A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

เปอร์เซียเรืองอำนาจในโลก เมษายน 29, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 1:09 pm

ขณะที่บาบิโลนครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเก่าของอัสซีเรีย พวกมีเดียครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ สองจักรวรรดินี้ตั้งอยู่คู่เคียงกันเป็นเวลานานประมาณเจ็ดสิบปีโดยไม่มีการสู้รบกันอย่างเปิดเผย

ในปี ก.ค.ศ.550 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น อัสทียาเกส (Astyages) แห่งมีเดียยกทัพไปต่อสู้กับพวกเอลาม ซึ่งตอนนั้นกษัตริย์ไซรัส (Cyrus) แห่งเปอร์เซียปกครองอยู่ การสู้รบกันครั้งนี้ปรากฎว่ากองทัพมีเดียปราชัยยับเยิน เพราะกษัตริย์ไซรัสทรงเดชานุภาพและเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนเกินกว่าที่จะเอาชนะพระองค์ได้ ไซรัสทรงสามารถขับพวกมีเดียให้ล่าทัพกลับ แล้วตามไปโจมตีถึงในดินแดนของชาวมีเดียจนได้ชัยชนะ อีกไม่นานไซรัสก็ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ในเอคบาทานา (Ecbatana) และอ้างว่าพระองค์มีอำนาจในจักรวรรดิมีเดีย

นาโบนิดัด (Nabonedus) แห่งบาบิโลนกลัวว่าไซรัสจะยกทัพเลยเข้ามาโจมตีจักรวรรดิของพระองค์ ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น พระองค์จึงได้ร่วมกับผู้นำมิตรประเทศ ได้แก่ อามาซิส (Amasis) แห่งอียิปต์ และ โครเอซัส (Croesus) แห่งลิเดียจัดตั้งกองกำลังเพื่อป้องกันประเทศของพวกตน กษัตริย์ไซรัสบุกเข้ายึดซารดิส (Sardis) เมืองหลวงของลิเดียได้เป็นแห่งแรกในปี ก.ค.ศ. 547 พอถึงปี ก.ค.ศ. 539 ไซรัสทรงยกทัพเข้าโจมตีบาบิโลนโดยตรง เวลานั้นประชาชนชาวบาบิโลนไม่นิยมเลื่อมใสในตัวกษัตริย์นาโบนิดัด เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นชาวอารัมที่มาจากเมืองฮารานซึ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แคลเดียแห่งบาบิโลนแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ยอมสักการะเทพเจ้ามาร์ดุกอีกด้วย จึงทำให้พวกปุโรหิตของพระมาร์ดุกไม่ชอบพระองค์ นาโบนิดัดเลื่อมใสศรัทธาพระสิน (Sin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เทพองค์นี้มีวิหารอยู่ที่เมืองฮาราน ก่อนหน้านั้นหลายปี คือก่อนที่กษัตริย์ไซรัสจะยึดเอคบาทานาได้นาโบนิดัดปล่อยให้เบลชัสซาร์โอรสของพระองค์ปกครองประเทศแทน ผลที่ตามมาก็คือไม่มีการฉลองเทศกาลปีใหม่ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เพราะเทศกาลนี้กษัตริย์จะต้องเป็นผู้นำในพิธีรื้อฟื้นความเป็นผู้นำประเทศ เรื่องนี้เองที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจนาโบนิดัดอย่างมาก ดังนั้นเองจึงไม่เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับไซรัสอย่างเต็มกำลัง

ไซรัสรบชนะบาบิโลนที่เมืองโอปิส (Opis) บนฝั่งแม่น้ำไทกรีสเมื่อปี ก.ค.ศ. 539 และอีกไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพของพระองค์ก็ยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จโดยไม่มีการต่อสู้มากนัก นาโบนิดัดทรงหนีเอาตัวรอดแต่ก็ถูกจับได้ ชาวบาบิโลนต้อนรับกษัตริย์ไซรัสด้วยความปีติยินดีในฐานะที่ทรงเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาและผู้รับใช้ของพระมาร์ดุก เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมาร์ดุกกษัตริย์ไซรัสจึงทรงรื้อฟื้นเทศกาลปีใหม่ขึ้นมาอีก และนำรูปปฏิมาของเทพเจ้าต่าง ๆ กลับไปไว้ในเทวสถานเดิมของใครของมัน หลังจากไซรัสได้บาบิโลนไว้ในความครอบครองแล้วไม่นาน บรรดาเจ้านายผู้ปกครองมณฑลต่างด้าวต่าง ๆ ก็พากันมาสวามิภักดิ์ จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งขึ้นได้ด้วยการผนวกจักรวรรดิมีเดีย จักรวรรดิบาบิโลน พร้อมกับดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โดยมีกรุงเอาบาทานาเป็นเมืองหลวง

จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งอยู่ได้นานประมาณสองร้อยปี กษัตริย์องค์หลัง ๆ ไม่ใช่นักปกครองที่ดีเหมือนไซรัส อียิปต์และกรีกเป็นศัตรูตัวฉกาจของเปอร์เซีย คัมบีเซส (Cambyses) โอรสของไซรัสปราบอียิปต์ได้สำเร็จในปี ก.ค.ศ. 525 แต่ประชาชนชาวอียิปต์ไม่เต็มใจอยู่ใต้ปกครองของเปอร์เซียจึงก่อการกบฏขึ้นบ่อย ๆ หลายครั้งก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศกรีก ระหว่าง ก.ค.ศ. 401-342 อียิปต์ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง แต่ก็ต้องสูญเสียไปอีกก่อนที่จักรวรรดิเปอร์เซียจะถูกโค่นลง

ประเทศกรีกสร้างความเดือดร้อนให้แก่เปอร์เซียมากกว่า และเปอร์เซียก็ไม่เคยเอาชนะกรีกได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 (Xerxer l) เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียองค์แรกที่พยายามจะพิชิตกรีกให้ได้ พระองค์ยกทัพเรือไปรบกับกรีกครั้งแรกในปี ก.ค.ศ.480 แรก ๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ถึงกับสามารถยึดกรุงเอเธนส์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของกรีกได้ แล้วเผาวัดวาอารามและอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส (Acropolis ดูภาพหน้า ) แต่อีกไม่นานกองทัพกรีกก็สามารถทำลายเรือรบส่วนใหญ่ของเปอร์เซีย กองทัพของเซอร์ซิสที่ 1 พ่ายแพ้ยับเยิน พระองค์เองก็ถูกปลงพระชนม์

อาร์ทาเซอร์ซิสที่ 1 (Artaxerxes l) ทำสงครามกับกรีกต่อไป แต่ในที่สุดก็ยอมทำสัญญาสงบศึกกันในปี ก.ค.ศ.449 หลังจากนั้นพวกกรีกก็รบพุ่งกันเอง เปอร์เซียจึงล่ากลับไปเฝ้าดูพวกกรีกฉีกเนื้อกันเองออกเป็นชิ้น ๆ ในสงครามที่เปโลโปนนีเชียน (Peloponnesian War ก.ค.ศ.431-404) ตอนนั้นไม่จำเป็นที่เปอร์เซียต้องเข้าไปแทรกแซง ชาวกรีกเอาแต่รบกันเองจนไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จักรวรรดิเปอร์เซีย แต่ผลสุดท้ายก็สร้างความพินาศให้แก่เปอร์เซียอยู่ดี ทันทีที่เลิกทำสงครามกันเอง พวกกรีกก็เริ่มก่อกวนและสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดาผู้ปกครองของเปอร์เซีย เมื่ออียิปต์เข้าร่วมผสมโรงด้วยก็ทำให้ยิ่งเดือดร้อนขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งประเทศกรีกก็ทำลายอาณาจักรเปอร์เซียได้สำเร็จ แล้วทรงครอบครองโลกสมัยโบราณไว้ได้ทั้งหมดตั้งแต่กแม่น้ำดานูบจรดแม่น้ำอินดัสและเลยไปอีก

ศาสนาของชาวเปอร์เซีย
ศาสนาดั้งเดิมของชาวเปอร์เซียเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และกสิกรรมแบบเรียบง่าย แต่ต่อมาก็มีศาสนาใหม่ ศาสนาโซโรแอสเตอร์เกิดขึ้น ศาสนานี้พัฒนาขึ้นผลงานของชายผู้หนึ่งชื่อว่า ซาราธุสตรา (Zarathustra) หัวใจของศาสนาโซโรแอสเตอร์อยู่ที่หนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือพระคัมภีร์ เช่นเดียวกันกับศานายูดาย อิสลาม คริสต์ศาสนาและศาสนาของชาวตะวันออกอีกหลายศาสนา หนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เรียกว่า พระคัมภีร์อาเวสตา (Avesta) ศาสนาโซโรแอสเตอร์มีลักษณะเป็นลัทธิทวินิยม สานุศิษย์ของศาสนานี้เชื่อในอำนาจสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งดีฝ่ายหนึ่งชั่ว พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความดีเป็นเทพผู้สูงสุด ชื่อออร์มาซด์ (Ormazd) เทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร และเชื่อว่ามีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์สอนว่า มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี และทำตามประมวลกฎหมายอันสูงส่งซึ่งแสดงออกมาเป็นค่านิยมทางศีลธรรมแบบถ่อมตัว ศิษยานุศิษย์ของศาสนานนี้มีความเชื่อมั่นว่า ความตายไม่ใช่การสิ้นสุดคนชอบธรรมจะได้รับชีวิตใหม่เมื่อตอนที่เทพออร์มาซด์ทำสงครามชนะ

