A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

HOPE CHURCH กรกฎาคม 8, 2012

Filed under: บทความศาสนา,Uncategorized — Korkai @ 4:44 pm

 เรื่องจากคุณ Penguin 

 ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้

จริงๆแล้วโบสถ์ที่ระบุไว้นั้น ขออนุญาตใช้เรียกอีกชื่อว่าโบสถ์แซ่หวังนะครับ (ใช้ชื่อเล่นเพราะว่าผมอาจจะถูกเล่นงานได้นะครับ) …
ในฐานะที่ผมเป็นผู้บันทึกที่สัตย์ซื่อ ผมขออนุญาตอธิบายให้ฟังในมุมที่ผมเข้าใจอย่างนี้นะครับ …

เดิมที่แซ่หวังของเราได้มีปัญหาความคิดไม่ลงรอยกับสหกิจ และในสมัยยี่สิบกว่าปีก่อน
มันช่างยากมากที่จะตัดสินว่าการแตกแยกในสมัยครั้งกระนู้นเกิดจากอะไร
ในเวลานั้นโบสถ์แซ่หวังได้เริ่มมีการเติบโตทางด้านจำนวนสมาชิกอย่างมาก เกินกว่าโบสถ์สหกิจรวมๆกันเสียอีกนะครับ
ด็อกเตอร์ที่เป็น ศบ ในสมัยนั้นอธิบายว่ามันเกิดจากความอิจฉาของโบสถ์สหกิจต่อการที่พระเจ้าอวยพรโบสถ์แซ่หวังนะครับ
(จริงๆเรื่องมันซับซ้อนและที่ด็อกเตอร์บอกก็เป็นความจริงระดับนึงเลยครับ) เอาเป็นว่าเราแตกคอกันก็แล้วกันนะครับ 
แต่ก็ควรจะสังเกตว่าแม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว โบสถ์แซ่หวังก็ยังมีการติดต่อสื่อสารกับคริสตจักรอื่นอยู่
แต่การติดต่อสื่อสารนั้นได้สิ้นสุดแทบสิ้นเชิง เมื่อเกิดเหตุการณ์การกบฏของอาจารย์ที่่เป็นมือขวาของด็อกเตอร์ ด้วยสาเหตุที่บอกไม่ได้นะครับ
(ลองไปถามอาจารย์คนใหม่คนเดียวดูเองแล้วกันนะครับ)
เนื่องจากว่าครั้งนี้ ความผิดบาปของด็อกเตอร์ได้ถูกเปิดโปงโดยเทปลึกลับไปยังคริสตจักรต่างๆไปทั่ว
ด็อกเตอร์ไม่ได้บอกอะไรกับคนภายใต้เพียงแต่บอกว่าท่านถูกทรยศและบอกว่านี่เป็นเหมือนกับนุ่นที่เมื่อถูกลมพัดปลิวไปแล้ว
เราก็ไม่สามารถที่จะตามเก็บมันได้ ชื่อเสียงที่สั่งสมมาก็ถูกทำลายด้วยคำพูดของคนชั่วร้าย และไม่สามารถจะเป็นเหมือนเดิมได้ 

ขณะนั้นเราไม่ทราบเลยว่า ความบาปของด็อกเตอร์คืออะไร
รู้แต่ว่าท่านไม่ยอมรับว่าท่านทำบาปอะไรลงไป ท่านเรียกตัวท่านเองว่าคนชอบธรรมนะครับ
ท่านเรียกร้องให้เราทั้งโบสถ์วางใจในตัวท่าน และเนื่องจากโบสถ์ก็ยังเจริญเติบโตด้านจำนวนคนอยู่ตลอดเวลา
เมื่ออธิษฐานก็เกิดการรักษาโรคอย่างอัศจรรย์ เราจึงคิดว่าในเมื่อการเจิมยังอยู่ ดังนั้นจริงๆแล้วท่านไม่น่าจะทำบาป น่าจะเป็นคนที่ไม่มีบาปเลยด้วยซ้ำครับ

สิ่งที่เราทราบคือ การติดต่อระหว่างโบสถ์เรากับโบสถ์อื่นสิ้นสุดลง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
เพราะว่าโบสถ์เรามีคนจำนวนมากมายจริงๆ จนแม้ว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆจากโบสถ์อื่น
โบสถ์เราก็สามารถอยู่ได้ และอยู่ได้อย่างเติบโตด้วยนะครับ

หลังจากนั้นด๊อกเตอร์ก็ค่อยๆถอนตัวออกไปจากการรับใช้ทุกๆอย่างของคริสตจักร
และต่อมา น้องสาวของท่านและสามีก็ก้าวขึ้นมาเป็น ศบ. แทนนะครับ ส่วนตัวท่านได้ไปทำงานอยู่เบื้องหลัง
ทำธุรกิจและงานวิชาการ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ครับ ซึ่งถัดมาก็กลายเป็นงานการเมืองครับ

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของโบสถ์แซ่หวังก็คือ การเรียกร้องให้สมาชิกได้ทุ่มเททุกอย่างในการรับใช้นะครับ
ดังนั้นสมาชิกที่ถูกคัดเลือกจะให้ไปทุ่มเททำงานใหญ่ของด๊อกเตอร์ด้วยนะครับ
ซึ่งเราก็ภูมิอกภูมิใจอยู่เหมือนกันที่จะได้ทำงานใกล้ชิดกับคนเก่งๆอย่างท่าน …
เป็นเวลาหลายๆปีทีเดียวที่พวกเราหลายๆคนได้ไปทำงานเบื้องหลัง
แต่สิ่งที่ผมสามารถสังเกตได้ก็คือ งานเบื้องหลังที่พวกเราต้องไปทำโดยกินเงินเดือนน้อยๆ
ก็แทบจะไม่มีกำไร ไม่ได้มีผลกระทบกับสังคมอะไร นี่ก็เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจนะครับ

ส่วนคริสตจักรหลังการออกไปของด็อกเตอร์นั้น มีลักษณะดังนี้นะครับ คือส่วนของคริสตจักรที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้เติบโตขึ้นเลย
ยังมีปริมาณคนอยู่ที่เดิมตลอดสิบกว่าปี แม้จะทำงานรับใช้มากๆ คนมาเชื่อปีนึงเป็นหมื่น แต่คนก็ออกไปจากคริสตจักรปีนึงเป็นหมื่นเหมือนกันนะครับ
ส่วนที่ต่างจังหวัดนั้น ผมพบว่ามีการขยายที่ค่อนข้างสูงมากครับ การเติบโตเท่าทวีคูณของคริสตจักรแซ่หวัง เป็นการเติบโตของโบสถ์ลูกที่ต่างจังหวัดนะครับ

เวลานั้นผมสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่ทำให้โบสถ์แห่งนี้ไม่มีความสุข แทนที่เราจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า
แต่เหมือนกับพระพรถูกอัดอั้นอยู่ ไม่ได้ไหลมาหาเราเหมือนปัจจุบันนี้นะครับ เหมือนกับว่าการเจิมได้หายไปจากโบสถ์นานแล้ว

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้โบสถ์ต้องแตกกระสานซ่านเซ็นก็คือ การเมือง นะครับ …
ทางด๊อกเตอร์ได้มีความพยายามหลายรอบที่จะให้โบสถ์สนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของท่าน ซึ่งเราก็ช่วยเหลือท่านเป็นอย่างดี
เป็นเวลา 3 รอบด้วยกันที่เราได้ลงแรงและถวายเงินเพื่อท่านจะได้ไปมีอิทธิพลทางบวกในด้านการเมือง และในครั้งที่ 3 นี้ ฟางเส้นสุดท้ายก็ทำให้โบสถ์ต้องแตกอย่างถาวรครับ

เมื่อโบสถ์แตกแล้ว (ในทัศนะของผมนะครับ) วินาทีที่โบสถ์แตก โบสถ์ได้แตกเป็น 5 ส่วนด้วยกันคือ 

- ผู้จงรักภักดีกับด๊อกเตอร์และ ศบ หุ่นเชิด
- ผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม
- ผู้ที่อยู่ตรงกลาง
- ผู้ที่แตกมาก่อนหน้านี้
- คริสตจักรลูกที่ต่างประเทศ

จริงๆแล้วเวลานั้น ดูเหมือนว่าคริสตจักรจะแยกเป็นสองส่วนหลักๆคือ ฝั่งด๊อกเตอร์ กับฝั่งตรงข้าม นะครับ

เมื่อคริสเตียนขัดแย้งกันจนโบสถ์แตก ในฝ่ายธรรมชาติเราจะเห็นว่า จะมีสงครามการแย่งชิงสมาชิก วิธีการแย่งชิงก็คือ
การชักชวนด้วยวิธีต่างๆเช่นการชวนไปฟังเทศน์ การเขียนโจมตีกันในเว็บเพื่อโน้มน้าวใจสมาชิก
จริงๆแล้วในวันนั้น มีเว็บแรกที่เป็นสมรภูมิการแย่งชิงสมาชิก แต่เว็บนั้นแตกพ่ายไปเสียก่อน
เว็บนี้เป็นเว็บที่สองที่สงครามในเวลานั้นลามมาถึง … ตัวผมในฐานะนักเขียน ก็ได้เขียนวิเคราะห์ไปตั้งมากมายพร้อมกับเพื่อนๆ แสดงถึงหลักฐานและเหตุผลต่างๆ
เพื่อหวังว่าเหล่าพี่น้องจะได้หลุดจากการครอบงำของด๊อกเตอร์ … นั่นเป็นสิ่งที่ผมกับหลายๆคนทำกันในเวลานั้น มันเป็นสงครามดีๆนี่เอง 


เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

 

