A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

พฤศจิกายน 13, 2005

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 7:39 pm
 
 
ไม่ใช่มาเขียนให้คุณผู้อ่านกลายเป็น คนขี้เหล้าเมายา กันไปหมดนะครับ แต่เห็นว่าช่วงนี้ก็ยังอยู่ ในห้วงเวลาที่อากาศเย็นลง ในหน้าหนาว (น้อย) ของเมืองไทยเรา และลานเบียร์ก็ผุดกันขึ้นมาเป็นว่าเล่น ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

ทำไมเบียร์จึงเกิดมาฮิตใหม่ก็ไม่ทราบ หลังจากซบเซาไปนานปี

เรื่องของเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ก็เพราะผมเกิดมีโอกาสเดินทางไปบรรยายที่ประเทศเพื่อนบ้านคือพม่า แล้วเจ้าถิ่นเกิดไปเลี้ยงยังร้านอาหารที่บรรดาคนชอบสังสรรค์ยามเย็นจะต้องไปสังสรรค์กัน ตาหาเรื่องก็ดันเห็นบอร์ดแผ่นใหญ่ติดฝาผนังบรรยายเกี่ยวกับมุมมองของคนรักเบียร์ ว่า เบียร์นั้นดีกว่าเมีย (ผู้หญิง) ตรงไหน กล่าวกันว่า เบียร์นั้นดีกว่าผู้หญิงถึง 15 ประการทีเดียวเชียวนะครับ ผมอ่านแล้วก็อยากจะนำมาถ่ายทอดให้ผู้หญิงและผู้ชายที่รักผู้หญิงได้ลองอ่านกันดู จะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร อ่านไว้ประดับความรู้บ้างก็น่าจะพอแล้ว

อย่าไปซีเรียสอะไรกับชีวิตมากนักในยุคนี้!!

มุมมองของคนรักเบียร์ กล่าวถึงข้อดี 15 ประการ ที่กล่าวว่าดีกว่าผู้หญิง และน่าจะเป็นมุมมองของผู้ชายนะครับ เพราะบางประการ ผมว่าคุณผู้หญิงก็ไม่น่าจะเห็นด้วย

ซ้ำเดี๋ยวนี้ คุณผู้หญิงยุคใหม่ยังดื่มเบียร์กันหน้าตาเฉยเสียอีกด้วย ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะมีข้อดีของเบียร์ 15 ประการ เมื่อเทียบกับสามีก็เป็นได้

แต่ถ้าคุณผู้หญิงทั้งหลายไม่อยากแก่และกระดูกพรุนแล้วละก็ ผมว่าหันมาดื่มน้ำผลไม้แทน แล้วเปรียบเทียบน้ำผลไม้ที่อร่อยๆ กับพ่อเจ้าประคุณชายหนุ่มทั้งหลายดูบ้างก็น่าจะดี

เพราะพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มเบียร์วันละ 1 แก้ว (รวมทั้งแอลกอฮอล์แบบอี่นด้วย) มีโอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่มถึง 4 เท่าเชียวนะครับ ผมว่าอย่าไปเสี่ยงเลย ให้ผู้ชายเขาดื่มเบียร์และเปรียบเทียบความดีของเบียร์ที่พวกเขาคิดว่าดีกว่าผู้หญิงต่อไปดีกว่า

1. เบียร์ไม่หึงหวงและไม่อิจฉาริษยา เวลาที่มองเบียร์ยี่ห้ออื่น

ก็น่าจะจริงของเขานะครับ ทำไม้ทำไมเวลาผู้ชายหันไปมองสาวอื่นที่น่าสนใจ แฟนจะต้องค้อนให้บ้างหรือหยิกบ้าง บางรายถึงกับกระแนะกระแหน พูดโน่นพูดนี่ก็ไม่รู้นะครับ จริงอยู่ ไม่รักก็ไม่หวงหรอกจะบอกให้ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นทำท่าทางหึงหวงจนออกนอกหน้า แบบนั้นผู้ชายหลายรายโกรธนะครับ คล้ายๆ กับไปดูถูกเขาต่อหน้าคนอื่น รวมทั้งคำพูดที่ไม่เป็นมธุรสวาจาก็อาจจะทำให้เขาไม่พอใจอยู่ภายใน

รู้เขารู้เราแบบนี้ ผู้หญิงที่ฉลาดๆ จะทำเป็นไม่สนใจครับ เพราะมองได้มองไป สุดท้ายก็กลับมาตายรังอยู่ดี

ยิ่งถ้าพ่อหนุ่มชมคนโน้นคนนี้ให้ฟังละก็ คุณผู้หญิงอย่ากังวลใจไปเลย เป็นพวกสุนัขเห็นเครื่องบินแทบทั้งนั้น ได้แต่มองไม่กล้าทำอะไรหรอก

เขาว่าแบบที่ชอบมองแล้วพูดลับหลังนั้น เป็นพวกนาโต : NATO ซึ่งย่อมาจากคำว่า NO ACTION TALK ONLY แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ ดีแต่พูด ไม่กล้าทำ เพราะเชื่อเถิดครับพวกที่ทำจริงน่ะ ไม่พูดให้ใครฟังหรอก

อย่าไปหวงผู้ชายเลยครับ ยิ่งหวงพวกเขายิ่งได้ใจ

แต่คุณผู้ชายต้องจำไว้เด็ดขาดเลยนะครับ ว่าห้ามชมผู้หญิงอื่นให้แฟนฟังเด็ดขาด แค่ชมว่าเบียร์ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้อร่อยยังโดนค้อนแล้วเลย คนอะไรก็ไม่รู้กระทั่งเบียร์ก็ยังหึง

2. สามารถดื่มเบียร์ได้มากกว่า 1 ยี่ห้อ ไม่ว่าจะในเวลาเดียวกันหรือเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ได้

ผมว่าจริงนะครับ ลองมีเมียซิครับ กลายเป็นข้าวของของเธอขึ้นมาทันที ห้ามมีเมียเพิ่มเด็ดขาด เรียกว่าเธอต้องเป็นหนึ่งเดียวคนนี้

แต่สำหรับเบียร์แล้วละก็ วันนี้เราไปดื่มโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง อีกวันข้ามฟากไปดื่มเบียร์บุญรอด คลอสเตอร์ ไฮเนเก้น และเบียร์อะไรต่อมิอะไรก็ได้ ไม่มีใครว่า และไม่ผิดศีลธรรม

คุณจะเมาเบียร์ หรือเมาเมีย ก็เลือกเอานะครับ แต่อย่าเมามันนักก็แล้วกัน เพราะทั้งเบียร์และเมียเป็นของแสลง ห้ามลองมากนัก ถ้ามากเกินไป สุขภาพจะเสีย อ่อนเพลียและหมดแรง

3. แน่ใจว่าคุณเป็นคนแรกของเบียร์ขวดนั้นเสมอ

จริงไหมครับข้อนี้ คุณจะดื่มเบียร์ บริกรก็จะต้องมาเปิดต่อหน้าคุณให้เห็นชัดๆ เลยว่าเพิ่งเปิดขวดใหม่ๆ ดังเป๊าะ แน่ใจได้เลยว่าคุณเป็นคนแรกของเบียร์ขวดนั้น หรือกระป๋องนั้น

เข้าใจหลักธรรมของผู้ชายจริงๆ นะครับว่า พวกเขาอยากที่จะได้อะไรเป็นคนแรกเสมอ ตามสโลแกนที่กัปตันเคิร์กแห่งยานเอ็นเตอร์ไพรส ในหนังอวกาศเรื่องดัง คือ สตาร์เทรค กล่าวไว้ว่า

I WILL GO WHERE NO MAN CAN GO BEFORE

ข้าพเจ้าจะต้องไปยังดินแดนที่ไม่เคยมีใครมาก่อน

เดี๋ยวนี้เบียร์เลยบรรจุขวดขนาดเล็ก เพื่อที่จะได้เปิดดื่มเป็นคนแรก และดื่มคนเดียวจนหมด จำไว้เถอะครับ นั่นแหละจุดอ่อนของผู้ชายละ ยังไงๆ เขาก็ยังอยากที่จะมีเมียที่เป็นของเขาเป็นคนแรกอยู่นั่นแหละ… ถ้าเขาเลือกได้

4. เบียร์ไม่ต้องหาเลี้ยง หรือพาไปเลี้ยงอาหารเย็น

ก็อาจจะดีในแง่ที่มีความสุขจากการดื่ม โดยไม่ต้องพาไปเลี้ยงก่อนเหมือนผู้หญิง… เป็นอีกแง่คิดสำหรับหนุ่มโสดที่ขี้เหนียว ผมไม่ขออภิปรายต่อละครับ เรื่องแบบนี้มันนานาจิตตัง

ก็ผมชอบพาสาวๆ ไปเลี้ยงนี่ครับ แหม-เงินทองหามาได้ก็ต้องแบ่งไปใช้บ้าง เลี้ยงสาวๆ ก็ยังดีนะครับ บางคนสนับสนุนการเรียนสาวๆ ด้วย แบบนั้นเรื่องมันก็ยาว

หนุ่มๆ ทั้งหลายน่าจะมีสโลแกน ที่เพื่อนจอมเจ้าชู้ของผมคนหนึ่งใช้นะครับ เขาบอกว่า เลี้ยงนะเลี้ยงได้ แต่ขอเลี้ยงเป็นมื้อๆ นะ ไม่เลี้ยงตลอดไป

แบบนั้นใครเขาจะยอม ตกลงเจ้าเพื่อนผมคนนั้นเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นหนุ่มโสดอยู่เลย จะ 50 ปีเข้าไปแล้ว

5. ใช้งานได้ตลอดเดือน

เบียร์นั้น สามารถดื่มได้ทุกวัน ไม่ต้องเว้นว่าง แต่ถ้าจะมีอะไรกับสาวแล้วละก็ ต้องยกเว้นบ้างในห้วงเวลานั้นของรอบเดือน

เดี๋ยวนี้คงไม่ต้องแล้วละครับ ถ้าเธอยอมและคุณผู้ชายยอมสวมถุงยางอนามัยเพื่อความสะอาด

แบบนั้น ทุกอย่างก็โอเค!!

