A Quiet Word

ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์

พฤศจิกายน 11, 2005

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 11:42 pm
 
 

เนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปนี้ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของงานที่ปรากฏภายหลังที่มี้ดเสียชีวิตแล้ว อันได้แก่ Mind, Self and Society รวมทั้งบางส่วนของบทความช่วงแรก ๆ ของเขาที่เกี่ยวกับจิตวิทยาสังคม. ในปัจจุบันส่วนใหญ่ของงานเหล่านี้สามารถหาอ่านได้ใน Selected Writing ของมี้ด นั่นคือสิ่งที่จะกล่าวถึงในที่นี้เป็นงานเพียงด้านเดียวของมี้ด คือสิ่งที่มี้ดอุทิศให้กับจิตวิทยาสังคม งานของเขาที่เกี่ยวกับปรัชญานอกเหนือไปจากนี้ ตัวอย่างเช่น ธรรมชาติของเวลา ในหนังสือ The Philosophy of the Present คำอธิบายของเขาเกี่ยวกับลัทธิปฏิบัตินิยม ใน Philosophy of the Act และความคิดทางประวัติศาสตร์ ใน Movements of Thought in the Nineteenth Century จะกล่าวถึงอย่างผิวเผินเท่านั้น

ตัวตนในสังคม

สำหรับมี้ด จิตวิทยาสังคมเป็นแขนงวิชาที่ "ศึกษากิจกรรมหรือพฤติกรรมของบุคคลที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางสังคม พฤติกรรมของบุคคลจะสามารถเข้าใจได้เฉพาะในแง่ของพฤติกรรมของกลุ่มสังคมที่บุคคลนั้นเป็นสมาชิกอยู่ เนื่องจากการกระทำของปัจเจกบุคคลนั้นเกี่ยวข้องอยู่ในการกระทำทางสังคมที่กว้างขวางกว่า ซึ่งอยู่นอกเหนือตัวเขาและเกี่ยวพันกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของกลุ่มนั้น

ขณะที่จิตวิทยาสังคมก่อนหน้านั้นศึกษาประสบการณ์ทางสังคมจากจุดยืนเชิงจิตวิทยาบุคคล มี้ดเสนอแนะว่า ประสบการณ์ของปัจเจกบุคคลต้องศึกษาจาก "จุดยืนของสังคมอย่างน้อยที่สุดจากจุดยืนในด้านการติดต่อสื่อสาร ในฐานะที่เป็นพื้นฐานสำคัญของระเบียบทางสังคม. จิตวิทยาสังคมของเขามีความคิดพื้นฐานอยู่ที่การศึกษาประสบการณ์จากจุดยืนของปัจเจกบุคคล เพราะฉะนั้นจึงแตกต่างจากลัทธิพฤติกรรมแนววัตสัน (Watsonian behaviorism) จิตวิทยาสังคมของมี้ดมุ่งที่จะ "ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการตัดสินสิ่งที่เป็นเรื่องของประสบการณ์ดังกล่าว เพราะว่าปัจเจกบุคคลเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคม ระเบียบทางสังคม"

มี้ดโต้แย้งว่า "ไม่มีตัวตน ไม่มีจิตสำนึกของตัวตน และไม่มีการติดต่อสื่อสารถ้าปราศจากสังคม ในทางกลับกันสังคมต้องถูกเข้าใจในฐานะที่เป็นโครงสร้างซึ่งเกิดขึ้นโดยผ่านทางกระบวนการที่ดำเนินไปของการกระทำทางสังคมในด้านการติดต่อสื่อสาร ผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลต่าง ๆ ที่กระทำโดยคำนึงถึงกันและกัน"

มี้ดเห็นว่า อากัปกิริยา (gesture) เป็นกลไกสำคัญที่มีผลต่อการกระทำทางสังคม แต่เขาได้แบ่งแยกอากัปกิริยาที่ไม่มีนัยสำคัญ (nonsignificant gesture) (ที่ไม่รู้สึกตัว) ซึ่งพบได้ในสัตว์ และอากัปกิริยาที่มีนัยสำคัญ (singnificant) (ที่รู้สึกตัว) ซึ่งเป็นลักษณะของการติดต่อส่วนใหญ่ของมนุษย์ในระดับของสัตว์ อากัปกิริยาเป็นการตอบสนองอย่างทันทีทันควันต่อสิ่งเร้า การส่งเสียงขู่ของสุนัข A เป็นสิ่งเร้าให้สุนัข B มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับโดยการเข้าไปปะทะหรือถอยกลับแล้วแต่กรณี

ในทางตรงข้ามในระดับการสื่อสารของมนุษย์ อากัปกิริยา "ที่มีนัยสำคัญ" เข้ามามีบทบาท อากัปกิริยาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ "การตื่นตัวของปัจเจกบุคคลเองในการตอบสนองต่อสิ่งที่เขาถูกกระตุ้นจากบุคคลอื่น การสวมบทบาทของคนอื่น แนวโน้มที่จะกระทำตามการกระทำของบุคคลอื่น" อากัปกิริยาที่มีนัยสำคัญมีพื้นฐานมาจากสัญลักษณ์ทางภาษา ซึ่งมีเนื้อหาที่เหมือนกันไม่มากก็น้อยสำหรับต่างบุคคล ดังนั้นจึงมีความหมายที่เหมือนกันในสิ่งเดียวกันสำหรับทุกคน

สัตว์ไม่นำตัวเองเข้าไปอยู่ในตำแหน่งของผู้อื่นโดยคาดการณ์ทางผลว่า "เขาจะทำแบบนั้นและฉันจะทำแบบนี้" เราพูดไม่ได้ว่าสัตว์ "คิด". ความคิดของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อมี "สัญลักษณ์ซึ่งโดยทั่วไปเป็นอากัปกิริยาทางเสียง ซึ่งกระตุ้นให้บุคคลตอบสนองต่อสิ่งที่เขาถูกกระตุ้นจากบุคคลอื่นและจากความคิดของการตอบสนองนั้น ทำให้เขาสามารถมีแนวทางในการปฏิบัติตัวในเวลาต่อมา" อากัปกิริยาที่มีนัยสำคัญเกี่ยวพันกับการใช้สัญลักษณ์ เงื่อนไขข้อแรกอยู่ที่ความสามารถของผู้เข้าร่วมแต่ละคน ในกระบวนการสื่อสาร ในการมองเห็นผลการกระทำของเขาเองจากจุดยืนของผู้อื่น ซึ่งหมายถึงการสวมบทบาทของผู้อื่นนั่นเอง

ในการกระทำระหว่างกัน (interaction) ที่ไม่ใช้สัญลักษณ์ของมนุษย์มีลักษณะเหมือนกับสัตว์ คือตอบสนองโดยตรงต่อกันและกัน ในการกระทำระหว่างกันโดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งมนุษย์ใช้อากัปกิริยาที่มีนัยสำคัญ พวกเขาจะตีความทัศนคติของกันและกัน และจะมีการกระทำจากพื้นฐานของความหมายที่ได้จากการตีความนั้น ดังที่บลูเมอร์ (Blumer) กล่าวไว้ว่า

"การกระทำระหว่างกันเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับการตีความ (interpretation) หรือการตรวจสอบให้แน่ชัดถึงความหมายของการกระทำหรือข้อสังเกตต่าง ๆ ของคนอื่น ๆ และการนิยาม (definition) หรือการบ่งชี้ให้กับบุคคลอีกคนหนึ่งว่า เขาควรจะกระทำอย่างไร"

กระบวนการสื่อสารของมนุษย์เกี่ยวพันกับการปรับตัวอย่างรู้สำนึกอยู่อย่างสม่ำเสมอของผู้กระทำต่อพฤติกรรมของผู้อื่น เป็นการปรับแนวทางการกระทำเข้าด้วยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านทางการให้นิยามและการให้นิยามใหม่ การตีความและการตีความใหม่

เช่นเดียวกับวิลเลียม เจมส์, มี้ดโต้แย้งว่า ต้องทำความเข้าใจจิตสำนึกในแง่ที่เป็นสายธารของความคิด ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบพลวัตระหว่างบุคคลและสภาพแวดล้อมของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อมทางสังคม

มี้ดให้เหตุผลว่า "ปรากฏการณ์ทางความคิด" มิอาจลดทอนลงเป็นเพียง "การสะท้อนที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขและกลไกทางกายภาพต่าง ๆ ซึ่งคล้ายคลึงกัน" ดังเช่นพวกพฤติกรรมศาสตร์ยึดถือ และปรากฏการณ์ทางความคิดก็ไม่สามารถเข้าใจได้ในแง่แนวความคิดแบบแบ่งแยกของตัวตนตามปรัชญาของเดส์การ์ตส์ ประสบการณ์ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวบุคคลก่อน แล้วจึงตามมาด้วยสังคม บุคคลแต่ละคนเกี่ยวพันอย่างต่อเนื่องไปตามลำดับของการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการก่อรูปและกล่อมเกลาจิตของเขา จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่แล้ว มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลัง

การก่อเกิดตัวตน

ผลงานของมี้ดที่ได้รับผลสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งคือ คำอธิบายเกี่ยวกับการกำเนิดของจิตสำนึกและตัวตน ผ่านทางความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆในวัยเด็ก, ในการสวมบทบาทของผู้อื่น และมองเห็นถึงผลการกระทำของตนเองจากจุดยืนของผู้อื่น

ในทรรศนะนี้การสื่อสารของมนุษย์เป็นไปได้เมื่อ "สิ่งที่สัญลักษณ์กระตุ้นให้เกิดขึ้นในตัวตนของคน ๆ หนึ่งคือสิ่งที่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นในปัจเจกบุคคลอื่น ๆ นั่นเอง" เด็กที่เล็กมาก ๆ ยังไม่มีความสามารถในการใช้สัญลักษณ์ที่มีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเขาเล่นด้วยกัน พฤติกรรมของพวกเขามีความคล้ายคลึงกับการเล่นของลูกสุนัข

อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กโตขึ้นพวกเขาจะค่อย ๆ เรียนรู้ในการสวมบทบาทของคนอื่น ๆ ผ่านทางการเล่น "เด็กเล่นเป็นแม่ เป็นครู เป็นตำรวจ นั่นก็คือการสวมบทบาทต่างๆ ที่แตกต่างกัน". เด็กที่กำลังเติบโตและสวมบทบาทเหล่านี้อย่างเล่น ๆ เป็นการสร้างความสามารถในการใส่ตนเองลงในที่ของผู้อื่นที่มีความสำคัญต่อเขา เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาจะไม่เพียงแต่สามารถสวมบทบาทเหล่านี้โดยการกระทำเท่านั้น แต่จะสามารถรับรู้บทบาทเหล่านั้นโดยรับเข้ามาอยู่ในจินตนาการของเขา ข้อสังเกตที่สำคัญในการพัฒนาการทางสังคมของเด็กเห็นได้จากการที่เขาแสดงรูปที่ดูอยู่ให้แก่ผู้ที่นั่งตรงข้าม เขาจะหันรูปภาพนั้นออกไปจากตัวเขาแทนที่จะทำอย่างที่เคยทำมา คือหันรูปภาพนั้นเข้าหาตนเอง โดยเชื่อว่าผู้ที่นั่งตรงข้ามสามารถจะเห็นได้ก็เฉพาะในสิ่งที่ตัวเขาเองมองเห็น

เด็กเล่นในระดับการสวมบทบาทง่าย ๆ เป็นระยะแรกของการเปลี่ยนอย่างช้า ๆ จากการ สื่อสารที่ไม่สลับซับซ้อนของอากัปกิริยา –การที่เด็กวิ่งหนีเมื่อถูกไล่– ไปเป็นความสามารถขั้นวุฒิภาวะ คือการใช้สัญลักษณ์ที่มีนัยสำคัญในการกระทำระหว่างกันกับคนอื่น ๆ หลาย ๆ คน ถึงแม้ว่าเขาเรียนที่จะวางตนเองในตำแหน่งของคู่เล่นของเขาในจินตนาการ แต่ในความคิดเด็กยังไม่ได้เชื่อมโยงบทบาทของคนอื่นๆ นอกเหนือจากตัวเขาเข้าด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงสามารถเข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ของแม่หรือพ่อที่มีต่อตัวเขาเอง แต่ยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่า แม่ของเขาเองไม่ใช่แม่ของพ่อของเขา

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการรับรู้จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กสามารถเล่นได้ในเกมที่มีการจัดระเบียบที่ซับซ้อน เมื่อเขามีบทบาทของผู้เล่นคนอื่น ๆ ทั้งหมดอยู่ในความคิดและสามารถทำการประเมินเกี่ยวกับการตอบสนองที่อาจเกิดขึ้นได้ของคนอื่น ๆ ที่จะมีต่อกันและกันได้ เกมเช่นนั้นต้องสามารถแยกออกได้จากเกมธรรมดา เช่น การเล่นซ่อนหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทของผู้เล่นเพียงสองแบบ หรือหมากเก็บซึ่งผู้เล่นต่างคนต่างเล่น ดังนั้นผู้เล่นไม่ต้องคาดเดาการตอบสนองของคู่เล่น สำหรับเกมซ่อนหา "ทุกคนยกเว้นคนที่กำลังซ่อนเป็นคนที่กำลังล่า เด็กไม่จำเป็นต้องเป็นมากไปกว่าบุคคลที่ถูกล่าและคนล่า" แต่ในเกมซึ่งคนหลาย ๆ คนเล่นบทบาทที่แตกต่างกัน เช่น เกมเบสบอล "เด็กที่สวมบทบาทหนึ่งต้องพร้อมที่จะสวมบทบาทของคนอื่น ๆ ด้วย" เกมเช่นว่านี้ไม่เพียงแตกต่างจากเกมที่มีเพียงสองบทบาทเท่านั้น แต่ยังแตกต่างไปจากสิ่งที่มี้ดเรียกว่า "การเล่น" (play) รวมทั้งแตกต่างจากเกมที่ไม่มีการสวมบทบาทของกันและกัน เช่น หมากเก็บ

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างเกม [ที่ซับซ้อน] กับการเล่น คือ ในเกมเด็กต้องมีทัศนคติของคนอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในเกมนั้น ทัศนคติของผู้เล่นคนอื่น ๆ ซึ่งผู้ร่วมเล่นคนนั้นรับไว้ มีการจัดระเบียบเป็นชุด และระเบียบนั้นเองเป็นตัวควบคุมการตอบสนองของเขา… การกระทำแต่ละครั้งของเขาจะถูกกำหนดโดยการรับรู้ของเขาถึงการกระทำของคนอื่น ๆ ที่กำลังเล่นในเกม สิ่งที่เขาทำถูกควบคุมโดยการที่เขาเป็นคนอื่น ๆ ทุกคนในทีม อย่างน้อยก็ตราบเท่าที่ทัศนคติของคนอื่น ๆ เหล่านั้นมีผลกระทบต่อการตอบสนองแต่ละครั้งของเขา ดังนั้น เราจึงได้ "คนอื่น" ซึ่งเป็นการจัดระเบียบทัศนคติของบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันในกระบวนการเดียวกัน

ความแตกต่างระหว่าง "การเล่น" และ "เกม" อยู่ที่จำนวนของผู้เล่นและการมีกฎหรือไม่มีกฎ การเล่นที่เล่นโดยเด็กเพียงคนเดียวจะไม่มีกฎใด ๆ ส่วนเกมทั้งหลายมีกฎอยู่ แต่จะแตกต่างกันในด้านจำนวนของผู้เล่น เกมที่เล่นสองคนต้องการเพียงการสวมบทบาทแบบง่าย เกมซึ่งเล่นหลาย ๆ คนจำต้องมีการสวมบทบาทของ "บุคคลอื่นทั่วไป" (generalized other) นั่นคือ ผู้เล่นแต่ละคนมีความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เล่นคนอื่น ๆ ทุกคนที่มีต่อกันและกัน และที่มีต่อเขาเองด้วยความช่วยเหลือของกฎที่ใช้บังคับในเกม เด็กได้พัฒนาความสามารถในการสวมบทบาทของผู้เล่นคนอื่น ๆ ทั้งหมด และกำหนดการตอบสนองของเขาเหล่านั้น "กฎเหล่านี้เป็นชุดของการตอบสนองซึ่งทัศนคติหนึ่ง ๆ เรียกร้อง" มี้ดเสนอว่า ระยะสุดท้ายของกระบวนการวุฒิภาวะของเด็กเกิดขึ้นเมื่อบุคคลสวมบทบาทของ "บุคคลอื่นทั่วไป" -ทัศนคติของชุมชนส่วนรวม

สำหรับมี้ด บุคคลที่มีวุฒิภาวะเต็มที่ไม่เพียงคำนึงถึงทัศนคติของบุคคลอื่น ๆ หรือ "บุคคลนัยสำคัญ" (significant others) ที่มีต่อเขาเองและที่มีต่อกันและกันเท่านั้น แต่เขาต้อง "รับรู้ทัศนคติของพวกเขาต่อขั้นตอนต่าง ๆ หรือแง่มุมต่าง ๆ ของกิจกรรมร่วมทางสังคม… ที่พวกเขาผูกพันอยู่ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมที่มีการจัดระเบียบหรือกลุ่มสังคมหนึ่งๆ" ดังเช่น นาทานสัน (Natanson) อธิบายไว้ว่า

"[กฎต่าง ๆ ของเกม] …แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากการสวมบทบาทแบบง่าย ๆ ไปสู่การเข้าร่วมในบทบาทของระเบียบแบบพิเศษและเป็นมาตรฐาน จากกฎเหล่านี้ เด็กจะถูกนำเข้าสู่การบังคับควบคุมของสังคมและโครงสร้างที่ถูกขัดเกลาจนใกล้เคียงกับความเป็นจริงของผู้ใหญ่" "เฉพาะเมื่อเขาสามารถรับทัศนคติของกลุ่มสังคมที่มีการจัดระเบียบซึ่งเขาร่วมอยู่ ที่มีต่อกิจกรรมทางสังคมที่มีการจัดการและมีการร่วมมือกันหรือที่มีต่อทิศทางของกิจกรรมนั้น ๆ ที่กลุ่มทำอยู่เท่านั้น จึงถือได้ว่าเขาพัฒนาตัวตนที่สมบูรณ์แล้ว" ดังนั้นตัวตนที่มีวุฒิภาวะเกิดขึ้นเมื่อ "บุคคลอื่นทั่วไป" ถูกซึมซาบเข้าไปในบุคคลจนกระทั่ง "ชุมชนได้ทำการควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนของชุมชน"

ดังนั้น ตามทรรศนะแนวมี้ดในเรื่องการเกิดขึ้นของความสามารถในการสวมบทบาท ตัวตนที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ผ่านทางการเข้าร่วมของมนุษย์ในขอบเขตที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ต้องไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ตัวตนเป็นองค์ภาวะทางสังคม (social entity) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางสังคมของพัฒนาการจากการสื่อสารด้วยอากัปกิริยาแบบง่ายไปสู่กระบวนการยึดถือ "บุคคลอื่นทั่วไป" ดิวอี้กล่าวถึงความคิดรวบยอดของมี้ดที่เกี่ยวกับ "ตัวตนที่มีจิตสำนึก" ว่า "สำหรับมี้ด ตัวตนที่มีจิตสำนึกเป็นโลกของธรรมชาติที่เริ่มแรกถูกนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคม และต่อมาได้สลายตัวไปสู่การก่อเกิดตัวตนใหม่ขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสร้างโลกของธรรมชาติและสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ขึ้นใหม่ในเวลาต่อมา"

ตามความคิดของมี้ด ธาตุแท้ของตัวตนคือลักษณะสะท้อนกลับ ตัวตนเป็นบุคคลขึ้นมาได้เพราะความสัมพันธ์ที่เขามีต่อคนอื่น ๆ จากความสามารถของบุคคลในการรับทัศนคติของคนอื่น ๆ เข้าไปยังจินตนาการของเขา ทำให้ตัวตนของเขากลายเป็นผู้ถูกกระทำจากการสะท้อนของตนเอง ตัวตนในสภาพทั้งผู้กระทำ (subject) และผู้ถูกกระทำ (object) เป็นส่วนสำคัญของการมีลักษณะเป็นสังคม (being social) ความเป็นปัจเจกที่บุคคลมีลักษณะจำเพาะของแต่ละตัวตนเป็นผลจากการผสมกลมกลืนในลักษณะจำเพาะ (ซึ่งไม่เคยเหมือนกันเลยในแต่ละคู่) ของทัศนคติของคนอื่น ๆ ที่ก่อรูปเป็น "บุคคลอื่นทั่วไป" ดังนั้น ถึงแม้ความเป็นปัจเจกบุคคลมีรากฐานจากความเป็นสังคม คนแต่ละคนก็มีส่วนเกื้อหนุนกระบวนการสังคม

ฉันที่เป็นประธาน (I) และฉันที่เป็นกรรม (me)

มี้ดพยายามอธิบายถึงทรรศนะของเขาเกี่ยวกับพื้นฐานทางสังคมของตัวตนและความเชื่อที่ควบคู่กันที่ว่า "ตัวตนไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยเพียงการจัดระเบียบทัศนคติทางสังคม" โดยการแยกข้อแตกต่างระหว่าง "I" และ "me"

ทั้ง "I" และ "me" จำเป็นต้องสัมพันธ์กับประสบการณ์ทางสังคม แต่ "I" เป็น "การตอบสนองของอินทรีย์ที่มีต่อทัศนคติของคนอื่น ๆ ส่วน ‘me’ เป็นชุดของทัศนคติของคนอื่น ๆ ที่มีการจัดระเบียบซึ่งคน ๆ หนึ่งรับไว้

ทัศนคติของคนอื่น ๆ จะก่อให้เกิด ‘me’ ที่มีการจัดระเบียบและคนจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งนั้นแสดงออกมาเป็น ‘I’ ในฐานะที่เป็น "me" บุคคลจะตระหนักว่าตัวเขาเองเป็นผลของสิ่งที่เขาถือว่าเป็นการประเมินของคนอื่น "me" เป็นตัวตนที่รับรู้และเข้าใจตามทรรศนะของ "บุคคลนัยสำคัญ" และทรรศนะของชุมชนโดยส่วนรวม "me" สะท้อนให้เห็นถึงกฎหมายและจารีต ซึ่งก็คือกฎเกณฑ์ที่มีการจัดระเบียบ และความคาดหวังของชุมชน

ในทางตรงกันข้าม "I" เป็น "คำตอบซึ่งบุคคลตอบต่อทัศนคติที่ผู้อื่นมีต่อเขา เมื่อเขามีทัศนคติต่อคนอื่น ๆ …มันให้ความรู้สึกของอิสรภาพและการริเริ่ม" สิ่งที่ปรากฏในจิตสำนึกเป็นตัวตนในสภาพที่ถูกกระทำเสมอในฐานะของ "me" แต่ "me" ไม่สามารถรับรู้ได้ถ้าปราศจาก "I" ซึ่งเป็นผู้กระทำเพื่อที่ "me" จะได้เป็นผู้ถูกกระทำได้ "I" และ "me" ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเพราะ "I" "เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคิดคำนวณได้ทั้งหมด… และจะเป็นบางอย่างที่แตกต่างจากสิ่งที่สถานการณ์เรียกร้อง เสมอ"

มี้ดเขียนว่า "เราเป็นปัจเจกบุคคลที่เกิดในสัญชาติหนึ่งๆ อาศัยที่จุดพื้นที่ที่แน่นอน มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละคน มีความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบหนึ่ง ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นตัวแทนสภาวการณ์หนึ่ง ๆ ที่ก่อให้เกิด ‘me’ แต่สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการกระทำที่ต่อเนื่องของอินทรีย์ที่มีต่อ ‘me’ มนุษย์เกิดภายในโครงสร้างสังคมที่พวกเขาไม่ได้ก่อ พวกเขาอยู่ในระเบียบทางสถาบันและทางสังคมที่พวกเขาไม่ได้สร้าง พวกเขาอยู่ในระเบียบทางสถาบันและทางสังคมที่ตนไม่เคยกำหนด และพวกเขาถูกบังคับควบคุมโดยข้อจำกัดของภาษา กฎระเบียบ ธรรมเนียม และกฎหมาย ทั้งหมดเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของ ‘me"

แต่ "I" จะมีปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ที่ก่อขึ้นก่อนหน้าในลักษณะเฉพาะเสมอ "ดังเช่น มอนเนด (monad) ในจักรวาลแบบไลบ์นิช (Leibnizian) สะท้อนจักรวาลจากทรรศนะที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสะท้อนแง่มุมหรือทัศนภาพที่แตกต่างกันของจักรวาลนั้น"

สำหรับมี้ด ความคิดเป็น"การรับปัจเจกบุคลเข้าไปอยู่ในกระบวนการทางสังคม" แต่ขณะเดียวกัน "บุคคล.. ก็มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง" ตัวตนโดยส่วนรวมที่ปรากฏในประสบการณ์ทางสังคมเป็นองค์ประกอบของการสะท้อนที่ไม่เปลี่ยนแปลงของ "คนอื่นทั่วไป" ที่อยู่ใน "me" และการเป็นไปเองอย่างไม่สามารถคาดเดาได้ของ "I" นั่นคือเหตุผลที่ว่าตัวตนโดยส่วนรวมจึงเป็นตัวแบบเปิด "ถ้าตัวตนไม่มีมติหรือสภาพทั้งสองแล้วก็จะไม่สามารถมีความรับผิดชอบในจิตสำนึก และไม่มีความแปลกใหม่ในประสบการณ์ได้" มี้ดให้คุณค่าต่อความเป็นอิสระในเจตจำนง (autonomy) ของบุคคล แต่เขามองว่าความเป็นอิสระนั้นเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาโต้ตอบมากกว่าจากความพยายามแยกตัวเองจากผู้อื่น ผู้กระทำที่เป็นมนุษย์พัวพันอยู่ในโลกทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตัวตนที่มีวุฒิภาวะจะแปรเปลี่ยนโลก แม้ในขณะที่เขาตอบสนองต่อมัน

ความคิดของมี้ดค่อนข้างคลุมเครือในเรื่องคำจำกัดความของการกระทำทางสังคม บางครั้งเขาเสนอเหมือนกับว่า การกระทำเหล่านี้จำเป็นต้องเกี่ยวกับความร่วมมือกันระหว่างผู้กระทำ แต่ในบางแห่งมี้ดก็กล่าวถึงการกระทำทางสังคมเมื่อพูดถึงการกระทำระหว่างกันที่มีการแข่งขัน และมีความขัดแย้ง

ครั้งหนึ่งเขาพูดอย่างเฉพาะเจาะจงว่า "ข้าพเจ้าปรารถนา… ที่จะจำกัดการกระทำทางสังคมให้อยู่ในกลุ่มการกระทำซึ่งเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกันของคนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป" แต่ในที่อื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เขาพูดถึงการต่อสู้ในหมู่สัตว์ในฐานะที่เป็นการกระทำทางสังคม กล่าวโดยทั่วไปเหมือนกับว่าในความคิดของมี้ด การกระทำทางสังคมไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะที่ความร่วมมือกัน เพียงแต่การกระทำทางสังคมมีพื้นฐานอยู่บน "สิ่งหรือวัตถุที่เป็นจุดสนใจร่วมกันของบุคคลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง"เสมอ

จากสูตรความคิดดังกล่าว ความขัดแย้งและการแข่งขันรวมทั้งพฤติกรรมการร่วมมือกันอาจจะมองได้ว่าเป็นการกระทำทางสังคมได้เท่า ๆ กัน ตราบเท่าที่การกระทำเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำของแต่ละคนที่คำนึงถึงกันและกัน. จากการอธิบายในแง่นี้เท่านั้นจึงจะทำให้การอธิบายของมี้ดในเรื่องธรรมชาติของการกระทำทางสังคมเชื่อมเข้าได้กับการเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่บ่อย ๆ ของเขา ถึงหน้าที่ที่สำคัญของความขัดแย้งทางสังคมต่าง ๆ สำหรับมี้ดซึ่งเช่นเดียวกับซิมเมล (Simmel) เชื่อว่า ความขัดแย้งและความร่วมมือกันมีสหสัมพันธ์ต่อกันและไม่มีสังคมใดจะดำรงอยู่ได้ถ้าปราศจากสองสิ่งนี้

สังคมมนุษย์ที่พัฒนาและมีการจัดระเบียบอย่างสูง คือสังคมซึ่งสมาชิกแต่ละคนสัมพันธ์กันอย่างหลากหลายในวิถีทางอันซับซ้อนที่แตกต่างกัน ซึ่งพวกเขาทั้งหลายมีผลประโยชน์ร่วมกันหลาย ๆ อย่าง… แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความขัดแย้งไม่มากก็น้อยในผลประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจเป็นผลประโยชน์เฉพาะคน หรือผลประโยชน์ร่วมกันของคนในกลุ่มย่อยและมีขนาดจำกัด