เดโบรา ผู้วินิจฉัย 4 มกราคม 28, 2007

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 2:47 pm

ครั้นเอฮูดสิ้นชีวิตแล้วคนอิสราเอลก็ประพฤติชั่วอีกในสายพระเนตรของพระเจ้า.. พระเจ้าจึงทรงขายเขาไว้ในมือของยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันผู้ครอบครองอยู่ณกรุงฮาโซร์แม่ทัพของท่านชื่อสิเสราเป็นชาวเมืองฮาโรเชธฮาโกอิม.. แล้วคนอิสราเอลก็ร้องทุกข์ถึงพระเจ้าเพราะว่ากษัตริย์ยาบินมีรถรบเหล็กเก้าร้อยคันและได้บีบบังคับคนอิสราเอลอย่างร้ายถึงยี่สิบปี.. คราวนั้นผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่อเดโบราห์ภรรยาของลัปปิโดทเป็นผู้วินิจฉัยคนอิสราเอลสมัยนั้น.. นางเคยนั่งอยู่ใต้ต้นอินทผลัมเดโบราห์ที่อยู่ระหว่างรามาห์และเบธเอลในแดนเทือกเขาเอฟราอิมและคนอิสราเอลก็มาหานางที่นั่นเพื่อให้ชำระความ.. นางใช้คนไปเรียกบาราคบุตรอาบีโนอัมให้มาจากเคเดชในนัฟทาลีและกล่าวแก่เขาว่า"พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลมิได้ทรงบัญชาท่านหรือว่า’ไปซิรวบรวมพลไว้ที่ภูเขาทาโบร์จงเกณฑ์จากเผ่านัฟทาลีและเผ่าเศบูลุนหนึ่งหมื่นคน.. และเราจะชักนำสิเสราแม่ทัพของยาบินให้มาพบกับเจ้าที่แม่น้ำคีโชนพร้อมกับรถรบและกองทหารของเขาและเราจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า’".. บาราคจึงตอบนางว่า"ถ้าแม้นางไปกับข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะไปถ้าแม้นางไม่ไปกับข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็ไม่ไป".. นางจึงตอบว่า"ฉันจะไปกับท่านแน่แต่ว่าทางที่ท่านไปนั้นจะไม่นำท่านไปถึงศักดิ์ศรีเพราะว่าพระเจ้าจะขายสิเสราไว้ในมือของหญิงคนหนึ่ง"แล้วนางเดโบราห์ก็ลุกขึ้นไปกับบาราคถึงเมืองเคเดช.. บาราคจึงเรียกเศบูลุนกับนัฟทาลีให้ไปที่เคเดชมีคนหนึ่งหมื่นเดินตามขึ้นไปและนางเดโบราห์ก็ไปด้วย.. มีชายคนหนึ่งชื่อเฮเบอร์คนเคไนต์ได้แยกออกจากคนเคไนต์ทั้งหลายคือจากพงศ์พันธุ์ของโฮบับน้องภรรยาของโมเสสมาตั้งเต็นท์อยู่ไกลออกไปถึงต้นก่อหลวงในศานันนิมซึ่งอยู่ใกล้เมืองเคเดช.. เมื่อมีคนไปแจ้งแก่สิเสราว่าบาราคบุตรอาบีโนอัมขึ้นไปที่ภูเขาทาโบร์แล้ว.. สิเสราก็เรียกรถรบทั้งหมดของท่านออกมาเป็นรถเหล็กเก้าร้อยคันรวมกับเหล่าทหารทั้งหมดที่ไปด้วยยกไปจากเมืองฮาโรเชทฮาโกยิมไปถึงแม่น้ำคีโชน.. นางเดโบราห์จึงกล่าวแก่บาราคว่า"ลุกขึ้นเถิดเพราะว่านี่เป็นวันที่พระเจ้าทรงมอบสิเสราไว้ในมือของท่านพระเจ้าเสด็จนำหน้าท่านไปมิใช่หรือ"บาราคจึงลงไปจากภูเขาทาโบร์พร้อมกับทหารหนึ่งหมื่นคนติดตามท่านไป.. พระเจ้าทรงกระทำให้สิเสราพร้อมกับรถรบทั้งสิ้นของท่านและกองทัพทั้งหมดของท่านแตกตื่นพ่ายแพ้ด้วยคมดาบต่อหน้าบาราคแล้วสิเสราก็ลงจากรถรบวิ่งหนีไป.. และบาราคได้ไล่ติดตามรถรบทั้งหลายและกองทัพไปจนถึงฮาโรเชทฮาโกยิมและกองทัพของสิเสราก็ล้มตายด้วยคมดาบไม่เหลือสักคนเดียว.. ฝ่ายสิเสราวิ่งหนีไปถึงเต็นท์ของยาเอลภรรยาของเฮเบอร์คนเคไนต์เพราะว่ายาบินกษัตริย์เมืองฮาโซร์เป็นไมตรีกันกับพงศ์พันธุ์เฮเบอร์คนเคไนต์.. ยาเอลจึงออกไปต้อนรับสิเสราเรียนว่า"เจ้านายของดิฉันเจ้าข้าเชิญแวะเข้ามาเชิญแวะเข้ามาพักกับดิฉันอย่ากลัวอะไรเลย"สิเสราจึงแวะเข้าไปในเต็นท์และนางก็เอาผ้าห่มมาคลุมตัวให้.. ท่านจึงพูดกับนางว่า"ขอน้ำให้เรากินสักหน่อยเพราะเรากระหายน้ำ"นางก็เปิดถุงน้ำนมให้ท่านดื่มและเอาผ้าคลุมท่านไว้.. สิเสราจึงบอกแก่นางอีกว่า"ขอยืนเฝ้าที่ประตูเต็นท์ถ้ามีผู้ใดมาถามว่า’มีใครมาพักที่นี่บ้างหรือ’จงบอกว่า’ไม่มี’.. แต่ยาเอลภรรยาของเฮเบอร์หยิบหลักขึงเต็นท์ถือค้อนเดินย่องเข้ามาตอกหลักเข้าที่ขมับของสิเสราทะลุติดดินขณะเมื่อสิเสรากำลังหลับสนิทอยู่เพราะความเหน็ดเหนื่อยแล้วสิเสราก็สิ้นชีวิต.. และดูเถิดบาราคไล่ติดตามสิเสรามาถึงยาเอลก็ออกไปต้อนรับเรียนท่านว่า"เชิญเข้ามาเถิดดิฉันจะชี้ให้ท่านเห็นคนที่ท่านค้นหาอยู่นั้น"บาราคก็เข้าไปเห็นสิเสรานอนสิ้นชีวิตอยู่มีหลักเต็นท์ในขมับ.. ดังนี้แหละในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ยาบินกษัตริย์คานาอันนอบน้อมต่อคนอิสราเอล.. และมือของคนอิสราเอลก็กระทำต่อยาบินหนักขึ้นทุกทีจนเขาทั้งหลายได้ทำลายยาบินกษัตริย์เมืองคานาอันเสีย..

 

 

อิสราเอล : สองราชอาณาจักร (ประมาณ ก่อน.ค.ศ. 922-802) กรกฎาคม 10, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 4:11 pm

              

ในรัชสมัยของดาวิดและซาโลมอน อิสราเอลครองความเป็นใหญ่ในปาเลสไตน์ และดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนได้นานกว่าครึ่งศตวรรษ ชาติเล็กที่อยู่ใกล้เคียงยอมสวามิภักดิ์ต่ออิสราเอลซึ่งมีความเป็นปึกแผ่น แต่เมือซาโลมอนสิ้นพระชนม์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เกิดการปฏิวัติจนทำให้อิสราเอลแตกเป็นสองราชอาณาจักรเหนือใต้ ราชอาณาจักรทางเหนือเรียกว่า "อิสราเอล" มีดินแดนกว้างใหญ่ ประกอบด้วย 10 เผ่า ราชอาณาจักรทางใต้เรียกว่า "ยูดาห์" ความแตกแยกนี้ทำให้อิสราเอลไม่สามารถรักษาอำนาจในการปกครองเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป  ประเทศที่เคยอยูใต้ปกครองของอิสราเอลต่างก็ได้รับเอกราช เมื่อฟิลิสเตียได้รับเอกราช ชาติอื่นๆ เช่นอัมโมน โมอับ และเอโดมก็พลอยได้รับเอกราชไปด้วย ไม่มีชาติใดมีอำนาจพอควบคุมชาติอื่น จึงเป็นยุคทองของชาติเล็กชาติน้อย ชาติเหล่านี้ทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเขตแดนและแย่งชิงหัวเมืองตามชายแดนกันเป็นประจำ แต่บางครั้งก็จับมือกันต่อสู้กับประเทศที่เป็นศัตรูร่วมของตน เอกภาพเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อถูกศัตรูภายนอกอันได้แก่อียิปต์และอัสซีเรียบุกรุก

อียิปต์
อียิปต์เป็นชาติแรกที่บุกโจมตีชาติเล็กชาติน้อยเหล่านี้ ในปี ก.ค.ศ. 918 ฟาโรห์ชิชักที่ 1 เริ่มเข้ายึดครองปาเลสไตน์ ชิชักบุกเข้าไปในอิสราเอลด้วยพลังมหาศาล ทำลายเมืองต่างๆ ของปาเลสไตน์ถึง150 แห่ง พระองค์โจมตีเมืองเชเคมเมืองหลวงของอาณาจักรฝ่ายเหนือ จนต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองเปนูเอลแทน (1พงศ์กษัตริย์12.25) อียิปต์ยกทัพมาโจมตีอย่างรวดเร็วและก็ถอนทัพอย่างรวดเร็วเช่นกัน

อัสซีเรีย
ภายใต้การนำของกษัตริย์หลายองค์ อัสซีเรียยกทัพมาโจมตีชาติต่างๆ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และประสบความสำเร็จหลายครั้ง หนึ่งในบรรดากษัตริย์เหล่านั้นได้แก่อาเชอร์ นาเซอร์ปัลที่ 2 ซึ่งครองราชสมบัติในปี ก.ค.ศ. 883-853 พระองค์โจมตีซีเรียและเมืองต่างๆ ของพวกฟีนิเซียที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แชลมาเนเสอร์ที่3โอรสขอพระองค์ก็โจมตีชาติเล็กชาติน้อยหลายครั้ง ทำให้อิสราเอล ซีเรีย และฮามัธต้องผนึกกำลังเพื่อป้องกันตนเองโดยทำสงครามกันที่ การ์การ์ (Qar Qar) ในปี ก.ค.ศ. 853 อัสซีเรียอ้างว่าได้ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่
ปี ก.ค.ศ. 802 อาดัดนิรานิ กษัตริย์อัสซีเรียยกทัพมารบซีเรีย และบังคับซีเรียให้ยอมจำนน หลังจากนั้นซีเรียก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในปาเลสไตน์อีกเลย อัสซีเรียเข้ามาแทรกแซงยูดาห์และอิสราเอลอยู่ระยะหนึ่ง