6. เบียร์นั้นชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ดื่มได้ทันที

เขาเปรียบเทียบว่า ผู้หญิงนั้นต้องการเวลาเล้าโลมก่อนที่เธอจะมีอารมณ์และมีน้ำหล่อลื่นออกมา จึงจะสามารถบรรเลงเพลงแห่งความรักใคร่ได้สะดวก แต่เบียร์ไม่ต้องการเล้า เปิดดื่มได้ทันที

7. เบียร์ยิ่งเย็นจัด ยิ่งอร่อย ดื่มได้ดี

ภาษาเย็นจัดในภาษาอังกฤษ คือ FRIGID แต่ถ้าใช้คำ FRIGID กับผู้หญิงนั้น หมายถึงผู้หญิงที่ชาเย็นในเรื่องเพศ ไม่มีอารมณ์ตอบสนอง นอนเหมือนท่อนไม้ ปล่อยให้ชายคนรักบรรเลงบทเพลงแห่งความรักใคร่อยู่คนเดียว แบบนั้นผู้ชายส่วนใหญ่เขาไม่ชอบ เขาชอบพวกที่มีอารมณ์พิศวาสและร้อนแรงดังกุหลาบไฟมากกว่า แต่ถ้าจะดื่มเบียร์ ต้องดื่มเบียร์เย็นจัด

8. เบียร์พอแบ่งปันให้เพื่อนดื่มได้

แต่เมียห้ามให้ใครยืมเด็ดขาด เขาว่าผู้ชายนั้นมีบางสิ่งที่ไม่ควรจะให้เพื่อนยืม จะได้ไม่โกรธกัน ได้แก่ เมีย กล้องถ่ายรูป รถยนต์ เพราะทั้งสามนั้น เสียแล้วซ่อมไม่เหมือนเดิม

9. เบียร์ไม่ต้องทำความสะอาดก่อนดื่ม

10. เบียร์กลืนลงคอได้ง่าย สะดวกกว่า

11. กินเบียร์หมดขวดแล้ว ขวดก็ยังมีราคาพอขายต่อได้กับเจ๊กขายขวด

12. เข้าภัตตาคารและบาร์ไหนๆ ก็หาเบียร์ดื่มได้เสมอ

อีก 3 ประการ ผมจำไม่ได้แล้ว ก็ผมเป็นผู้ชายวัยทองแล้วนี่นา จะเอาอะไรกันนักหนา เขาว่าถ้าคุณอยากเป็นผู้ชายวัยทองที่น่ารักแล้วละก็ คุณต้องเป็นผู้ชายอารมณ์ดี แต่ขี้ลืม

กลับถึงบ้านช้า ก็บอกภรรยาที่บ้านว่า จำทางกลับบ้านไม่ได้

กลับบ้านผิดวัน ก็บอกว่า ลืมไป สงสัยจะบอกวันผิด

สะตุ้งสตังค์ในกระเป๋าหายไป ก็บอกว่า จำไม่ได้ว่าไปหายหกตกหล่นอยู่ที่ไหน

เดี๋ยวนี้ต้องหัดเป็นคนขี้ลืมนะครับ เพราะใครๆ ก็เห็นอ้างคำนี้กันแทบทั้งนั้น

โธ่, งานผมมากจะตายไป มันก็ต้องหลงลืมเป็นธรรมดา

ให้อภัยกันบ้างนะครับ… ก็เขาบอกว่ารักกันแล้วต้องให้อภัยกัน เพราะ LOVE IS FORGIVING FORGIVING และ FORGIVING

ใช่ไหมครับ !…คุณๆ ที่รัก

 
ที่มา: น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์
 

กามารมณ์กับความรัก

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 7:25 pm
กามารมณ์กับความรัก เป็นของคู่กัน กามารมณ์ที่ไม่มีความรักมาเป็นส่วนร่วมนั้น กล่าวกันว่า ความสุขสุดยอดที่ได้รับนั้นดูราวกับจะน้อยลงไป เพราะหลังจากความสุขสมผ่านไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรผูกพัน ไม่มีอะไรที่เป็นความลึกซึ้งหรือจะโหยหาคิดถึงกัน

กามารมณ์อาจจะเป็นพื้นฐานของชีวิตคู่ กามารมณ์อาจจะเป็นสีสันของความรัก และกามารมณ์อาจจะเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ในการเจริญเผ่าพันธุ์ แต่กามารมณ์ที่มีความรักมาเกี่ยวข้องด้วยนั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นกามารมณ์ทีปลอดภัย

ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยโรคร้ายทางเพศสัมพันธ์ที่ติดต่อกันง่ายแสนง่าย และรุนแรงขนาดสามารถที่จะคร่าชีวิตของผู้ที่ติดโรคร้ายนั้นไปได้ทีเดียว การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นของการดำเนินชีวิตในยุคนี้

แต่ "ความรักที่ปลอดภัย" เล่า เราจะหาได้ที่ไหน

ในยุคหนึ่ง ปราชญ์ที่ชื่อ เพลโต ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของคนสองเพศในแง่มุมที่น่าสนใจคือPLATONIC FRIENDSHIP หรือการที่คนสองคนผูกสมัครรักใคร่กันฉันเพื่อนต่างเพศ โดยที่ไม่มีกามารมณ์มาเกี่ยวข้อง เป็นการร่วมรักทางปัญญา ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าอเนกอนันต์ต่อคนทั้งสอง

แต่พูดก็พูดเถอะครับ ยากนักที่คุณผู้ชายทั้งหลาย

ที่เข้าใกล้ชิดกับเพื่อนผู้หญิงแล้วจะไม่คิดอะไรไปในทำนองที่เกี่ยวข้องกับการมีความสัมพันธ์กันหลังจากที่ผ่านห้วงเวลาแห่งความสนิทสนมไปแล้ว เรื่องของเรื่องจึงอยู่ที่ว่า ฝ่ายหญิงพร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่กับเขาแล้วหรือยัง ถ้าแน่ใจว่า "ใช่แล้ว" ก็ควรจะจูงมือกันไปปรึกษาคุณหมอทำการตรวจก่อนสมรสเสียก่อน ว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรคร้ายอะไรอยู่ภายใน ก่อนที่จะตกลงปลงใจกันเพราะผลการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นไทยประจำปี พ.ศ.2542 ที่ผ่านไป บ่งบอกข้อมูลที่น่าสนใจมากว่า

วัยรุ่นไทยเรานั้นกลัวการติดเอดส์มากที่สุด แต่ใช้ถุงยางอนามัยน้อยที่สุดและที่สำคัญก็คือ มีการนอกใจ หรือพูดง่ายๆ ก็คือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนรักมากกว่าหนึ่งคน ข่าวไม่ได้กล่าวไว้ด้วยว่าความสัมพันธ์ทางเพศกับคนรักมากกว่าหนึ่งคนนั้น เป็นไปในห้วงเวลาเดียวกันหรือต่างเวลากัน

ความจริงแล้ว ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนะครับ ทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่ต้องการความรักแทบทั้งสิ้น แต่บางครั้งเราเคยย้อนถามตัวเองกันบ้างไหมครับว่าที่เรารักอยู่นั้นน่ะเป็นแบบไหน

ผมได้มีโอกาสอ่านสกู๊ปในวารสารฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2542 ฉบับหนึ่ง ที่เขียนโดย คุณพ่อชาญชัย ในหัวข้อ "รักแบบไหนดี" เห็นแล้วว่าเป็นข้อคิดที่น่าจะเป็นประโยชน์ของคุณผู้อ่าน เลยถือโอกาสมาบอกต่อ

ท่านเขียนถึงความรักแบบไหนจึงดี ไว้ว่าความรักในทัศนคติของท่านมี 3 แบบ

1. เป็นรักแบบ "ผีเสื้อ" เมื่อชอบอะไรแล้วก็เสาะแสวงหาและดูดดมหรือดูดน้ำหวานจากที่ชุ่มชื้น จากพื้นดินริมแหล่งน้ำ เมื่อที่นี่หมดแล้ว ก็มุ่งไปหาที่อื่นอีกต่อไป

2. รักแบบ "ตะวัน" ดวงอาทิตย์มีขึ้น มีลง เวลาเช้าก็โผล่ออกมาให้ยลโฉมและรับคุณประโยชน์มากมายในการดำรงชีวิต รวมทั้งให้ธรรมชาติทั้งปวงได้มีชีวิตตามกระบวนการของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เวลาค่ำก็ขอลงทำให้โลกมืดไปชั่วขณะ บรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้นอนหลับพักผ่อน

3. รักแบบ "แสงเทียน" ที่ถูกจุดขึ้นมาเพื่อสานงานต่อจากแสงสว่างธรรมชาติ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือที่มืดที่แสงตะวันเข้าไปไม่ถึง แสงเทียนที่ประกอบจากไขเทียน ไส้เทียน และไม้ขีดไฟ ทำให้เทียนเล่มนั้นต้องรับภาระ ยอมละลายตัวมันเองและเผาผลาญตัวมันเองให้มอดไหม้ ไปเพื่อให้โลกใบเล็กๆ สว่างขึ้น

หากจะเลือกรัก 3 แบบนี้ เราจะเลือกรักแบบไหน?