มี้ดผู้วางแนวทาง

งานของมี้ดเต็มไปด้วยข้อเสนอแนะที่นำไปสู่สังคมวิทยาแห่งความรู้ (sociology of knowledge) เขาเป็นผู้ตระเตรียมพื้นฐานให้กับการพิจารณาถึงการเชื่อมโยงทางสังคมวิทยาในเชิงรูปธรรมระหว่างกระบวนการทางสังคมและกระบวนการทางความคิด ซึ่งเขาเน้นเช่นเดียวกับเพื่อนนักคิดปฏิบัตินิยมทั้งหลายถึงกระบวนการทางอินทรีย์ ที่ซึ่งการกระทำทางความคิดทุกอย่างถูกเชื่อมเข้ากับการกระทำของมนุษย์ และความสัมพันธ์ในเชิงการกระทำระหว่างกัน

ดังนั้นจึงเป็นการปฏิเสธการแบ่งแยกอย่างถึงรากถึงโคนระหว่างความคิดและการกระทำ ซึ่งปรากฏในปรัชญาคลาสสิกส่วนใหญ่ เมื่อมี้ดได้พัฒนาความคิดที่ว่า จิตสำนึกเป็นวิวาทะภายในซึ่งถูกดำเนินการโดยสื่อที่เป็นสาธารณะ นั่นคือ ประสบการณ์ส่วนตัวเป็นไปได้จากการใช้สัญลักษณ์ทางสังคมที่มีนัยสำคัญและถูกจัดระเบียบจากจุดยืนของ "บุคคลอื่นทั่วไป"

–มี้ดได้ปูทางสำหรับการค้นคว้าที่ละเอียดต่อไปในการเชื่อมลีลาความคิดแบบต่าง ๆ เข้ากับโครงสร้างทางสังคม มี้ดได้ให้การชี้แนะที่มีคุณค่าสำหรับการค้นคว้าในอนาคตในการเชื่อมวิวาทะรูปแบบต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคลเข้ากับ "จักรวาลของวิวาทะ" (universe of discourse) ของยุคต่าง ๆ ทั้งหมด หรือของช่วงชั้นหรือกลุ่มคนเฉพาะภายในสังคมหนึ่ง ๆ ในการเน้นว่าธรรมชาติจริง ๆ ของความคิดผูกพันกับสถานการณ์ทางสังคมที่ทำให้ความคิดนั้นเกิดขึ้น ถือได้ว่ามี้ดได้สร้างเวทีสำหรับความพยายามศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักคิดและผู้ฟังของเขา

ส่วนที่เกี่ยวกับสังคมวิทยาแห่งความรู้ มี้ดได้ปูทางไว้มากมายสำหรับการค้นคว้าอย่างมีระเบียบในด้านอื่น ๆ ของการศึกษาสังคมวิทยาในอนาคต แม้ว่าเป็นเพียงทางสมมุติฐานและตัวอย่างต่าง ๆ เท่านั้นก็ตาม แนวความคิดของมี้ดในเรื่องการสวมบทบาทคือ การรับทัศนคติของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง การสวมบทบาทนี้ต้องไม่ไปสับสนกับสิ่งที่นักสังคมวิทยาสมัยใหม่เรียกว่า "การกระทำบทบาท" หรือการพยายามกระทำตามความคาดหวังซึ่งถูกกำหนดโดยตำแหน่งเฉพาะหนึ่ง ๆ

อย่างไรก็ตาม แทบจะไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทฤษฎีบทบาทสมัยใหม่จาก ลินตัน (Linton) และพาร์สันส์ (Parsons) ถึง นิวโคมบ์ (Newcomb) และเมอร์ตัน (Merton) ได้ถูกทำให้สมบูรณ์โดยการยืมแนวความคิดของมี้ด ถึงแม้ว่าทฤษฎีกลุ่มอ้างอิงได้เสนอไปไกลกว่าความคิดของมี้ดในการพิจารณาไม่เพียงแต่กลุ่มต่าง ๆ ที่บุคคลเป็นสมาชิกอยู่ แต่พิจารณาถึงกลุ่มต่าง ๆ ที่บุคคลใฝ่ฝันหรือกลุ่มที่เขาถือว่าเป็นจุดอ้างอิงโดยไม่ได้ใฝ่ฝันที่จะเป็นสมาชิก แต่ทฤษฎีนี้ก็เป็นหนี้ต่อมี้ดอย่างมากในการย้ำว่าต้องพิจารณาปัจเจกบุคคลภายใต้แง่มุมของความสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อกลุ่มของ "บุคคลนัยสำคัญ"

ในแง่ทั่วไป ๆ งานของมี้ดได้นำไปสู่จุดจบอย่างน้อยก็ในสังคมวิทยาของสิ่งที่ซิมเมลครั้งหนึ่งเรียกว่า "ความผิดพลาดของการแบ่งแยก" (fallacy of separateness) ซึ่งพิจารณาบุคคลโดยปราศจากการอ้างอิงถึงการกระทำระหว่างกันซึ่งพวกเขาเกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย สำหรับมี้ดไม่มีมอนเนดที่ปราศจากหน้าต่าง* เคยปรากฏอยู่ในโลกทางสังคม

[ไม่มีมอนเนดที่ปราศจากหน้าต่าง เป็นวลีที่พากพิงถึงความคิดของไลบ์นิซที่เชื่อว่า โลกประกอบด้วยมอนเนดจำนวนมากและหลากหลาย แต่ละมอนเนดมีความจริงและสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน จึงเป็นเสมือนโลกปิดที่ไม่มีหน้าต่างติดต่อกับโลกภายนอก ในที่นี้หมายความว่า สำหรับมี้ด ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่โดดเดี่ยว -ผู้แปล]

ถ้าจะใช้คำกล่าวของมาร์ติน บับเบอร์ (Martin Buber) ก็คือ ไม่เคยมีฉันที่ปราศจากเธอ ตนเองไม่สามารถรับรู้ถึงความเป็นตนเองได้ถ้าปราศจากผู้อื่น และตัวตนสามารถมองได้ดีที่สุดในแง่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อที่ชัดเจนในสนามแห่งการกระทำระหว่างกันทางสังคม แนวคิดที่เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์นี้ปัจจุบันได้กลายเป็นลักษณะพื้นฐานสำคัญของการคิดที่ปรารถนาที่จะเรียกตนเองว่า สังคมวิทยา แม้ว่ามี้ดไม่ใช่ผู้เดียวที่ได้ตระเตรียมให้เกิดแนวความคิดนี้ แต่เขาเป็นคนหนึ่งที่เป็นแหล่งที่มาของความคิดหลัก ๆ อย่าง แน่นอน

อาจจะไม่จำเป็นเท่าใดนักที่ต้องพูดถึงสิ่งมี้ดเกื้อหนุนต่อระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ … มี้ดควรจะได้รับการยกย่องนับถือพอ ๆ กับคูลี่ย์ และพวกปฏิบัตินิยมคนอื่น ๆ ที่ได้ช่วยเน้นถึงความจำเป็น"ในการพิจารณาสถานการณ์จากทรรศนะของผู้กระทำเสมอ" สำหรับมี้ดเช่นเดียวกับเวเบอร์ (Weber) ที่เสนอว่า เมื่อนักสังคมวิทยาอ้างถึงความหมาย เขาหมายถึงความหมายเชิงอัตวิสัยที่ผู้กระทำให้ต่อการกระทำของพวกเขา

ขณะที่ทฤษฎีของคูลี่ย์หันเหทิศทางอย่างเสี่ยงต่ออันตรายเข้าไปใกล้กับอัตวิสัยนิยมและทรรศะที่เชื่อว่าบุคคลจะมีความรู้ได้เฉพาะที่เกี่ยวกับตัวตนเท่านั้น (solipsistic view) มี้ดยังคงยึดมั่นกับวัตถุวิสัยนิยมเชิงสังคม (social objectivism) อย่างเหนียวแน่น สำหรับมี้ดโลกของความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีการจัดระเบียบนั้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนตามหลักฐานที่เป็นวัตถุวิสัยเช่นเดียวกับในโลกกายภาพ เขาไม่ได้พยายามสร้างโลกใหม่ผ่านการสำรวจความคิดภายในตนเอง เช่นที่คูลีย์พยายามทำ เขาถือเป็นข้อมูลพื้นฐานว่า "ชีวิตทางภววิสัยของสังคม" มีอยู่ ซึ่งเป็นภาระของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษา

มี้ดเสนอว่าสังคมไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางความคิด แต่เป็น "สภาพทางภววิสัยของประสบการณ์" ความแตกต่างของนักคิดที่มีความคิดสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนี้สามารถอธิบายได้จากสถานการณ์แห่งชีวิตที่แตกต่างกันของคนทั้งสอง และสภาพซึ่งจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในเนื้อหาต่อ ๆ ไป…

 

โป๊ – เปลือย – ลามก – อนาจาร

 
 ประวัติความเป็นมาของเรื่องโป๊-เปลือย-ลามก-อนาจาร ตั้งแต่ยุคกรีก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
 

1. ประวัติความเป็นมาของเรื่องโป๊และเปลือย

คำว่า"โป๊"(Pornography) : ศัพท์คำนี้ ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจกันว่าหมายถึง การนำเสนอเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นไปในลักษณะกามวิสัย(erotic)ในสื่อประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะในหนังสือ สิ่งพิมพ์ ภาพถ่าย ภาพเขียน รูปปั้น ภาพยนตร์ หรืออื่นๆ. ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ สื่อเหล่านี้เป็นผลงานต่างๆที่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ต้องการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวหรือความเร่าร้อนทางเพศนั่นเอง(cause sexual excitement).

คำว่า pornography (โป๊) มาจากศัพท์ภาษากรีกคือคำว่า Porni (prostitude – โสเภณี) บวกกับคำว่า Graphein (to write – เขียน) รวมแล้วหมายถึง "การเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของโสเภณี". จะเห็นได้ว่าแรกเริ่มนั้น ศัพท์คำนี้ก็ได้ถูกนิยามขึ้นมาให้หมายถึงผลงานศิลปะหรือวรรณกรรมใดๆก็ตาม ที่ได้วาดหรือบรรยายถึงชีวิตของบรรดาโสเภณีมานับตั้งแต่ต้น

อันที่จริง พวกเราต่างมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับต้นตอกำเนิดและรูปลักษณ์ต่างๆในช่วงแรกๆเกี่ยวกับเรื่องภาพโป๊หรือภาพเปลือย ทั้งนี้เพราะ ตามขนบธรรมเนียมแต่เดิม ภาพหรือผลงานดังกล่าว มันไม่ได้ถูกคิดว่าเป็นสิ่งซึ่งทรงคุณค่าในเชิงศิลปะแต่อย่างใด และเป็นสิ่งที่สมควรจะได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมา หรือมีค่าควรแก่การเก็บรักษาเอาไว้ ดังนั้น วัตถุพยานในเรื่องดังกล่าวจึงสูญหายไปเป็นจำนวนมาก

แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งในพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้นมาครั้งแรก เกี่ยวกับเรื่องโป๊ในวัฒนธรรมตะวันตก สามารถถูกค้นพบได้ในเพลงที่มีเเนื้อร้องที่แฝงด้วยถ้อยคำที่ลามกอนาจาร(salacious song) ซึ่งแสดงกันในหมู่ของชนชาวกรีกโบราณในงานเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติแก่เทพ Dionysus (เทพแห่งสุราเมรัย และความบันเทิง)

ส่วนหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เกี่ยวกับภาพเขียนที่เป็นภาพโป๊-เปลือยในวัฒนธรรมของชาวโรมัน ได้ถูกค้นพบในเมือง Pompeii, ซึ่งผลงานดังกล่าวเป็นงานจิตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกามวิสัยหรืออีโรติค ที่มีอายุอยู่ในราวคริสตศตวรรษที่ 1 ปกคลุมอยู่บนฝาผนังในอาคารต่างๆ เพื่อเป็นการสักการะบูชาต่อเทพ Bacchus ภาพที่ค้นพบส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นถึงงานปาร์ตี้อันสนุกสนาน และมีการร่วมประเวณีกันอย่างสับสนปนเป หรือที่เรียกกันว่าbacchanalian orgies.

ส่วนผลงานคลาสสิคเกี่ยวกับงานเขียนที่เป็นเรื่องโป๊-อนาจารเป็นผลงานของกวีชาวโรมันชื่อ Ovid ในเรื่อง Ars amatoria (Art of Love), หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวเนื่องกับศิลปะของการจูงใจให้มีการร่วมเพศ(seduction), ลักลอบเป็นชู้(intrigue), และการกระตุ้นปลุกปั่นให้เกิดความรู้สึกทางเพศ(sensual arousal).
[หมายเหตุ : การที่ชาวโรมันส่งเสริมในสิ่งเหล่านี้ เป็นผลเนื่องมาจากความต้องการประการหนึ่งที่จะเพิ่มจำนวนประชากร]

พอมาถึงช่วงระหว่างยุคกลางของชาวยุโรป ซึ่งศาสนาคริสต์ได้ขึ้นมามีอำนาจ (แม้ว่าด้านหนึ่ง ศาสนาคริสต์จะไม่ไว้ใจในเรื่องของเรือนร่าง เพราะถือว่าร่างกายของมนุษย์ไม่ใช่ความบริสุทธิ์) เรื่องโป๊ ดูเหมือนว่าได้ถูกทำให้แพร่สะพัดและขยายออกไปอย่างกว้างขวาง แต่เป็นไปในลักษณะที่ชื่อเสียงไม่ค่อยดี ส่วนมากแล้วจะพบได้ในการแสดงออกที่เป็นปริศนา(riddles), เรื่องตลกโปกฮา, เรื่องตลกหยาบคาย(doggerel), หรือแม้กระทั่งบทประพันธ์ในลักษณะของการเสียดสีและเหน็บแนมต่างๆ(satirical verses).

