็นรถไถพ่วงรถลาก นั่งแล้วมันได้อารมณ์ลูกทุ่งจริง ๆ
 
Gen-chem,Thermo,Solid ควรเรียนคนละ 2 ไม้ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ
 สังเกตุว่าเด็ก มก.กำแพงแสนหลายคน มีแฟนกันหลังรับน้อง
 
เด็กคณะเกษตรปี 1 เดือนแรก ห้ามใช้รถทุกประเภทให้เดินเรียนเท่านั้น
มาเรียนไม่เคยสาย พอหันมาใช้มอเตอร์ไซด์ไหงมาเรียนสายขึ้นเรื่อยๆ
 สาว ศวท.สวยสุด ๆ (รวมไป ถึงอาจารย์ในคณะด้วย 555)
 วิศวะจะได้รุ่น ในคืนก่อนที่ คณะเกษตรจะรับน้องใหญ่
 
ตกปลามันทุกบ่อและทุกที่ที่มีน้ำและทุกที่ที่ปักป้ายว่าห้ามตกปลา
 เดือนมิ.ย.ปี 4 มักชอบออกไปหาข้าวกินข้างนอก เพราะไม่อยากให้ ปี 1 เห็นหน้า
 หอหญิง เวลาช่วง 23.00-0.00 น.มักจะเห็นตำลึง(ผู้ชาย)พันตามริมรั้ว ทุกคืน
 เด็กเฟรชชี่ส่วนมากเวลาจีบกันจะโทรเข้ามาที่หอ ทำไมไม่ใช้มือถือ?
 งานเกษตร จะเป็นวันที่ นิสิตหนีกลับบ้านมากที่สุด
 ถนนแปลงล้างขวด สวยที่สุด บรรยากาศดีสุด ๆ ทุกคนที่เรียนที่นี่ต้องเคยเดิน
 การจับเนียร์จะมี ทุกปี จะสนุกแค่ไหน พวกคุณน่าจะรู้โดนแก้ผ้าเหลือ กกน ตัวเดียว
 ช่วงสอบต้องรีบไปจองห้องนอน เอ๊ยห้องติวหนังสือในห้องสมุด เพราะว่ามีไม่กี่ห้อง

 เมื่อเดือนกันยายนปี 2548 เคยมีน้ำท่วม ม .เกษตร
 นิสิตปี1 มักแต่งชุดนิสิต ปี2 ใส่แจ๊คเก็ต(เพิ่งได้กะลังเห่อ)ปี3ปี4 ใส่ช๊อปหรือเสื้อฟิล

 ที่กำแพงแสนเป็นเขตปกครองพิเศษ เหล้าเบียร์ขาย 24 ช.ม

 เกษตรกำแพงแสน เป็นมหาวิทยาลัยที่ อบอุ่น และ สวยงามที่สุดในเมืองไทย
เพราะเราอยู่หอในทั้งหมด เราจึงเจอะเจอกันได้เสมอ

 
 
 
 
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  เป็นสถานศึกษาและวิจัย  มีวัตถุประสงค์ตามความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    กล่าวคือ   ให้การศึกษา   ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง   ทำการวิจัย  ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม  ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

ประวัติความเป็นมา

     มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์     เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย   
ซึ่งถือกำเนิดมาจากโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม เมื่อ พ.ศ. 2460 ขยายและยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486
โดยมีตราประจำมหาวิทยาลัยเป็นรูปพระพิรุณทรงนาค ล้อมรอบด้วยกลีบบัวคว่ำบัวหงายในวงกลม
สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีเขียวใบไม้ และมีต้นนนทรีเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย
ต่อมาพื้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับการสอนการวิจัยทางการเกษตรมีน้อยไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยจึงจัดทำแผนและโครงการขยายกิจการต่าง ๆ
ในด้านสาขาวิชา เกษตรศาสตร์ ไปดำเนินการ ณ สถานที่ที่เหมาะสมแห่งใหม่ ในท้องที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อพ.ศ. 2510
และรัฐบาลเห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยใช้เงินกู้ธนาคารโลกส่วนหนึ่ง และเงินงบประมาณของรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง
โดยธนาคารโลกอนุมัติให้รัฐบาลกู้เงินจำนวน 320.3 ล้านบาทสมทบกับเงินงบประมาณจำนวน 269 ล้านบาท
ดำเนินโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2515 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2521
และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนเริ่มจัดการเรียนการสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2522

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 6 ถนนมาลัยแมน ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 มีพื้นที่ประมาณ 7,841 ไร่ อยู่ห่างจากวิทยาเขต บางเขน ประมาณ90 กิโลเมตร

http://s10.histats.com/6.swf 

 

ดิสเพลย์ Display การ์ตูน Display Candydoll MSN แจกฟรี

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 1:52 am
 

     http://s10.histats.com/6.swf   

ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
 
 
 
 
 
 

 
 