รักแบบผีเสื้อ ก็ดูออกจะเอาแต่ได้ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรให้แล้วก็เริ่มตีจากหายไปจะรักใครสักคนก็มุ่งแต่หาผลประโยชน์

รักแบบตะวัน ดูดีมาก เพราะรักนี้มีแต่ให้ เพียงติดอยู่ที่รักนี้มีเวลาจำกัดคือกลางวันกับกลางคืน มีความรักให้เฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น กลางคืนก็ขอหยุดชั่วคราว จะรักใครแบบนี้มีเวลาจำกัดเดี๋ยวเบื่อตาย ยิ่งทำไปบ่อยๆ รับรองว่าจบลงด้วยการลาจากกันไป

รักแบบแสงเทียน ดูไม่ออกว่าจะมีความหมายดีกว่าผีเสื้อและตะวันอย่างไร เพราะแสงสว่างก็น้อยกว่าตะวัน สวยก็สวยสู้ผีเสื้อไม่ได้ แต่ในส่วนลึก แสงเทียนยอมละลายตัวมันเอง และกลับมีคุณค่าเมื่อโลกต้องการแสงสว่างดวงน้อยๆ นี้ เพื่อทำให้ความมืดกลับมีแสงสว่างขึ้น ใครที่มีรักแบบนี้ ต้องเสียสละ ต้องมาแบ่งปันและต้องยอมเสียของส่วนตัวเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม

ถ้าเรามีความรักในกันและกันแล้ว ชีวิตคู่ก็จะราบรื่น การจะมีรักแท้ให้แก่กันและกันนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างที่กามารมณ์ยังดีอยู่ หรือเริ่มฝ่อฟุบไปแล้ว ก็ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเป็นไปด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน

ยุคนี้กามารมณ์เป็นสีสันของความรัก แต่จะเป็นสีอะไรคงจะบอกยากนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าคนสองคนที่จะบรรเลงรักอยากจะให้เป็นสีอะไรมากกว่า การเป็นของกันและกันเมื่อความรักสุกงอมในยุคนี้ บางครั้งก็ไม่สามารถที่จะรอวันวิวาห์ และบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการเตรียมการอะไรไว้ ทั้งๆ ที่ความรักและกามารมณ์ในยุคนี้ มีความปลอดภัยลดลง แต่อาจจะมีความสุขสมเพิ่มขึ้น!!

การสำรวจทัศนคติของหนุ่มหน้ายุคใหม่นั้น จะพบว่าสิ่งที่หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยุคนี้กลัวรองลงมาจากกลัวติดเอดส์ และกลัวทำให้สาวคนรักตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจแล้วก็คือกลัวว่าจะทำให้เธอไม่มีความสุข

จริงๆ นะครับ หนุ่มยุคนี้น่ารักมากขึ้นทุกๆ วัน ไม่เห็นแก่ตัวที่จะตักตวงความสุขไปเพียงคนเดียว แต่อยากจะให้สาวคนรักมีความสุขไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยพร้อมๆ กัน ทำให้กิจกรรมแห่งความรักดังกล่าวนั้นเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งที่จะหล่อหลอมดวงใจสองดวงไว้ด้วยกัน คำนึงหาในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รอคอยกันที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางด้วยกัน ซึ่งเมื่อบรรลุเป้าหมายและมีความสุขสมแล้ว ย่อมมีความสุข

กามารมณ์ในยุคนี้จึงเป็น PLEASURE ORIENTED ไม่ใช่ GOAL ORIENTED เหมือนในอดีต

จำไว้นะครับว่า ความสัมพันธ์ทางเพศที่สุขสมนั้น ไม่ใช่จำเป็นว่าส่วนนั้นของคุณผู้ชายจะต้องเข้าไปฝากรักในซอกหลืบแห่งความสาวของคนรัก การแสดงสัมผัสรักทางกายด้วยการถ่ายทอดผ่านการ กอด จูบ ลูบไล้ ไปตามเรือนร่างของกันและกัน ก็เป็นสัมผัสรักที่ให้เข้าใจในรัได้

จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ถึงกับกล่าวว่า ชีวิตคู่ที่คนสองคนมีสัมผัสรักทางผิวกาย หรือ BODY CONTACT นั้น ถ้าได้สัมผัสรักทางผิวกายสักสัปดาห์ละ 27 นาทีแล้ว ชีวิตคู่จะคงทนนานกว่าคนที่ไม่ได้มีสัมผัสรักทางกาย และการสัมผัสรักทางกายที่ว่านี้ ไม่จำเป็นที่อวัยวะของรักของหวงนั้นจะต้องอยู่ในกันและกันแต่อย่างใด

คุณผู้ชายวัยทองทั้งหลายอ่านข้อมูลนี้แล้วจำไว้นะครับว่า คนที่นอนข้างเคียงคุณนั้นเมื่อเริ่มเข้าวัยทองด้วยกันแล้ว เธอต้องการความรักครับ ทุกคืนอย่าลืมกอดเธอให้แน่นๆ ให้สัมผัสรักงถ่ายเทจากอ้อมแขนของคุณผ่านไปยังเธอผู้เป็นที่รัก แล้วถึงแม้ว่าคุณจะไม่สามารถมีกิจกรรมทางเพศกับเธอ ก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกนะครับ

ถ้าจะให้ดีคงจะต้องท่องคาถาบูชาเมียด้วย ก็คงจะทำให้เธอรักคุณมากขึ้น กล่าวกันว่าศิลปะในการครองเรือนนั้น นอกจากรู้จักรักใคร่แล้ว ผู้ชายที่มีคุณสมบัติในการครองเรือนที่ดีนั้นจะต้อง "กลัวเมีย" ผมจำบางตอนมาได้บ้างเท่าที่ฝังใจมานะครับ ท่านที่เขียนคาถากลัวเมียผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต ถ้าไม่ตรงกับที่ท่านเขียน ก็อย่าโกรธครับ เพราะผมก็เริ่มวัยทองแล้ว หลงๆ ลืมๆ ง่าย เพียงแต่ยังคงกลับบ้านถูกเท่านั้น และภรรยาก็ขี้หลงขี้ลืม แต่ไม่เคยลืมสักที่ว่าสามีน่ะหน้าตาเป็นอย่างไร และต้องกลับบ้านเวลาไหน

รักเมียต้องกลัวเมีย เพราะว่าเมียไม่กลัวใคร รักเมียห้ามเสียใจ ไม่มีใครดีกว่าเมีย

เห็นไหมครับว่าขนาดคาถาบูชาเมียยังต้องมีคำว่า "รัก" เข้าไปเป็นส่วนประกอบด้วยเลย นอกจากนี้จะเห็นนะครับว่า บุคคลผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย รวมทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจใหญ่ จะต้องแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า "ผมรักเมีย กตัญญูเมีย" แล้วถึงจะได้ดีเพราะเมีย

แต่ "พ.พ.ม." หรือ "พังเพราะเมีย" ก็มีมากมายเหมือนกันนะครับ

ไม่ว่าอย่างไร ความรักและกามารมณ์ ก็ยังคงอยู่คู่กับโลกนี้ต่อไป เพียงแต่ รักแล้วควรให้อภัยซึ่งกันและกัน จริงไหมครับ

เพราะ LOVE IS FORGIVING FORGIVING AND FORGIVING…

 
ที่มา: น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

 

เพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลร่วมสายโลหิต

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 4:35 pm
  
 

การร่วมเพศระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางสายโลหิตหรืออินเซสท์ เป็นความผิดปกติทางจิตและเป็นความผิดตามกฎหมาย สถาบันทางกฎหมาย หลายแห่งยังถือว่าการร่วมเพศกับเด็กซึ่งตนขอมาเลี้ยงหรือลูกเลี้ยงเป็นความผิดด้วย

การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลร่วมสายโลหิตเป็นเรื่องที่เล่ากันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงสมัยปัจจุบัน ในตำนานกรีกก็เคยกล่าวถึงพฤติกรรมแบบนี้ในพวกเทพเจ้า เช่น เทพเจ้าอีดิปุส (Oedipus) กับพระมารดา และในคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างล็อท (Lot) กับซาโลเม่ (Salome) คำว่า อินเซสท์ มาจากภาษาละตินว่า "อินเซสตุ้ม" (incestum) แปลว่า ไม่บริสุทธิ์หรือต่ำ

เพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลร่วมสายโลหิตเป็นของต้องห้ามในทุกวัฒนธรรม มีผู้ศึกษา 250 วัฒนธรรมไม่พบว่าสังคมไหนยอมรับการมีความสัมพันธ์ทางเพศหรือการแต่งงานระหว่างพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย หรือพี่กับน้อง แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมนี้ได้รับการยกเว้น ในราชวงศ์กษัตริย์บางราชวงศ์ และระหว่างพิธีทางศาสนาของคนบางเผ่าซึ่งไร้การศึกษา

