A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ พฤศจิกายน 29, 2005

Filed under: ไดอารี่ — Korkai @ 12:15 am

 
โดย ประภาส ชลศรานนท์

มีเรื่องๆ หนึ่งขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อนชาวสถาปัตย์ท่านหนึ่งเป็นคนเล่าให้ผมฟังอีกที
ผมฟังแล้วก็ชอบใจอยู่มาก
เพราะมันให้ข้อคิดทั้งคนเป็นนักเรียนและคนเป็นครูได้อย่างดี
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ

โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
“จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร”

รู้จักกันนะครับ บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)

นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า “เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก”

ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่าคำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมาแล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาทีเท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์
หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่ กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้

ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2

หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึกแล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ

หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g

ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก

 

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง

 

ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรงแล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหมช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้

นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922

Advertisements
 

น้ำตกทีลอซู

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 12:10 am

 

 

น้ำตกทีลอซู ูตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เกิดจากสายน้ำสายเล็กๆหลายร้อยสายในประเทศพม่าและไทย ไหลรวมเป็นลำห้วยกล้อท้อ ก่อนที่จะไหลตกจากหน้าผากลายเป็นน้ำตกทีลอซูที่ยิ่งใหญ่จนติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของโลก  โดยก่อนเดินทางเข้าไปใช้พื้นที่จะต้องติดต่อ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์อุ้มผาง  เสียก่อน เพื่อทำใบอนุญาตผ่านด่าน และกฎอีกอย่างหนึ่งก็คือห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปในบริเวณน้ำตกทีลอซู ฉะนั้นขอให้นักท่องเที่ยวทุกท่านปฏิบัติตามกฎโดยเคร่งครัด

เส้นทางจากที่ทำการสู่น้ำตกทีลอซู นั้นจัดได้ว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติชั้นเยี่ยม เพราะตามเส้นทางเดินมีป้ายแสดงชนิดของพืชพันธุ์ที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ระหว่างทางจะมีทางแยกทางด้านขวามือไปสู่จุดชมวิว จากจุดชมวิวสามารถมองเห็นตัวน้ำตกทีลอซูและสภาพป่าโดยรอบได้อย่างชัดเจน ด้านหลังของจุดชมวิวจะมีถ้ำขนาดเล็กอยู่สองถ้ำ จุดชมวิวที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่งก็คือลำห้วยกล้อท้อ (ซึ่งก่อนจะถึงตัวน้ำตกจะมีทางแยกทางด้านขวามือทางจะมีลักษณะเป็นทางช้าง หากเดินโดยไม่มีผู้นำทางอาจหลงทางเดินข้ามเขาไปที่อื่นได้ ) จากจุดชมวิวสามารถมองเห็นสภาพป่าโดยรอบ ความงามของสภาพป่าเหนือน้ำตกและลำห้วยกล้อท้อ ก่อนที่จะไหลตกจากหน้าผากลายเป็นน้ำตกทีลอซู

การเดินทางไปน้ำตกทีลอซู
สามารถทำได้ทั้งทางรถยนต์และโดยการล่องแพ เส้นทางรถยนต์นั้นให้ใช้เส้นทางอุ้มผาง-แม่กลองใหม่-แม่จัน ถึง กิโลเมตรที่ 20 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอีกประมาณ 26 กิโลเมตร ทางช่วงนี้เป็นทางลำลอง จะ ต้องใช้รถปิคอัพ หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น และในฤดูฝนรถอาจเข้าไม่ได้ หรืออาจติดต่อบริษัททัวร์ที่จัดล่องแพ ใน อ. อุ้มผาง ซึ่งมักรวมโปรแกรมเที่ยวน้ำตกทีลอซูอยู่ด้วย

ติดต่อรายละเอียดโดยตรง ได้ที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์อุ้มผาง โทร.0-5556-1338

 

     

 