 

 

 

     

 

อิสราเอล 12 เผ่า

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 12:56 pm

อิสราเอล 12 เผ่าหลักแหล่งในปาเลสไตน์

อิสราเอลเข้าไปยึดครองคานาอันตอนปลายยุค ระหว่าง ก.ค.ศ. 1250-1000 พระธรรมโยชูวาเล่าถึงวิธีที่โยชูวานำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเข้ายึดเมืองเยรีโค(โยชูวา1-5) อิสราเอลสามารถพิชิตเมืองต่างๆ ที่อยู่บนเนินเขาด้านเหนือและด้านใต้ของเยรูซาเล็ม (โยชูวา 7-10) และพูดถึงชัยชนะที่ภาคเหนือของปาเลสไตน์คือบริเวณรอบๆ เมืองฮาโซร์(โยชูวา 11) หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าเมืองต่าง ๆ เช่น เดบีร์ ลาคิช และฮาโซร์ ถูกทำลายในช่วงนี้ รวมทั้งเบธเอล แต่ไม่ใช่เมืองอัย

1. การแบ่งดินแดน
สองสามบทสุดท้ายของพระธรรมโยชูวาเป็นเรื่องการแบ่งดินแดนกันระหว่างอิสราเอล 12 เผ่า มีบางตอนบอกว่าอิสราเอลพิชิตปาเลสไตน์ไม่หมด ที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าอิสราเอลจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์ได้แล้ว แต่ก็มีเมืองของชาวคานาอันเป็นจำนวนมากที่ยังเป็นเอกราชอยู่เหมือนเดิม (โยชูวา 13.1-6 , 13 , 15.63, 16.10, 17.11-13) พระธรรมผู้วินิจฉัยบทแรกก็ยืนยันความจริงนี้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าอิสราเอล 12 เผ่าไม่สามารถยึดปาเลสไตน์เป็นของตนได้ทั้งหมด (ผู้วินิจฉัย 1.29-36)

เพื่อจะเข้าใจเรื่องในช่วงนี้ เราต้องสังเกตสิ่งที่พระธรรมโยชูวาไม่ได้บอกไว้ ดังนี้

1. ไม่ได้เขียนไว้ว่าอิสราเอลต่อสู้เพื่อยึดครองบริเวณชายฝั่งทะเลของปาเลสไตน์ คนพวกนั้นเข้มแข็งเกินที่จะเอาชนะได้ (โยชูวา13.2-3)
2. ไม่ได้พูดถึงทุ่งราบเอสเดรอีโลนซึ่งอยู่ในหุบเขาคีโชน ที่นั่นมีชาวคานาอันและอาโมไรต์อยู่หนาแน่นเกินกว่าอิสราเอลจะยึดครอง
3. ไม่ได้พูดถึงการยึดเมืองชิโลห์และเชเคมซึ่งสองเมืองนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสราเอล

พระธรรมโยชูวา 24 บอกว่าทุกเผ่าผูกพันกันโดยพันธสัญญาที่ทำกับพระเจ้าร่วมกัน โยชูวาเรียกเผ่าต่างๆ มาประชุมกันที่เมืองเชเคม ขอให้พวกเขาละทิ้งพระเทียมเท็จและทำสัตยาบันร่วมกันว่าจะเชื่อฟังพระเจ้า ความเป็นเอกภาพทางศาสนาคือสิ่งยึดเหนี่ยวสิบสองเผ่าไว้มั่นและทำให้เกิดความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ภายหลังเมืองชิโลห์กลายเป็นศูนย์กลางที่เผ่าต่างๆพากันมานมัสการพระเจ้าร่วมกัน เผ่าเลวีกลายเป็นชุมชนที่รับผิดชอบด้านศาสนาจึงไม่ได้รับดินแดนเป็นส่วนแบ่งโดยเฉพาะ แต่กระจายกันอยู่ในดินแดนของเผ่าต่าง ๆ

