อาหาร
โรค
อื่นๆ
รายละเอียดของแต่ละรายการจะกล่าวไว้ในหัวข้อเรื่อง การรักษาและป้องกัน
การใช้ยา ยาที่ใช้รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคปวดหลังปวดข้อ อาจทำให้เกิดอาหารท้องอืดได้ (ถ้าอาการมากจึงปวดท้อง ดูเรื่องกระเพาะอาหารอักเสบ) เมื่อเลิกใช้ยาอาการจะหายไปภายในหนึ่งหรือสองวัน ยาปฏิชีวนะบางชนิดก็มีผลทำนองเดียวกัน ไม่ใช่การแพ้ยา แต่เป็นผลข้างเคียง เมื่อรับประทานยาครบแล้ว อาการก็จะหายไปภายในหนึ่งถึงสองวัน บางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ อาจมีโรคประจำตัวพร้อมกันหลายโรค เช่น โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ต้องรับประทานยาหลังอาหารหลายเม็ด ทำให้ต้องดื่มน้ำมากหลังอาหาร หากเลื่อนเวลารับประทานยาหลังอาหารออกไป เป็นเวลาหลังอิ่มอาหารแล้วอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง อาการท้องอืดอาจดีขึ้น โปรดทราบว่าหลังอาหารจะมีอาหารอยู่ในกระเพาะไม่น้อยกว่า 2-3 ชั่วโมง จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่ากระเพาะจะว่าง
บางคนมีอาการท้องผูกแบบหลายวันถ่ายครั้ง พยายามรักษาอาการท้องผูกด้วยการดื่มน้ำมากๆ และรับประทานผักและผลไม้มากๆ นอกจากไม่ทำให้ท้องผูกดีขึ้นแล้ว ยังอาจเกิดอาการท้องอืดจากการรับประทานมากเกินไปได้ด้วย ถ้าเรื่องนี้เป็นสาเหตุเมื่อเลิกพฤติกรรมนี้ได้ อาการก็จะหายไปภายใน 2-3 วัน
การรับประทานอาหารมื้อใหญ่เกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันสูง รีบร้อนในการรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารเลยเวลาที่เคยทำให้หิวมากหรือหายหิวแล้ว จะทำให้เกิดอาการท้องอืดหลังอาหาร หากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ อาการก็จะหายไป หรือดีขึ้นมากน้อยแล้วแต่จะแก้ไขได้เพียงใด
หากสำรวจและแก้ไขตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่อาจมีอยู่ แต่เมื่อแพทย์ตรวจแล้วไม่พบว่ามีโรค ก็ควรจะยุติ และหาทางแก้ไขดังต่อไปดังนี้
ผู้ที่ตื่นนอนเช้าสบายดี แต่มีอาการท้องอืดชัดเจนหลังอาหารบางมื้อ ควรแก้ไขโดยการทำให้อาหารมื้อที่ทำให้เกิดอาการมีขนาดเล็กลง เช่น รับประทานเพียงของคาว งดขนมหรือผลไม้หลังอาหาร และขณะรับประทานอาหารหรือเมื่ออิ่มอาหารใหม่ๆควรดื่มน้ำแต่น้อย ไม่เกินหนึ่งในสี่แก้ว เป็นต้น การงดการพูดคุยเรื่องที่ต้องใช้ความคิดในขณะรับประทานอาหารก็อาจช่วยได้
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นเพียงอาการที่ทำให้รำคาญ การใช้ยาจึงควรใช้เท่าที่จำเป็น เลือกยาที่มีโทษน้อยที่สุด และให้สังเกตว่า อาการที่ดีขึ้นเป็นผลจากยาชัดเจนจึงควรใช้ ขอให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ยา ดังต่อไปนี้
ยาลดกรด ทั้งชนิดที่เป็นยาน้ำขาว และยาประเภทเป็นเม็ดสำหรับเคี้ยว มีโทษน้อยกว่ายาชนิดอื่นๆ ต้องใช้ในขนาดมากพอจึงจะได้ผล เช่น สองช้อนโต๊ะ หรือสามสี่เม็ดเคี้ยว ขณะมีอาการ หากได้ผลจริงอาการควรจะดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 10-15 นาที่ หากใช้เวลาร่วมชั่วโมงจึงดีขึ้น น่าจะหายเองมากกว่าหายเพราะยา ยานี้ควรใช้เฉพาะขณะที่มีอาการเท่านั้น ไม่ควรใช้ตามที่เขียนไว้ที่ฉลากยาว่าวันละเท่านั้นเท่านี้ครั้ง อย่างไรก็ตามหากใช้ยานี้แล้วได้ผลดี แต่อาการกลับมาเร็ว (เพราะยาหมดฤทธิเร็ว) ควรใช้ยาลดการหลั่งกรด เช่น รานิติดีน (Ranitidine) หนึ่งเม็ดวันละสองครั้ง จะสะดวกกว่า ได้ผลดีกว่า และมีโทษน้อยกว่า โดยที่ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่างกัน
ยาธาตุน้ำแดง (Mist. carminative) ตัวยามีผลสองอย่างคือ ทำให้รู้สึกร้อนในท้อง และทำให้เรอง่าย บางคนชอบที่ได้ความรู้สึกแบบนี้มาทดแทนอาการท้องอืด และเรอออกทำให้ท้องสบายขึ้นชั่วคราว การใช้เป็นครั้งคราวเวลามีอาการก็ใช้ได้หากชอบ แต่การใช้เป็นประจำวันละเท่านั้นเท่านี้ครั้งตั้งแต่ก่อนมีอาการ ไม่เกิดประโยชน์อะไร และการเรอบ่อยๆอาจจะทำให้แสบร้อนอกและคอ เป็นโทษมากกว่า