อิสราเอลกับยูดาห์

ตอนนี้เราจะศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของอิสราเอลและยูดาห์ในช่วงที่กษัตริย์ ซาโลมอนสิ้นพระชนม์ (ก.ค.ศ. 922) เหตุการณ์เหล่านั้นส่วนใหญ่จะพบในพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์( 1 พงศ์กษัตริย์ 12: 1-2 )

การปฏิวัติ (1พงศ์กษัตริย์ 12.1-2)
การเก็บภาษีอย่างหนักและการเกณฑ์แรงงานที่กษัตริย์ซาโลมอนนำมาบังคับใช้ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ตอนที่กษัตริย์ซาโลมอนยังทรงพระชนม์อยู่ ผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์เคยสนับสนุนเยโรโบอัมให้ทำการปฏิวัติมาแล้วแต่ก็ล้มเหลว เมื่อซาโลมอนสิ้นพระชนม์ลง เรโหโบอัมราชโอรสได้เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มเมืองหลวงซึ่งอยู่ท่ามกลางประชาชนทางภาคใต้ ประชาชนทางภาคเหนือต้องการให้ลดภาษีและทำให้ชีวิตของพวกตนสะดวกสบายขึ้นบ้าง จึงขอให้เรโหโบอัมเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ พระองค์เชื่อบรรดาที่ปรึกษาของพระองค์ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มที่แนะนำไม่ให้ยอมทำตามคำของร้องของประชาชน เวลานั้นเยโรโบอัมซึ่งลี้ภัยไปอยู่อียิปต์ได้กลับมาอิสราเอลแล้ว ประชาชนทางภาคเหนือจึงก่อการปฏิวัติแยกออกไปปกครองตนเอง โดยเลือกเยโรโบอัมให้เป็นกษัตริย์ของตน

อิทธิพลของผู้เผยพระวจนะ
ได้เห็นแล้วว่า ผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์เป็นผู้สนับสนุนเยโรโบอัมให้เป็นกษัตริย์ และมีผู้เผยพระวจนะอีกท่านหนึ่งที่เคยเตือนไม่ให้เรโหโบอัมปกครองประชาชนทางภาคเหนือโดยวิธีบีบบังคับ ดังนั้นผู้เผยพระวจนะ จึงเริ่มมีอิทธิพลในราชอาณาจักรอิสราเอลที่อยู่ทางเหนือ ประชาชนอิสราเอลเองก็เชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกกษัตริย์โดยผ่านทางผู้เผยพระวจนะ กษัตริย์องค์ต่อๆ มาจึงต้องได้รับการรับรองจากผู้เผยพระวจนะว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ในการครองราชสมบัติของตน และประชาชนเองก็คาดหวังว่าผู้เผยพระวจนะคือผู้ที่รู้ว่าใครควรเป็นกษัตริย์ของพวกเขา

ราชอาณาจักรอิสราเอลที่ตั้งขึ้นใหม่
ราชอาณาจักรยูดาห์เล็กกว่าราชอาณาจักรอิสราเอล ยูดาห์มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง มีพระวิหารและมีกษัตริย์เป็นคนในราชวงศ์ดาวิด จึงง่ายที่เรโหโบอัมและกษัตริย์ยูดาห์องค์ต่อ ๆ มาจะรักษาสถานภาพของรัฐยูดาห์ไว้ได้

ภาระของเยโรโบอัมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิสราเอลยากกว่านั้นมาก เพราะพระองค์ต้องเลือกเมืองหลวงที่เหมาะสม เริ่มแรกพระองค์ทรงปกครองราชอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชเคม (1พงศ์กษัตริย์ 12: 25)เมื่อฟาโรห์ยกทัพเข้ามาโจมตีปาเลสไตน์ในปี ก.ค.ศ. 918 ดูเหมือนว่าเยโรโบอัมจะต้องย้ายราชสำนักของพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปอยู่ที่เปนูเอลเพื่อความปลอดภัย (1พงศ์กษัตริย์ 12:25) ภายหลังก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองทีรซาห์ (1พงศ์กษัตริย์ 14: 17) จนกระทั่งกษัตริย์อมรีขึ้นครองราชย์จึงย้ายเมืองหลวงไปที่กรุงสะมาเรีย เป็นแห่งสุดท้าย (1 พงศ์กษัตริย์ 16: 24 ,29 )

สถานนมัสการแห่งชาติก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เยโรโบอัมต้องเผชิญ เพราะพันธสัญญาอยู่ในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม ประชาชนอิสราเอลคุ้นเคยกับการเดินทางจาริกแสวงหาบุญไปนมัสการที่พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่กรุงเยรูซาเล็มอันเป็นราชธานีที่กษัตริย์ดาวิดทรงสถาปนาขึ้นอยู่ในเขตแดนของราชอาณาจักรยูดาห์ เยโรโบอัมซึ่งปกครองราชอาณาจักรฝ่ายเหนือจะยอมให้พลเมืองของตนใช้กรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางนมัสการต่อไปไม่ได้ พระองค์จึงสร้างประเพณีนี้ใหม่ขึ้นในอิสราเอล โดยเลือกเมืองเบธเอลและเมืองดาน เป็นศุนย์กลางการนมัสการแทน และทรงสร้างรูปทองคำไว้ด้วย (1พงศ์กษัตริย์ 12:26-33 )

ประชาชนในราชอาณาจักรอิสราเอลเอารูปวัวทองคำนี้ไปผูกพันกับประเพณีขอความอุดมสมบูรณ์ที่คนนับถือศาสนาอื่นสมัยนั้นทำกันอย่างแพร่หลายในปาเลสไตน์ และประชาชนจำนวนมากในราชอาณาจักรฝ่ายเหนือก็เป็นคนเชื้อสายคานาอันซึ่งเคยนมัสการเช่นนั้นมาก่อน ผู้เขียนพระธรรมพงศ์กษัตริย์ตำหนิเยโรโบอัมซ้ำแล้วซ้ำอีกที่สร้างรูปวัวทองคำนี้ แล้วสนับสนุนประชาชนให้หลงผิดไปนมัสการแบบนอกลู่นอกทาง (1พงศ์กษัตริย์ 13:34, 15:30, 34 2พงศ์กษัตริย์ 10: 29,13:6, 14: 24, 17.22 ) แม้แต่ผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์ผู้เลือกและสนับสนุนเยโรโบอัมขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ไม่ยอมรับพระองค์ (1พงศ์กษัตริย์ 14:1-16)

ความขัดแย้งระหว่างยูดาห์กับอิสราเอล
กษัตริย์ดาวิดทรงเลือกเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงเพราะตั้งอยู่ระหว่างดินแดนสองฝ่ายที่อยู่ในความปกครองของพระองค์ เมื่ออิสราเอลแยกตัวเป็นอิสระจากราชวงศ์ดาวิดแล้วกรุงเยรูซาเล็มจึงตกอยู่ในอันตราย เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนย่อมถูกโจมตีได้ง่าย และกษัตริย์เรโหโบอัมได้ยึดดินแดนของเผ่าเบนยามินซึ่งเคยเป็นของฝ่ายเหนือ รวมเข้าเป็นของอาณาจักรฝ่ายยูดาห์

สองราชอาณาจักรนี้ทะเลาะกันตลอดด้วยเรื่องสิทธิในการปกครองเผ่าเบนยามิน (1พงศ์กษัตริย์ 14:30) นาดับโอรสของเยโรโบอัมแห่งอิสราเอลถูกบาอาชาปลงพระชนม์และขึ้นครองราชแทน (1พงศ์กษัตริย์ 15.27-28) บาอาชาพยายามจะปลดปล่อยเผ่าเบนยามินออกจากการปกครองของยูดาห์ซึ่งกษัตริย์อาสาปกครองอยู่ โดยยึดเมืองรามาห์ในดินแดนของเผ่าเบนยามินแล้วใช้เป็นศูนย์บัญชาการทางทหารเพื่อเข้าไปแทรกแซงยูดาห์ กษัตริย์อาสาจึงติดสินบนกษัตริยซีเรียให้โจมตีเมืองต่างๆที่อยู่ทางภาคเหนือของราชอาณาจักรอิสราเอล ให้บาอาชาทิ้งเมืองรามาห์เคลื่อนทัพไปที่ภาคเหนือแทน แล้วกษัตริย์อาสาก็สร้างป้อมปราการขึ้นที่เกบาและมิสปาห์ในดินแดนของเบนยามินเพื่อป้องกันเยรูซาเล็มไม่ให้ถูกแทรกแซงอีก (1พงศ์กษัตริย์15:16-22) กษัตริย์ของอิสราเอลองค์หลังๆพยายามจะเป็นมิตรกับยูดาห์

การปกครองของราชวงศ์อมรี

กษัตริย์อมรี
เรื่องราวของพระองค์อยู่ในพระธรรม (1พงศ์กษัตริย์16.15 เป็นต้นไป )พระธรรมพงศ์กษัตริย์พูดถึงอมรีไว้ไม่มาก ทั้งๆ ที่พระองค์เป็นกษัตริย์ที่สำคัญองค์หนึ่งของอิสราเอล พระองค์เป็นผู้เลือกเมืองสะมาเรียเป็นเมืองหลวง และสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน ทรงจัดอาหับราชโอรสของพระองค์อภิเษกสมรสกับเยเซเบลเจ้าหญิงแห่งฟีนิเซีย (1พงศ์กษัตริย์ 16.31) 
พระองค์สามารถข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปควบคุมโมอับได้ เมชากษัตริย์องค์หนึ่งของชาวโมอับบันทึกไว้บนศิลาจารึกว่า "อมรีกษัตริย์ของอิสราเอล สร้างความเดือดร้อนให้แก่โมอับหลายปี เพราะเทพเคโมชของชาวโมอับพิโรธแผ่นดินของพระองค์"