พระธรรมผู้วินิจฉัยเล่าเรื่องอิสราเอล 12 เผ่าต่อ และบันทึกเรื่องความทุกข์ลำบากต่างๆที่พวกเขาต้องเผชิญขณะที่เข้าไปยึดครองปาเลสไตน์ ผู้เขียนพระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อใดที่เผ่าต่างๆเชื่อฟังพระเจ้า พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น แต่เมื่อใดที่ไม่รับใช้พระองค์ก็จะอ่อนแอลง

2. ภารกิจของผู้วินิจฉัย
ผู้วินิจฉัยคือผู้ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เป็นผู้นำเผ่าต่างๆ ทำสงครามกับศัตรู เมื่อใดที่มีผู้วินิจฉัยเป็นผู้นำ พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น และตระหนักได้ว่าพวกเขาต้องรับใช้พระเจ้าและรับใช้ซึ่งกันละกัน พระธรรมผู้วินิจฉัยพูดถึงวิธีที่อิสราเอลเผ่าต่างๆ จัดการกับศัตรูทั้งหลายในยุคนั้น เพื่อจะรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้มากพอสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง และเพื่อให้ชีวิตของพวกตนมีความสุขความเจริญ

3. ศัตรูของอิสราเอล

1. พวกฟิลิสเตีย มีผู้วินิจฉัยสองคนที่ต่อสู้กับพวกฟิลิสเตียคือ ชัมการ์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1150 (วนฉ 3.31) และแซมสัน (วนฉ 13.1-16.31) ท่านทำงานแบบกองโจรไม่ใช่แบบกองทัพ
2. พวกคานาอัน เดโบราห์เป็นผู้ปลุกระดมเผ่าต่างๆ ที่อยู่ทางภาคกลางและภาคเหนือของปาเลสไตน์ให้ลุกขึ้นต่อสู้กับพวกคานาอันที่ทุ่งราบเอสเดรอีโลนจนได้ชัยชนะ มีเรื่องนี้เล่าไว้ 2 สำนวน คือแบบร้อยแก้ว(ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ) และแบบร้อยกรอง (ผู้วินิจฉัยบทที่ 5)
3. เผ่าต่าง ๆ ที่พูดภาษาอารัม สามราชอาณาจักรที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนทำสงครามกับอิสราเอล ช่วงนี้ด้วย

ก. โอทนีเอล รบชนะกษัตริย์แห่งเอโดม ประมาณ ก.ค.ศ. 1200 (วนฉ 3.7-11)
ข. เอฮูด สังหารกษัตริย์แห่งโมอับ ก.ค.ศ. 1175 (วนฉ 3.12-30)
ค. เยฟธาห์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1050 นำกองทัพต่อสู้กับชาวอัมโมน (วนฉ 10.6-12.7)

4. ชนเผ่าเร่ร่อนผู้บุกรุก กิเดโอน นำกองกำลังอิสราเอลขนาดย่อมต่อสู้กับพวกมีเดียนและอามาเลข ซึ่งบุกรุกดินแดนอิสราเอลและขโมยพืชผลอยู่เสมอ (ประมาณ ก.ค.ศ. 1100) กิเดโอนขับไล่ผู้บุกรุกออกจากปาเลสไตน์ได้สำเร็จ ทำให้เผ่าต่างๆบรรเทาความเดือดร้อนลง (วนฉ 6.1-8.35)

พระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าอิสราเอล 12 เผ่าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้เป็นอย่างดี และประสบชัยชนะครั้งสำคัญอยู่หลายหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคงมีอำนาจเกินกว่าที่พวกเขาจะปราบให้ราบคาบได้

 

พระเจ้าของโมเสส

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 12:12 pm
 

ประสบการณ์ที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการอพยพ ทำให้พวกอิสราเอลเริ่มคิดถึงเรื่องพระเจ้าและความสัมพันธ์ที่พระองค์ทรงมีกับมนุษย์ในแง่มุมใหม่ ในสมัยบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลนั้น ประชาชนคิดว่าพระเจ้าทรงเกี่ยวข้องกับบุคคลแต่ละคน แต่ละครอบครัว และแต่ละเผ่า พระองค์ทรงปฏิบัติต่ออับราฮัม อิสอัค ยาโคบและบุตรสิบสองคนของท่านเป็นคน ๆ ไป

ในสมัยอพยพพวกอิสราเอลเห็นว่า พระเจ้าทรงทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อช่วยประชาชนอิสราเอลทั้งกลุ่มให้พ้นจากการเป็นทาส และช่วยพวกเขาให้สามารถสร้างชุมชนหรือสังคมของตน พระเจ้าทรงเลือกโมเสสให้เริ่มสร้างประชาชนที่เป็นทาสเหล่านั้นให้กลายเป็นชนชาติใหญ่