ยาลดแก๊ส เช่น ตัวยาไซเมทิโคน (Simethicone) มีฤทธิช่วยกระจายให้แก๊สให้มีขนาดเล็กลง ถูกขับออกมาง่ายขึ้น หรือยาถ่าน (Ultracarbon) ที่ดูดซับแก็ส พอมีเหตุผลในการใช้บ้าง แต่ต้องใช้แบบสม่ำเสมอ เช่น วันละ 3-4 ครั้ง ควรทดลองเปรียบเทียบระยะที่ใช้ยากับระยะที่ไม่ใช้ยาว่าต่างกันหรือไม่ โดยใช้ยาหนึ่งสัปดาห์แล้วหยุดหนึ่งสัปดาห์ หากยังไม่แน่ใจ ทดลองสลับกันหลายรอบก็ได้ หากเห็นชัดเจนว่า ระยะที่ใช้ยาดีกว่า ก็สามารถใข้ต่อไปนานๆได้ ข้อเสียมีเพียงยาราคาค่อนข้างแพง
ยาลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น บัสโคพาน หรือ โนสปาร์ อาจได้ผลในบางคน ต้องใช้แบบป้องกันอาการ คือ ต้องรับประทานก่อนอาหารมื้อที่มีอาการประมาณหนึ่งชั่วโมง หากได้ผลจะป้องกันอาการได้ ควรทดลองแบบมีระยะใข้ยาสลับกับหยุดยา ดังที่กล่าวไว้ในเรื่องยาลดแก็ส
ยาระบาย เนื่องจากการถ่ายอุจจาระทำให้รู้สึกว่าท้องโล่ง ท้องยุบ บางคนจึงใช้ยาระยายเพื่อทำให้ถ่าย การใช้เป็นครั้งคราวพอใช้ได้ แต่ถ้าใช้บ่อยๆก็จะทำให้การถ่ายผิดปกติไป กลายเป็นปัญหาใหม่ หากมีอาการท้องผูกให้อ่านเรื่อง ท้องผูก
ยาที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาที่ใช้กันด้วยความเข้าใจผิด เพราะอาการเหล่านี้แม้บางคนจะเรียกว่า อาหารไม่ย่อย แต่ในความเป็นจริงการย่อยอาหารของคนที่มีอาการเช่นนี้ไม่มีข้อบกพร่องเลย (หากการย่อยอาหารบกพร่องจะผอมลง และถ่ายอุจจาระบ่อย) จึงไม่มีประโยชน์ บางคนอาจรู้สึกใช้ยาเหล่านี้แล้วอาการดีขึ้น โปรดสังเกตว่ายาเหล่านี้มีส่วนผสมของยาชนิดอื่นด้วย เช่น ยาลดกรด ยาลดแก๊ส ยาลดการบีบตัวของลำไส้ หรือแม้แต่ยาระบาย จึงเป็นการรับประทานยาหลายอย่างโดยไม่จำเป็น อาจได้ผลเสียโดยไม่ได้ผลดี และเป็นการใช้ยาแพงขึ้นโดยใช่เหตุ
ภาควิชาอายุรศาสตร์
ถาม. ลักษณะอาการท้องอืด มีลักษณะอาการอย่างไร
ตอบ. ได้แก่ อาการ ที่มีการปวดท้องส่วนบน ท้องอืด แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรือบางคนอาจจะมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย แสบบริเวณหน้าอก
ถาม. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด เกิดจากสาเหตุอะไร
ตอบ. สาเหตุอาจจะเกิดจากหลายอย่างด้วยกัน
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร เป็นต้น
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ ยาต่าง ๆ ที่เรารับประทาน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะ และลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอลเป็นส่วนผสม เช่น เหล้า เบียร์ จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ บุหรี่ อาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ อาหารรสจัด
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
4. โรคของตับอ่อน
5. โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยดพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร มีส่วนเกี่ยวข้อกับอาหารท้องอืด
ถาม. พฤติกรรมในการรับประทานอาหารมีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืดหรือไม่
ตอบ. พฤติกรรม ในการรับประทานอาหาร มีส่วนด้วยอย่างแน่นอน เช่น การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การรับประทานอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด รับประทานครั้งละมากไป รวมทั้งรับ ระทานอาหารย่อยยาก รับประทานอาหารมัน
อาหารประเภทผักจะมีเส้นใยปริมาณมาก ร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยที่จะทำการย่อย เส้นใยเหล่านั้น แบคทีเรียในลำไส้จะเป็นตัวช่วยย่อยทำให้เกิดมีกรดบางอย่างนั้น อาจจะทำให้ท้องอืดได้ ถ้ารับประทานมากไป แต่อาหารที่มีเส้นใยมากก็จะมีประโยชน์ในเรื่องของการขับถ่ายจะทำให้ขับถ่ายสะดวก
อาหารประเภทนม ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม หรือมีปริมาณน้อย เมื่อรับประทานจะทำให้มีอาหารท้องอืด หรือท้องเสีย ได้ถ้ารับประทานมาก