ยกเว้นกรณีพิเศษที่เด่นชัดอันหนึ่งก็คือ the Decameron of Giovanni Boccaccio, บางส่วนของนิทานร้อยเรื่องของเขานั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกามโลกีย์ที่แหกคอกออกไปจากธรรมชาติ. แต่ตามปกติแล้ว โครงเรื่องหรือแนวเรื่องสำคัญหลักอันหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องโป๊-เปลือยในสมัยกลาง จริงๆแล้ว ต้องการให้บรรดาพระทั้งหลายและสมาชิกทางศาสนา พร้อมด้วยผู้รับใช้ต่างๆของศาสนาจักรได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ ในฐานะที่เป็นการแสดงของมายาและการหลอกลวงต่างๆในตัวมนุษย์นั่นเอง

การประดิษฐ์ผลงาน สิ่งพิมพ์ที่มีแนวเรื่องดังกล่าว ได้เกิดขึ้นมาเช่นกัน มันเป็นผลงานที่พิมพ์ขึ้นเกี่ยวกับเรื่องโป๊ที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา. สิ่งเหล่านี้บ่อยครั้ง มักจะบรรจุไปด้วยปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆเกี่ยวกับความขบขันและเรื่องรักๆใคร่ๆ และได้รับการเขียนขึ้นเพื่อให้ความบันเทิง ในเวลาเดียวกันนั้นก็ต้องการกระตุ้นปลุกเร้าทางเพศด้วย

ส่วนมากของผลงานเหล่านี้ สามารถย้อนกลับไปได้ถึงงานเขียนคลาสสิค ซึ่งได้ทำขึ้นมารับใช้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือเยียวยา เพื่อรักษาผู้คนที่ประสบปัญหาในเรื่องความรัก หน้าที่สำคัญของมันก็คือ เป็นการฟื้นคืนความบันเทิงและมาทำหน้าที่คลายความเศร้าเสียใจของการแต่งงานที่หลอกลวงและการนอกใจ

หนังสือเรื่อง The Heptameron of Margaret of Angouleme ก็มีลักษณะในทำนองเดียวกันกับเรื่อง the Decameron ซึ่งได้ใช้กลวิธีการนำเสนอโดยกลุ่มคนที่มาเล่านิทานต่างๆให้ฟัง ในบางเรื่องของนิทานเหล่านี้เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องลามกอนาจาร

ในยุโรปคริสตศตวรรษที่ 18 ปรากฏว่าผลงานวรรณกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเนื้อหาแนวเรื่องโป๊เปลือยในยุค modern แรกๆ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ที่ได้รับการผลิตขึ้นมา ต่างก็ขาดแคลนในเรื่องคุณค่าเชิงวรรณกรรม และถูกคิดขึ้นมาเพียงกระตุ้นปลุกเร้าความตื่นเต้นทางเพศเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็ได้ทำให้เกิดธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามมา ในช่วงนั้นได้มีการค้าขายและการแลกเปลี่ยนใต้ดินเล็กๆในผลงานภาพโป๊ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น จนกระทั่งมันได้กลายเป็นพื้นฐานของการพิมพ์ที่แยกตัวออกไปต่างหาก จากธุรกิจหนังสือในประเทศอังกฤษ

ยุคคลาสสิคของช่วงนี้ได้มีการอ่านเรื่อง Fanny Hill; หรือ Memoirs of a Woman of Pleasure (1749) ของ John Cleland. ในช่วงประมาณเวลาใกล้ๆกัน ศิลปะกราฟิคที่เกี่ยวกับภาพอีโรติคหรือภาพกามวิสัยเริ่มมีการผลิตกันขึ้นมาอย่างกว้างขวางในกรุงปารีส, ซึ่งในท้ายที่สุด ก็ได้เผยแพร่ออกไปและเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยเป็นที่รู้จักกันในนาม French postcards.

2. ภาพโป๊ในสมัยวิคตอเรียและสมัยใหม่

ในขณะที่เรื่องราวและภาพ"โป๊"เฟื่องฟูอยู่นั้น ในเวลาเดียวกัน ผลงานเหล่านี้ก็ได้รับการดูหมิ่นเกลียดชังด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยวิคตอเรียน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ บางทีอาจจะเนื่องมาจากข้อห้ามต่างๆซึ่งมีอยู่ทั่วไปในจารีตดังกล่าว ซึ่งได้ตั้งข้อรังเกียจเกี่ยวกับหัวข้อทางเพศ ซึ่งถือกันว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ไม่ควรจะนำมาเปิดเผยในที่แจ้งกับผู้คนและสังคมในสมัยนั้น

ในปี ค.ศ.1834 ซึ่งมีการสำรวจกันในกรุงลอนดอน ปรากฏว่ามีร้านค้าเกี่ยวกับเรื่อง "โป๊"ถึง 57 ร้านเฉพาะเพียงถนน Holywell Streeet เพียงสายเดียวเท่านั้น. ผลงานที่เด่นชัดชิ้นหนึ่งของสมัยวิคตอเรียนที่เกี่ยวกับเรื่องโป๊-อนาจารก็คือหนังสือเล่มใหญ่และไม่ระบุชื่อคนเขียน อันเป็นอัตชีวประวัติของบุคคลนิรนาม เรื่อง My Secret Life (1890).

เนื้อหาของหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นบันทึกเหตุการณ์ตามลำดับเวลาทางสังคมในช่วงหนึ่ง เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ข้างใต้ผิวหน้าของสังคม Puritanical (พวกที่เคร่งครัดในศาสนา) และการบรรยายถึงรายละเอียดถี่ยิบเกี่ยวกับชั่วชีวิตของสุภาพบุรุษชาวอังกฤษคนหนึ่ง ซึ่งได้ดำเนินชีวิตไปตามความพึงพอใจทางเพศ.

พัฒนาการต่อมาหลังจากสมัยวิคตอเรียนเกี่ยวกับเรื่อง"โป๊" และช่วงหลังๆ ซึ่งได้มีการคิดประดิษฐ์ภาพเคลื่อนไหวขึ้นมา ได้เป็นการส่งเสริมสนับสนุนอย่างมาก ต่อการแพร่ขยายเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องราวต่างๆในด้านนี้. เรื่อง"โป๊"ในคริสตศตวรรษที่ 20 เป็นสิ่งซึ่งไม่เคยมีแบบอย่างที่เป็นเช่นนี้มาก่อนเกี่ยวกับสื่อที่ใช้ และผลงานเป็นจำนวนมากมายได้มีการผลิตขึ้น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

งานเขียนหรืองานวรรณกรรมที่เกี่ยวกับเรื่อง"โป๊" มาถึงสมัยนี้ได้รับการแทนที่โดยภาพตัวแทนทางสายตาอย่างเปิดเผย เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของกามตัณหา หรืออีโรติค ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขาดเสียซึ่งคุณค่าทางศิลปะหรือคุณค่าทางสังคมโดยประการทั้งปวง

เรื่องหรือภาพ"โป๊" ถือเป็นเป้าอันหนึ่งที่ถูกโจมตีมานับตั้งแต่อดีต มันได้ตกเป็นเป้าหมายอันยืนยงมายาวนาน ที่จะต้องได้รับการลงโทษทางศีลธรรมและทางกฎหมาย (มูลเหตุประการหนึ่ง เป็นความเชื่อที่แฝงมาจากนัยะทางศาสนาคริสตซึ่งไม่เชื่อและไว้วางใจเกี่ยวกับเรือนร่าง – ร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งสกปรก หมักหมม ที่ไม่บริสุทธิ์ -) ว่า เป็นต้นตอหรือสาเหตุหลักที่จะน้อมนำไปสู่ความเสื่อทรามและความชั่วร้ายของเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ และอาจเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่การก่ออาชญากรรมทางเพศได้

ในบางครั้ง ผลงานชิ้นสำคัญต่างๆทางศิลปะที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือแม้แต่ มันจะมีนัยะที่สำคัญทางศาสนาก็ตาม ก็อาจถูกห้ามโดยรัฐหรืออำนาจศาลไม่ให้เผยแพร่ได้ ทั้งนี้เพราะผลงานเหล่านี้ ถูกพิจารณาว่า เป็นเรื่อง"โป๊"(ลามกอนาจาร)ภายใต้สมมุติฐานต่างๆที่จะนำไปสู่ความเสื่อมทรามของมนุษย์. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงปัจจุบันสมมุติฐานต่างๆเหล่านั้น กลับได้รับการท้าทายบนพื้นฐานทางกฎหมายและวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม, การผลิต การเผยแพร่ หรือการครอบครองเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวกับเรื่อง"โป๊" บางทีอาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ในหลายๆประเทศ ภายใต้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่อง "ความลามกและอนาจาร"(obscenity).

3. สื่อลามก-อนาจาร และข้อพิจารณาทางกฎหมาย

ศัพท์คำว่า"ลามก-อนาจาร"(obscenity) โดยทั่วไปแล้ว หมายถึงการล่วงละเมิดหรือกระทำผิดต่อความรู้สึกของสาธารณชน ในเรื่องของความบังควรกับธรรมเนียมปฏิบัติ. ความสำคัญทางสังคมของมันวางอยู่ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการตรวจสอบ(censorship)และข้อบัญญัติทางกฎหมาย. ผลงานใดก็ตาม ที่ได้รับการระบุว่าลามก-อนาจาร โดยทั่วไปแล้วจะถูกกำจัดหรือปราบปรามเพื่อไม่ให้มีการกระทำที่ส่อไปในทางนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งพิมพ์หรือโฆษณาที่มีการเปิดเผยทางเพศที่กระทำออกมาอย่างโจ่งแจ้ง หรือมีเนื้อหาสาระหยาบคาย

"ความลามก-อนาจาร"นั้น ก็เหมือนกับ"ความงาม" กล่าวคือมันอยู่ในสายตาของผู้ดู ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยพยานหลักฐานต่างๆ โดยไม่อาจหลบเลี่ยงได้ และ"ความลามก-อนาจาร"นี้ยังเป็นเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจด้วย แต่ไม่นับเป็นความพอใจอย่างเดียวกับ"ความงาม".

ในช่วงแรกของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ประเทศในยุโรปส่วนมากถือว่า สื่อลามก-อนาจารเป็นอาชญากรรม และอาชญากรรมเกี่ยวกับการผลิตหรือการเผยแพร่วัสดุที่เป็นสื่อลามก-อนาจารที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติทางเพศ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างพบเห็นได้ทั่วไปอันหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษ เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ สื่อลามก-อนาจารจะถูกปราบปรามโดยพวก Puritan (นิกายศาสนาที่เคร่งครัดเน้นความบริสุทธิ์) การแสดงลามกหรืออนาจาร ตามโรงละครต่างๆในช่วงครึ่งแรกของคริสตศตวรรษที่ 17 จะถูกห้ามและกำจัด เพราะเหตุว่า การกระทำใดๆก็ตามที่ประพฤติออกมาหรือส่อไปในทางนั้น จะถือเป็นการกระทำที่เป็นการต่อต้านศาสนา หรือการกระทำที่เป็นภัยต่อความสงบเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1727 ได้มีการฟ้องร้องอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องลามก-อนาจารขึ้นมาในศาลเรื่องหนึ่ง และมีการระบุว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องทางโลก(ฆราวาส) เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสื่อสิ่งพิมพ์และการพิมพ์เผยแพร่ในเรื่องลามก-อนาจาร. หลังจากนั้นเป็นต้นมา เรื่องลามก-อนาจารจึงกลายเป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็นการกระทำผิดที่ฟ้องร้องกันโดยกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ

ข้อห้ามเกี่ยวกับเนื้อหาทางเพศ กลายมาเป็นบทบัญญัติในสหราชอาณาจักรขึ้นมาเป็นครั้งแรก ด้วยพระราชบัญญัติที่เรียกว่า Obscene Publications Act (พระราชบัญญัติการพิมพ์และการโฆษณาเกี่ยวกับสื่อลามก-อนาจาร)ในช่วงปี ค.ศ.1857. อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ มิได้มีการบรรจุนิยามความหมายเกี่ยวกับความลามก-อนาจารเอาไว้อย่างชัดเจน

สำหรับนิยามของความลามก-อนาจาร จริงๆแล้ว เกิดขึ้นตามมาราวปี ค.ศ.1868 ใน Regina v. Hickin, ซึ่งเป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับสื่อลามก-อนาจารต่างๆ โดยได้ระบุลงไปว่า "เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมทรามและความชั่วร้ายต่อจิตใจของผู้คน ซึ่งเปิดรับต่ออิทธิพลต่างๆอันไม่ถูกต้องทางศีลธรรม"(deprave and corrupt those whose minds are open to such immoral influences).

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ข้อพิจารณาข้างต้นนี้จะทำหน้าที่เป็นหลักการหรือเครื่องมือในการตรวจสอบสื่อต่างๆ โดยแยกเอาส่วนที่มีพฤติการอันส่อเจตนาไปในทางนั้น ออกมาจากบริบทของเรื่องราวทั้งหมด เช่น นำเอาข้อพิจารณาข้างต้นมาใช้ตัดสินตอนๆหนึ่งของผลงานที่ดึงออกมาจากเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด

ทัศนะอันนี้มีมาก่อนการออกกฎหมายต่อต้านสื่อลามก-อนาจารในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นขึ้นด้วย the Comstock Law (กฎหมายเกี่ยวกับระเบียบอันเคร่งครัด)ในปี ค.ศ.1873, ซึ่งได้มีการขยายความเพิ่มเติมในปี ค.ศ.1895 ในพระราชบัญญัติ Mail Act ที่สาระสำคัญก็คือ รูปแบบการฟ้องร้องของมันนั้น หากกระทำผิดจริงจะต้องมีการเสียค่าปรับและการจำคุกบุคคลคนนั้น ที่มีการส่งหรือรับ"สิ่งลามก-อนาจาร" อันกระตุ้นกำหนัด หรือ"สิ่งพิมพ์โฆษณาที่เป็นเรื่องลามก-อนาจาร"

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนเกี่ยวกับนิยามความหมายต่างๆได้เกิดขึ้นตามมาอีก ซึ่งได้แสดงออกมาให้เห็นในกรณีต่างๆที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา. จวบจนกระทั่งช่วงมาถึงกลางคริสตศตวรรษที่ 20 นิยามเกี่ยวกับความลามก-อนาจารของสหราชอาณาจักร ใน Regina v. Hickin จึงค่อยได้รับการนำมาประยุกต์ใช้.