1. พระบัญญัติสิบประการ
พระบัญญัติสิบประการ (อพยพ 20:2-17, เฉลยธรรมบัญญัติ 5:6-21) เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด ประสบการณ์ต่าง ๆ เมื่อครั้งอพยพออกจากประเทศอียิปต์ทำให้ความคิดเห็นของพวกอิสราเอลเกี่ยวกับพระเจ้าและแผนงานของพระองค์สำหรับมนุษยชาติเปลี่ยนไป

บัญญัติสิบประการเริ่มต้นด้วยคำนำว่า "เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส" (อพยพ 20.2) คำว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูใช้คำว่า "ยาห์เวห์" อันเป็นพระนามที่โมเสสรู้เป็นคนแรก แปลว่า "เราเป็นซึ่งเราเป็น" พระองค์คือผู้ที่นำอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ เพราะฉะนั้น

1. "อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา" พระยาห์เวห์คือพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ประชาชนต้องปรนนิบัติรับใช้ไม่ใช่พระอื่น (อพยพ 20:3)
2. "อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน" (อพยพ 20:4)
3. "อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร" (อพยพ 20:7) พระนาม "ยาห์เวห์" เป็นพระนามบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธ์มาก จนพวกยิวไม่กล้าเอ่ยพระนามนี้ เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตราย แม้ในการนมัสการก็ไม่กล้าเอ่ยถึง พวกเขาจะใช้คำว่า "อะโดนาย" แทน
4. "จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์" (อพยพ 20:8)
5. "จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า" (อพยพ 20:12) พ่อแม่มีหน้าที่สั่งสอนลูกให้รักและรับใช้พระเจ้า ลูกควรให้เกียรติแก่พ่อแม่ เมื่อท่านแก่ชราแล้วก็ควรปรนนิบัติดูแลและรักษาท่านให้ดี

พระบัญญัติข้อ 6-10 อพยพ 20:13-17 "อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ และอย่าโลภ" พระบัญญัติห้าข้อหลังนี้เป็นรากฐานมั่นคงของความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดสันติสุข

2. หีบพันธสัญญา
ประชาชนอิสราเอลตอบสนองการที่พระเจ้าทรงสำแดงพระราชประสงค์ของพระองค์ผ่านทางพระบัญญัติสิบประการ ด้วยการเข้าร่วมพันธสัญญาที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้ พวกเขาเต็มใจที่จะเชื่อฟังและให้สัญญาอย่างชัดเจนว่าจะทำตามพระบัญชาของพระองค์ พระบัญญัติสิบประการจารึกอยู่บนแผ่นศิลาสองแผ่น เป็นเครื่องเตือนสติให้รำลึกถึงคำมั่นสัญญาต่าง ๆ ที่ประชาชนทำไว้กับพระเจ้า

หีบพันธสัญญาทำด้วยไม้หุ้มทองคำ สำหรับเก็บแผ่นศิลาจารึกเพื่อให้พวกอิสราเอลแบกหามไปด้วยขณะเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เมื่อใดที่ประชาชนอิสราเอลเห็นหีบก็จะระลึกได้ว่าตนเป็นประชาชนของยาห์เวห์ และจะต้องปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน ๆ ก็เอาหีบใบนี้ไปด้วย เมื่อออกรบก็เอาไปด้วย (1 ซามูเอล 4:3) กษัตริย์ดาวิดทรงย้ายหีบพันธสัญญาไปไว้ที่กรุงเยรูซาเล็มอันเป็นเมืองหลวง (2 ซามูเอล 6:16-17) โดยเก็บไว้ในพระวิหาร และคงอยู่ที่นั่นตลอดไป จนกระทั่งบาบิโลนทำลายกรุงเยรูซาเล็มพินาศย่อยยับ เมื่อประมาณหกร้อยปีหลังจากการอพยพออกมาจากประเทศอียิปต์

3. การถวายเครื่องบูชาและการนมัสการ
ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ประณามพวกอิสราเอลสมัยหลังที่วางใจในการถวายเครื่องบูชามากกว่าเชื่อฟังพระเจ้า ดูเหมือนว่าพวกอิสราเอลเชื่อว่า ถ้าถวายเครื่องเผาบูชาเป็นประจำแล้วพระเจ้าจะทรงพอพระทัย ขอให้สังเกตว่าในพระบัญญัติสิบประการไม่มีคำสั่งเรื่องการถวายบูชาอยู่เลย แต่ในพระธรรมอพยพพูดถึงการถวายเครื่องบูชาต่าง ๆ และประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีการถวายเครื่องบูชาอยู่เสมอ