กษัตริย์อาหับ
อาหับเป็นโอรสของอมรี (1พงศ์กษัตริย์ 16.28) พระองค์อนุญาตให้ประชาชนเข้าร่วมพิธีขอความอุดมสมบูรณ์ได้ตามใจชอบ ทำให้คนเชื้อสายคานาอันในราชอาณาจักรพอใจการปกครองของพระองค์ การนมัสการพระบาอัลจึงเป็นที่นิยมแพร่หลาย เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงเรียกผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ให้มากล่าวโทษประชาชนที่นมัสการพระเทียมเท็จว่า "ท่านทั้งหลายจะขยักขย่อนอยู่ระหว่างสองฝ่ายนี้นานสักเท่าใด ถ้าพระเยโฮวาทรงเป็นพระเจ้า จงติดตามพระองค์ ถ้าพระบาอัลเป็นก็จงตามท่านไปเถิด (1พงศ์กษัตริย์ 18.21) เรื่องเอลียาห์ท้าทายกษัตริย์อาหับและประชาชนอิสราเอลอยู่ในพระธรรม 1พงศ์กษัตริย์บทที่ 17-21

ราชวงค์อมรีหมดอำนาจ
ก่อนอาหับจะสิ้นพระชนม์ในสนามรบ พระองค์มีความขัดแย้งกับเข้าไปมีส่วนขัดแย้งกับซีเรีย เบนฮาดัดกษัตริย์แห่งซีเรียจึงยกทัพเข้ายึดเมืองราโมท-กิเลอาดทางเหนือของอิสราเอล อาหับยกทัพไปต่อสู้ เยโฮชาฟัทกษัตริย์แห่งยูดาห์ยกทัพไปช่วย แต่อาหับถูกปลงพระชนม์ในสนามรบ อาหัสยาห์โอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อ ไม่นานก็ประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์ (2พงศ์กษัตริย์1.2) เยโฮรัมโอรสอีกองค์หนึ่งของอาหับขึ้นครองราชย์ต่อ รัชสมัยของเยโฮรัมเต็มด้วยการทำสงคราม พระองค์พยายามจะเข้าควบคุมโมอับแต่ก็ล้มเหลว และยังทำสงครามกับซีเรียต่อไปจนได้รับบาดเจ็บสาหัสใน

สนามรบ

ผู้เผยพระวจนะเอลีชาฉวยโอกาสขจัดอำนาจของราชวงศ์อมรีและจัดการเจิมเยฮูซึ่งเป็นแม่ทัพคนหนึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์ เยฮูปลงพระชนม์เยโฮรัมแล้วขึ้นครองราชย์แทน

ราชอาณาจักรยูดาห์กับราชวงศ์อมรี
กษัตริย์ของยูดาห์สามองค์แรกขัดแย้งกับกษัตริย์ของอิสราเอลเพื่อแย่งกันครอบครองแผ่นดินของเผ่าเบนยามิน แต่อมรีกับราชวงศ์ต้องการเป็นมิตรกับยูดาห์ การที่อาธาลิยาห์ธิดาของกษัตริย์อาหับอภิเษกกับเยโฮรัมโอรสของเยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์ จึงเป็นเครื่องหมายของการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีของทั้งสองราชอาณาจักร แต่เยโฮรัมอยู่ใต้อิทธิพลของมเหสีอาธาลิยาห์เช่นเดียวกับที่อาหับแห่งอิสราเอลอยู่ใต้อิทธิพลของพระนางเยเซเบล พระองค์จึงสนับสนุนให้มีการนมัสการพระบาอัลในยูดาห์ แม้แต่ในกรุงเยรูซาเล็มก็ไม่เว้น เนื่องจากเยโฮรัมสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด พวกผู้เผยพระวจนะจึงไม่ต่อต้านพระองค์อย่างดุเดือดเท่ากับที่ต่อต้านกษัตริย์อาหับแห่งอิสราเอล

ขณะที่ราชอาณาจักรอิสราเอลกำลังเดือดร้อนเพราะโมอับก่อการกบฏ ในราชอาณาจักรยูดาห์เองก็เดือดร้อนเพราะเอโดมกบฎเช่นกัน (2 พงศ์กษัตริย์ 8.20) เมื่อเยโฮรัมแห่งยูดาห์สิ้นพระชนม์ อาหัสยาห์ราชโอรสจึงขึ้นเป็นกษัตริย์แทนได้ไม่กี่เดือน แม่ทัพเยฮูก็ก่อการปฏิวัติขึ้นในราชอาณาจักรอิสราเอลและปลงพระชนม์กษัตริย์โยรัมแห่งอิสราเอลและกษัตริย์อาหัสยาห์แห่งยูดาห์ซึ่งไปเยี่ยมโยรัมที่กำลังบาดเจ็บด้วย (2พงศ์กษัตริย์ 9.27-28) จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับยูดาห์ขึ้นอีก

ยุคแห่งความอ่อนแอ
การปฎิวัติของเยฮูทำลายราชวงศ์อมรีและความสงบสุขที่ประเทศต่างๆนิยมชมชอบการปกครองของราชวงศ์อมรี ยูดาห์ตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอล ส่วนฟีนิเซียก็หันมาสู้กับอิสราเอลเพราะเยฮูปลงพระชนม์พระนางเยเซเบลซึ่งเป็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งของพวกเขา (2พงศ์กษัตริย์ 9.30-34) เวลาเดียวกันอัสซีเรียก็ได้บุกปาเลสไตน์และบังคับให้อิสราเอลส่งส่วย เยฮูสูญเสียอำนาจในการควบคุมดินแดนทั้งหมดที่อยู่ทางฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งอิสราเอลเคยอ้างว่าเป็นของตน (2พงศ์กษัตริย์ 10.32.33)

สถานการณ์ในยูดาห์ก็มีความวุ่นวายเช่นเดียวกัน โดยซีเรียยกทัพมาโจมตีเมืองกัทในราชอาณาจักรยูดาห์และต้องการจะโจมตีเยรูซาเล็มต่อไป แต่ก็ถอยทัพกลับไปเมื่อยูดาห์ยอมเอาทองคำจำนวนมากถวายเป็นเครื่องบรรณการ (2พงศ์กษัตริย์ 12.17-18, 24.23-24) เมื่อซีเรียอ่อนกำลังประชาชนทั้งในยูดาห์และอิสราเอลก็มีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

เด็กเลี้ยงแกะ พฤษภาคม 20, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 10:50 am
การที่เราจากไปนั้น ก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน
แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่อง
 
 
ความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา

 

 
ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา
ในเรื่องความชอบธรรมนั้น คือ เพราะเราไปหาพระบิดา และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเราอีก
ในเรื่องการพิพากษานั้น คือ เพราะเจ้าโลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว
 
ไม่มีวันที่คริสเตียนจะอ่านข้อความข้างบนอย่างเข้าใจ ในเมื่อยังทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไม่ใช่ผู้เลี้ยงแกะ
ขายความเชื่อ อย่างกับเซลล์แมนประกาศขายของ สร้างคริสตจักรระบบ MLM
อ้างตัวเองว่าได้รับการเจิม ยกตัวเองเหนือพระเจ้า เพียงเพื่อจะได้รับสิทธิอำนาจและการสรรเสริญ
 
 

เปอร์เซียเรืองอำนาจในโลก เมษายน 29, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 1:09 pm

ขณะที่บาบิโลนครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเก่าของอัสซีเรีย พวกมีเดียครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ สองจักรวรรดินี้ตั้งอยู่คู่เคียงกันเป็นเวลานานประมาณเจ็ดสิบปีโดยไม่มีการสู้รบกันอย่างเปิดเผย

ในปี ก.ค.ศ.550 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น อัสทียาเกส (Astyages) แห่งมีเดียยกทัพไปต่อสู้กับพวกเอลาม ซึ่งตอนนั้นกษัตริย์ไซรัส (Cyrus) แห่งเปอร์เซียปกครองอยู่ การสู้รบกันครั้งนี้ปรากฎว่ากองทัพมีเดียปราชัยยับเยิน เพราะกษัตริย์ไซรัสทรงเดชานุภาพและเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนเกินกว่าที่จะเอาชนะพระองค์ได้ ไซรัสทรงสามารถขับพวกมีเดียให้ล่าทัพกลับ แล้วตามไปโจมตีถึงในดินแดนของชาวมีเดียจนได้ชัยชนะ อีกไม่นานไซรัสก็ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ในเอคบาทานา (Ecbatana) และอ้างว่าพระองค์มีอำนาจในจักรวรรดิมีเดีย

นาโบนิดัด (Nabonedus) แห่งบาบิโลนกลัวว่าไซรัสจะยกทัพเลยเข้ามาโจมตีจักรวรรดิของพระองค์ ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น พระองค์จึงได้ร่วมกับผู้นำมิตรประเทศ ได้แก่ อามาซิส (Amasis) แห่งอียิปต์ และ โครเอซัส (Croesus) แห่งลิเดียจัดตั้งกองกำลังเพื่อป้องกันประเทศของพวกตน กษัตริย์ไซรัสบุกเข้ายึดซารดิส (Sardis) เมืองหลวงของลิเดียได้เป็นแห่งแรกในปี ก.ค.ศ. 547 พอถึงปี ก.ค.ศ. 539 ไซรัสทรงยกทัพเข้าโจมตีบาบิโลนโดยตรง เวลานั้นประชาชนชาวบาบิโลนไม่นิยมเลื่อมใสในตัวกษัตริย์นาโบนิดัด เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นชาวอารัมที่มาจากเมืองฮารานซึ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แคลเดียแห่งบาบิโลนแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ยอมสักการะเทพเจ้ามาร์ดุกอีกด้วย จึงทำให้พวกปุโรหิตของพระมาร์ดุกไม่ชอบพระองค์ นาโบนิดัดเลื่อมใสศรัทธาพระสิน (Sin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เทพองค์นี้มีวิหารอยู่ที่เมืองฮาราน ก่อนหน้านั้นหลายปี คือก่อนที่กษัตริย์ไซรัสจะยึดเอคบาทานาได้นาโบนิดัดปล่อยให้เบลชัสซาร์โอรสของพระองค์ปกครองประเทศแทน ผลที่ตามมาก็คือไม่มีการฉลองเทศกาลปีใหม่ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เพราะเทศกาลนี้กษัตริย์จะต้องเป็นผู้นำในพิธีรื้อฟื้นความเป็นผู้นำประเทศ เรื่องนี้เองที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจนาโบนิดัดอย่างมาก ดังนั้นเองจึงไม่เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับไซรัสอย่างเต็มกำลัง