ในปี ค.ศ.1934 ใน U.S.v. One Book Entitled "Ulysses", ศาลอุทธรณ์ซึ่งเปิดการพิจารณาในตำบลหนึ่ง ๆ เฉพาะเวลาที่มีผู้พิพากษาเดินทางไปฟัง(a New York circuit court of appeals) ถือว่าบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องลามก-อนาจาร มิใช่เนื้อหาที่แยกออกมาโดดๆ อย่างเช่น พิจารณาเพียงแค่ตอนใดตอนหนึ่งในหนังสือ แต่ควรจะเป็น"การพิมพ์โฆษณาอันหนึ่งที่ถูกหยิบมาพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด ที่มีผลกระทบหรือส่อไปในทางกระตุ้นตัณหา"(libidinous effect – มีผลกระทบในเชิงก่อให้เกิดราคจริต)

ในปี ค.ศ.1957, ใน Roth v. U.S., ศาลสูงของสหรัฐได้มีการลดหย่อนพื้นฐานการนิยามความหมายอันนี้ลงเกี่ยวกับสิ่งลามก-อนาจาร. แต่อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1966 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง Fanny Hill (ของ John Cleland – (1749))โดยประกาศออกมาว่า ผลงานชิ้นใดก็ตาม ที่จะถูกถือว่าเป็นงานลามก-อนาจารก็ต่อเมื่อ ผลงานชิ้นนั้น "โดยที่สุดแล้ว มันปราศจากคุณค่าทางสังคมใดๆที่มาชดเชยกันได้อย่างคุ้มค่า"(utterly without redeeming social value) จะถือว่าผลงานนั้น เป็นสื่อลามก-อนาจาร

ใน Miller v. California(1973) ศาลได้ละทิ้งข้อวินิจฉัยชี้ขาดในปี 1966 และได้ประกาศว่า มันจะไม่มีการต่อสู้เพื่อปกป้องผลงานชิ้นหนึ่งชิ้นใดที่มี"คุณค่าทางสังคมที่มาชดเชยได้บางอย่าง" และเพราะฉะนั้น รัฐอาจห้ามการตีพิมพ์หรือขายเกี่ยวกับผลงานต่างๆ "ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมทางเพศในหนทางที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจหรือมีการล่วงละเมิดอย่างชัดแจ้ง และการตีพิมพ์ผลงานนั้น เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว มันไม่ได้มีความจริงจังทางวรรณกรรม, ทางศิลปะ, คุณค่าทางการเมือง หรือทางด้านวิทยาศาสตร์ใดๆ". จะเห็นว่า แนวโน้มนี้ได้มาเน้นที่คุณค่าทางศิลปะ การเมือง และวิทยาศาสตร์ โดยตัดเรื่องการชดเชยลงไป

ปัจจุบัน ยังมีประเทศต่างๆอีกมากมายที่ได้มีการรับเอาการออกกฏหมายการสั่งห้ามวัสดุลามก-อนาจารมาใช้ ดังเช่น พื้นฐานกฎหมายควบคุมซึ่งผ่านมาทางกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรม. แต่ในหลายๆประเทศกลับมีวิธีปฏิบัติที่ต่างออกไป กล่าวคือมีการตระเตรียมกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการโดยขนบธรรมเนียมต่างๆ การบริการทางไปรษณีย์ กรรมการท้องถิ่นหรือกรรมการแห่งชาติ สำหรับการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือการแสดงบนเวทีต่างๆ

เท่าที่สำรวจ ในทศวรรษที่ 1990s มากกว่า 50 ประเทศได้มีการรวมตัวกันเพื่อทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างชาติสำหรับการควบคุมเกี่ยวกับการพิมพ์และการโฆษณาเผยแพร่สื่อลามก-อนาจาร. ที่น่าสนใจ การประชุมอันนี้กระทำขึ้นโดยปราศจากการให้นิยามใดๆเกี่ยวกับสื่อลามก-อนาจารออกมาอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะมันเป็นที่ตกลงกันว่า การตีความเกี่ยวกับสื่อลามกนั้น มันเรื่องที่เกี่ยวข้องกับขนบประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งมีความลักลั่นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ด้วยเหตุนี้ การให้นิยามจึงความผิดแผกกันไปในแต่ละประเทศ เช่นที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ในโลกอาหรับ กับโลกตะวันตก.

3. ศิลปะอีโรติกา (งานศิลปะกามวิสัย)

Erotica art สำหรับคำว่า Erotica เป็นชื่อเรียก ซึ่งใช้เรียกขานผลงานทางด้านศิลปะ งานเขียน หรือภาพถ่าย หรือการแสดงต่างๆ – ที่ได้จำลองเรื่องทางเพศออกมาอย่างแจ่มแจ้ง แต่ในเวลาเดียวกัน มันได้ครอบครองหรือคงไว้ซึ่งคุณค่ามากพอที่จะหนีรอดไปจากการตำหนิหรือประณามว่า เป็นภาพโป๊(pornography)หรืออนาจาร(obscenity)ไปได้

สำหรับคำว่า Erotica เดิมทีมาจากคำว่า Eros อันเป็นชื่อเทพเจ้าของกรีกที่เกี่ยวข้องกับความต้องการ-ความปรารถนาในเรื่องความรักที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องทางเพศ เทพองค์เดียวกันนี้ชาวโรมันทั้งหลายเรียกว่า Cupid

ในส่วนของคำว่า Erotica จริงๆแล้ว ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นมาในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้มันได้รับการคิดศัพท์คำนี้ขึ้นมาโดยบรรดาคนขายหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ผู้ซึ่งต้องการที่ปรับให้งานวรรณกรรมที่ส่อไปในเรื่องทางเพศเป็นที่น่าเคารพมากขึ้น เนื่องจากความลามก-อนาจารของมันดังกล่าว อาจจะถูกตำรวจจับกุมนั่นเอง

และจวบจนกระทั่งในคริสตศตวรรษที่ 20 มานี้นี่เอง บรรดาศิลปินหลายคนได้สร้างงาน Erotica ของพวกเขาขึ้นมาอย่างประหม่าขวยเขิน แม้มันจะเป็นแนวคิดที่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อจำแนกสิ่งที่มีคุณค่าซึ่งตกทอดมาของอดีต. ผลงานต่างๆที่มีคุณค่าเชิงศิลปะ, เชิงสังคม, หรือประวัติศาสตร์ในแนวนี้ล้วนเรียกกันว่า ภาพ Erotica แต่ถ้าปราศจากซึ่งคุณค่าดังกล่าวแล้วก็จะเป็น"ภาพโป๊"(pornography)ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

ความแตกต่างนั้น บ่อยครั้งเป็นเรื่องของรสนิยม และรสนิยมต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา. บรรดานวนิยายสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก, รวมทั้งเรื่อง ULYSSES ของ James Joyce (1922), เรื่อง LADY CHATTERLEY’S LOVER ของ D.H. Lawrence (1928), และเรื่อง LOLITA ของ Vladimir Nabokov (1955) ถือกันว่าเป็นเรื่องโป๊ทั้งสิ้น เมื่อแรกที่นวนิยายเหล่านี้ปรากฏขึ้นมา. แต่ต่อมาภายหลังกลับพบว่า นวนิยายเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าเชิงศิลปะและสังคม ซึ่งอยู่ในข่ายของงานศิลปะที่เรียกว่าอีโรติค

มีอยู่หลายต่อหลายกรณีมาก ที่ความตั้งใจของศิลปินได้ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นบรรทัดฐานเบื้องต้น. ถ้าหากว่าผลงานอันนั้นถูกตั้งใจเพียงเพื่อปลุกเร้าความสนใจหรือความพึงพอใจทางเพศอย่างเดียว โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นเลย ผลงานนั้นก็ไม่มีคุณค่าอะไร และสมควรที่จะละทิ้งไปได้ในฐานะที่เป็นเรื่องเหลวไหลหรือไร้สาระ แต่ถ้าหากว่า ศิลปินมุ่งที่ต้องการจะสำรวจในเรื่องทางเพศอย่างจริงจัง (ซึ่งอาจไปเกี่ยวพันกับเรื่องทางจิตวิทยาหรือสังคมวิทยา ที่อาจไม่จำเป็นต้องชัดเจนเหมือนงานทางวิชาการ) ผลงานชิ้นดังกล่าวสมควรที่จะได้รับการเรียกขานว่า erotica. แต่อย่างไรก็ตาม สาระอันนั้นมันยังค่อนข้างจะคลุมเครืออยู่

ในช่วงปี 1989-1990 มีงานนิทรรศการของ Robert Mapplethorpe ในประเด็นที่เกี่ยวกับ homoerotic photographs (ภาพถ่ายเกี่ยวกับโฮโมอีโรติค หรือเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน) งานนิทรรศการครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการปะทุทางอารมณ์และความเกรียวกราวของสาธารณชนมาก และนอกจากนี้ มันยังได้นำไปสู่ความขัดแย้ง การทะเลาะกัน และความหัวเสียเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ที่ต่อเนื่องยาวนานต่อมาพอสมควร
[หมายเหตุ :ความรังเกียจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีต่อเพศเดียวกัน หากสืบย้อนกลับไป จะไปเกี่ยวพันถึงแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในช่วงต้น ที่ต้องอาศัยแรงงานเป็นจำนวนมากเพื่อมาทำงานกับเครื่องจักร และความเชื่อที่ถูกประนามในศาสนาคริสต์]

4. ภาพอีโรติคในวัฒนธรรมตะวันออก

วัฒนธรรมที่ไม่ใช่ตะวันตกอันหลายหลาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมตะวันออก นับแต่โบราณเป็นต้นมา ต่างครอบครองหรือเป็นเจ้าของขนบประเพณีโบราณต่างๆบางอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะอีโรติคอันนี้เอาไว้ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่โต้เถียงกันในตะวันตก

ในคริสตศตวรรษที่ 20 ชาวตะวันตกได้มีการตีพิมพ์ภาพ erotica art โดยทำขึ้นมาในรูปของหนังสือที่มีราคาแพง. ภาพสลักหินแบบเหมือนจริงที่มีคุณค่าอย่างสูงในรัฐ Orissa ในอินเดียตะวันออก, งานเหล่านี้นับอายุย้อนกลับไปถึง อย่างน้อยก็คริสตศตวรรษที่ 1 เลยทีเดียว. งานภาพสลักเหล่านี้ถูกทำให้สัมพันธ์กับลัทธิบูชาพระกฤษณะ(Krishna) ซึ่งยังได้ให้กำเนิดขนบประเพณีต่างๆของจิตรกรรมแบบอีโรติคด้วย(ดูภาพประกอบที่ 1), รวมทั้งกวีนิพนธ์, และการร่ายรำ.

กามสูตร(KAMA-SUTRA)[อ่านเพิ่มเติมในภาคผนวก], คัมภีร์สันสกฤตเกี่ยวกับเรื่องความรักได้รับการเขียนขึ้นมาในระหว่างคริสตศตวรรษที่ 4-7, ได้กลายเป็นเรื่อง erotic ของคนขายหนังสือเมื่อ Sir Richard Burton ได้แปลมันไปสู่ภาษาอังกฤษในปี ค.ศ.1883

สำหรับขนบประเพณีต่างๆเกี่ยวกับอีโรติคของจีน และญี่ปุ่นก็มีความเก่าแก่มานานแล้วเช่นกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางโลกมากกว่าเป็นเรื่องทางศาสนาหรือความศักดิ์สิทธิ์(secular rather than sacred). ในญี่ปุ่นสมัยเอโดะ(ราวคริสตศตวรรษที่ 17-19) เราจะได้พบเห็นความเจริญและความเฟื่องฟูอันหนึ่งของกวีนิพนธ์อีโรติค รวมทั้งนวนิยายทำนองเดียวกันนี้ และงานจิตรกรรมในเนื้อหาดังกล่าว. สำหรับเรื่องที่แต่งขึ้นเกี่ยวกับอีโรติคของจีนและงานทางด้านทัศนศิลป์ นับย้อนกลับไปถึงคริสตศตวรรษที่ 16 และก่อนหน้านั้น. นอกจากนี้ยังมีภาพอีโรติคเป็นจำนวนมากในกวีนิพนธ์อิสลามิกในช่วงยุคกลางด้วยเช่นกัน.

และเมื่อมองในสายตาที่เป็นไปในด้านตรงข้ามเชิงผกผัน จะพบว่าว่า ในคริสตศตวรรษที่ 20 บรรดาผู้จำหน่ายจ่ายแจกเรื่อง erotica ของตะวันออกไปสู่ตะวันตกได้บ่มเพาะความเป็น puritanical (เกี่ยวกับความเคร่งครัดในทางศาสนาอย่างบริสุทธิ์)อย่างมีนัยสำคัญขึ้นมาด้วย

5. ภาพอีโรติคในวัฒนธรรมตะวันตก

วัฒนธรรมกรีกโบราณได้สร้างงานปั้นที่เป็นภาพเปลือย(nude)ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก, แม้ว่าในจำนวนนั้นเพียงเล็กน้อยจะเป็นภาพจำลองกิจกรรมทางเพศที่ตรงไปตรงมาก็ตาม. อย่างไรก็ตาม งานจิตรกรรมอีโรติคบนแจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับจากศตวรรษที่ 5-4 ก่อนคริสตกาล ได้ให้ภาพเกี่ยวกับการกระทำทางเพศอย่างชัดแจ้งออกมา ทั้งภาพเกี่ยวกับ homosexual (การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน) และ Heterosexual (การมีเพศสัมพันธ์ต่างเพศกัน).

มีเรื่องที่ฟังดูอาจรู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับงานศิลปะอีโรติคของกรีกข้างต้นนี้ ซึ่งใคร่จะกล่าวก็คือ แม้แต่เมื่อไม่นานมานี้ ถ้วยโถโอชามและแจกันดังกล่าว – แต่เดิมหรือตามปกติเป็นสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านสำหรับชนชาวกรีกมาในสมัยโบราณ แต่เมื่อข้ามผ่านมาสู่ยุคสมัยใหม่ของเรา ซึ่งได้รับการบ่มเพาะมาอย่างประหลาดผ่านความเชื่อทางศาสนาของตะวันตก มันได้ก่อให้เกิดความอึดอัดใจแก่บรรดาภัณฑารักษ์สมัยใหม่ทั้งหลายเป็นจำนวนมาก ผู้ซึ่งเกรงว่า การนำเอาผลงานแจกันกรีกเหล่านี้ออกแสดงในนิทรรศการ บางทีมันอาจจะไปกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของบรรดาผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ในสายตาของชนชาวกรีกโบราณ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวแทนหรือภาพแทน ที่ไม่มีอะไรเกินเลยมากไปกว่าฉากต่างๆของชีวิตประจำวันเท่านั้น

ในหัสนาฏกรรมทั้งหลายของชนชาวกรีก(Greek comediies), อย่างเช่น เรื่อง Aristophanes’ Lysistrata (411 BC), ได้ใช้ภาษาที่เกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา หรือแบบขวานผ่าซากส่วนใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นไปในทำนองเสียดสีและล้อเลียนนั่นเอง

วัฒนธรรมของชาวโรมัน อย่างที่ทราบและรู้กัน มันมีลักษณะที่ละม้ายคล้ายคลึงกับศิลปะกรีก(ทั้งนี้เพราะ โรมันได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะมาจากอารยธรรมที่ตนได้ชัยชนะมานั่นเอง) และเป็นศิลปะของการเปิดเผย แต่ส่วนใหญ่ของศิลปะเหล่านี้ได้ถูกทำลายลงไปโดยกาลเวลา และโดยอำนาจต่างๆของคริสเตียนสมัยที่เรืองอำนาจต่อมาอย่างใดอย่างหนึ่งในคริสตศตวรรษที่ 4