4. ปัสกา
งานเลี้ยงอาหารของพวกอิสราเอลที่เรียกว่า "ปัสกา" เป็นงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชาชนอิสราเอลจากการเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ เป็นไปได้ที่งานเลี้ยงนี้มีอยู่แล้วก่อนการอพยพ งานเลี้ยงที่แต่ละครอบครัวใช้แกะเป็นเครื่องบูชาและรับประทานอาหารร่วมกันเช่นนี้เหมือนกับงานเลี้ยงที่ชนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์เผ่าอื่น ๆ กระทำสืบกันมา เดิมทีอาจกระทำกันตอนต้นปีใหม่เพื่อขอให้พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ประชาชนและแก่ฝูงสัตว์ของเขา แต่พอถึงสมัยอพยพพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางออกจากประเทศอียิปต์ ทำให้ความหมายและความสำคัญของงานเลี้ยงนี้เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง

 

ยากันแดด ครีมกันแดด เมษายน 26, 2006

Filed under: Health and wellness — Korkai @ 1:41 pm
ชนิดของยากันแดด
1.ยาทา
   ก.สารเคมี เช่น PABA, PABA esters, benzophenones และ cinnamates เป็นสารดูดแสงอัลตราไวโอเลต
   ข.ใช้สมบัติทางกายภาพกันแสง เช่น titanium dioxide, zinc oxide , kaolin , talc และ iron oxide ทำให้เกิดการสะท้อนของแสง
2. ยารับประทาน เช่น beta – carotene, chloroquine ใช้รักษาโรคบางโรค แต่ไม่กันผิวไหม้จากแสงแดด
 

สารกันแดดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

  1. Physical Sunscreen (สารกันแดดสะท้อนแสง)
    เป็นสารเพิ่มคุณสมบัติสะท้อนแสง ส่วนมากไม่ทำปฏิกิริยาการแพ้กับผิวหนัง เช่น Titanium Dioxide(TiO2), Zinc Oxide (ZnO) เป็นต้น สารในกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA,UVB,Visible Light และ Infrared Light

  2. Chemical Sunscreen(สารกันแดดดูดแสง) เป็นสารที่สามารถดูดซับพลังงานของแสงแดดไว้ก่อนที่แสงแดดจะผ่านลงไปที่ผิวหนัง สารในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ซึ่งสามารถดูดซับพลังงานในช่วงที่ต่างกันและอาจทำให้เกิดการแพ้ยาได้

วิธีการเลือกใช้ยากันแดด
              
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ สามารถกันแดดที่ดีขึ้น เช่น สารในกลุ่ม Physical Sunscreen ที่สามารถกันแดดได้ดี และหน้าไม่ขาว หรือ การใช้ยากันแดดทั้ง 2 กลุ่ม (Physical and Chemical Sunscreen) ผสมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการป้องกันแสงแดด

สารที่ใช้เป็นยากันแดดที่ดีที่สุดคือ

1.พวก PABA esters

   – Octyl dimethyl PABA ร่วมกับ oxybenzone

   – Glyceryl PABA + Octyl dimethyl PABA + oxybenzone

   – PABA + Padimate O + oxybenzone

   – Phenylbenzimidazole 5 sulfonic acid + Octyl dimethyl PABA

2.Non – PABA

   – Ethyl hexyl – p – methoxycinnamate + 2+OH+4 methoxy benzophenone + 2 phenyl benzimidazole sulfonic acid

 

ตัวอักษรกระพริบ แต่ง space เมษายน 25, 2006

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 1:01 pm
 

     http://s10.histats.com/6.swf   

ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
 
 
 
 

 

 

 


 
 

 

 

 

 

 
 
 






 

 

 

 

 

 

เงินถุงแดง มรดกจากรัชกาลที่ ๓ ที่ช่วยรักษา “เอกราช” ของชาติไว้ ในเวลาต่อมา เมษายน 24, 2006