ไซรัสรบชนะบาบิโลนที่เมืองโอปิส (Opis) บนฝั่งแม่น้ำไทกรีสเมื่อปี ก.ค.ศ. 539 และอีกไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพของพระองค์ก็ยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จโดยไม่มีการต่อสู้มากนัก นาโบนิดัดทรงหนีเอาตัวรอดแต่ก็ถูกจับได้ ชาวบาบิโลนต้อนรับกษัตริย์ไซรัสด้วยความปีติยินดีในฐานะที่ทรงเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาและผู้รับใช้ของพระมาร์ดุก เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมาร์ดุกกษัตริย์ไซรัสจึงทรงรื้อฟื้นเทศกาลปีใหม่ขึ้นมาอีก และนำรูปปฏิมาของเทพเจ้าต่าง ๆ กลับไปไว้ในเทวสถานเดิมของใครของมัน หลังจากไซรัสได้บาบิโลนไว้ในความครอบครองแล้วไม่นาน บรรดาเจ้านายผู้ปกครองมณฑลต่างด้าวต่าง ๆ ก็พากันมาสวามิภักดิ์ จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งขึ้นได้ด้วยการผนวกจักรวรรดิมีเดีย จักรวรรดิบาบิโลน พร้อมกับดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โดยมีกรุงเอาบาทานาเป็นเมืองหลวง

จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งอยู่ได้นานประมาณสองร้อยปี กษัตริย์องค์หลัง ๆ ไม่ใช่นักปกครองที่ดีเหมือนไซรัส อียิปต์และกรีกเป็นศัตรูตัวฉกาจของเปอร์เซีย คัมบีเซส (Cambyses) โอรสของไซรัสปราบอียิปต์ได้สำเร็จในปี ก.ค.ศ. 525 แต่ประชาชนชาวอียิปต์ไม่เต็มใจอยู่ใต้ปกครองของเปอร์เซียจึงก่อการกบฏขึ้นบ่อย ๆ หลายครั้งก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศกรีก ระหว่าง ก.ค.ศ. 401-342 อียิปต์ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง แต่ก็ต้องสูญเสียไปอีกก่อนที่จักรวรรดิเปอร์เซียจะถูกโค่นลง

ประเทศกรีกสร้างความเดือดร้อนให้แก่เปอร์เซียมากกว่า และเปอร์เซียก็ไม่เคยเอาชนะกรีกได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 (Xerxer l) เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียองค์แรกที่พยายามจะพิชิตกรีกให้ได้ พระองค์ยกทัพเรือไปรบกับกรีกครั้งแรกในปี ก.ค.ศ.480 แรก ๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ถึงกับสามารถยึดกรุงเอเธนส์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของกรีกได้ แล้วเผาวัดวาอารามและอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส (Acropolis ดูภาพหน้า ) แต่อีกไม่นานกองทัพกรีกก็สามารถทำลายเรือรบส่วนใหญ่ของเปอร์เซีย กองทัพของเซอร์ซิสที่ 1 พ่ายแพ้ยับเยิน พระองค์เองก็ถูกปลงพระชนม์

อาร์ทาเซอร์ซิสที่ 1 (Artaxerxes l) ทำสงครามกับกรีกต่อไป แต่ในที่สุดก็ยอมทำสัญญาสงบศึกกันในปี ก.ค.ศ.449 หลังจากนั้นพวกกรีกก็รบพุ่งกันเอง เปอร์เซียจึงล่ากลับไปเฝ้าดูพวกกรีกฉีกเนื้อกันเองออกเป็นชิ้น ๆ ในสงครามที่เปโลโปนนีเชียน (Peloponnesian War ก.ค.ศ.431-404) ตอนนั้นไม่จำเป็นที่เปอร์เซียต้องเข้าไปแทรกแซง ชาวกรีกเอาแต่รบกันเองจนไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จักรวรรดิเปอร์เซีย แต่ผลสุดท้ายก็สร้างความพินาศให้แก่เปอร์เซียอยู่ดี ทันทีที่เลิกทำสงครามกันเอง พวกกรีกก็เริ่มก่อกวนและสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดาผู้ปกครองของเปอร์เซีย เมื่ออียิปต์เข้าร่วมผสมโรงด้วยก็ทำให้ยิ่งเดือดร้อนขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งประเทศกรีกก็ทำลายอาณาจักรเปอร์เซียได้สำเร็จ แล้วทรงครอบครองโลกสมัยโบราณไว้ได้ทั้งหมดตั้งแต่กแม่น้ำดานูบจรดแม่น้ำอินดัสและเลยไปอีก

ศาสนาของชาวเปอร์เซีย
ศาสนาดั้งเดิมของชาวเปอร์เซียเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และกสิกรรมแบบเรียบง่าย แต่ต่อมาก็มีศาสนาใหม่ ศาสนาโซโรแอสเตอร์เกิดขึ้น ศาสนานี้พัฒนาขึ้นผลงานของชายผู้หนึ่งชื่อว่า ซาราธุสตรา (Zarathustra) หัวใจของศาสนาโซโรแอสเตอร์อยู่ที่หนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือพระคัมภีร์ เช่นเดียวกันกับศานายูดาย อิสลาม คริสต์ศาสนาและศาสนาของชาวตะวันออกอีกหลายศาสนา หนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เรียกว่า พระคัมภีร์อาเวสตา (Avesta) ศาสนาโซโรแอสเตอร์มีลักษณะเป็นลัทธิทวินิยม สานุศิษย์ของศาสนานี้เชื่อในอำนาจสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งดีฝ่ายหนึ่งชั่ว พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความดีเป็นเทพผู้สูงสุด ชื่อออร์มาซด์ (Ormazd) เทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร และเชื่อว่ามีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์สอนว่า มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี และทำตามประมวลกฎหมายอันสูงส่งซึ่งแสดงออกมาเป็นค่านิยมทางศีลธรรมแบบถ่อมตัว ศิษยานุศิษย์ของศาสนานนี้มีความเชื่อมั่นว่า ความตายไม่ใช่การสิ้นสุดคนชอบธรรมจะได้รับชีวิตใหม่เมื่อตอนที่เทพออร์มาซด์ทำสงครามชนะ

 

 

 

     

 

อิสราเอล 12 เผ่า

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 12:56 pm

อิสราเอล 12 เผ่าหลักแหล่งในปาเลสไตน์

อิสราเอลเข้าไปยึดครองคานาอันตอนปลายยุค ระหว่าง ก.ค.ศ. 1250-1000 พระธรรมโยชูวาเล่าถึงวิธีที่โยชูวานำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเข้ายึดเมืองเยรีโค(โยชูวา1-5) อิสราเอลสามารถพิชิตเมืองต่างๆ ที่อยู่บนเนินเขาด้านเหนือและด้านใต้ของเยรูซาเล็ม (โยชูวา 7-10) และพูดถึงชัยชนะที่ภาคเหนือของปาเลสไตน์คือบริเวณรอบๆ เมืองฮาโซร์(โยชูวา 11) หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าเมืองต่าง ๆ เช่น เดบีร์ ลาคิช และฮาโซร์ ถูกทำลายในช่วงนี้ รวมทั้งเบธเอล แต่ไม่ใช่เมืองอัย

1. การแบ่งดินแดน
สองสามบทสุดท้ายของพระธรรมโยชูวาเป็นเรื่องการแบ่งดินแดนกันระหว่างอิสราเอล 12 เผ่า มีบางตอนบอกว่าอิสราเอลพิชิตปาเลสไตน์ไม่หมด ที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าอิสราเอลจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์ได้แล้ว แต่ก็มีเมืองของชาวคานาอันเป็นจำนวนมากที่ยังเป็นเอกราชอยู่เหมือนเดิม (โยชูวา 13.1-6 , 13 , 15.63, 16.10, 17.11-13) พระธรรมผู้วินิจฉัยบทแรกก็ยืนยันความจริงนี้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าอิสราเอล 12 เผ่าไม่สามารถยึดปาเลสไตน์เป็นของตนได้ทั้งหมด (ผู้วินิจฉัย 1.29-36)

เพื่อจะเข้าใจเรื่องในช่วงนี้ เราต้องสังเกตสิ่งที่พระธรรมโยชูวาไม่ได้บอกไว้ ดังนี้

1. ไม่ได้เขียนไว้ว่าอิสราเอลต่อสู้เพื่อยึดครองบริเวณชายฝั่งทะเลของปาเลสไตน์ คนพวกนั้นเข้มแข็งเกินที่จะเอาชนะได้ (โยชูวา13.2-3)
2. ไม่ได้พูดถึงทุ่งราบเอสเดรอีโลนซึ่งอยู่ในหุบเขาคีโชน ที่นั่นมีชาวคานาอันและอาโมไรต์อยู่หนาแน่นเกินกว่าอิสราเอลจะยึดครอง
3. ไม่ได้พูดถึงการยึดเมืองชิโลห์และเชเคมซึ่งสองเมืองนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสราเอล

พระธรรมโยชูวา 24 บอกว่าทุกเผ่าผูกพันกันโดยพันธสัญญาที่ทำกับพระเจ้าร่วมกัน โยชูวาเรียกเผ่าต่างๆ มาประชุมกันที่เมืองเชเคม ขอให้พวกเขาละทิ้งพระเทียมเท็จและทำสัตยาบันร่วมกันว่าจะเชื่อฟังพระเจ้า ความเป็นเอกภาพทางศาสนาคือสิ่งยึดเหนี่ยวสิบสองเผ่าไว้มั่นและทำให้เกิดความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ภายหลังเมืองชิโลห์กลายเป็นศูนย์กลางที่เผ่าต่างๆพากันมานมัสการพระเจ้าร่วมกัน เผ่าเลวีกลายเป็นชุมชนที่รับผิดชอบด้านศาสนาจึงไม่ได้รับดินแดนเป็นส่วนแบ่งโดยเฉพาะ แต่กระจายกันอยู่ในดินแดนของเผ่าต่าง ๆ

พระธรรมผู้วินิจฉัยเล่าเรื่องอิสราเอล 12 เผ่าต่อ และบันทึกเรื่องความทุกข์ลำบากต่างๆที่พวกเขาต้องเผชิญขณะที่เข้าไปยึดครองปาเลสไตน์ ผู้เขียนพระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อใดที่เผ่าต่างๆเชื่อฟังพระเจ้า พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น แต่เมื่อใดที่ไม่รับใช้พระองค์ก็จะอ่อนแอลง