ปัจจุบันยังไม่ทราบอุบัติการที่แน่นอนของโรคนี้ เนื่องจากมีการพยายามปิดบังแต่พบว่ามักเกิดในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ มากกว่าครอบครัวที่มีฐานะปานกลางหรือสูง ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหานี้เป็นที่รังเกียจของสังคมมาก ฉะนั้นจึงเป็นเสมือนเครื่องช่วยเหนี่ยวรั้งใจของคนที่อยู่ในระดับสังคมสูง หรือเพราะคนพวกนี้เมื่อมีความต้องการทางเพศสามารถหาคนอื่นมาทดแทนได้ รวมทั้งอาจเป็นเพราะครอบครัวของคนเหล่านี้พยายามปกปิดปัญหาไว้

ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างบุคคลร่วมสายโลหิตที่พบบ่อยคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว หรือพี่กับน้องความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชายพบน้อยที่สุด และความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องในวัยรุ่นจะน้อยถ้ามีการเล่นเพศกันในวัยเด็ก

คนที่มีพฤติกรรมทางเพศชนิดนี้กับเด็กมักมาจากครอบครัวที่สกปรก หมกมุ่นในเรื่องเพศ ดื่มสุราจัด และมักจะตกงานทำให้มีเวลาว่างอยู่กับเด็กๆ มาก ในกรณีพ่อกับลูกสาว ลูกสาวมักจะเต็มใจร่วมมือ มีน้อยมาก (ไม่ถึงร้อยละ 10) ที่ขัดขืน พ่อแม่ก็มักมีความเป็นรักร่วมเพศในจิตไร้สำนึก และอาจมีลักษณะหวาดระแวงอยู่ด้วย สำหรับกรณีแม่กับลูกชาย คนหนึ่งคนใดมักจะมีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรง คือเป็นโรคจิต

สาเหตุ

เชื่อกันว่า การอยู่ในเมืองหรือการอยู่กันอย่างหนาแน่น อัดแอ เป็นสาเหตุของการเกิดปัญหานี้ แต่จากการศึกษาไม่พบว่าเป็นเช่นนั้น กลับพบว่าปัจจัยเกี่ยวกับสถานการณ์หรือจิตใจมีความสำคัญกว่า

ฟรอยด์เชื่อว่า ความต้องการร่วมเพศกับบุคคลที่ใกล้ชิดทางสายโลหิตเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลิกภาพ ในระหว่างอายุ 3-6 ปี คือ เด็กจะติดพ่อหรือแม่ที่เป็นเพศตรงกันข้าม และแข่งขันกับพ่อแม่ที่เป็นเพศเดียวกัน แต่ความรู้สึกนี้จะถูกกดไว้ในจิตไร้สำนึกในระหว่างอายุ 7-11 ปี และเกิดขึ้นมาใหม่ในวัยรุ่น แต่ก็ถูกกดไว้อีกก่อนจะเปลี่ยนไปสู่เพศตรงกันข้ามที่เป็นบุคคลภายนอกครอบครัว แต่ในรายที่ป่วยขบวนการนี้เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ และเด็กยังมีความต้องการทางเพศกับพ่อแม่ ในขณะที่พ่อแม่ก็ขาดความพยายามบังคับจิตใจจึงเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

ลักษณะของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ระหว่างบิดากับลูกสาว

บิดา

การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า พ่อมักจะมาจากครอบครัวที่ยุ่งเหยิง พ่อแม่แยกทางกัน ขาดความมั่นคง และได้รับความอบอุ่นทางอารมณ์น้อย ฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษามักต่ำ

บุคลิกภาพของพ่อพวกนี้ที่พบบ่อยมี 3 แบบคือ แบบเก็บตัว ทำให้ขาดการติดต่อกับโลกภายนอก แบบอันธพาล คือ ขาดคุณธรรม ไม่เลือกว่าใครเป็นใครจะมองเห็นผู้หญิงทุกคนเป็นคู่ร่วมเพศไปหมด หรือแบบไม่บรรลุนิติภาวะคือ ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ใหญ่ ระดับสติปัญญาของพ่อพวกนี้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยและไม่มีอาการวิกลจริต แต่มีความลำบากในการสร้างเอกลักษณ์ของความเป็นชายชาตรี มีลักษณะหวาดระแวง และมักใช้กลไกของจิตใจชนิดให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง

พฤติกรรมนี้มักเริ่มเมื่อพ่ออายุประมาณ 40 ปี กับลูกสาวคนโต แล้วลามไปยังลูกคนต่อๆ ไป สาเหตุที่พบพ่อในวัยนี้อาจเป็นเพราะเมื่อลูกสาวเข้าวัยแตกสาว พ่อก็มักจะอายุประมาณนี้ นอกจากนั้นชีวิตแต่งงานของพ่อในระยะนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การตายจาก การแยกหรือหย่ากับภรรยา ตลอดจนความตึงเครียดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการงาน

โดยทั่วไปพฤติกรรมนี้จะเกิดอยู่นานพอควร จนกว่าลูกสาวจะแต่งงานหรือแยกบ้านไป หรือจนกว่าจะถูกสมาชิกอื่นในครอบครัวขัดขวาง การศึกษาเกือบทั้งหมดสรุปได้ว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดในครอบครัวที่สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน และปัจจัยที่ทำให้เกิดคือ การปรับตัวไม่ได้ดีทางเพศ ความบาดหมางระหว่างสามีภรรยา หรือการขาดความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยา

พ่อส่วนใหญ่รู้สึกผิดจากการกระทำของตนน้อยมาก หรือถ้าจะรู้สึกก็ไม่ได้เกิดจากสำนึกของตนเอง แต่เพราะความละอายหรือความเสียหน้าที่คนอื่นล่วงรู้ถึงพฤติกรรมนี้ และเพื่อแก้ไขความรู้สึกในทางไม่ดีของสังคมที่มีต่อตน เขามักจะให้เหตุผลของการกระทำว่าเขาทำเพราะเป็นหน้าที่ของพ่อที่จะต้องสอนลูกสาว ให้มีความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง อันเป็นการป้องกันอันตรายที่จะได้รับจากชายอื่น

การแยกพ่อออกจากลูกสาวเป็นการช่วยให้พฤติกรรมนี้หยุดไปได้ชั่วคราว แต่ไม่มีหลักฐานว่า เมื่อพ่อกลับมาใหม่พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่

มารดา

น่าแปลกที่ภรรยาของพ่อพวกนี้มักจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น และยังอาจสมรู้ร่วมคิดกับสามี เกือบทุกรายสนับสนุนความสัมพันธ์นี้โดยการทอดทิ้ง ทำให้สามีคับข้องใจเรื่องเพศ หรือสมรู้ร่วมคิดกับสามี เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วภรรยาจะแสดงปฏิกิริยา 2 อย่างคือ ทนปัญหาได้โดยแสดงการประท้วงเพียงเล็กน้อย หรือปฏิเสธไม่รับรู้พฤติกรรมนี้โดยสิ้นเชิง

บุคลิกภาพของแม่มักเป็นแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะและเหมือนทารก คือ สมยอม ยึดติดและต้องพึ่งพ่อแม่ของตน มักแต่งงานเมื่ออายุยังน้อยเกินไปกับชายซึ่งมีบทบาทเป็นผู้นำ และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ

การที่แม่สมยอมและขาดอิทธิพลในบ้าน ทำให้ลูกไม่ได้รับการคุ้มครองให้พ้นอันตรายจากพ่อ และทำให้เด็กขาดการพัฒนาทางบุคลิกภาพอย่างพอเพียงที่จะต่อต้านการกระทำอันนี้ ยิ่งกว่านั้นแม่ยังดูเหมือนจะสนับสนุนให้ลูกเป็นผู้ใหญ่เร็วเกินไป โดยมอบหมายให้ลูกทำหน้าที่ของแม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ทางเพศกับพ่อด้วย

ลูกสาว

แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปจะเห็นใจลูกสาวและเคียดแค้นชิงชังพ่อ แต่ก็มีสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าลูกสาวอาจจะมีบทบาทในการเกิดหรือเป็นคนเริ่มพฤติกรรมนี้ มีผู้สงสัยว่าลูกสาวจะถูกบังคับให้ร่วมเพศกับพ่อจริงหรือ เพราะพฤติกรรมนี้มักจะดำเนินอยู่เป็นระยะเวลานานพอสมควรโดยที่ลูกสาวก็ยินยอมให้พ่อทำ ไม่บ่นหรือขัดขืน

มีความเห็นแย้งกันว่าลูกสาวเหล่านี้รู้สึกผิดหรือไม่ บางรายพบว่า เธอจะถือการร่วมเพศกับพ่อเป็นการแสดงความรักของพ่อทำให้เธอไม่ค่อยรู้สึกผิด และถ้าจะมีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นก็มักไม่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับพ่อ แต่เนื่องจากความลับที่เปิดเผยทำให้บ้านแตก สังคมตราหน้า หรือจากความรู้สึกก้าวร้าวและความรู้สึกอยากแก้แค้นที่เธอมีต่อแม่

อย่างไรก็ดี แม้จะสรุปไม่ได้ถึงความรู้สึกของลูกสาวต่อพฤติกรรมนี้ แต่ก็พบว่าลูกสาวมักจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดโดยพยายามบอกว่าตน ไม่มีความสุขจากการร่วมเพศกับพ่อเลย