อย่างไรก็ตาม จากการที่เมือง Pompeii และ Herculaneum ได้ถูกฝังกลบโดยเถ้าถ่านของการระเบิดของภูเขาไฟ Vesuvius ใน ค.ศ. 79 กองเถ้าถ่านเหล่านั้นได้ทำหน้าที่เสมือนแคปซูลเวลาที่นำพาเอาศิลปะของพวกเขาข้ามผ่านห้วงเวลามาอย่างปลอดภัยโดยไม่บุบสลายจนถึงทุกวันนี้ และได้มาเปิดเผยให้เห็นถึงงานศิลปะของพวกเขาอีกครั้งในยุคของเรา ด้วยการขุดค้นทางโบราณคดีสมัยใหม่ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาในคริสตศตวรรษที่ 18 แต่พวกเราส่วนใหญ่กลับรู้สึกตั้งข้อรังเกียจกับสิ่งที่ตนได้พบเห็น

บรรดานักขุดค้นได้พบภาพจิตรกรรมฝาผนังที่โรงโสเภณีต่างๆและห้องที่ใช้ในการประกอบพิธีสมรส ตามพยานหลักฐานที่พบ ทำให้มีการสันนิษฐานว่า ภาพเหล่านี้ตั้งใจที่จะทำขึ้นเพื่อสนองตอบต่อแรงดลใจแก่ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่เหล่านั้น นอกจากนี้ จากการขุดค้นยังได้พบศิลปะที่เกี่ยวกับองคชาติเป็นจำนวนมาก(phallic art) รวมทั้งเครื่องรางและตุ้มหูต่างๆที่จำลองเป็นรูปขององคชาติด้วย

อย่างไม่ต้องสงสัย วัตถุพยานข้างต้น มันได้ก่อให้เกิดอาการช๊อคในสิ่งที่พบเห็นซึ่งเกิดกับผู้สังเกตุการณ์ทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะ การขาดเสียซึ่งความเข้าใจในมโนคติที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ที่ข้ามยุคมาหลายๆสมัยนั่นเอง. วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของชนชาวโรมัน ดูเหมือนว่า พวกเขาได้กระทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจในเรื่องความอุดมสมบูรณ์

สำหรับชนชาวโรมัน ก็เหมือนกับกับชาวกรีก กล่าวคือ การเปลือยกายนั้น ในตัวของมันเองไม่ใช่เป็นเรื่องอีโรติคหรือเรื่องของกามโลกีย์แต่อย่างใด แต่มันคือวิถีชีวิตตามปกติของพวกเขา ซึ่งไม่เกี่ยวพับเรื่องของการมักมากในกามคุณอย่างที่เราเข้าใจกันเอาเอง

อารยธรรมของชาวโรมันยังได้ผลิตวรรณคดีจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องของอีโรติคขึ้นมาด้วย ซึ่งได้เหลือรอดหลุดมาจากการตรวจสอบและการเซ็นเซอร์ของชาวคริสเตียน บทเพลงต่างๆของ Catullus และบทกวีต่างๆในศิลปะเกี่ยวกับความรักของ Ovid (ทั้งคู่มีอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตศักราช) บ่อยครั้ง มันได้สะท้อนถ่ายเรื่องราวทางเพศอย่างแจ่มแจ้ง

ในเรื่อง Satyricon ของ Petronius นักเสียดสีเยาะเย้ยชาวโรมัน (ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ.66) (หมายเหตุ : Satyr เป็นเทพที่อยู่ในป่าในปกรณัมของกรีกโบราณมีลักษณะต่างๆของม้าหรือแพะที่หลงรักความสำราญอย่าง Dionysian) และบทกวีที่สั้นกระทัดรัดและมีความเฉียบแหลมต่างๆของ Martial (มีอายุอยู่ในราว คริสตศตวรรษที่ 1), รวมกระทั่งถึงงานประพันธ์ประเภทเสียดสีประชดประชันต่างๆของ Juvenal (คริสตศตวรรษที่ 1-2), ได้แสดงออกให้เห็นถึงความประพฤติอันเกินเลยทางเพศของสังคมชาวโรมัน ซึ่งได้รับการพรรณาออกมาอย่างยิ่งใหญ่และอย่างเปิดเผย

แม้ว่านักอ่านสมัยใหม่จะพบว่าผลงานต่างๆเหล่านั้นเป็นเรื่องของกามโลกีย์ โดยไม่น่าจะมีอะไรมากเกินไปกว่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว บรรดานักประพันธ์ที่กล่าวนามมานี้ มุ่งหมายให้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในยุคสมัยของตน

สำหรับศาสนาคริสต์ เนื่องด้วยความไม่ไว้วางใจในเรือนร่างของมนุษย์ จึงไม่ได้สร้างงานศิลปะอีโรติคขึ้นมา และซ้ำร้ายไปกว่านั้น กลับเป็นผู้ทำลายภาพผลงานศิลปะอิโรติคเหล่านั้นที่เหลือรอดมาถึงยุคสมัยของตนที่รุ่งเรืองด้วย. แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่จะสิ้นสุดของยุคกลาง, บทกวีที่เรียกว่า troubadour (บทกวีที่มีลักษณะบรรยายความรู้สึกอันเร่าร้อนอันหนึ่งในเชิงการเกี้ยวพาราสี – คริสตศตวรรษที่ 13-14), ความรักทางโลกได้หวนกลับมาสู่วรรณคดีอีกครั้ง แต่ผลงานเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องกามโลกีย์ในรูปของความบังเอิญเท่านั้น

หลังจากสมัยกลาง อารยธรรมตะวันตกได้ก้าวมาสู่ยุคของการฟื้นฟู หรือยุคเรอเนสซองค์. ยุคดังกล่าวถือเป็นการฟื้นคืนอดีตใหม่อีกครั้ง จากการได้หวนกลับไปเรียนรู้เรื่องราวโบราณในสมัยกรีกและโรมัน เรอเนสซองค์ยินยอมให้มีการเลียนแบบผลงานคลาสสิคของกรีกและโรมันขึ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง บรรดาช่างหรือศิลปินในยุคนี้ได้มีการจำลองแบบผลงานต่างๆ ที่มีลักษณะคลาสสิคของอู่อารยธรรมของตน อย่างเช่น งานจิตรกรรมมากมายเกี่ยวกับภาพเปลือยของ Titian และ Rubens พร้อมกับผลงานประติมากรรมโดย Bernini และคนอื่นๆอีกมากมาย, ที่ได้เข้ายึดกุมคุณภาพผลงานศิลปะในลักษณะของอีโรติค อย่างแจ่มชัด

ในขณะเดียวกันกับที่กล่าวข้างต้น ก็ได้เกิดแรงต้านขึ้นมาเช่นกัน มีการหวนกลับไปสู่สำนึกของศาสนาในเวลาต่อมา และได้ขยายผลไปสู่ความเคร่งครัดของขนบจารีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นในยุควิคตอเรียน และสำนึกดังกล่าวได้ส่งผลมาเป็นความฝังใจที่ยังหลงเหลือในยุคปัจจุบัน

แม้กระทั่งคริสตศตวรรษที่ 20 ความตั้งใจทั้งหลายทางศิลปะชั้นสูง ยังคงรู้สึกว่าต้องปิดบังหรือซ่อนเร้นการมีอยู่ของงานศิลปะที่มีปัจจัยต่างๆอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศเอาไว้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ผลงานต่างๆที่เกี่ยวกับงานเขียนที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องราวกามโลกีย์อย่างแจ่มแจ้ง จึงได้ถูกลดตำแหน่งความสำคัญลงมาอยู่ต่ำสุด และหิ้งหนังสือก็ถูกปิดไม่ยอมเปิดรับให้มีเนื้อที่สำหรับงานวรรณกรรมเหล่านี้ ผลงานอีโรติคได้ลดระดับลงไปเป็นเรื่องโป๊-เปลือย-ลามก-และอนาจารใต้ดิน.

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของคริสตศตวรรษที่ 20 ข้อจำกัดทั้งหลายที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องกันมา ก็ค่อยๆพังทลายลง. อย่างค่อยเป็นค่อยไป อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเรื่องราวที่สัมพันธ์กับอีโรติคได้ผลิหน่อออกผล และพัฒนาขึ้นในรูปแบบต่างๆทางศิลปะอย่างหลากหลาย ซึ่งในที่นี้ต้องการจะกล่าวถึงบรรดาศิลปินในแนวอีโรติคที่มีนับเป็นจำนวนร้อยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น:

อย่างเช่น Anais Nin, Henry Miller, และ Pauline Reage (The Story of O, 1954; Eng. trans.,1970) ได้เขียนเรื่องราวในลักษณะที่เป็นแนวอีโรติคอย่างเข้มข้นขึ้น; ส่วน Pablo Picasso ได้วาดภาพลายเส้น และเขียนภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับภาพเปลือยต่างๆ(ดูภาพประกอบที่ 2), ขณะที่ Georgia O’ Keeffe ได้ให้ภาพที่แสดงเป็นนัยๆเกี่ยวกับอีโรติคกับงานจิตรกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับดอกลิลลี่(ดูภาพประกอบที่ 3) และรูปกระโหลกศีรษะที่มลักษณะส่อนัยไปทางนั้น;

ผู้กำกับภาพยนตร์ Bernardo Bertolucci มีแนวโน้มมุ่งไปยังเรื่องโป๊-เปลือยในงานภาพยนตร์ของเขาใน Last Tango in Paris(1972); Martha Graham ได้ดำเนินอาชีพอันยาวนานมาเป็นทศวรรษๆเกี่ยวกับศิลปะของการร่ายรำเชิงสัญลักษณ์ในลักษณะที่เจือปนกับอารมณ์ความรู้สึกแบบอีโรติค; และแม้แต่ผลงานทางด้านดนตรี, Bolero ของ Maurice Ravel เป็นดนตรีฮิตและนิยมกันมากในเชิงอีโรติค และต้องแสดงความขอบคุณต่อภาพยนตร์เรื่อง "10" ในปี ค.ศ.1979 ของ Blake Edwards ที่นำเอาดนตรีนี้มาใช้

กับสิ่งเหล่านี้ จะต้องได้รับการผนวกเพิ่มเติมอีกเป็นทิวแถวกับสิ่งที่ต่อเนื่องมามากมาย เกี่ยวกับผลงานต่างๆที่ไปสัมพันธ์กับเรื่องทางเพศ นำหน้ามาโดย The Joy of Sex (1972), กับเรื่อง Gay (gay – รักร่วมเพศระหว่างเพศชายด้วยกัน) และการส่งเสริมเรื่องราวของบรรดาผู้นิยมเลสเบียน(lesbian – รักร่วมเพศระหว่างหญิงด้วยกัน) และผลที่ติดตามมาก็คือ ความสนุกสนานได้เพิ่มทวีความรู้สึกมากยิ่งขึ้น

พร้อมด้วยบรรดานิตยสารต่างๆที่จำหน่ายกันอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชน อย่างเช่น Playboy, Playgirl, Penthouse, Honcho, และ อื่นๆอีกจำนวนนับไม่ถ้วน. เคเบิลทีวีก็ได้มีส่วนในการนำเสนอเรื่องราวอีโรติคผ่านสื่อชนิดนี้ด้วย. ในขณะเดียวกัน ความเกรงกลัวเกี่ยวโรคเอดส์ได้ทำให้เกิดการเบ่งบานขึ้นมาอันหนึ่งเช่นกัน นั่นคือ sex phone ซึ่งเป็นการสนทนาและการทำสุ่มเสียงที่สื่อในทางอีโรติคผ่านทางคู่สายโทรศัพท์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆ.

บรรดานักสังเกตุการณ์บางคนยังคงถือว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเรื่องโป๊(pornography)ต่อไป การโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องนี้จะไม่หยุดลงง่ายๆ แต่ความนิยมซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของมันได้เสนอว่า สาธารณชนโดยทั่วไป ปัจจุบัน เพลิดเพลินหรือสนุกสนานกับมันในฐานะที่เป็นเรื่องอีโรติคและไม่ได้ตั้งใจที่จะเลิกลาจากสิ่งเหล่านี้

ภาคผนวก 1.
กามสูตร
Kama sutra "กามสูตร"คือ ปกรณัมโบราณของอินเดีย เป็นเรื่องของเทพเจ้าแห่งความรัก (กามเทพ)

ความเป็นมาแต่เดิมนั้น ในสมัยพระเวท กามเทพเป็นเทพที่ได้ทำให้ความปรารถนาแห่งจักรวาล หรือแรงกระตุ้นแห่งการสร้างสรรค์กลายเป็นบุคคลาธิษฐานขึ้นมา และได้รับการเรียกขานว่า"ปฐมเหตุแห่งการกำเนิดของความวุ่นวายสับสนในยุคเริ่มแรก"(the first-born of the primeval chaos) ซึ่งได้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ของการสร้างสรรค์ภายหลังต่อมาทั้งหมด

ในยุคต่อมา กามเทพได้รับการวาดขึ้นในฐานะที่เป็นบุรุษรูปงาม ที่อยู่ร่วมกับเทพธิดาที่เต็มไปด้วยความงดงามหลายองค์ พระองค์เป็นผู้แผงศรที่ทำขึ้นจากเกษรดอกไม้(flower-arrows)เพื่อดลให้เกิดความรักขึ้น คันศรของพระองค์นั้นทำด้วยลำอ้อย(sugarcane) ส่วนสายของคันศรเรียงร้อยขึ้นมาจากตัวผึ้ง

ครั้งหนึ่งพระองค์(กามเทพ)ทรงถูกควบคุมโดยเทพเจ้าองค์หนึ่ง เพื่อให้ไปกระตุ้นกำหนัดขององค์พระศิวะที่มีต่อพระนางปารวาตี(Shiva)(Parvati) พระองค์ได้ไปรบกวนการทำสมาธิของเทพเจ้าอันยิ่งใหญ่บนยอดบรรพต. การกระทำครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการพิโรธขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ องค์พระศิวะจึงได้เผาพระองค์(กามเทพ)จนกลายเป็นจุลด้วยพระเพลิงแห่งดวงพระเนตรที่สาม. ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงกลายเป็นอนัตตา(ananga)(Sanskrit:"the Bodiless"-ไม่มีตัวตน). แต่ในบางเรื่องกล่าวว่า องค์พระศิวะ ในไม่ช้า ได้ทรงประทานอภัยและฟื้นคืนชีวิตให้กับองค์กามเทพ ภายหลังจากการขอร้องของพระมเหสีของพระองค์, คือพระนางราตี(Rati)

สำหรับศัพท์คำว่า Kama (กาม ในภาษาสันสกฤต) ยังหมายถึงการดำเนินชีวิตอันเหมาะสมของผู้ชาย ในบทบาทของเขาในฐานะที่เป็นผู้ครองเรือนหรือพ่อบ้าน ซึ่งเกี่ยวพันกับความพึงพอใจและความรัก

[หมายเหตุ : วิถีการดำเนินชีวิตของฮินดูแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ พรหมจรรย์(วัยอันบริสุทธิ์) คฤหัสถ์(วัยครองเรือน-หนุ่มสาว / เป็นวัยที่มีความข้องเกี่ยวกับกาม) วนปรัส(วัยปลดเกษียณหรือวางมือจากการงานอาชีพ ออกไปอยู่ป่า) สันยาสี(การแสวงหาความสงบ)]

ส่วนคำว่า Kama-sutra เป็นชื่อของคัมภีร์คลาสสิคเล่มหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องกามวิสัยต่างๆ(erotics) และรูปแบบอื่นๆเกี่ยวกับความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์ของมนุษย์. The Kama-sutra (กามสูตร), เชื่อกันว่าเป็นงานของปราชญ์ วาสยะยานะ (Vatsyayana).