Cookies คืออะไร พฤศจิกายน 27, 2005

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 9:02 pm
Cookies คือ ข้อมูลขนาดเล็กที่จะถูกส่งไปเก็บไว้ในบราวเซอร์ของท่าน
เพื่อทำการเก็บข้อมูลการเข้าเยี่ยมชม เมื่อท่านเปิดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอีกครั้งในคราวหลัง
เครื่องก็จะจำได้ทันทีว่าท่านเคยเข้ามาเยี่ยมชมแล้ว

Cookies
ไม่ใช่โปรแกรมที่จะเข้าไปอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานแล้วทำลายไฟล์ต่างๆ
แต่มีไว้เพื่อช่วยให้เราคอยติดตามว่าผู้ใช้แวะเยี่ยมหน้าใดบ้าง
เริ่มต้นจากหน้าไหนจบลงด้วยหน้าไหนและบ่อยแค่ไหน
เราไม่ได้ใช้ Cookies เพื่อตรวจสอบว่าผู้ใช้คือใคร
เพียงแต่บอกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์นี้เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราแล้ว

Cookies ไม่ได้ใช้สำหรับเก็บ
ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่อีเมล์ หากท่านไม่ประสงค์ให้ Cookies เข้าไปอยู่ในคอมพิวเตอร์ของท่าน
ท่านสามารถ สั่งให้บราวเซอร์ปฏิเสธไฟล์ Cookies ได้

ประโยชน์ของ Cookies :    

(1). ใช้จัดเก็บข้อมูลของผู้แวะเข้ามาเยี่ยมชม และจัดเก็บข้อมูลของสมาชิกแต่ละท่าน
เพื่อใช้ในนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการให้ตรงตามความต้องการของแต่ละท่านมากที่สุด
ซึ่ง Cookies เหล่านี้จะเริ่มเก็บข้อมูลหลังจากที่ท่านใส่รหัสผ่านของสมาชิก
และจะหยุดการจัดเก็บข้อมูลเมื่อท่าน ออกจากรหัสผ่าน หรือ log out

(2). ใช้ประเมินจำนวนผู้เข้าชม การใช้บราวเซอร์แต่ละประเภทจะมีการใช้ Cookies ที่แตกต่างกันออกไป
ทำให้สามารถจำแนกการใช้งานของผู้เข้าชมทั้งที่เป็นสมาชิกและมิได้เป็นสมาชิกได้
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำเสนอโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายโดยประเมินจากความสนใจ
และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต

(3). ใช้ตรวจสอบความถี่ในการใช้งาน หรือรูปแบบการเข้าชม การตรวจสอบ Cookies นี้นอกจากจะทำให้เราเข้าใจถึงลักษณะนิสัย และพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ยังมีผลต่อการปรับปรุงบริการของเรา เนื้อหา การโฆษณา และการส่งเสริมการขายต่างๆ ในเว็บไซต์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล

 
 
 

 

 

 

 

ก็อปปี้ความกว้างของคอลัมน์ใน Excel

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 8:57 pm
เชื่อว่า ผู้ใช้หลายท่านคงจะเคยประสบปัญหากับการที่ต้องมานั่งเสียเวลาปรับขนาดของคอลัมน์หนึ่งให้เท่ากับคอลัมน์อื่นๆ ในเอ็กเซล และถึงแม้ว่าโปรแกรมจะมีเมนูคำสั่งที่ช่วยให้สามารถกำหนดความกว้างของคอลัมน์ได้ก็ตาม แต่คุณก็ยังต้องทราบความกว้างของคอลัมน์อื่นๆ ด้วยอยู่ดี วินทิปเรามีคำตอบง่ายๆ มาฝากครับ

คำถามที่จะนำไปสู่คำตอบที่ง่ายกว่าก็คือ เราจะสามารถก็อปปี้ (copy) เฉพาะความกว้างของคอลัมน์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ได้ หรือไม่? ซึ่งปรากฏว่า มันสามารถทำได้จริงๆ สำหรับขั้นตอนการก็อปปี้ความกว้างของคอลัมน์ในโปรแกรมเอ็กเซลมีขั้นตอนดังนี้