เนื่องจากกฎหมายมักจะสนใจเฉพาะพ่อ และปกป้องลูกสาวไม่ให้ได้รับความอัปยศอดสูยิ่งขึ้น เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับบุคลิกภาพของเด็กสาวเหล่านี้น้อย อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของนักวิจัยหลายคนพบว่า ระดับสติปัญญาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว แต่ถ้าระดับสติปัญญาต่ำอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหานี้ได้มากกว่า และทำให้พฤติกรรมที่เกิดขึ้นแล้วเกิดอยู่นาน

เรายังไม่ทราบผลที่เกิดกับเด็กสาวซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบิดาอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า ถ้าพฤติกรรมนี้เกิดก่อนที่เด็กจะเข้าวัยรุ่น มักจะไม่ค่อยมีผลต่อจิตใจเด็ก แต่ถ้าเกิดในวัยรุ่นจะสร้างปัญหาทางจิตใจให้มากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในวัยนี้มีความรู้สึกผิดชอบรุนแรงกว่า รู้ว่าอะไรปกติอะไรไม่ปกติในสังคมมากกว่า และอยู่ในระยะที่กำลังพัฒนาด้านภาพพจน์ของตัวเองและเอกลักษณ์ทางเพศ อาการที่พบได้ในเด็กพวกนี้คือ อารมณ์เศร้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดไปทั่วทั้งตัว นอนไม่ค่อยหลับ การเรียนเลวลง และสำส่อนทางเพศ

การรักษา

1. วิธีจิตบำบัดแบบประคับประคอง (Supportive psychotherapy) หรือ จิตบำบัดอย่างลึก (Intensive psychotherapy)

2. อธิบายปัญหากับพ่อแม่โดยไม่ตำหนิหรือกล่าวโทษเขา อธิบายให้เข้าใจถึงพัฒนาการ
ทางบุคลิกภาพของเด็กในเรื่องเพศโดยย่อว่า ในวัย 3-5 ปีและในวัยรุ่นเด็กมีความต้องการใกล้ชิดกับพ่อแม่ที่เป็นเพศตรงกันข้ามมาก เพื่อให้พ่อแม่มองเห็นปัญหาขึ้นมาเอง และเห็นความจำเป็นที่จะต้องป้องกันการเกิดปัญหานี้ขึ้นมาอีก

3. การรักษาพ่อตามลำพังทำได้ยาก เพราะพ่อพวกนี้มักมีความคิดเกี่ยวกับบทบาทของตนต่อลูกสาวที่แปลกกว่าคนทั่วไป และมักไม่ยอมรับหรือหาเหตุผลเข้าข้างการกระทำของตน การแยกพ่อจากเด็กเป็นการขัดขวางพฤติกรรมนี้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ตัวอย่างผู้ป่วย

ผู้ป่วยหญิง โสด อายุ 24 ปี การศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ยังไม่มีอาชีพที่แน่นอน มีประวัติการร่วมเพศกับบิดาตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึงปัจจุบัน

ผู้ป่วยเป็นบุตรคนเล็กในจำนวน 2 คน พี่สาวแก่กว่าผู้ป่วยปีเดียว ความเป็นอยู่ระหว่างผู้ป่วยและพี่สาวต่างกันมาก พี่สาวนั้นทั้งยาย มารดา และบิดารัก ยายถึงกับเลี้ยงเอง ให้นอนด้วย และยกสมบัติให้ ส่วนผู้ป่วยยายเกลียดเพราะหน้าผู้ป่วยเหมือนมารดาเลี้ยงของยาย บิดามารดาก็ไม่ค่อยรัก ใช้ให้ทำงานบ้านและให้อะไรๆ น้อยกว่าพี่สาวเสมอ เมื่อแรกคลอดมารดาก็ไม่ได้เลี้ยงเอง ส่งไปอยู่สถานพยาบาลตั้งแต่อายุ 2 เดือนจนอายุ 11 เดือน จึงเอากลับเพราะผู้ป่วยผอมมาก กลับมายายก็ดุและตีบ่อยๆ จนพี่เลี้ยงต้องคอยกัน และกลางคืนต้องนอนกับพี่เลี้ยง พี่สาวเรียนเก่งมาก แต่ผู้ป่วยมีความสามารถเรียนได้เพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

มารดาอายุ 60 ปี เป็นลูกขุนนางเก่า ฐานะดี เป็นลูกสาวคนโต และมีน้องชาย 1 คน การศึกษาระดับมัธยมปีที่ 8 (ม.8) อาชีพครู เป็นคนรูปร่างอ้วน เตี้ย และหน้าตาไม่สวย ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็นต้องพึ่งคนอื่นโดยเฉพาะสามีตลอดเวลา เพราะถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาก และถูกเข้มงวดกวดขันในเรื่องเพศและเรื่องเพื่อนชายตั้งแต่เด็ก ทั้งยังกลัวสามีด้วย ส่วนบิดาเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี อายุ 53 ปี อ่อนกว่าภรรยา 7 ปี ฐานะเดิมค่อนข้างยากจน แต่เป็นคนทะเยอทะยาน เกลียดความจน และมีทัศนคติว่าจะต้องแต่งงานกับคนรวย ปกติเป็นคนปากหวานและเจ้าชู้ หลังแต่งงานแม่ยายรักมาก 3 ปี หลังแต่งงานมีภรรยาน้อยและมีลูกด้วยกันอีก 3 คนทำให้ชีวิตสมรสเปลี่ยนไป เพราะทะเลาะกับภรรยาบ่อยขึ้น และต้องแบ่งเวลากันระหว่าง 2 บ้าน

ผู้ป่วยเคยสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 13 ปี มีความต้องการทางเพศค่อนข้างสูง แต่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายมาก่อน อายุ 15 ปี ได้เห็นบิดากอด ถอดเสื้อผ้า พร้อมทั้งลูบคลำเต้านมและอวัยวะเพศของพี่สาวทั้งยังขอร่วมเพศด้วย แต่พี่สาวของผู้ป่วยปฏิเสธ เมื่อพ่ออ้อนวอนพี่สาวผู้ป่วยไม่สำเร็จก็หันมาหาผู้ป่วย อ้างว่าถ้าไม่ได้ระบายอารมณ์เพศจะไม่มีแรงทำงาน และเป็นการสอนเพศศึกษาให้ผู้ป่วยเพื่อจะได้เข้าใจเวลาแต่งงานกับชายคนอื่น ผู้ป่วยเล่าว่า บิดาพยายามจนสำเร็จ โดยผู้ป่วยไม่ได้ขัดขืนอย่างจริงจังเพราะสงสารบิดา การที่ยอมร่วมเพศกับบิดาเป็นการตอบแทนพระคุณบิดาอย่างหนึ่ง และเป็นการดึงบิดาให้ห่างจากภรรยาน้อยด้วย ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ตนได้รับความรักและเอาใจใส่จากบิดามากขึ้น แรกๆ บิดาไม่ได้ร่วมเพศจริงเพียงแต่ถูองคชาตกับอวัยวะเพศของผู้ป่วยจนกระทั่งหลั่งน้ำกาม เพิ่งร่วมเพศกันจริงๆ เมื่อผู้ป่วยอายุได้ 19 ปี และผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าตนเป็นภรรยาของบิดาอีกคนหนึ่ง

ผู้ป่วยยอมรับว่าตนมีอารมณ์ร่วมกับบิดาด้วย และมักเป็นฝ่ายกระทำให้บิดาก่อน ผู้ป่วยคิดว่ามารดาก็ทราบเรื่องนี้และเป็นใจให้บิดาร่วมเพศกับผู้ป่วยตั้งแต่ต้นมาทีเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยปฏิเสธความสุขสุดยอดจากการร่วมเพศกับบิดา


 
 
 

ใส่ลูกเล่นให้ภาพ

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 2:37 pm
1. เล่นแสง
<img src="photo.jpg" style="filter:alpha(style=1, startx=0, starty=0, finishx=100, finishy=100)">
 
    

2. ทำภาพให้เบลอ
<img src="photo.jpg" style="filter:blur(direction=45, strength=10)">

 

3. ทำภาพให้กลับซ้าย-ขวา
<img src="photo.jpg" style="filter:fliph()">

4. ทำเป็นภาพโทนสีขาว ดำ
<img src="photo.jpg" style="filter:gray()">

 

5. ปรับสีภาพให้ตรงกันข้ามกับสีเดิม
<img src="photo.jpg" style="filter:invert()"> 

6. ทำให้ภาพเป็น แบบเอ็กเรย์

 <img src="photo.jpg" style="filter:xray()">

  

 

น้ำยาวิชานิติศาสตร์ไทย

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 1:20 pm

http://s10.histats.com/6.swf

สมชาย ปรีชาศิลปกุล สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 
 

ความเฟื่องฟูของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงของมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นสถาบันเก่าแก่อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น มีการขยายตัวของการศึกษาเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้มีอย่างชัดเจน หากพิจารณาถึงการเปิดสอนหลักสูตรนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเอกชน จากเดิมที่มีสถาบันเอกชนเปิดสอนระดับปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์เพียง 5 แห่งเมื่อ พ.ศ. 2529 กลับเพิ่มจำนวนเป็นไม่น้อยกว่า 25 แห่งในปัจจุบัน

รวมถึงการขยายตัวของการศึกษาที่สูงขึ้นทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยที่ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยของรัฐ 2 แห่งเปิดสอนหลักสูตรในระดับปริญญาเอก

แต่ความเฟื่องฟูของการศึกษาวิชานิติศาสตร์นี้ เป็นเครื่องหมายถึงความก้าวหน้าในทางวิชาการนิติศาสตร์ด้วยหรือไม่?