ภาคผนวก 2.
กวีนิพนธ์เกี่ยวกับความรัก

Love Poetry / ประสบการณ์ทั้งหมดในเรื่องกามวิสัย(erotic experience) นับจากขั้นตอนพัฒนาการในช่วงแรกของความรัก ไปสู่ช่วงหลังต่อมาของการบรรลุผลสำเร็จ ได้ถูกนำเสนออย่างฉลาดหลักแหลมในกวีนพนธ์แบบลำนำเกี่ยวกับการขับกล่อม. แต่ในท่ามกลางของเรื่องราวต่างๆอันมากมายนั้น ที่มา มาจากแรงดลใจในเรื่องของความรัก บรรดากวีทั้งหลายได้รับการกระตุ้นไปสู่การคร่ำครวญหวลไห้ของคู่รักที่แยกจากกันไป. ส่วนใหญ่แล้ว เป็นความทุกข์ระทมของผู้หญิงที่ได้รับการพรรณาถึง แต่ความเศร้าโศกของผู้ชายก็ได้ถูกนำมาพรรณาด้วยเช่นเดียวกัน – อย่างเช่นใน Maghaduta ของ Kalidasa เป็นตัวอย่าง

ลำนับขับกล่อมในเรื่องความรักประกอบด้วยร้อยกรองโดดๆ ซึ่งจำนวนมากของลำนำเหล่านี้ เป็นการแสวงหาและการนำเสนอห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวกับ shrngara (ความรักทางกาย). ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับกามวิสัยอย่างสุดขั้ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องหยาบช้าลามก หรือแทบจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย

ทั้งนี้เพราะ บรรทัดฐานของวรรณคดีสันสกฤต ได้มีการห้ามปรามเกี่ยวกับการแสดงออกที่หยาบโลน(coarse expression)สำหรับบทกวี หรือละครที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ; อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อห้ามเช่นนั้น แต่ทางออกสำหรับความเป็นไปได้ที่จะแสดงออกในเรื่องราวของความรักก็มีหนทางที่เป็นไปได้ต่างๆอย่างมากมาย

สำหรับนักอ่านสมัยใหม่,การพาดพิงถึงเรื่องของอวัยะวะเพศอย่างตรงๆทื่อๆแทบจะไม่พบเห็นเลยในวรรณกรรมสันสกฤตเหล่านี้ และที่ใดก็ตามที่มีการพาดพิงถึงสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา มันก็ค่อนข้างที่จะได้รับการนำเสนอออกมาอย่างคลุมเครือและอำพรางอย่างละเมียดละมัยถึงที่สุด. ส่วนต่างๆของร่างกายที่มีความหมายต่างๆทางเพศซึ่งปิดบังน้อยกว่า อย่างเช่น หน้าอกและสะโพก จะได้รับการพูดถึงและอธิบายอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา – และตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนต่างๆเหล่านี้จะได้รับบรรยายถึงในลักษณะของการยกย่องสรรเสริญ

ในการพาดพิงถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ ชาวอินเดียจะอาศัยศาสตร์ทางด้านการใช้ภาษา หรือถ้อยคำเกี่ยวกับ The Kama-sutra ของ Vatsyayana ซึ่งก็เท่ากับการไปปลุกเร้าคัมภีร์เล่มนี้ให้ตื่นขึ้นมาบ่อยๆ ประหนึ่งว่า เป็นคัมภีร์โบราณอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้คงแก่เรียนของอินเดีย และเป็นไปได้ที่ว่า มันจะทำหน้าที่ปกป้องต่อความรู้สึกอันหนึ่งของความอัปยศหรือความน่าละอายที่จะพูดถึงเรื่องราวเพศสัมพันธ์ในโลกที่ตั้งข้อรังเกียจกับเรื่องเหล่านี้

ในส่วนของโลกตะวันตก ศัพท์ภาษาลาตินได้ถูกนำเอามาใช้และพึ่งพาเช่นกัน เมื่อจะกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ และการกระทำใดๆก็ตามที่เป็นเรื่องในทำนองดังกล่าว แต่จะเป็นคำที่สั้นและกระทัดรัดกว่า และเป็นคำที่ใช้พูดจากันมากกว่า.  

 

สิทธิบัตรเกี่ยวกับชีวิต PATENTS ON LIFE : A CORNER HOUSE BRIEFING

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 10:42 pm
สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง
 
 

เรื่องของสิทธิบัตรต่างๆได้รับการอธิบายอย่างสวยหรูว่า เป็นการติดต่อหรือการเชื่อมโยงกันระหว่างนักประดิษฐ์ทั้งหลายกับสังคม. ความสัมพันธ์ดังกล่าว ออกมาในรูปของการพิมพ์รายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นของพวกเขา – ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่, เป็นการคิดค้นขึ้นมา และเป็นประโยชน์ – และบรรดานักประดิษฐ์ทั้งหลาย จะได้รับสิทธิ์แต่ผู้เดียว(ในลักษณะผูกขาด)ต่อผลกำไรจากการประดิษฐ์ของพวกเขาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง. ส่วนคนอื่นๆสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์นั้นได้ ก็โดยการได้รับอนุญาตจากผู้ถือสิทธิบัตรนั้น ซึ่งสามารถที่จะเรียกเงินหรือผลประโยชน์ได้จากผู้นำเอาไปใช้.

สิทธิบัตรต่างๆ ได้รับการนำเสนอขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่แล้ว อันเนื่องมาจากสิ่งประดิษฐ์ต่างๆทางด้านเครื่องยนต์กลไก; อาทิ หลอดไฟ, โทรศัพท์, และจักรเย็บผ้า, เป็นต้น. แต่ปัจจุบัน การถกเถียงกันอย่างขนานใหญ่ได้รับการกระตุ้นให้มีขึ้นในยุโรป โดยข้อเสนอที่จะตราขึ้นเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องที่ยังมีการโต้เถียงกันอยู่ นั่นคือ การจะยินยอมให้มีสิทธิบัตรต่างๆเกี่ยวกับจีนส์, เซลล์, อวัยวะของมนุษย์, รวมถึงพืชและสัตว์ทั้งหมดอย่างเปิดเผย, แม้ว่า ชีววัตถุเหล่านั้นจะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่มันเกิดขึ้นมาในธรรมชาติก็ตาม

อุตสาหกรรมต่างๆทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ(biotech) และเภสัชกรรมให้เหตุผลว่า หากปราศจากการปกป้องที่ได้รับการทำขึ้นมาโดยสิทธิบัตรต่างๆ ซึ่งมีต่อวัตถุทางชีววิทยาที่มีชีวิตแล้ว, บริษัทต่างๆก็จะไม่มีการคิดค้นงานวิจัยที่ลงทุนกันเป็นร้อยล้านเหรียญ ในการพัฒนาตัวยาต่างๆขึ้นมาเพื่อรักษาโรค, และเพื่อป้องกันโรคร้ายต่างๆที่เกี่ยวกับจีนส์.

"ไม่มีสิทธิบัตร, ก็ไม่ต้องมีการรักษา" พวกเขาให้เหตุผล. พวกเขาอ้างความต้องการที่จะวางหลักการเรียกร้องสิทธิ์ดังกล่าว ไม่เพียงกระบวนการที่ใช้แยกจีนส์ต่างๆจากพืช สัตว์ และมนุษย์ และการจำแนกบทบาทหน้าที่ภายในสิ่งที่มีชีวิต, รวมไปถึงผลิตผลต่างๆที่สืบทอดมาจากจีนส์เหล่านี้เท่านั้น, แต่ยังเรียกร้องสิทธิ์ลงไปถึงตัวของจีนส์ต่างๆตามธรรมชาติของมันเองด้วย.

บริษัทต่างๆที่ผลิตเคมีภัณฑ์ทางด้านเกษตร กำลังแสวงหาสิทธิ์ในการครอบครองกรรมสิทธิ์เหนือพืชและสัตว์ต่างๆ ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยจีนส์ที่ต่อเข้าด้วยกัน จากสิ่งที่มีชีวิตชนิดหนึ่งเข้ากับสิ่งที่มีชีวิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย. ถ้าปราศจากสิทธิบัตรเหล่านี้ เทคโนโลยีชีวภาพก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีการแข่งขัน, อุตสาหกรรมต่างๆยืนยัน และมันจะหลบเลี่ยงไปสู่ประเทศต่างๆเหล่านั้นที่ให้การป้องกัน, อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา, ที่ซึ่ง 90 เปอร์เซนต์ของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของโลกได้ตั้งมั่นอยู่ที่นั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยการเปรียบเทียบ กฎหมายของสหรัฐอเมริกากับของยุโรป สหรัฐอเมริกาได้ยินยอมให้สิทธิบัตรต่างๆเกี่ยวกับสิ่งที่มีชีวิตและส่วนต่างๆของมัน, ในขณะที่กฎหมายสิทธิบัตรของยุโรป ซึ่งได้รับการปรับปรุงล่าสุดในช่วงทศวรรษที่ 1970s นั้น, ก่อนที่เรื่องของชีวเทคโนโลยีจะมาถึงขั้นตอนในเชิงพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้ สิทธิบัตรต่างๆที่มีต่อจีนส์, เซลล์ หรือการข้ามจีนส์(transgenic – เป็นการข้ามจีนส์ที่ทำขึ้น ที่ไม่ได้เป็นไปโดยธรรมชาติ)ของพืชและสัตว์ จึงได้รับการยินยอมภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ แต่ต้องเป็นกรณีกรณีไป, บนพื้นฐานของการลองผิดลองถูก การทดสอบข้อผิดพลาด. ที่เป็นเช่นนี้เพราะ กฎหมายดังกล่าวได้รับการออกแบบขึ้นมาสำหรับสิ่งที่ไม่มีชีวิต, สิทธิบัตรต่างๆเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และต้องรับภาระต่อการตีความทางกฎหมายที่ยืดขยายออกไปและเผชิญกับการคัดค้านต่างๆ.

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอเมริกันที่ชื่อว่า Biocyte ได้รับการตัดสินให้ได้รับสิทธิบัตรของยุโรปในเรื่องเซลล์เม็ดเลือดที่บริเวณสายสะดือของทารกในครรภ์ และทารกแรกเกิด. สิทธิบัตรดังกล่าวทำให้บริษัทแห่งนี้มีสิทธิพิเศษที่จะสกัดและใช้เซลล์ดังกล่าวนี้ โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมของผู้บริจาค. สิทธิบัตรนี้ได้รับการคัดค้านท้าทายโดยแพทย์เป็นจำนวนมากอย่างกว้างขวาง รวมถึงผู้คนกลุ่มต่างๆอย่างมากมาย.

การเสนอกฎหมายของสหภาพยุโรป (- ข้อเสนอกฎระเบียบในการปกป้องคุ้มครองทางกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (the Directive on the Legal Protection of Biotechnological Inventions) -) ตั้งใจและเจตนาที่จะทำให้ความไม่แน่นอนบางอย่างอันนี้หมดไป. ด้วยข้อยกเว้นและเงื่อนไขต่างๆเพียงไม่กี่ข้อ, นอกนั้นถือว่า สิทธิบัตรต่างๆสามารถที่จะได้รับการถอนหรือยกเลิกได้ ในเรื่องของชีววัตถุที่มีชีวิต. ด้วยเหตุนี้ กฎหมายดังกล่าวจึงไม่เพียงประสานปรองดองกฎระเบียบในท่ามกลางประเทศสมาชิก 15 ประเทศของสหภาพยุโรป, ดังที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรอ้างเท่านั้น, แต่ยังขยายออกไปสู่พรมแดนขอบเขตเกี่ยวกับความสามารถของสิทธิบัตรด้วย.

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนหลายๆกลุ่มในสหราชอาณาจักรและที่เหลือของยุโรป, นับจากองค์กรสตรีต่างๆจนไปถึงนักวิจัยทางการแพทย์, กลุ่มนักพัฒนาประเทศโลกที่สามจนไปถึงนักสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย, บรรดานักวิทยาศาสตร์จนกระทั่งถึงผู้บริโภค, ต่างเรียกร้องร่างข้อเสนอกฎระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตรเทคโนโลยีชีวภาพให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือปฏิเสธมันเสีย เมื่อมันเข้ามาสู่รัฐสภายุโรปในปลายเดือนมีนาคม 1998.

ความเป็นห่วงต่อสิ่งที่พวกเขาเห็น ในฐานะการแผ่ขยายออกอย่างแจ่มชัดอันหนึ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิเหนือชีวิต, พวกเขาจึงตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดในธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้ สามารถที่จะได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นสิ่งประดิษฐ์อันหนึ่ง ซึ่งมาแทนที่นิยามความหมายเดิมตามสามัญสำนึกเกี่ยวกับ"การค้นพบ". ถ้าเป็นเช่นนั้น, ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่เป็นแก่นแท้ต่างๆของตัวธรรมชาติเอง มาถึงตอนนี้ สามารถที่จะถูกจดสิทธิบัตรกันได้แล้ว.

บรรดาทนายความหรือนักกฎหมายชี้แจงว่า สิ่งต่างๆซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตร ที่ถูกเรียกร้องในฐานะที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ ในประเทศซึ่งสิทธิบัตรได้ถูกนำไปใช้ เขาสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้เพราะเหตุว่า สิ่งๆนั้นเกี่ยวพันกับขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เป็นที่ชัดเจนหรือยังไม่เข้าใจอย่างแจ่มชัด มันเป็น"ทักษะในทางศิลปะ". ด้วยเหตุนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะจดทะเบียนภายใต้กฎหมายสหรัฐ ในส่วนประกอบที่เคลื่อนไหวได้ซึ่งนำมาจากผลผลิตพืช, แม้ว่าคนรุ่นต่างๆของหมู่บ้านอินเดียนจะมีความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆที่มีลักษณะเฉพาะของพืชนั้น และได้ใช้ประโยชน์จากพวกมันมาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตาม.