1. คลิกเลือกไฮไลต์คอลัมน์ที่มีขนาดความกว้างตามที่คุณต้องการ
2. ก็อปปี้เซลนั้น โดยคลิกปุ่ม Copy (หรือ Ctrl + C)
3. เลือกเซลที่ต้องการปรับความกว้างให้เท่ากับเซลอื่นๆ
4. คลิกเมนู Edit เลือกคำสั่ง Paste Special (หรือคลิกขวาบนเซลนั้น)
5. ในไดอะล็อกบ๊อกซ์ Paste Special เลือก Column Width แล้วคลิกปุ่ม OK


เพียงแค่นี้ ความกว้างของคอลัมน์ที่มีปัญหาก็จะเท่ากับคอลัมน์ หรือเซลอื่นๆ ภายในสเปรดชีตแล้ว ง่ายดีไหม

 

เพิ่มความเร็วให้กับ Nero Express & Nero burning ROM ใน XP

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 8:54 pm
 
ใน Windows XP จะมีฟังก์ชันสำหรับการบันทึกซีดีอยู่ ซึ่งมันจะเริ่มทำงานทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มต้นระบบ อย่างในกรณีที่เราใส่แผ่นเปล่าเข้าไปในไดร์ฟ Windows XP ก็จะรันไดอะล็อกซ์ขึ้นมาเพื่อให้เราเลือกว่าจะทำอะไรกับซีดีนั้น

แต่ถ้าเราไม่ต้องการใช้ฟังก์ชันนี้ก็สามารถปิดได้ เพื่อความเร็วของระบบ และสามารถใช้โปรแกรม Nero Express และ Nero Burning ROM ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ

วิธีการทำมีดังนี้
1. คลิกที่ Start > Control Panel แล้วดับคลิกที่ไอคอน Administrative Tools > Service

2. จากนั้นดับเบิ้ลคลิกที่ IMAPI CD-Rurnning COM Service แล้วกำหนดที่ส่วนของ Startup type: ให้เป็นDisable แล้วคลิก OK เพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้ว

 

ที่มา : http://www.bcoms.net
 

 

  

 

 

จะซื้อ Webcam สักตัว ต้องดูอะไรบ้าง

Filed under: Computers and Internet — Korkai @ 1:49 pm

barraestrellas1fz1nm.gif

 
ปัจจุบัน มีกล้องเว็บแคมวางขายอยู่หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ถ้าคุณผู้อ่านไม่มีหลักในการเลือกซื้อที่ถูกต้องแล้ว ก็อาจจะถึงขั้นมึนตึ๊บ ตัดสินใจไม่ถูกไปเลยก็ได้
ปัจจัยอย่างแรกก็คือราคา
เว็บแคมราคาถูกย่อมเรียกความสนใจจากผู้ซื้ออย่างเราได้มากอยู่แล้ว แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไปครับ เพราะนอกจากราคาแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้เราต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะว่ากล้องเว็บแคมราคาถูกหรือแพงบางรุ่นนั้นอาจจะเหมือนกันเลยก็ได้ เพียงแต่ให้อุปกรณ์มาแตกต่างกัน เช่น กล้องยี่ห้อ A ทำรุ่น X กับรุ่น Y ออกมา แต่ปรากฏว่าหน้าตากล้องต่างกันเล็กน้อย ส่วนราคานั้นต่างกันครึ่ง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องราคาแพงกว่าจะดีกว่าเสมอไป เพราะว่าตัวกล้องอาจจะไม่แตกต่างกันเลยก็ได้ แต่ความแตกต่างอยู่ที่อุปกรณ์เสริมที่ให้มาเช่นไมโครโฟน และซอฟต์แวร์ และเจ้าซอฟต์แวร์ที่ให้มานี่เองที่อาจจะเป็นตัวทำให้ราคาอุปกรณ์ทั้งชุดสูงขึ้นก็ได้