ดูเหมือนว่าไม่มีคำตอบหรือการพิเคราะห์ที่ชัดเจนจากแวดวงวิชาการนิติศาสตร์ สุรพลซึ่งตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ หากเพียงแต่สรุปสถานการณ์ของการเรียนนิติศาสตร์ที่ดูเหมือนน่าภาคภูมิใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะ "ที่ผ่านมาเด็กนิติฯ มักจะขอโอนย้ายไปเรียนสาขาอื่น แต่เวลานี้เด็กสาขาอื่นกลับโอนมาเรียนนิติกันแล้ว"

แต่สำหรับสายตาของบุคคลที่อยู่นอกแวดวง หรือมิได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายโดยตรง ความเฟื่องฟูนี้ไม่ได้มีความหมายถึงความก้าวหน้าในวิชาการความรู้นิติศาสตร์แต่อย่างใด นพ. ประเวศ วะสี ซึ่งได้เคยแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ระบบกฎหมายของไทยมาหลายครั้งถึงสภาพปัญหา(ที่วงการนิติศาสตร์ไทยเองไม่ค่อยได้ตระหนักถึง) ของการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยบ่อยครั้ง ได้ย้ำถึงทรรศนะของตนที่มีต่อวงการนิติศาสตร์อีกครั้งเมื่อ 31 ตุลาคม 2545 ที่ผ่านมาว่า…

"ในการเรียนการสอนทุกศาสตร์ทุกสาขาวิชาชีพในปัจจุบันนี้ จะเน้นเทคนิคเป็นตัวตั้งไม่สนเรื่องคน ส่วนนิติศาสตร์ก็ดำทะมึนไม่เห็นทางออก จนทำให้เกิดความรุนแรงอย่างชาวบ้านที่จังหวัดอ่างทองถูกตำรวจจับกุม เพราะส่งกระจายเสียงวิทยุชุมชนของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกกฎหมาย ตนพูดเสมอว่าอย่าเอานิติศาสตร์เป็นตัวตั้งให้เอาธรรมศาสตร์หรือธรรมะเป็นตัวตั้ง จึงจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย ตนพูดกับนักกฎหมายมา 7-8 ปีแต่ทำไม่ได้ นักกฎหมายบอกว่าเป็นความอ่อนแอทางวิชาการ กฎหมายสอนแต่ให้เป็นทนายความเป็นผู้พิพากษา" (มติชนรายวัน 1 พฤศจิกายน 2545)

คำวิจารณ์ต่อระบบกฎหมายของไทย เป็นส่วนหนึ่งในการบรรยายเรื่องปรัชญาสหวิทยาการ (เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ศ.ดร. อภิชัย พันธเสน) โดยที่ได้หยิบยกเอาการศึกษากฎหมายขึ้นมาเป็นประเด็นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ในทรรศนะของผู้พูดต้องเป็นปัญหาที่มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว

แม้ว่าโดยวิชาชีพที่ไม่ใช่นักกฎหมายแต่นับว่า นพ. ประเวศ สะท้อนกล่าวได้ตรงประเด็นถึงปัญหาของระบบการศึกษากฎหมายไทยว่า เป็นผลของการที่สถาบันการศึกษากฎหมายของไทยให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเพื่อไปประกอบอาชีพเช่นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ เป็นหลัก

Lord Denning นักกฎหมายชาวอังกฤษได้แสดงความเห็นว่าบทบาทหรือภารกิจของสถาบันการศึกษากฎหมายที่สำคัญมีอยู่ 3 ด้านด้วยกัน คือ

ประการแรก การให้การศึกษากฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือ positive law อันเป็นการศึกษาว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะนั้นมีเนื้อหา การตีความ การบังคับใช้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและใช้กฎหมายได้

ประการที่สอง ศึกษากฎหมายในด้านของพัฒนาการ เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของหลักกฎหมายและเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย และ

ประการที่สาม เป็นการศึกษานิติศาสตร์ในทางคุณค่าเพื่อชี้ให้เห็นผลดีผลเสียจากการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการแสวงหาทางออกในกรณีที่กฎหมายนั้นไม่สอดคล้องหรือก่อให้เกิดปัญหากับสังคม

นี่คือภารกิจพื้นฐาน 3 ประการของการจัดการศึกษาวิชานิติศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับในประเทศไทยดูเหมือนว่าจะมีเพียงภารกิจประการแรกเท่านั้น ที่ได้รับความใส่ใจ ส่วนภารกิจในด้านอื่นๆ ที่เหลือกลับยังแทบไม่ปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด

มีเหตุผลอะไรที่ทำให้การศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทย จึงมองข้ามบทบาทด้านอื่นๆ ไปแทบจะสิ้นเชิง?

2. วิชาชีพครอบงำวิชาการ

ระบบการศึกษาวิชานิติศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2492 การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นมีการยกเลิกหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต ซึ่งตามวัตถุประสงค์เดิมเป็นการจัดการศึกษา เพื่อเผยแพร่แนวความคิดและหลักวิชาใหม่ๆในระบอบประชาธิปไตย แก่คนในสังคมหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลายมาเป็นระบบการศึกษาที่มีการแยกออกเป็นสาขาวิชาต่างๆ อย่างชัดเจน คือ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

เฉพาะในส่วนของนิติศาสตร์ มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่เป็นไปเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพทางด้านกฎหมายมากขึ้น เช่น กฎหมายอาญาที่เดิมเคยจัดไว้เพียงภาคการศึกษาเดียวก็ขยายออกเป็น 3 ภาคการศึกษา สอนเนื้อหากฎหมายที่เป็นอาชีพเฉพาะทาง เช่น พ.ร.บ. ข้าราชการตุลาการ อัยการ ทนายความ เป็นต้น และมีการตัดเนื้อหาวิชา ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจกับสังคมออกไป เช่น วิชาลัทธิเศรษฐกิจ

หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาให้ชัดเจนที่สุดก็คือ หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิตหลังการแยกเป็นคณะคือการเปลี่ยนทิศทางการศึกษากฎหมายบนฐานของสหวิทยาการ มาสู่ความเป็นช่างเทคนิคทางกฎหมายมากขึ้น

นอกจากการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษานิติศาสตร์แล้ว ใน พ.ศ. 2491 ได้มีการจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาขึ้น อันเป็นหน่วยงานที่จะมีบทบาทต่อการกำหนดแนวทางการศึกษากฎหมายอย่างมากต่อมาในภายหลัง

ในเบื้องต้นวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเนติฯ ก็เพื่อเป็นการฝึกอบรมให้แก่ผู้ที่มีอาชีพทางด้านกฎหมายในอันที่จะใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ แนวทางการศึกษาของเนติฯ จึงเน้นหนักในแง่ของตัวบทกฎหมาย การตีความและการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก เพื่อให้สามารถใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

เพราะฉะนั้น หากเปรียบเทียบระหว่างสถาบันการศึกษาเช่นเนติฯ กับการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย อาจกล่าวได้ว่าขณะที่มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการจัดการศึกษาทั้งในแง่ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ พัฒนาการความเป็นมาและการประเมินถึงผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไข ส่วนเนติฯ จะจัดการศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนของผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพที่ใช้ความรู้ทางด้านกฎหมายโดยตรง ให้สามารถใช้กฎหมายที่มีผลบังคับอยู่ได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

แต่เส้นแบ่งระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งสองปรากฏขึ้นในความเป็นจริงหรือไม่?

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยกล่าวถึงข้อขัดแย้งของระบบการศึกษากฎหมายไทย โดยเฉพาะบทบาทของเนติฯ ไว้อย่างตรงไปตรงมาที่สุดครั้งหนึ่ง ในการสัมมนาเรื่องพัฒนาการทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์กับสังคมไทย เมื่อ พ.ศ. 2529 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนี้

"ปัญหาของการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทยในเวลานี้ก็คือว่า ทุกมหาวิทยาลัยหวังแต่ผลิตบัณฑิตของตัวให้หางานทำได้มากที่สุด ตลาดใหญ่ที่สุดและ traditional มากที่สุดคือตลาดอัยการ, ผู้พิพากษา, ทนาย สามวิชาชีพนี้มีอะไรคุมครับ เนติบัณฑิตยสภา สำนักฝึกอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เพราะฉะนั้นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทั้งหลายทั้งที่เป็นรัฐและของเอกชน จึงเลียนแบบหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ร้ายไปกว่านั้นเอาอาจารย์ชุดเดียวกันมาสอนครับทั้งที่เนติฯ, จุฬา, ธรรมศาสตร์

เคยมีผู้พยายามที่จะแหวกวงว่ายออกจากวัฏจักรนี้ที่อาจารย์มาลี (พฤกพงษศาวลี) ว่าก็คืออาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายนะครับท่านก็ถูกโจมตีว่าจะไปสอบเนติฯ สู้เขาได้อย่างไร