00180900183600191800191900192400195510120481120481_1978184120481_1978205120481_1978209120481_1978215125813_2073849125813_2073865125813_2073983125813_2073994125813_207400097451_1554401kapook-14307-5774kapook-14772-3454kapook-15304-3212kapook-15449-7454kapook-15725-3417kapook-16324-4758kapook-16387-5745y1p1-d4oq9oVS0i0YARqerWRAOQaVuikv9NWvxzo0t6yCfg-y3eGyl4z89M7jZhTVP_PH01ZFRmSOoy1p1-d4oq9oVS0tjlR_7HDPGDiNdaXPZfQvRHJeQoZIAEpI-2wnwF7BeftFaigTJJnnwZpOw--a2C4y1p1-d4oq9oVS0yTujcttUujjAX5D4JeI3Vg8EAY7TCkYSjjtpHqNBSfhlYv0-S9cm8xmhiSafmB0gy1p1-d4oq9oVS123ndyBXGa7eN2N7sh-tMylTFvI7xL6jqeRDcanS17U5RcEzAd_2NSXOvboj56Cn0y1p1-d4oq9oVS13WT8lWxMYkLQGnQpfKlvwr3GsoUt2HwcQEAL_Vhb4SoPh4WAIVtRS0JxWWsMaruYy1p1-d4oq9oVS1AKZCeoMiKou87IpMXwzzZUs4UjVckTaTrChpbTOotHd5cQ1tVh4pXAetbNhyDiXQy1p1-d4oq9oVS1EupsFCqXxTo6Hk0ei65euVCwehiFki8KV1Olm7yO3fL_eorynb0HcvMT8x_bOYv4y1p1-d4oq9oVS1FGewnuOAVfrDMYiuSg271WS-ZCGtD4-lrBaWyaQChFPGy-0wiBM0fmJ4tNvhLc9oy1p1-d4oq9oVS1sK_jMv9K4PT6fLOreK8y95raGGgJqmsRviZ-P7GvA-01VS9pXHFVUBbMdgPPQx4oy1p1-d4oq9oVS1Wi1ikKIXfzR1EMWi0l1cquD6aWC4CrbqIwu1sQ1zr0bkmP3YS1Nbi_sZVtoL_mb8y1p1-d4oq9oVS2-5CIa2KGg20APPFx2CymYFecCy9iw3evZsNU0tU5rijqzyxonn82JnlCTS7bdreIy1p1-d4oq9oVS2UipyFKwCi8txoo1DdbQjjNhqT7fjnyQH9VE2ze9uDE3ZqDMpsr0C4FGN_ovrF7-8y1p1-d4oq9oVS3coxD4xOYN_2nGABv7HAaoepLL55qMV65XyVKo38jeFK4IraMPC4XYAQeB9bGqrtYy1p1-d4oq9oVS3RQrJy_keTYIdQRBqHtwBXP9bwUEi_gbEFl7ink3Sd9rU5ymwnjp6zo5fJnq5WEy0y1p1-d4oq9oVS3sX2OfkEczXwul4UMqL-SJlf9ljo93xdX67RXHgSbxnCF6rgqeTGDLpeT2HruTLjk 
110111151315162345556674677589

 

         
 
     
 
     

     
 
     
 
     
 
     
 
     
 
     
 
     
 
     
 
     
 
     
 
      

 

 
 
 
      
 

                         

 

      

 
      
 
      
      
      
      
      
 

     12345678untitled
t5thaimsn10thaimsn11thaimsn13thaimsn14thaimsn16thaimsn17thaimsn18thaimsn19thaimsn20thaimsn21thaimsn22thaimsn23thaimsn24thaimsn5thaimsn7

 

  http://s10.histats.com/6.swf

 

เพราะมีเธอ พฤษภาคม 23, 2006

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 12:11 am

วันและคืนเลยพ้นผ่าน มันเดินไปอย่างเชื่องช้า มันทอนแรงศรัทธา ให้ยิ่งต้องเหนื่อยและท้อ
มีเพียงแต่หัวใจ สั่งให้ฉันก้าวไปต่อ เพื่อสิ่งที่ฝัน ที่ดูช่างไกลแสนไกล

กว่าจะผ่านวันแสนเหนื่อย ได้มายืนอยู่ตรงนี้ มันเป็นการบ่งชี้ ถึงความลำบากเพียงไหน
บางคืนอาจชื่นบาน แต่บางวันก็โหดร้าย ต้องเจอกับความทุกข์ใจ ต้องคุยกับหยดน้ำตาที่นองเอ่อ

อ่อนล้าจนสุดล้า น้ำตาไม่มีไหล แต่จากน้ำใจที่เธอให้มา เหมือนแรงผลักดัน
ช่วยประคองให้ก้าวไป ช่วยนำให้พบทาง  ได้มาถึงวัน ได้พบกับสิ่งที่ดี เพราะมีเธอ

แล้วจากที่ฟ้ามืดมัว ก็พลันเปลี่ยนไป เมฆหมอกสลาย เห็นเป็นแผ่นฟ้างดงามสายตา
สายรุ้งเริ่มทอประกาย สายฝนก็สร่างซา เหมือนฟ้าเอื้อมมือลงมา
ฉุดดึง ผลักดันให้ฝันเราเป็นจริง จากวันนี้ความฝัน ต้องเป็นของเรา
จากวันนี้ขอสู้สุดใจ จะไม่ท้อ แม้ร้อนหนาว ก็ยอมจะเดินไป จะบุกจะบั่นให้ได้มา อย่างที่ฝัน

จากฝันที่สุดคว้า ได้มาถึงจุดหมาย ก็จากน้ำใจที่เธอให้มา เหมือนแรงผลักดัน
ช่วยประคองให้ก้าวไป ช่วยนำให้พบทาง ได้มาถึงวัน ได้พบกับสิ่งที่ดี เพราะมีเธอ