          
 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นคนเก่งหลายด้าน จนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนคนเดียวจะมีคุณสมบัติได้มากมายถึงขนาดนี้ แต่ก็เป็นความจริง ทรงเป็นทั้งกวี นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการทหาร นักการศึกษา ภูมิสถาปนิก อุบาสกผู้ทะนุบำรุงพุทธศาสนา ผู้อุปถัมภ์ศิลปะไทย และเป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จดีเลิศ อย่างหลังสุดนี้คือ ทรงค้าสำเภา ส่งของไปค้าขายกับเมืองจีนตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในรัชกาลที่ ๒ ถึงขั้นร่ำรวยจนพระราชบิดาทรงเรียกว่า "เจ้าสัว"
          สมเด็จพระนั่งเกล้าฯไม่ได้เสด็จออกไปเมืองจีนเอง แต่ทรงมอบให้ขุนนางไทยเชื้อสายจีนที่ไว้วางพระราชหฤทัย ให้จัดการบริหารงานค้าขายให้แทน ขุนนางผู้นั้นก็ได้ทำงานถวายด้วยความซื่อสัตย์ตลอดชีวิต จนบั้นปลายได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเป็น " เจ้าพระยานิกรบดินทร์" ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุล ลูกหลานเจ้าพระยานิกรบดินทร์จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า " กัลยาณมิตร" ด้วยเหตุที่ต้นสกุลได้รับพระกรุณายกย่องเป็น "มิตรที่ดีงาม" ในรัชกาลที่ ๓  ส่วนเงินกำไรที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้มาเป็นเงินส่วนพระองค์นี้ มิได้ทรงใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงใดๆ หรือยกให้พระราชโอรสธิดาตามพระทัยชอบทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ แต่ทรงนำมาใส่ถุงแดง แยกเป็นถุง ถุงละ ๑๐ ชั่ง ตีตราปิดปากถุง เก็บไว้ในหีบกำปั่นข้างห้องพระบรรทม ส่วนหนึ่งทรงเก็บไว้เพื่อสร้าง และทะนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ทั้งในพระนครและภายนอก อีกส่วนหนึ่งก็ทรงยกให้แผ่นดิน มีพระราชดำรัสว่า "เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง" หมายถึงว่าถ้าต้องเพลี่ยงพล้ำกับข้าศึกศัตรูแล้ว จะได้นำเงินนี้ออกมาใช้กอบกู้บ้านเมือง
           พระราชดำรัสนี้น่าประหลาดตรงที่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี จนถึง ร.ศ. ๑๑๒ ก็เกิดเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อไทยถูกฝรั่งเศสปรับโทษเป็นเงิน ๓ ล้านบาท จนท้องพระคลังมีไม่พอ ก็ได้ ‘ เงินถุงแดง ‘ ส่วนนี้ไปสมทบ ไถ่บ้านเมืองเอาไว้ได้จริงๆ แสดงว่าเงินถุงแดงที่ทรงสะสมไว้ มีจำนวนมากมายทีเดียว
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยบ้านเมืองยิ่งกว่าเรื่องส่วนพระองค์จวบจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อประชวรหนักใกล้เสด็จสวรรคต ก็มิได้ทรงพะวงกับเรื่องอื่นนอกจากความสงบสุขของแผ่นดิน ถึงกับพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ขุนนางข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้า ไว้เป็นครั้งสุดท้ายว่า "การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"
            น่าประหลาดอีกเช่นกัน ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในเรื่องนี้อย่างแม่นยำเช่นเดียวกับเรื่อง ‘ เงินถุงแดง ‘ เพราะถ้าเรานึกถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบอยู่ในปัจจุบัน แม้เวลาล่วงเลยหลังจากเสด็จสวรรคตมาแล้วถึง ๑๔๙ ปี พระบรมราโชวาทเรื่องนี้ก็ยังเป็นสิ่งทันสมัย ควรแก่การนำมาทบทวนและเตือนใจคนไทยอีกครั้งหนึ่ง
 
 

 

 