ผลก็คือว่าวิชาชีพมันครอบงำวิชาการ ซึ่งมีผลในการพัฒนาการศึกษากฎหมายเพราะว่า นักวิชาชีพคือท่านผู้พิพากษา ท่านอัยการ ท่านทนายความเหล่านี้ ได้เข้ามากำหนดบทบาทของการศึกษานิติศาสตร์นั้น ท่านเข้าไปทั่วทุกหัวระแหง แห่งแรกที่ท่านยึดหัวหาดคือเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย เป็นเพราะมหาวิทยาลัยเองระบบอาจารย์ประจำยังไม่แข็ง ซึ่งในเวลานี้สภาพดีขึ้นมากแล้ว(เฉพาะในมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น-ผู้เขียน)

แห่งที่สองที่ท่านเข้าไปยึดหัวหาดก็คือท่านเข้าไปในกรรมการต่างๆ ของรัฐที่คุมการศึกษานิติศาสตร์ ท่านเข้าไปในทบวงมหาวิทยาลัยอยู่ในคณะกรรมข้าราชการพลเรือนเลยทีเดียว ท่านเข้าไปคุมการศึกษานิติศาสตร์ภาคเอกชน ท่านเข้าคุมสภาวิจัยแห่งชาติ 40 กรรมการสาขานิติศาสตร์ของสภาวิจัยกว่าครึ่งมาจากวิชาชีพดั้งเดิม ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ หลายท่านเป็นครูบาอาจารย์ของผม

และเป็นที่น่าแปลกมหัศจรรย์ว่าหลายท่านนั้น ตำราสักเล่มหนึ่งท่านก็ไม่เคยเขียนแต่เป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติทางด้านนิติศาสตร์ เพราะฉะนั้นผลผลิตออกมาคุณสมบัติเดียวกันหมด จบธรรมศาสตร์ จบจุฬาฯ จบรามคำแหง จบ มสธ. จบศรีปทุม อะไรก็แล้วแต่คุณภาพเหมือนกันหมด"(รายงานการสัมมนาทางวิชาการ, 2529 น. 215-216)

3. มหาวิทยาลัยในฐานะอาณานิคม

จำเป็นต้องกล่าวในเบื้องต้นไว้ก่อนว่า การศึกษากฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในแต่ละช่วงเวลา เป็นความจำเป็นพื้นฐานของการศึกษากฎหมายเพื่อให้สามารถรู้และใช้กฎหมายเป็น การศึกษากฎหมายที่เน้นถึงตัวบทอันเป็นลายลักษณ์อักษร และการตีความ เมื่อเกิดข้อพิพาทในทางกฎหมายก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาที่ปรากฏอยู่ที่สำนักฝึกอบรมกฎหมายแห่งเนติฯ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

แต่ปัญหาของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ไทยก็เป็นไปดังที่บวรศักดิ์ได้แสดงความเห็นไว้ว่า เป็นภาวะที่ "วิชาชีพครอบงำวิชาการ" อันทำให้เกิดสภาพความยุ่งยากในระบบการศึกษากฎหมายดังที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ

ประการแรก หลักสูตรวิชานิติศาสตร์บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ล้วนแต่มีสภาพเป็นเพียงโรงเรียนเตรียมเนติฯ แทบทั้งสิ้น

การครอบงำของเนติฯ ทำให้หลักสูตรการศึกษานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ไม่มีความแตกต่างไปจากเนื้อหาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรเนติฯ เนื้อหาของวิชาที่ศึกษาในระดับปริญญาตรีประมาณ 80-90เปอร์เซ็นต์ของทุกสถาบันการศึกษาล้วน แต่มุ่งเพื่อให้ไปสู่การเรียนในชั้นเนติฯ ได้

สภาพเช่นนี้คณะนิติศาสตร์หรือสาขาวิชานิติศาสตร์ที่ผลิตบัณฑิตจึงมีสถานะเป็นเพียงโรงเรียนเตรียมเนติฯ แม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยบางแห่งพยายามที่จะแหวกให้พ้นไปจากวังวนดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่

ประการที่สอง การศึกษาที่เน้นการท่องจำกลายเป็นกระแสหลักของระบบการเรียนการสอนนิติศาสตร์ไทย

ด้วยเหตุที่หลักสูตรของนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเนติฯ จึงมีผลให้การเรียนวิชานิติศาสตร์ไม่ต่างไปจากการเรียนในชั้นเนติฯ ซึ่งเน้นการท่องจำตัวบทและแนวคำวินิจฉัยของศาลในคดีต่างๆ ว่ามีแนวคำพิพากษาอย่างไร โดยไม่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการทำความเข้าใจถึงหลักกฎหมาย เจตนารมย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษากฎหมายเช่นกัน

วิระดา สมสวัสดิ์ ในฐานะผู้สอนกฎหมายคนหนึ่งได้สะท้อนลักษณะของการศึกษาแบบนี้ไว้ว่า
"วิชาเหล่านั้นความจริงแล้วในตัวของมันเองและผู้สอน น่าจะสร้างความคิดวิเคราะห์ให้แก่นักศึกษาต่างๆได้ว่า วิชาหรือตัวบทกฎหมายที่มันมีอยู่เป็นอย่างไร หรือมันเป็นความเป็นธรรมหรือไม่ นิติศาสตร์ทางคุณค่าไม่เป็นที่รู้จัก มันมีเหตุผลเบื้องหลังของบทบัญญัตินั้นอย่างไรใครเป็นผู้ได้ประโยชน์เสียประโยชน์ ก็น่าเสียใจไม่มีการพูดถึงเลย ก็เอาแต่ว่าจดจำกันกันอย่างไรและวงการนิติศาสตร์จะเป็นที่ปลาบปลื้มกันอย่างมากว่า ใครจำได้เก่งและคนที่จำได้เก่งมากจะเป็นผู้มีความสามารถอย่างยิ่ง แต่ถ้าเราพูดกับวงการอื่นแล้วเขาหัวเราะเยาะเอาอย่างมากเลยว่า นิติศาสตร์นั้นไม่ได้มีความกว้างขวาง ไม่ได้มีความรับรู้สภาพของสังคมภายนอก" (รายงานสัมมนาทางวิชาการ, น. 220)

แม้จะเป็นคำวิจารณ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 ในงานสัมมนาคราวเดียวกันกับที่บวรศักดิ์ได้วิจารณ์ถึงการครอบงำของวิชาชีพต่อวิชาการทางกฎหมาย แต่ผ่านมาจนบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้นมากนัก กับแนวทางการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

ประการที่สาม ความพยายามในการสลัดหลุดจากการครอบงำ
สภาพปัญหาที่กล่าวมาไม่ใช่ไม่เคยเป็นที่ตระหนักถึง ในหมู่นักกฎหมายบางส่วนได้เคยมีความพยายามที่จะไปให้พ้นจากการครอบงำนี้ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการแก้ไขหลักสูตรเมื่อ พ.ศ. 2515 ด้วยการเพิ่มลักษณะวิชาที่เป็นทฤษฎีความคิดและพัฒนาการของกฎหมาย ดังวิชานิติปรัชญา ประวัติศาสตร์กฎหมาย และลดเนื้อหาของกฎหมายที่เป็นตัวบท เช่นรวบรวมกฎหมายเอกเทศสัญญาย่อยๆ เข้ามาเป็นวิชาเดียวและสอนหลักที่สำคัญเท่านั้น

ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลงในการปรับหลักสูตรนิติศาสตร์เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง คงเกิดขึ้นเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทางวิชาการเท่านั้น ยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน ที่พากันแห่เปิดหลักสูตรนิติศาสตร์ในขณะนี้สามารถกล่าวได้ว่าทั้งหมดคือ โรงเรียนเตรียมเนติฯ เท่านั้น

นอกจากนี้ วาทกรรมกระแสหลักในแวดวงทางกฎหมายที่ยังคงเชื่อว่า ผู้ที่มีความสามารถทางด้านกฎหมายนั้น คือผู้ที่สอบผ่านเนติฯ ก็มีผลกดดันต่อการจัดทำหลักสูตรอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ที่ธรรมศาสตร์. ปรีชา สุวรรณทัต ก็ได้กล่าวถึงความคาดหวังที่มีต่อตนเองในคราวเข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่า

"ผู้หลักผู้ใหญ่ของผมอาจารย์ที่ผมนับถือ แนะนำผมเป็นสิ่งแรกเลยบอกอาจารย์ปรีชา ทำอย่างไรจะให้นิติศาสตร์ของเราได้ที่ 1 เนติฯ ผมก้าวขาไม่ออกเลย เพราะฉะนั้นในปัจจุบันความคิดของท่านอาจารย์ในระดับนั้น ที่เรานับถือยังมองดูว่านิติศาสตร์ที่ไหนจะเก่งไม่เก่งวัดกันที่ตัวเนติฯ ที่ 1 หรือสอบได้มากสอบได้น้อย ปีไหนรามคำแหงได้ที่ 1 ชี้หน้าจุฬาฯ ชี้หน้าผม ทำไมรามฯ เขาได้ที่ 1 เขาวัดกันที่ตัวนี้ครับ"

4. ความอับจนของการศึกษากฎหมายไทย

ลักษณะของการศึกษากฎหมายไทยภายใต้บริบทที่กล่าวมามีผลกระทบต่อวงวิชาการนิติศาสตร์ไทยในประการสำคัญๆ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง การตีความและการบังคับใช้กฎหมายแบบนิติอักษรศาสตร์ ในการใช้กฎหมายของนักกฎหมายส่วนใหญ่ มักเป็นไปด้วยการยึดตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ โดยไม่สนใจต่อการนำเอาเจตนารมย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย และก็ไม่คำนึงว่าการบังคับใช้กฎหมายนั้น จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่ หากยึดแต่เพียง "ความถูกต้องตามกฎหมาย" เท่านั้น