ถาม. คนที่ท้องอืดบ่อยๆ ถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ตอบ. อาการท้องอืดถ้านาน ๆ เป็นครั้งคราวจะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นบ่อย ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารท้องอืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะอาการท้องอืด เป็นอาการนำอันหนึ่งของมะเร็ง ในช่องท้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน เพิ่มจะมีอาการท้องอืด ในช่วงเวลาสั้น ๆ รวมถึงถ้ามีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เมื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ควรจะรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการนำของมะเร็ง กระเพาะอาหารได้
ถาม. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่มีอาการท้องอืดบ่อยๆ
ตอบ. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่ท้องอืด ได้แก่ โรคกระเพาะอาจจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ อาจจะเป็น โรคของทางเดินน้ำดี เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรืออาจจะเป็นจากอาหารที่เรารับประทาน
ถาม. เมื่อมีอาการท้องอืด เบื้องต้นมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ. การแก้ไขเบื้องต้น อาจจะใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองรับประทานดูก่อน ปรับอาหารให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รับประทานแต่พอควรไม่ให้มาก ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
ถาม. การรับประทาน ยาช่วยย่อยที่มีขายตามร้าน ขายยาทั่วไปมีผลอย่างไรต่อร่างกายหรือไม่ในกรณี ใช้เป็นประจำ
ตอบ. การรับประทานยาช่วยย่อย อาจจะช่วยอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องรับประทานทุกวัน คงจะไม่ถูกต้องเพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ของอาการท้องอืดและไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง อาจจะนำให้ โรคเป็นมากขึ้นได้
ถาม. เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ตอบ. ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาได้แก่
1. ในคนสูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป
ถาม. การรักษาในปัจจุบัน
ตอบ. ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่า เป็นโรคที่อันตรายแพทย์ อาจจะให้ยามารับประทาน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร และนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจจะดำเนินการ สืบค้นหาสาเหตุ ถ้าเป็นในกรณีที่กล่าวข้างต้น ถึงอาการต่างๆ แพทย์คงจะต้องทำการตรวจสืบค้นหาสาเหตุ และรักษาไปตามต้นเหตุ
ถาม. ข้อแนะนำ และการปฏิบัติตัวในผู้ที่มีอาการท้องอืดและการป้องกัน
ตอบ. ไม่ควรดื่มสุรา หรือ แอลกอฮอลล์ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง บุหรี่ น้ำชา กาแฟ
ผู้ที่ดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด หรือท้องเสีย อาจจะขาดน้ำย่อย ใช้ย่อยนม ซึ่งได้แก่การเปลี่ยนแปลงในการกินอยู่และการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรับประทานอาหารประเภทผักที่มีเส้นใยมากๆ ถ้ารับประทานอาหารมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดเกินขึ้นได้ เพราะเส้นใยอาหารหรือกากใยอากรร่างกายเราย่อยไม่ได้ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป้นตัวช่วยย่อยสลาย แต่อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผัก ก็มีประโยชน์ เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรรับประทานอาหารครั้งละมากๆ แต่ควรจะมีอาหารว่างระหว่างมื้อ รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดไม่ควรรีบร้อน
อยากทราบว่า อาการแน่ท้องเป็นประจำ หาหมอแล้วก็ไม่หาย เข้าโรงพยาบาทเดือนเว้นเดือน แต่ไม่พบว่าเป็นอะไร ไม่ทราบว่าจะมีวิธีแก้หรือหาหมอที่ไหนดี ช่วยแนะนำด้วยครับ
เเน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องหน่อยๆไม่สบายตัว
อยากจะพายลม
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ
ไขข้อข้องใจได้เยอะเลย
อยาทราบว่า ท้องอืดมาก กินไรมากไม่ค่อยได้ กินยาก็แล้ว