2. ภารกิจของผู้วินิจฉัย
ผู้วินิจฉัยคือผู้ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เป็นผู้นำเผ่าต่างๆ ทำสงครามกับศัตรู เมื่อใดที่มีผู้วินิจฉัยเป็นผู้นำ พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น และตระหนักได้ว่าพวกเขาต้องรับใช้พระเจ้าและรับใช้ซึ่งกันละกัน พระธรรมผู้วินิจฉัยพูดถึงวิธีที่อิสราเอลเผ่าต่างๆ จัดการกับศัตรูทั้งหลายในยุคนั้น เพื่อจะรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้มากพอสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง และเพื่อให้ชีวิตของพวกตนมีความสุขความเจริญ

3. ศัตรูของอิสราเอล

1. พวกฟิลิสเตีย มีผู้วินิจฉัยสองคนที่ต่อสู้กับพวกฟิลิสเตียคือ ชัมการ์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1150 (วนฉ 3.31) และแซมสัน (วนฉ 13.1-16.31) ท่านทำงานแบบกองโจรไม่ใช่แบบกองทัพ
2. พวกคานาอัน เดโบราห์เป็นผู้ปลุกระดมเผ่าต่างๆ ที่อยู่ทางภาคกลางและภาคเหนือของปาเลสไตน์ให้ลุกขึ้นต่อสู้กับพวกคานาอันที่ทุ่งราบเอสเดรอีโลนจนได้ชัยชนะ มีเรื่องนี้เล่าไว้ 2 สำนวน คือแบบร้อยแก้ว(ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ) และแบบร้อยกรอง (ผู้วินิจฉัยบทที่ 5)
3. เผ่าต่าง ๆ ที่พูดภาษาอารัม สามราชอาณาจักรที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนทำสงครามกับอิสราเอล ช่วงนี้ด้วย

ก. โอทนีเอล รบชนะกษัตริย์แห่งเอโดม ประมาณ ก.ค.ศ. 1200 (วนฉ 3.7-11)
ข. เอฮูด สังหารกษัตริย์แห่งโมอับ ก.ค.ศ. 1175 (วนฉ 3.12-30)
ค. เยฟธาห์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1050 นำกองทัพต่อสู้กับชาวอัมโมน (วนฉ 10.6-12.7)

4. ชนเผ่าเร่ร่อนผู้บุกรุก กิเดโอน นำกองกำลังอิสราเอลขนาดย่อมต่อสู้กับพวกมีเดียนและอามาเลข ซึ่งบุกรุกดินแดนอิสราเอลและขโมยพืชผลอยู่เสมอ (ประมาณ ก.ค.ศ. 1100) กิเดโอนขับไล่ผู้บุกรุกออกจากปาเลสไตน์ได้สำเร็จ ทำให้เผ่าต่างๆบรรเทาความเดือดร้อนลง (วนฉ 6.1-8.35)

พระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าอิสราเอล 12 เผ่าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้เป็นอย่างดี และประสบชัยชนะครั้งสำคัญอยู่หลายหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคงมีอำนาจเกินกว่าที่พวกเขาจะปราบให้ราบคาบได้

 

พระเจ้าของโมเสส

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 12:12 pm
 

ประสบการณ์ที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการอพยพ ทำให้พวกอิสราเอลเริ่มคิดถึงเรื่องพระเจ้าและความสัมพันธ์ที่พระองค์ทรงมีกับมนุษย์ในแง่มุมใหม่ ในสมัยบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลนั้น ประชาชนคิดว่าพระเจ้าทรงเกี่ยวข้องกับบุคคลแต่ละคน แต่ละครอบครัว และแต่ละเผ่า พระองค์ทรงปฏิบัติต่ออับราฮัม อิสอัค ยาโคบและบุตรสิบสองคนของท่านเป็นคน ๆ ไป

ในสมัยอพยพพวกอิสราเอลเห็นว่า พระเจ้าทรงทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อช่วยประชาชนอิสราเอลทั้งกลุ่มให้พ้นจากการเป็นทาส และช่วยพวกเขาให้สามารถสร้างชุมชนหรือสังคมของตน พระเจ้าทรงเลือกโมเสสให้เริ่มสร้างประชาชนที่เป็นทาสเหล่านั้นให้กลายเป็นชนชาติใหญ่

1. พระบัญญัติสิบประการ
พระบัญญัติสิบประการ (อพยพ 20:2-17, เฉลยธรรมบัญญัติ 5:6-21) เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด ประสบการณ์ต่าง ๆ เมื่อครั้งอพยพออกจากประเทศอียิปต์ทำให้ความคิดเห็นของพวกอิสราเอลเกี่ยวกับพระเจ้าและแผนงานของพระองค์สำหรับมนุษยชาติเปลี่ยนไป

บัญญัติสิบประการเริ่มต้นด้วยคำนำว่า "เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส" (อพยพ 20.2) คำว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูใช้คำว่า "ยาห์เวห์" อันเป็นพระนามที่โมเสสรู้เป็นคนแรก แปลว่า "เราเป็นซึ่งเราเป็น" พระองค์คือผู้ที่นำอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ เพราะฉะนั้น

1. "อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา" พระยาห์เวห์คือพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ประชาชนต้องปรนนิบัติรับใช้ไม่ใช่พระอื่น (อพยพ 20:3)
2. "อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน" (อพยพ 20:4)
3. "อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร" (อพยพ 20:7) พระนาม "ยาห์เวห์" เป็นพระนามบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธ์มาก จนพวกยิวไม่กล้าเอ่ยพระนามนี้ เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตราย แม้ในการนมัสการก็ไม่กล้าเอ่ยถึง พวกเขาจะใช้คำว่า "อะโดนาย" แทน
4. "จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์" (อพยพ 20:8)
5. "จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า" (อพยพ 20:12) พ่อแม่มีหน้าที่สั่งสอนลูกให้รักและรับใช้พระเจ้า ลูกควรให้เกียรติแก่พ่อแม่ เมื่อท่านแก่ชราแล้วก็ควรปรนนิบัติดูแลและรักษาท่านให้ดี

พระบัญญัติข้อ 6-10 อพยพ 20:13-17 "อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ และอย่าโลภ" พระบัญญัติห้าข้อหลังนี้เป็นรากฐานมั่นคงของความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดสันติสุข

2. หีบพันธสัญญา
ประชาชนอิสราเอลตอบสนองการที่พระเจ้าทรงสำแดงพระราชประสงค์ของพระองค์ผ่านทางพระบัญญัติสิบประการ ด้วยการเข้าร่วมพันธสัญญาที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้ พวกเขาเต็มใจที่จะเชื่อฟังและให้สัญญาอย่างชัดเจนว่าจะทำตามพระบัญชาของพระองค์ พระบัญญัติสิบประการจารึกอยู่บนแผ่นศิลาสองแผ่น เป็นเครื่องเตือนสติให้รำลึกถึงคำมั่นสัญญาต่าง ๆ ที่ประชาชนทำไว้กับพระเจ้า

หีบพันธสัญญาทำด้วยไม้หุ้มทองคำ สำหรับเก็บแผ่นศิลาจารึกเพื่อให้พวกอิสราเอลแบกหามไปด้วยขณะเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เมื่อใดที่ประชาชนอิสราเอลเห็นหีบก็จะระลึกได้ว่าตนเป็นประชาชนของยาห์เวห์ และจะต้องปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน ๆ ก็เอาหีบใบนี้ไปด้วย เมื่อออกรบก็เอาไปด้วย (1 ซามูเอล 4:3) กษัตริย์ดาวิดทรงย้ายหีบพันธสัญญาไปไว้ที่กรุงเยรูซาเล็มอันเป็นเมืองหลวง (2 ซามูเอล 6:16-17) โดยเก็บไว้ในพระวิหาร และคงอยู่ที่นั่นตลอดไป จนกระทั่งบาบิโลนทำลายกรุงเยรูซาเล็มพินาศย่อยยับ เมื่อประมาณหกร้อยปีหลังจากการอพยพออกมาจากประเทศอียิปต์

3. การถวายเครื่องบูชาและการนมัสการ
ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ประณามพวกอิสราเอลสมัยหลังที่วางใจในการถวายเครื่องบูชามากกว่าเชื่อฟังพระเจ้า ดูเหมือนว่าพวกอิสราเอลเชื่อว่า ถ้าถวายเครื่องเผาบูชาเป็นประจำแล้วพระเจ้าจะทรงพอพระทัย ขอให้สังเกตว่าในพระบัญญัติสิบประการไม่มีคำสั่งเรื่องการถวายบูชาอยู่เลย แต่ในพระธรรมอพยพพูดถึงการถวายเครื่องบูชาต่าง ๆ และประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีการถวายเครื่องบูชาอยู่เสมอ

4. ปัสกา
งานเลี้ยงอาหารของพวกอิสราเอลที่เรียกว่า "ปัสกา" เป็นงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชาชนอิสราเอลจากการเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ เป็นไปได้ที่งานเลี้ยงนี้มีอยู่แล้วก่อนการอพยพ งานเลี้ยงที่แต่ละครอบครัวใช้แกะเป็นเครื่องบูชาและรับประทานอาหารร่วมกันเช่นนี้เหมือนกับงานเลี้ยงที่ชนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์เผ่าอื่น ๆ กระทำสืบกันมา เดิมทีอาจกระทำกันตอนต้นปีใหม่เพื่อขอให้พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ประชาชนและแก่ฝูงสัตว์ของเขา แต่พอถึงสมัยอพยพพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางออกจากประเทศอียิปต์ ทำให้ความหมายและความสำคัญของงานเลี้ยงนี้เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง

 

บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอล (ก.ค.ศ. 2000 -1500) เมษายน 4, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 11:36 pm

บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลมีใครบ้าง

หลักข้อเชื่อโบราณของอิสราเอลเริ่มต้นว่า “บิดาของข้าพระองค์เป็นชาวอารัมผู้หลงทางท่องเที่ยวไป” (ฉธบ. 26:5) เห็นได้ชัดว่าชาวฮีบรูเชื่อว่าชาติของตนสืบเชื้อสายมาจากชาวอารัมชนเผ่าโบราณมากเผ่าหนึ่ง

1. บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลกับประวัติศาสตร์

เทราห์บิดาของอับราฮัมและครอบครัวดูเหมือนจะเป็นมิตรกับคนในเมืองเออร์ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของเมโสโปเตเมีย (ปฐก. 11:31) เมืองเออร์เคยเป็นเมืองสำคัญและมีอำนาจตั้งแต่ ก.ค.ศ. 3000 ขณะนั้นประชาชนเมืองนี้สามารถควบคุมส่วนใหญ่ของเมโสโปเตเมียภาคใต้ แต่ในที่สุดก็เสื่อมอำนาจลงเมื่อ ก.ค.ศ. 1950 หลังจากนั้นอับราฮัมได้ออกเดินทางจากญาติพี่น้อง “บ้านของบิดา” ไปเมืองฮารานเพื่อแสวงหาทุ่งหญ้าใหม่สำหรับเลี้ยงสัตว์ และที่อยู่ใหม่ให้กับครอบครัวของตน (ปฐก. 12:1) ปฐมกาลบทหลัง ๆ พูดถึงเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์และมิลคาห์ (ปฐก. 24:24) เรเบคาห์และลาบัน ลูกเบธูเอล ญาติของอับราฮัม ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองนาโฮร์ใกล้เมืองฮาราน

เราพยายามหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเรื่องบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลในพระคัมภีร์และประวัติศาสตร์โลกในภูมิภาคที่พวกเขาอาศัยอยู่ ทั้งหมดที่เรารู้เกี่ยวกับบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลมีอยู่ในพระธรรมปฐมกาลเท่านั้น เรื่องเหล่านี้เป็นนิทานโบราณคดีมาก่อน อาจจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างที่เรามีอยู่นี้หลังจากที่อับราฮัมเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งพันปี สาเหตุที่ชาวอิสราเอลอนุรักษ์เรื่องนี้ไว้ เพราะอิสราเอลรุ่นหลังยกย่องนับถือบรรพบุรุษของตนยิ่งนัก และต้องการรู้เรื่องราวเกี่ยวกับท่านเหล่านั้นให้มากที่สุด นอกจากนั้นแล้วนักเล่าเรื่องอิสราเอลยังรู้สึกว่าเรื่องเหล่านั้นสอนสัจธรรมสำคัญ ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าและวิธีที่พระองค์ติดต่อกับมนุษย์ พวกอิสราเอลไม่เคยสงสัยเรื่องที่พระเจ้าทรงเลือกอับราฮัมและเชื้อสายของท่าน ทรงสำแดงพระองค์ให้รู้จักและทรงทำพันธสัญญากับพวกเขา จึงแน่ใจได้ว่าพวกเขาใช้เรื่องเหล่านี้สั่งสอนคนรุ่นหลัง ๆ เพราะเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามากมาย มีความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าและแผนการที่พระองค์ทรงมีสำหรับมนุษยชาติอยู่ด้วย

ขณะที่ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลอยู่นี้ เราต้องเข้าใจและจำไว้เสมอว่า เรากำลังเกี่ยวข้องกับนิทานโบราณคดีไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เรื่องดังกล่าวมิได้บันทึกไว้หลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่เป็นเรื่องที่จดจำกันมานานหลายศตวรรษโดยการถ่ายทอดจากพ่อไปสู่ลูกแล้วค่อยบันทึกไว้ทีหลัง

อับราฮัม
เรื่องของอับราฮัมบันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 12-25 เริ่มต้นด้วยพระบัญชาและพระสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าทรงบัญชาอับราฮัมว่า “เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้” (ปฐมกาล12:1) ส่วนพระสัญญาคือ “เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ (ปฐมกาล 12:2) ถ้าเราอ่านปฐมกาลบทต่อไป เราจะเห็นว่าอับราฮัมเดินทางไปปาเลสไตน์และพระเจ้าทรงให้ความมั่นใจแก่ท่านว่า อาณาบริเวณนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหลานท่าน (ปฐก. 12:7,15;18-21) อับราฮัมยังคงยึดอาชีพเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาทุ่งหญ้าและน้ำให้สัตว์เลี้ยงของท่านกินและดื่ม ดูเหมือนว่าอัมราฮัมจะทำพันธสัญญากับอาบีเมเลคกษัตริย์ของเมืองเก-ราร์ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเกิดการกันดารอาหารที่ปาเลสไตน์ อับราฮัมจึงเดินทางไปประเทศอียิปต์

เรื่องของอับราฮัมที่อนุรักษ์ไว้หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า พระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จได้อย่างไรในเมื่อท่านไม่มีทายาทสืบสกุล ตามประเพณีของคนสมัยนั้น ถ้าชายใดไม่มีบุตรชายก็จะมอบสิทธิ์ให้แก่ทาสที่ตนโปรดปรานเป็นผู้สืบมรดก แต่พระเจ้าตรัสว่าท่านจะไม่ต้องทำเช่นนั้น (ปฐก. 15:3-6) นางซาราห์ยอมให้ทาสสาวของตนเป็นผู้ให้กำเนิดบุตรชายแก่อับราฮัมแทนนาง (ปฐก. 16:1-2) นี่ก็ไม่ใช่แผนการของพระเจ้า ในที่สุดนางซาราห์ได้กำเนิดบุตรชายแก่อับราฮัม ชื่อว่า อิสอัค ในเวลาที่นางชรามากแล้ว (ปฐก. 21:1-3) แม้กระนั้นก็ดูเหมือนว่าแผนการของพระเจ้าจะล้มเหลว เพราะพระเจ้าให้ท่านถวายอิสอัคบุตรของท่านเป็นเครื่องบูชา ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงห้ามไว้ และทรงจัดหาเครื่องบูชาอื่นให้แทน (ปฐก. 22.9-14) เพราะพระเจ้าต้องการทดสอบความเชื่อของท่าน

หลังจากที่ซาราห์สิ้นชีวิตแล้ว อับราฮัมได้แต่งงานใหม่ ท่านมีบุตรกับนางเคทูราห์อีกหลายคน แต่บุตรเหล่านี้มิใช่ผู้สืบพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ก่อนที่อับราฮัมจะสิ้นชีวิตท่านได้เข้าในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญาจะประทานให้ และได้บุตรชายซึ่งจะเป็นผู้ให้กำเนิดชนชาติที่เป็นเชื้อสายของท่านต่อไป

อิสอัค
การกำเนิดของอิสอัคมีความสำคัญมาก เพราะท่านเป็นทายาทผู้สืบพันธสัญญาของพระเจ้า ตอนที่อิสอัคยังเด็กอยู่อับราฮัมเกือบจะถวายท่านเป็นเครื่องบูชา ก่อนอับราฮัมสิ้นชีวิตท่านได้จัดให้อิสอัคแต่งงานกับเรเบคาห์คนเชื้อสายเดียวกับท่าน ทั้งสองอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานแต่ไม่มีบุตร แต่ในที่สุดนางเรเบคาห์ก็ให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดตั้งชื่อว่า เอซาวและยาโคบ (ปฐก. 25:21-26) ความสุขในวัยชราของอิสอัคถูกรบกวนเพราะลูกชายฝาแฝดของท่านทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องสิทธิและพรบุตรหัวปี

เอซาวและยาโคบ
เรื่องเล่าว่าเอซาวและยาโคบจะทะเลาะกันมาตั้งแต่ก่อนเกิดแล้ว เอซาวไม่ยอมรักษาสิทธิบุตรหัวปีของตน ยาโคบก็เป็นคนที่ทะเยอทะยานชอบใช้ความฉลาดแกมโกงเพื่อให้ได้สิทธิบุตรหัวปีเป็นของตน พระเจ้าทรงเลือกยาโคบให้เป็นผู้สืบพันธสัญญาที่ทรงทำไว้กับอับราฮัมและทรงเปลี่ยนชื่อยาโคบใหม่ว่า อิสราเอล แปลว่า “ผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า” เนื่องจากยาโคบไม่เต็มใจตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า พระองค์ต้องทำงานหนักเพื่อให้ยาโคบกลับใจใหม่และเชื่อฟังพระองค์ ระหว่างทางท่านได้ต่อสู้กับบุรุษผู้หนึ่งที่แม่น้ำยับบอก ชีวิตของยาโคบหลังจากที่ได้สิทธิบุตรหัวปีแล้ว ท่านต้องหนีเอซาวซึ่งโกรธแค้นไปอยู่ที่บ้านเดิมของมารดา อยู่ที่นั้นระยะหนึ่งก็ได้ภรรยาสี่คน คือ เลอาห์ ราเชล ศิลปาห์และ บิลฮาห์ และมีลูกชาย 12 คน ลูกสาว 1 คน (ปฐก. 29:21-28)

แม้พี่ชายยังโกรธอยู่แต่ท่านก็เดินทางกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของตน เพราะเกิดการขัดแย้งกับลาบันผู้เป็นทั้งลุงและพ่อตา ในที่สุดยาโคบก็ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินปาเลสไตน์และได้ชื่อใหม่ว่าอิสราเอล

โยเซฟ
โยเซฟเป็นบุตรของราเชลซึ่งยาโคบรักมากแต่เป็นที่เกลียดชังของบรรดาพี่ชาย โยเซฟชอบเล่าความฝันของตนให้พวกพี่ชายฟังว่าตนเองจะได้เป็นใหญ่เป็นโต (ปฐก. 37) พวกพี่ ๆ ไม่รู้ว่านี้เป็นแผนการณ์ของพระเจ้าก็พากันโกรธแค้นโยเซฟ และได้คิดกำจัดโยเซฟ โยเซฟจึงถูกขายเป็นทาสที่อิยิปต์ โยเซฟมีความขยันและรับผิดชอบในหน้าที่การงาน แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าล่วงเกินภรรยาของโปทิฟาร์ผู้เป็นเจ้านายจึงถูกจำคุก อยู่ในคุกท่านก็แสดงความสามารถต่าง ๆ ในการแก้ความฝัน ในที่สุดก็ได้แก้ความฝันให้ฟาโรห์ และได้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศอียิปต์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ผ่านช่วงวิกฤตจากการกันดารอาหาร นอกจากนั้นท่านยังได้ช่วยเหลือครอบครัวของท่านให้เข้ามาอยู่ในอียิปต์อีกด้วย

 

กษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิต เมษายน 3, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 2:46 am