ยาที่ช่วยรักษาความกลัว

 การพูดต่อหน้าสาธารณชนทำให้คุณกลัวใช่หรือไม่? คุณวิ่งหนีไปไกลๆเพื่อหนีแมงมุมใช่หรือไม่? นักวิจัยสามารถช่วยให้คุณรับมือกับความกลัวเหล่านี้ได้ โดยหาวิธีง่ายๆที่จะรักษาอาการกลัวเหล่านี้
การรักษาด้วยฮอร์โมนสามารถช่วยให้เราเอาชนะความกลัวได้ เทคนิคการรักษานี้พัฒนาโดยทีมนักวิจัยชาวสวิส โดยสามารถช่วยผู้ที่ทนทุกข์กับความกลัวในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเขากลัวอยู่ได้ภายในวันเดียว โดยการให้กินยาก่อนที่จะต้องไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เครียดหรือกลัว  นักวิจัยหวังว่ามันอาจจะเป็นผลอย่างถาวร โดยช่วยรับมือกับความกลัวด้วยความกล้าหาญจากการรักษา เพื่อที่คนใช้จะกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวของแต่ละคน  การรักษานี้ประกอบด้วยการใช้ฮอร์โมนของมนุษย์เราที่ชื่อว่า คอติซอล (Cortisol) ซึ่งร่างกายของเราผลิตขึ้นโดยธรรมชาติในเวลาที่เครียดหรือกลัวเพื่อช่วยในการระงับภาวะการตอบสนองจากความตื่นกลัว จากการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าระดับของคอติซอลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเรากำจัดความทรงจำและอารมณ์จากความเจ็บปวดได้ ทำให้เราสามารถที่จะรับมือกับสภาวะที่เครียดได้อย่างดียิ่งขึ้น  นักวิจัยซึ่งนำโดย Dominique de Quervain จาก University of Zurich ศึกษาเกี่ยวกับการจำลองการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนคอติซอลว่าสามารถช่วยเอาชนะความกลัวและอากาอ่อนแรงจากความกลัวได้
                  การศึกษานี้ทดสอบในคน 40 คน ที่มีอาการกลัวการออกสังคม หรือการพูดต่อหน้าฝูงชน และอีก 20 คน มีอาการกลัวแมงมุม โดยให้ฮอร์โมนคอติซอลในคนครึ่งหนึ่งของแต่ละกลุ่ม แล้วให้คนกลุ่มที่หนึ่งทำการแสดง และกลุ่มที่สองให้ดูรูปของแมงมุมขนาดใหญ่ และต่อมาให้คนทั้งสองกลุ่มทำแบบทดสอบทางคณิตศาสตร์แบบทันที พบว่าผู้เข้าร่วมทดลองคนที่ได้รับคอติซอลมีความกลัวน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างเห็นได้ชัด (ตามการให้คะแนนความกลัวจาก 0 ถึง 10) ผลการทดสอบนี้ได้รายงานในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences(ref.1)  de Quervain กล่าวว่า ในการทดสอบขั้นต่อไปจะเป็นการทดสอบซ้ำโดยใช้จำนวนคนที่เพิ่มขึ้น และนำไปรักษาร่วมกับการเทคนิคใช้ของการปรับพฤติกรรม  de Quervain กล่าวว่า นักจิตวิทยายังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่นอนของการกลัวอย่างรุนแรง การกลัวอาจเกิดจากการที่มีระดับคอติซอลที่ต่ำตามธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่าครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากับแมงมุมหรือต้องยืนพูดต่อหน้าผู้ฟังเยอะๆ พวกเขาจะมีการพัฒนาความกลัวอย่างแรงที่มันไปรบกวนจิตใจ และถ้าระดับคอติซอลที่ช่วยต่อต้านมีระดับที่ต่ำ มันจะป้องกันการเกิดปฏิกิริยาการไม่ตื่นตกใจเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น   ตามปกติแล้วการกลัวอย่างรุนแรงมักรักษาด้วยการใช้การบำบัดพฤติกรรม ซึ่งคนไข้จะต้องค่อยๆ เจอกับความกลัวของแต่ละคน ตัวอย่างเช่นการกลัวแมงมุม อาจจะต้องเริ่มด้วยการมองดูภาพของแมงมุม ก่อนที่จะค่อยๆ มองหรือจับต้องกับของจริง  นักวิจัยแนะนำว่า การใช้คอติซอลอาจช่วยคนเหล่านี้ในการเอาชนะความกลัวเริ่มแรกเมื่อเริ่มการรักษาแล้วจึงเพิ่มสัดส่วนของคนไข้ผู้ซึ่งเข้ามาร่วมในคอร์ส de Quervain กล่าวว่า บางทีคนไข้อาจจะเรียนรู้ได้เร็วว่าสิ่งกระตุ้นนั้นไม่น่ากลัว
ฮอร์โมนที่มีผลอย่างกว้างขวางต่อทั้งสมองและร่างกาย ปัจจุบันได้มีการนำมาใช้รักษาอาการเรื้อรังอย่างเช่น โรคข้ออักเสบ ผลข้างเคียงของการใช้เป็นประจำทุกวันอาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของความดันเลือดและเมทาบอลิซึม และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และยังกังวลอีกว่าการเพิ่มระดับคอติซอลจะมีผลในระยะยาว
                 ระดับยาคอติซอลที่จะให้กับคนไข้แต่ละคนเพื่อใช้ต่อสู้กับความกลัวนั้นหวังว่าจะเป็นปริมาณที่น้อยและนานๆ ที เป็นการรักษาเป็นครั้งๆ ไปมากกว่าที่จะเป็นการรักษาระยะยาว de Quervain กล่าว จะไม่ใช่เป็นยาที่ต้องกินทุกวันเป็นอันขาด แต่อาจเป็นการรักษาร่วมกับการบำบัดพฤติกรรมด้วย

ที่มา
http://www.nature.com/news/2006/060327/full/060327-4.html