มาดูที่ตัวกล้อง
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกซื้อ คือดูว่าชนิดของเซ็นเซอร์ที่ใช้ในตัวกล้องนั้นเป็นแบบใด โดยมากกล้องเว็บแคมในท้องตลาดจะใช้เซ็นเซอร์แบบเดียวกันหมด คือแบบ “CMOS” ซึ่งให้คุณภาพของภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในรุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาสูง บางรุ่นเริ่มหันไปใช้เซ็นเซอร์แบบ CCD กันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเซ็นเซอร์แบบ CCD นั้นให้ความคมชัดมากกว่า และยังไวต่อแสงมากกว่าอีกด้วย (สามารถมองเห็นภาพได้ชัด แม้จะตั้งกล้องเอาไว้ในที่ที่มีแสงสว่างไม่มาก) ลองมาดูเฉพาะเซ็นเซอร์แบบ CMOS กันอย่างเดียวก่อนครับ เซ็นเซอร์นี้มีความสำคัญสูงมาก เพราะว่าเป็นหน่วยรับแสงและนำมาประมวลผลต่อเพื่อสร้างภาพขึ้นมาบนจอภาพ หากหน่วยรับแสงทำงานได้ไม่ดีแล้ว คุณภาพก็คงไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ ปกติแล้วกล้องมักจะใช้เซ็นเซอร์ CMOS ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 640X480 พิกเซล ซึ่งถือเป็นความละเอียดมาตรฐานที่กล้องเว็บแคมควรจะทำได้ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีการผลิต กล้องเว็บแคมที่มีฟังก์ชันอื่นเพิ่มเติม ซึ่งกล้องเว็บแคมกลุ่มนี้อาจจะมีความละเอียดสูงถึง 1.3ล้านพิกเซล หรือว่าขนาด 1280X1024 พิกเซลเลยทีเดียว

เลนส์ที่ใช้ ก็สำคัญ
ก่อนที่ภาพจะตกกระทบกับฉากรับหรือว่า CMOS เซ็นเซอร์นั้นจะต้องผ่านเลนส์เสียก่อน ตัวเลนส์จะดีหรือไม่นั้น บอกได้เลยครับว่ายูสเซอร์ระดับเรานั้นไม่มีโอกาสดูออก แต่สิ่งที่เห็นความแตกต่างกันได้ชัดก็คือเลนส์ที่ใช้มีขนาดเท่าใด บางตัวอาจจะใช้เลนส์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/4 นิ้ว แต่บางตัวใช้เลนส์ขนาดใหญ่ครึ่งนิ้ว แน่นอนว่าเลนส์ที่มีขนาดใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบในเรื่องภาพอยู่บ้างเหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว ถ้าหากสามารถปรับโฟกัสได้เองแล้วก็ยังสามารถกำหนดระยะชัดของภาพได้อีกด้วย ซึ่งกล้องเว็บแคมที่ไม่สามารถปรับระยะโฟกัสที่หน้าเลนส์ได้นั้น จะเป็นเลนส์แบบ Focus Free ซึ่งมีการกำหนดระยะโฟกัสเอาไว้แล้ว แต่โอกาสผิดเพี้ยนก็สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะน้อยมากก็ตาม ซึ่งถ้าผิดเพี้ยนแล้วเราก็จะไม่สามารถปรับโฟกัสให้ชัดดังเดิมได้อีก อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือความไวของตัวกล้องในการจับภาพ ซึ่งถ้าเป็นกล้องรุ่นเก่าๆ บางรุ่นมีความเร็วในการบันทึกภาพหรือเฟรมเรตอยู่ที่ 15 ภาพต่อวินาที (fps) ซึ่งอาจจะยังช้าไป แต่ส่วนใหญ่แล้วกล้องในปัจจุบันมักจะรองรับการทำงานที่ 30 fps กันทั้งหมดแล้ว ซึ่งก็เพียงพอที่จะจับภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ
รูปลักษณ์ น่าใช้แค่ไหน