ที่เป็นปัญหารุนแรงกว่านั้นก็คือ การตีความโดยยึดกฎหมายที่ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐเป็นหลัก หรือตีความที่เป็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน แม้จะมีกฎหมายที่ใหญ่กว่าให้อำนาจไว้ก็มิได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย พ.ร.บ. หรือระเบียบของหน่วยงานรัฐในหลายเรื่องเป็นตัวอย่างของการตีความทำนองนี้

สอง ไม่ให้ความสนใจต่อการศึกษาค้นคว้าถึงแนวความคิดทฤษฎี ที่จะช่วยให้เกิดพลังในการวิพากษ์วิจารณ์หรือเกิดการตั้งคำถามใหม่ๆ ในทางวิชาการ ทำให้ไม่เกิดความเคลื่อนไหวหรือการโต้แย้งในประเด็นต่างๆ เช่น ความคิดแบบอิตถีศาสตร์ทางกฎหมาย (Feminist Legal Theory) มีส่วนอย่างมากต่อการวิเคราะห์ถึงความไม่เสมอภาคทางเพศในกฎหมาย อันเป็นผลให้นำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น แนวความคิดแบบสัจนิยมทางกฎหมาย ที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อการตัดสินของผู้บังคับใช้กฎหมายว่าดำเนินไปโดยมีอคติใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

แต่สำหรับวิชานิติศาสตร์ไทย แนวความคิดต่างๆ เหล่านี้ปราศจากความหมาย เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้ผู้เรียนกลายเป็น "นักกฎหมายที่เก่ง" ขึ้นมา อีกทั้งกลายเป็นวิชาไม่มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพเลย

สาม ผลสืบเนื่องจากเหตุทั้งสองประการที่กล่าวมา ทำให้นิติศาสตร์ไทยไร้พลังในการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุที่การศึกษากฎหมายเพื่อมุ่งไปสู่การประกอบอาชีพนั้น มีธรรมชาติของการศึกษาในทิศทางที่ต้องจดจำและยึดเอาแนวทางคำอธิบาย การตัดสิน ที่ได้รับการยอมรับไว้เป็นสรณะในการวินิจฉัยข้อขัดแย้งต่างๆ

ลักษณะของการศึกษาเช่นนี้จึงเป็นการตอกย้ำ และรักษาสถานะของชุดความรู้ที่มีอยู่ให้ดำรงอยู่ต่อไปอย่างชอบธรรม

เมื่อเผชิญกับสภาพปัญหาหรือการแก้ไขความขัดแย้งที่พ้นไปจากกรอบความรู้ที่เคยมี ทำให้นักกฎหมายไม่อาจให้คำตอบหรือปฏิเสธต่อความรู้ชุดใหม่นี้ ดังการเกิดขึ้นของแนวความคิดเรื่องสิทธิชุมชนในสังคมไทย นักกฎหมายที่แม้จะจัดเป็นหัวก้าวหน้าจำนวนมาก ก็ไม่อาจรับแนวความคิดนี้ได้ เพราะรากฐานแนวความคิดเรื่องสิทธิในกฎหมายมีเพียง สิทธิของรัฐ และปัจเจกชนเท่านั้น

ที่กล่าวมาเป็นเพียงความอ่อนแอเสี้ยวหนึ่งที่สืบเนื่องมาในวงวิชาการนิติศาสตร์ไทย และเมื่อได้เกิดความเฟื่องฟูในการศึกษานิติศาสตร์อันเป็นผลมาจากเงินที่ให้แก่ตำแหน่งผู้พิพากษาหรืออัยการ แรงผลักดันเช่นนี้มีแต่จะทำให้การศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องถลำเข้าไปเป็นอาณานิคมของการศึกษาที่เน้นอาชีพมากยิ่งขึ้น

และความตกต่ำในทางวิชาการของนิติศาสตร์ไทยก็คงยังจะดำเนินต่อไปอีกตราบนานเท่านาน

 
 
 

Icon_Animation_gif

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 1:05 pm
ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
และยังมีอีกเพียบที่นี่ คลิกโลด
 
 
 

ดิสเพลย์ Display การ์ตูน Display Candydoll ของแต่งสเปช

 




 

       

                                           


  

  


               

 

 

การต่อเครือข่าย LAN

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 12:35 am

 http://s10.histats.com/6.swf 

การต่อสาย LAN (Local Area Networks) คือเครือข่ายเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็กๆ หรือระยะทำการไม่ไกลนัก เช่น เครือข่ายภายในออฟฟิศหรือสำนักงาน และมักเชื่อมต่อกันด้วยความเร็วสูง รูปแบบของการเชื่อมต่อสายส่งข้อมูลแบ่งได้มากมายหลายชนิดแต่ที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ อีเทอร์เน็ต-Ethernet ถือเป็นโปรโตคอล คือการเชื่อมเครือข่ายต่างฮาร์ดแวร์ จำเป็นต้องมีข้อกำหนดร่วมกัน

การเชื่อมเครือข่ายลักษณะนี้ออกแบบโดยบริษัท Xerox ประมาณปี 1970 ใช้หลักการทำงานแบบ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection) ทั้งนี้ ในการส่งเมสเซจไปบนสายสัญญาณของระบบเครือข่าย หากมีการส่งออกมาพร้อมกันย่อมจะเกิดการชนกันของข้อมูลของสัญญาณ ทำให้การส่งผ่านข้อมูลต้องหยุดลงทันที ดังนั้น ก่อนส่งสัญญาณออกไปจะต้องตรวจสอบว่าในขณะนั้นมีการรับ-ส่งของข้อมูลในเน็ตเวิร์กนั้นหรือไม่ ถ้ามีการชนกันของข้อมูล ต้องรอจนกว่าสายเคเบิ้ลนั้นจะว่างแล้วจึงส่งข้อมูลออกไปบนสายเคเบิ้ล

มีให้เลือกใช้งาน 3 แบบ คือ 10 Base 2, 10 Base 5 และ 10 Base T ในที่นี้จะอธิบายเฉพาะ 10 Base T ที่ถามมา ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่ายและดูแลรักษาง่าย ความจริง 10 Base T ไม่ได้เป็นอีเทอร์เน็ตโดยแท้ แต่เป็นการผสมระหว่างอีเทอร์เน็ตและสตาร์-Star สายที่ใช้คือ UTP มีอุปกรณ์ตัวกลางเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายที่มาจากทุกๆ สเตชั่น

อุปกรณ์ตัวกลางนี้เรียกว่า คอนเซนเตรเตอร์-Concentrator หรือฮับ-Hub จะคอยรับสัญญาณระหว่างเวิร์คสเตชั่น และไฟล์ เซิร์ฟเวอร์ ในกรณีที่มีสายจากสเตชั่นใดเสียหรือมีปัญหา จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อระบบเน็ตเวิร์ก แต่ระบบนี้จะต้องดูแลรักษาฮับเป็นอย่างดี เนื่องจากถ้าฮับมีปัญหา ทั้งระบบจะหยุดชะงักทันที

ข้อแนะนำในการติดตั้งสาย UTP มีดังนี้ 1.ไม่ควรหักงอสายเนื่องจากป้องกันคลื่นรบกวนได้ไม่ดีพอ 2.อย่าม้วนสายเป็นขดๆ มากกว่า 10 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของสาย เนื่องจากจะเกิดสัญญาณรบกวนกันเอง และไม่ควรเดินสาย UTP นอกอาคารเนื่องจากป้องกันไฟสถิตไม่ได้ 3.ควรต่อสาย UTP กับ RJ-45 ให้ถูกตำแหน่งที่มีอยู่ทั้งหมด 8 เส้น ดังตารางช่องใน RJ-45 สีของสาย UTP

4.ในการคลายสายที่ตีเกลียวออก ก่อนที่จะเข้าหัวสาย RJ-45 ควรจะคลายออกให้น้อยที่สุด 5.ให้ใช้สายเส้นเดียวกันตลอดการเดินใน 1 จุด (ห้ามนำสายมาต่อกัน) 6.ในการต่อฮับมากกว่า 1 ตัว สาย UTP ที่ใช้ต่อเชื่อมระหว่างฮับจะต้องมีความยาวไม่เกิน 100 เมตร และใน 1 Data Patch จะต้องมีฮับไม่เกิน 4 ตัว 7.ขณะเดินสายควรทำเครื่องหมายระบุหมายเลขไว้ด้วยที่ต้นสายและปลายสาย มิฉะนั้นอาจสลับสายกันทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

8.อย่าเดินสายใกล้กับแหล่งจ่ายไฟ หรือบริเวณที่มีสัญญาณรบกวน เช่น มอเตอร์ หม้อแปลงไฟ สายไฟบ้าน เป็นต้น แต่หากจำเป็นต้องเข้าใกล้สายดังกล่าว ให้เดินห่างจากสายสัญญาณมากกว่า 6 ฟุต 9.เมื่อเดินสายสัญญาณเรียบร้อยแล้ว ควรจะวาดเส้นทางการเดินสายสัญญาณเก็บไว้ด้วย

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.