สมัยที่อิสราเอลเป็นราชอาณาจักรเดียวกันอยู่นั้น ศาสนาได้รับการจัดตั้งอย่างดี มีผู้นำสามพวกเป็นเสาหลักในการปกครองประเทศคือ กษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิต

1. กษัตริย์
กษัตริย์ของอิสราเอลมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเมือง ภารกิจที่สำคัญคือการรวมอิสราเอล 12 เผ่าให้เป็นปึกแผ่น สามารถเอาชนะศัตรู กษัตริย์ต้องได้รับการรับรองจากพระเจ้า ซามูเอลเป็นผู้แต่งตั้งกษัตริย์ เพราะอิสราเอลรู้ว่าท่านพูดในพระนามพระเจ้าเสมอ พวกเขายอมรับบุคคลที่ท่านเลือกให้เป็นกษัตริย์ พิธีแต่งตั้งกษัตริย์ด้วยการใช้น้ำมันเจิม เป็นหมายสำคัญแสดงว่า กษัตริย์เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ชัยชนะในการทำสงครามเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากษัตริย์เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและแต่งตั้งจริง

2. ผู้เผยพระวจนะ
คำว่า "ผู้เผยพระวจนะ" ในภาษาฮีบรูหมายถึงคนหลายประเภท ซึ่งมีส่วนในศาสนาของอิสราเอลต่างกันซึ่งมีทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคลและเป็นกลุ่ม ดังนี้

ก. ผู้ทำนาย (Seers) มีหลายคนที่สามารถ "มองเห็น" ความจริงเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ดีกว่าคนอื่นและตีความได้ คนเหล่านี้ทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งของ (กันดารวิถี 22.7, 1ซามูเอล 9.6-8) บางครั้งพวกเขาก็กล่าวพระวจนะที่สำคัญให้กับพวกอิสราเอล กันดารวิถี 23.22-24,1 ซามูเอล10.1) ผู้ทำนายมีญาณพิเศษที่พระเจ้าประทานให้ (1ซามูเอล 3.15-18) ผู้ทำนายที่ได้รับการสำแดงจากพระเจ้าจะรู้สึกว่าตนมีพันธะต้องบอกความจริงแก่ผู้อื่น (1ซามูเอล 19-21)

ข. กลุ่มผู้เผยพระวจนะ (The bands of prophets) เป็นกลุ่มที่มักจะอยู่ร่วมกันในสถานนมัสการทั่วไปเช่น ที่กิลกาลและกิเบอาห์ (2พงศ์กษัตริย์ 4.38, 1ซามูเอล 10.10, 2พงศ์กษัตริย์ 2.5) พวกนี้ใช้การเล่นดนตรีเพื่อเร้าใจให้พร้อมสำหรับการเผยพระวจนะ (1ซามูเอล 10.5-6) (บางทีก็เรียกกลุ่มนี้ว่า "บุตรผู้เผยพระวจนะ" ) กลุ่มนี้ไม่ได้รับการยกย่องมากนัก (2พงศ์กษัตริย์ 9.11) งานที่ยอดเยี่ยมจะเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงใช้และดลใจให้พวกเขาเผยพระวจนะจริงๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อบ้านเมือง และมักจะกล่าวออกมาในรูปแบบของคำประพันธ์ เช่น สดุดี 12.5, 14.4, 81.6-15 แต่บ่อยครั้งกลุ่มนี้ก็พูดเพ้อเจ้อ และกล่าวคำทำนายเท็จ เพื่อเอาใจประชาชนเพราะเห็นแก่สิ่งตอบแทน (อิสยาห์ 28.7 เยเรมีย์ 5.31, 6.13)

ค. ผู้เผยพระวจนะที่เป็นปัจเจกบุคคล (The individual prophets) คนเหล่านี้เราเรียกกันว่า "ผู้เผยพระวจนะ" หรือ "ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า" เช่น นาธัน เอลียาห์ อิสยาห์ เอเสเคียล ฮักกัย และมาลาคี ผู้เผยพระวจนะมีฐานะและบทบาทสำคัญมาก เมื่อกษัตริย์อยากรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้ทำเช่นไรก็จะขอคำปรึกษาและการชี้นำจากผู้เผยพระวจนะ

ผู้เผยพระวจนะนาธันเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เมื่อดาวิดต้องการสร้างพระวิหารก็ขอคำปรึกษาจากนาธันก่อน แต่เมื่อนาธันไม่ให้สร้างก็ทรงเชื่อฟัง (2ซามูเอล 7.1-7)

ผู้เผยพระวจนะรุ่นก่อนทำหน้าที่เป็นผู้พูดแทนพระเจ้า และมีหน้าที่เรียนรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าที่ทรงมีสำหรับประเทศบ้านเมืองของพวกเขา และคอยตักเตือนและหนุนใจพวกเขา

3. ปุโรหิต
ปุโรหิตมีหน้าที่นำประชาชนนมัสการพระเจ้า และจัดระเบียบให้พวกเขานมัสการอย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดในการนมัสการคือการถวายเครื่องบูชา ไม่ใช่ปุโรหิตเท่านั้นที่ถวายเครื่องบูชาได้ (ผู้วินิจฉัย 5.22-24, 13.09) ปุโรหิตมีหน้าที่เรียนรู้และตีความกฎระเบียบเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา เพื่อแนะนำและสั่งสอนผู้อื่น หน้าที่ปุโรหิตเป็นความรับผิดชอบของคนในตระกูลอาโรน เผ่าเลวี (เฉลยธรมบัญญัติ 33.8-10) มีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติในการนมัสการโดยละเอียด สืบต่อกันมาภายในตระกูลนี้ พวกเขาใช้ ทูมมิม และ อูริม เป็นฉลากศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสี่ยงทายเพื่อหาคำตอบเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการนมัสการพระเจ้า (กันดารวิถี27.21, 1ซามูเอล 14.41) บรรดาปุโรหิตทำงานสืบทอดกันมาแต่ดั้งเดิม ยังคงทำงานอยู่ในบริเวณต่าง ๆ ทั่วอาณาจักร

 

คานาอัน..แผ่นดินพระสัญญา เมษายน 1, 2006

Filed under: บทความศาสนา — Korkai @ 4:23 pm

"ดังนั้นแหละ พระเจ้าประทานแผ่นดินทั้งสิ้นแก่คนอิสราเอล ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของเขา" (โยชูวา 21.43 )

ในบทนี้เราจะศึกษาว่าพวกอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ได้อย่างไร ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในพระธรรมโยชูวาและผู้วินิจฉัย

คนสมัยโบราณเรียกปาเลสไตน์ว่าแผ่นดินคานาอัน พวกอิสราเอลเรียกประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นั่นก่อนที่ตนจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งว่า "ชาวคานาอัน" และ "ชาวอาโมไรต์" ในแผ่นดินคานาอันมีชนหลายชาติอาศัยอยู่ที่นั่นมานานแล้ว(โยชูวา 3.10 ) ประชาชนในแผ่นดินนี้มีอารยธรรมสูงมาก เมืองต่างๆ สร้างขึ้นอย่างดี ทุกเมืองมีเจ้าเมืองปกครองและมีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดย่อมอยู่ใกล้เคียง มีการติดต่อค้าขายกับ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และกรีก ชาวคานาอันเป็นพวกแรกที่ประดิษฐ์ตัวอักษรที่ใช้เขียนบนที่ราบแบนได้ ก่อนหน้านั้นถ้าจะเขียนถึงอะไรก็ต้องเขียนรูปภาพของสิ่งนั้น

ชาวคานาอันมีพระสูงสุดองค์หนึ่งเรียกว่า "เอล" แต่ส่วนใหญ่จะนมัสการพระบาอัล การนมัสการของชาวคานาอันกระทำกันในรูปแบบการใช้ความรุนแรงทางเพศ โดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้ไร่ นา ฝูงสัตว์และครอบครัวของตนเกิดผลและมีลูกดก

ก่อน ก.ค.ศ. 1250 อียิปต์ครอบครองคานาอันบ่อยครั้ง ฟาโรห์หลายองค์ปราบปรามเจ้าเมืองต่างๆ ของคานาอันลงเป็นข้าทาสบริวารและบังคับให้ส่งส่วย โดยพระองค์ส่งกองทัพไปคุ้มครองเป็นการตอบแทน ยามใดที่อียิปต์อ่อนกำลังลง บรรดาเจ้าเมืองก็เดือดร้อน บ่อยครั้งพวกเขาไม่สามารถรักษาอำนาจของตนไว้ได้ มักถูกเจ้าเมืองหรือชนกลุ่มใหม่ที่ต้องการเข้ามาตั้งหลักแหล่งในคานาอันบุกโจมตี ตอนที่อิสราเอลเข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอันก็เป็นช่วงที่อียิปต์หมดอำนาจ

ฟาโรห์เมอร์เนปทาห์แห่งอียิปต์พยายามเข้าควบคุมปาเลสไตน์อีกครั้ง แต่ก็ถูกชาวทะเลศัตรูกลุ่มใหม่บุกเข้าโจมตี ชาวทะเลที่ว่านี้มีพวกฟิลิสเตียรวมอยู่ด้วย อียิปต์พบว่ายากที่ตนจะป้องกันประเทศให้พ้นจากการรุกรานของชาวทะเล จึงยอมให้เข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอัน พวกฟิลิสเตียได้สร้างเมืองขึ้นมา 5 เมือง คือ กาซา อัชเคโลน อัชโดด เอโครน และกัท

เพราะอียิปต์อ่อนกำลังลงทำให้ปาเลสไตน์วุ่นวาย บรรดาผู้บุกรุกกลุ่มใหม่เข้ามายึดครองเมืองต่างๆ และสร้างขึ้นใหม่อีกหลายเมือง บริเวณที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดคือบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลและที่ราบเอสเดรอีโลน บริเวณนอกปาเลสไตน์ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย ชาวเอโดมและชาวโมอับได้สถาปนาราชอาณาจักรของตนขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออกของทะเลตาย บริเวณทะเลทรายก็มีเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์อาศัยอยู่ เช่น พวกมีเดียนและอามาเลข

ในระยะนั้นไม่มีประเทศใดในเมโสโปเตเมียเข้มแข็งพอที่จะมีอิทธิพลอยู่ได้นาน

 

 

 

 

     

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.