นอกจากนั้นแล้ว ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้กล้องแต่ละตัวมีความแตกต่างกันก็คือ การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูสวยงามเข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือการวางตำแหน่งจุดยึดให้มั่นคงแข็งแรง บางรุ่นอาจจะวางไว้เฉยๆ ซึ่งก็เสี่ยงต่อการตกหล่นได้ง่าย แต่บางรุ่นก็ให้แท่นยึดที่ค่อนข้างมั่นคงแข็งแรงมาก และยังอาจจะมีปุ่มกดที่ออกแบบมาสำหรับการแคปเจอร์รูปได้ทันทีโดยไม่ต้องคลิ้กจากจอภาพทำให้สามารถบันทึกภาพได้สะดวกรวดเร็วตามที่ต้องการเลยทีเดียว แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะว่ากล้องเว็บแคมบางรุ่นยังพวกท้ายมาด้วยความสามารถอื่น ๆ เช่นมีชุดสื่อสารไร้สายที่สามารถนำไปติดแยกเอาไว้ไกลจากคอมพิวเตอร์ของเราได้เช่นกัน แต่แน่นอนว่าราคาแพงกว่ากล้องรุ่นปกติไม่น้อยเลยทีเดียว และอาจจะสามารถถอดออกจากแท่นที่วางไปใช้แทนกล้องดิจิตอลได้อีกด้วย ซึ่งความละเอียดที่สามารถนำไปใช้บันทึกภาพได้นั้นมีตั้งแต่ 3 แสนพิกเซล ไปจนถึง 1.3 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว แต่สำหรับกล้องรุ่นที่ถอดไปใช้แทนกล้องดิจิตอลได้นั้น จะต้องดูก่อนว่ามีหน่วยความจำมาให้เท่าใด เพื่อคำนวณหาว่าตัวกล้องจะเก็บภาพได้สูงสุดกี่ภาพ หรือถ่ายคลิปวิดีโอได้ยาวนานเพียงใด เพราะกล้องเว็บแคมที่มีความสามารถขนาดนี้มักจะไม่สามารถถอดเปลี่ยนหรือใส่การ์ดหน่วยความจำเพิ่มเข้าไปได้

สุดท้ายก็คือซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ที่ให้มาด้วยกันครับ อย่างที่ผมบอกไปในตอนต้นแล้วว่าราคากล้องส่วนหนึ่งมาจากซอฟต์แวร์ที่ให้มาด้วยนี่ละครับ ถ้าหากเราใช้เพียงแค่ Netmeeting เพื่อพูดคุยเท่านั้น ก็คงไม่จำเป็นต้องซื้อกล้องที่ให้ซอฟต์แวร์อื่นๆ มาด้วย แต่อย่าลืมว่าซอฟต์แวร์ที่ให้มานั้นบางตัวมีความสามารถสูงเกินราคากล้องเลยทีเดียว แต่เมื่อขายมาพร้อมกับกล้องก็จะมีราคาถูกกว่าที่เราจะไปซื้อแยกต่างหาก เช่น ซอฟต์แวร์ จากค่าย Real ที่แถมมาให้ด้วยกันนั้นหากซื้อแยกบางครั้งอาจจะมีราคาเทียบเท่ากับซื้อกล้องเว็บแคมเลยก็ได้ หรือในส่วนของซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไปในตอนต้น เช่น Webcam Watchdog, VideoSpy หรือ Watcher นั้นกล้องบางรุ่นอาจจะแถมซอฟต์แวร์ประเภทนี้มาให้ด้วยเลย แม้ว่าจะไม่ใช้ซอฟต์แวร์ที่กล่าวมาก็ตาม แต่ก็สามารถทำงานได้ไม่แตกต่างกันมากนัก

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานในการเลือกซื้อที่เราควรพิจารณา แต่ผมเชื่ออยู่สิ่งหนึ่งว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อก็คือปัจจัยในเรื่องราคามากกว่าส่วนอื่นๆ ทั้งหมด

barraestrellas1fz1nm.gif


ทิปจาก www.arip.co.th

  http://s10.histats.com/6.swf

 

เมื่อคืนคุณนอนท่าไหน? พฤศจิกายน 24, 2005

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 9:27 pm
 

 

 


 
 

 
เนื้อหา »     

บีบีซีนิวส์/รอยเตอร์ – ศาสตร์การทายนิสัยคนจากท่านอน ไม่ได้เป็นแค่เรื่องคุยกันเล่น ๆ ผ่านฟอร์เวิร์ดเมลเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่ว่าคุณจะนอนคุดคู้เหมือนตอนอยู่ในท้องแม่ นอนคว่ำหรือหงาย แต่ละท่าล้วนบ่งบอกลักษณะนิสัยของคนนอนได้ แถมยังมีผลต่อสุขภาพด้วย

ศาสตราจารย์คริส อิดซิโควสกี้ ผู้อำนวยการสถาบันที่ปรึกษาและประเมินผลการนอนหลับ และศาสตราจารย์รับเชิญของมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ทางใต้ของอังกฤษ ระบุไว้ในผลการศึกษาที่จัดทำให้แก่กลุ่มธุรกิจโรงแรมยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งว่า คนเราจะมีท่านอนปกติ 6 ท่า ซึ่งแต่ละท่าล้วนมีความหมายในตัวเอง

ท่าแรกคือ ท่านอนคุดคู้ เหมือนตอนอยู่ในท้องแม่ ท่านี้เป็นท่ายอดนิยม โดย 51% ของผู้หญิง 1,000 คนที่ถูกสุ่มสำรวจ บอกว่าชอบนอนท่านี้ ซึ่งลักษณะนิสัยมักจะเป็นคนขี้อายและอ่อนไหวเวลาได้รู้จักใครเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็จะผ่อนคลายขึ้น

คนที่นอนตะแคง ขาเหยียดตรง มืออยู่ข้างลำตัวเหมือนท่อนซุง อิดซีโควสกี้บอกว่าเป็นคนง่ายๆ ชอบเข้าสังคม แต่บางทีก็อาจจะซื่อจนถูกคนอื่นหลอกได้

แต่ถ้านอนตะแคงแขนกางออกนอกลำตัวท่าทางเหมือนโหยหาอะไรบางอย่าง แนวโน้มเป็นคนขี้ระแวง ตัดสินใจช้า แต่เมื่อเลือกได้แล้วก็ไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ ส่วนคนที่นอนหงายมือเหยียดตรงข้างลำตัวแบบทหาร จะเป็นคนเงียบๆ ไว้ตัว ไม่ชอบความวุ่นวายและเป็นพวกตั้งมาตรฐานสูง

สำหรับคนชอบนอนคว่ำ มือทั้งสองอยู่ข้างศีรษะ ซึ่งเป็นท่าประจำของผู้ถูกสำรวจแค่ 6.5% ตำราของอิดซีโควสกี้ชี้ว่าเป็นคน ชอบเฮฮากับเพื่อนฝูง แต่ใจร้อน ไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์ และท่าสุดท้าย นอนหงาย แขนขากางเป็นปลาดาว เป็นคนถ่อมตัวและเป็นผู้ฟังที่ดี ผูกมิตรกับคนง่าย มักจะไม่ชอบเป็นจุดเด่น

อิดซิโควสกี้ ซึ่งทำการศึกษาด้วยการเปรียบเทียบลักษณะนิสัยกับท่านอนของบุคคลเหล่านั้น เผยว่าเมื่อเลือกได้ท่าที่ถูกใจแล้ว คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเปลี่ยนท่านอนกัน นอกจากนี้ยังระบุว่าท่านอนแต่ละท่านั้น มีผลต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยท่านอนคว่ำนั้น ดีต่อการย่อยอาหาร ขณะที่ท่านอนหงายหรือท่านอนตรงเป็นทหาร มีแนวโน้มจะทำให้กรน หรือฝันร้าย

 

Contributed by Anna