บรรดานักวิจารณ์เกี่ยวกับข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบ ยังถามไถ่ถึงเรื่องที่ บรรดานักประดิษฐ์ทั้งหลายสามารถที่จะอ้างว่าจีนส์ชนิดนี้หรือจีนส์ชนิดนั้นเป็นจีนส์ใหม่ได้อย่างไร ? : ในแง่ของ "การค้นพบ" บางทีอาจทำเช่นนั้นได้, แต่การประดิษฐ์นั้นมันเป็นไปได้อย่างไร ? อย่างไรก็ตาม ความหมายในทางกฎหมายเกี่ยวกับความแปลกใหม่ในกฎหมายสิทธิบัตร หมายความถึง "บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้สาธารณชนใช้ประโยชน์กับมันได้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก". ดูเหมือนว่า ถ้ากฎระเบียบอันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องมาหลายทศวรรษแล้ว ถ่านหิน ในตัวของมันเองก็สามารถที่จะได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรโดยคนเหล่านั้น ซึ่งได้พัฒนาเครื่องจักรที่ไปขุดมันขึ้นมาจากใต้ดินได้ (และใครก็ตามที่นำถ่านหินไปใช้ จะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับผู้จดทะเบียนมันเป็นคนแรก).

แม้แต่กลุ่มคนต่างๆที่มีประสบการณ์มายาวนาน เกี่ยวกับการทำงานในความสับสนไร้ระเบียบที่รับทอดสืบช่วงมาทางด้านจีนส์ (- คนเหล่านั้นที่ดูเหมือนว่า จะได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ ซึ่งไปเกี่ยวพันกับเทคโนโลยีชีวภาพ อันมีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้นได้ -) ก็ยังคัดค้านต่อร่างกฎระเบียบข้อเสนอดังกล่าวนี้. ทั้งนี้พวกเขาได้ให้เหตุผลว่า, อันที่จริงแล้ว จีนส์ที่มีสิทธิบัตรนั้น จะเป็นตัวกีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์, มันส่งเสริมการปิดบังความลับ และเป็นตัวการขุดเซาะหรือทำลายความก้าวหน้าทางการแพทย์.

สำนักงานเขตบริการทางด้านจีนส์ของศูนย์ดูแลสุขภาพแมนเชสเตอร์ (The Regional Genetic Service of Central Manchester Healthcare NHS Trust) ก็ยังมีความคลุมเครือเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทำนองว่า : "ถ้าหากมันเป็นไปได้ที่จะจดสิทธิบัตรจีนส์…บริษัทชีววิทยาทางการแพทย์(biomedical)แห่งหนึ่ง ก็จะสามารถควบคุมงานวิจัยในอนาคตได้ทั้งหมด และพัฒนาการทางการแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์, ด้วยเนื่องมาจากการแยกตัวอันนั้นของจีนส์ๆหนึ่งโดยเฉพาะ. นี่จะไม่เพียงไม่สนับสนุนต่องานวิจัยเท่านั้น แต่มันจะเป็นการอัตวินิจบาตกรรมการวิจัยเลยทีเดียว".

แม้กระทั่ง บุคคลในวงการอุตสาหกรรมบางคนก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้. ตัวอย่างเช่น Tony Rollins แห่ง Amersham Pharmacica Biotech ยอมรับสารภาพว่า การให้สิทธิบัตรเกี่ยวกับจีนส์ เป็นไปได้ที่จะมีบทบาททำให้เกิดอุปสรรคกีดขวางต่อคนอื่นๆ; อันนี้หมายถึง คนเหล่านั้นซึ่งกำลังทำการวิจัยในเรื่องจีนส์ดังกล่าว และถ้าหากว่าไม่ได้มีการจัดการให้ได้มาซึ่งสิทธิบัตรเป็นอันดับแรก ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะต้องละทิ้งงานของพวกเขาไป(เพราะคนอื่นอาจมาชิงตัดหน้าจดสิทธิบัตรไปก่อน).

ถ้าเผื่อว่าข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบได้กลายเป็นกฎหมายขึ้นมา, มากไปกว่านั้น องค์กรสงเคราะห์ต่างๆของสหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนหลายล้านปอนด์ไปกับงานวิจัยที่เกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคเกี่ยวกับเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะที่มีมากผิดปกติ และมะเร็งเต้านม ก็จะเผชิญหน้ากับโอกาสที่จะต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับกลุ่มนักวิจัยต่างๆของอเมริกัน และคานาเดี่ยน – แม้ว่าความสำเร็จเกี่ยวกับการค้นพบต่างๆทางด้านจีนส์ของงานวิจัยช่วงหลังๆ ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากผลงานของชุมชนนักวิจัยทั้งหมด และในความร่วมมือของสาธารณชนก็ตาม.

Wendy Watson ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกรรมพันธุ์มะเร็งเต้านม เธอนั้นได้ป้องกันตัวของเธอเองโดยการผ่าตัดเอาเต้านมของตนเองออก, เธอเชื่อมั่นว่า "ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับข้อมูลชนิดนี้ได้, ซึ่งได้มีการค้นพบขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือจากครอบครัวต่างๆเป็นจำนวนมาก ผู้ซึ่งต้องประสบกับความทุกข์ทรมานมาจากกรณีของกรรมพันธุ์เกี่ยวกับโรคมะเร็ง. มันเป็นการผิดศีลธรรมที่บริษัทใดๆก็ตาม ที่จะตักตวงผลประโยชน์จากข้อมูลอันนี้".

นักเคมีชีวภาพ Arthur Kornberg แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพต่างๆอย่างหลากหลายมาประมาณ 25 ปี ได้ชี้แจงว่า: ในสหรัฐอเมริกานั้น, งานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ ได้ถูกทำขึ้นในมหาวิทยาลัยและสถาบันทางวิชาการที่จัดตั้งขึ้นอื่นๆ. งานวิจัยต่างๆเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนด้วยเงินก้อนใหญ่เป็นจำนวนนับพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้มาจากผู้เสียภาษีโดยผ่านรัฐบาลกลาง. แต่กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป จะไปช่วยทำให้ผลพวงต่างๆของการวิจัยสาธารณะ เข้าไปตกอยู่ในมือของเอกชนจำนวนน้อยเพียงไม่กี่คน และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น. ตามความคิดของ Daare, กลุ่มตัวแทนประชาชนเกี่ยวกับการเผชิญกับโรคที่มีอาการเรื้อรังและรักษาไม่หาย ซึ่งอาจมีการเชื่อมโยงทางจีนส์ อย่างเช่น โรคเซลล์มอเตอร์ประสาท และโรคพาร์กินสัน, ผลลัพธ์ของกฎหมายดังกล่าว อาจกลายเป็นการเพิ่มขึ้นมาในต้นทุนทางด้านการรักษาที่ไม่จำเป็นได้.

บริษัทอเมริกัน, Myriad Genetics เป็นตัวอย่าง ได้ประยุกต์ใช้สิทธิบัตรของยุโรปในเรื่องของจีนส์มะเร็งเต้านม, BRCA-1, เช่นเดียวกับการบำบัดรักษาอื่นๆทั้งหมด และการใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค อันเป็นผลเนื่องมาจากความรู้เกี่ยวกับจีนส์. ถ้าหากว่าสิทธิบัตรดังกล่าวได้รับการอนุญาต, บริษัท Myriad Genetics ก็จะสามารถเรียกเก็บเงินได้ทุกเวลา ในการทำการทดสอบด้วยการวินิจฉัยโรคด้วยวิธีที่เรียกว่า diagnostic screening test ซึ่งดำเนินการในยุโรป – แม้ว่า Myriad จะไม่ได้ประดิษฐ์หรือทำการทดสอบเรื่องดังกล่าวนี้ก็ตาม.

ปัจจุบันมันมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับ the NHS ประมาณ 600 ปอนด์ต่อครั้ง ในการสกรีนผู้ป่วยเกี่ยวกับจีนส์มะเร็งเต้านม ซึ่งถ้าได้มีการค้นพบ, BRCA-1 และ 2, และจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 30-35 ปอนด์สำหรับการทดสอบที่ตามมาแต่ละครั้ง: ส่วนในสหรัฐอเมริกา, บริษัท Myriad Genetics จะเรียกเงินจำนวน 2,400 เหรียญ (ราว 1,500 ปอนด์) สำหรับการสกรีนครั้งแรก และประมาณ 500 เหรียญ (ราว 300 ปอนด์)สำหรับการทดสอบครั้งต่อมาในแต่ละครั้ง.

ศูนย์บริการทางด้านจีนส์แมนเชสเตอร์(The Central Manschester Genetic Service) สรุปว่า จีนส์ที่มีการจดสิทธิบัตรอาจทำให้เกิด "ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการทดสอบที่สับสน อย่างเช่น โรคหัวใจ หรือมะเร็งเต้านม ซึ่งมันมีราคาแพงมากเกินไป อันนี้จะทำให้พ้นไปจากขอบเขตของ NHS. ขณะที่เทคนิคใหม่ๆ ในไม่ช้า จะได้รับการยอมให้ใช้ได้ในเร็วๆนี้ และการวิเคราะห์เกี่ยวกับจีนส์ที่ราคาไม่แพงนัก. ถ้าค่าธรรมเนียมจะต้องถูกจ่ายให้กับจีนส์ทุกตัวที่ถูกนำมาวิเคราะห์, ผลทดสอบสำหรับมะเร็งเต้านมในการตรวจหา(ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับจีนส์ที่มีความแตกต่างกันประมาณ 10-15 ตัวอย่าง) มันก็จะมีราคาที่แพงมากจนเกินไป.

นอกจากนี้ การแสวงหาผลผลิตต่างๆที่สามารถขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรได้นั้น เป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนเงินทุนไปจากมาตรการป้องกันสุขภาพต่างๆ; อย่างเช่น ของเสียทางด้านอุตสาหกรรมและอื่นๆที่เป็นสาเหตุแห่งความป่วยไข้. ได้มีการประเมินกันว่า ตัวอย่างเช่น อย่างน้อยที่สุด คนที่เป็นมะเร็งเต้านม 90 เปอร์เซนต์นั้น ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวพันกับจีนส์มะเร็งเต้านมเลย, อันที่จริงมันเกิดขึ้นโดยความสกปรกของสิ่งแวดล้อม, อาหาร และปัจจัยต่างๆเกี่ยวกับแบบแผนการใช้ชีวิต (ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวที่ตั้งขึ้นมาใช้สำหรับมาตรการป้องกันสุขภาพ น่าจะนำมาใช้ในเรื่องของสิ่งเหล่านี้มากกว่า)

 

ร่ำรวยวัตถุ..แต่ยากจนเวลา

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 10:08 pm

 http://s10.histats.com/6.swf

 

 

1.การพัฒนาไปสู่ความเร็ว ที่เร็วมากกว่าอดีตให้อะไรกับเรา ?

2. ความคิดในอดีตที่ว่าความเร็ว จะนำมาซึ่งการมีเวลามากขึ้น ได้ล่าสัตว์ ได้ตกปลา ได้สนใจในศิลปวัฒนธรรมนั้น มาถึงทุกวันนี้ เป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ ?

3. การพัฒนาความเร็ว เพียงทำให้เราทำอะไรหลายอย่างได้มาก แต่เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ?

4. เราผลิตสินค้าได้มากขึ้น ดีขึ้น และสินค้าเหล่านี้ได้กระจายไปในสังคมอย่างทั่วถึงหรือไม่   ?

5. และจากข้อที่ 4 เป็นเพราะเหตุใด ?

6. ทำไม ปัจจุบันจึงยังไม่มีความอิ่มตัวทางเศรษฐกิจกัน เป็นเพราะเหตุใด ?

7. เรากำลังมาถึงจุดที่มีทางเลือกมากเกินไปหรือไม่ และเราจะตัดสินใจจะเลือกได้อย่างไร ?

8. อะไรเป็นที่มาของการที่ทำให้เรามีความใจกว้างน้อยลง มีความเมตตากรุณาน้อยลง มีการอุทิศตัวน้อยลง และมีอิสรภาพน้อยลง” ?

เรื่องเล่า

นักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังเพ่งมองด้วยความสนใจไปที่ภาพฉากภูมิประเทศชายหาดอันงดงาม: มันเป็นภาพของชายคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าที่แสนจะธรรมดา กำลังโงกไปโงกมาในเรือตกปลาที่ถูกโยกคลอนด้วยกระแสคลื่นที่ม้วนกลิ้งเข้ามายังหาดทราย. เขากดชั๊ดเตอร์กล้องถ่ายรูปของเขาดังคลิก พลันคนตกปลาผู้นั้นก็ตื่นขึ้นมาทันที. นักท่องเที่ยวยื่นบุหรีให้คนตกปลามวนหนึ่ง และเริ่มต้นพูดคุย “วันนี้อากาศดีนะ มีปลาชุมไปหมดเลย ทำไมคุณถึงยังอยู่ตรงนี้ล่ะ แทนที่จะออกไปจับปลาให้มากกว่านี้ ?” คนตกปลาตอบว่า ”ก็เพราะผมจับมาพอแล้วเช้านี้”. “แต่นั่นคุณคิดเอาเอง” นักท่องเที่ยวกล่าว “คุณน่าจะออกไปวันละ 3-4 เที่ยว แล้วก็เอาปลากลับไปที่บ้านถ้ามันมีมากเกินไป! คุณก็รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนี้ทุกๆวัน อะไรจะเกิดขึ้น ?” คนตกปลาสั่นหัว. นักท่องเที่ยวพูดต่อไปว่า “หลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว คุณก็จะสามารถซื้อเรือยนต์ได้ลำหนึ่ง และหลังจากนั้นสองปีคุณก็ซื้อเรือยนต์เป็นลำที่สองได้ และหลังจากนั้นสามปีคุณก็สามารถมีเรือประมงลำหนึ่งหรือสองลำได้. คิดเข้าซิ! สักวันหนึ่งคุณอาจสามารถมีห้องเย็นสำหรับแช่ปลาขึ้นมา หรือโรงแช่แข็งขนาดใหญ่ และท้ายที่สุด คุณอาจมีเฮลิคอปเตอร์ของคุณเองเพื่อติดตามฝูงปลาและนำทางให้กับกองเรือประมงของคุณเองได้ หรือคุณอาจจะมีรถบรรทุกหลายคันขนส่งปลาไปยังเมืองหลวง, และที่อื่นๆอีกมากมายจิปาถะ…”

“และอะไรต่อไปอีกล่ะ?” คนตกปลาถาม

“และต่อจากนั้น” นักท่องเที่ยวตอบอย่างอิ่มอกอิ่มใจ, “คุณก็สามารถจะนั่งเล่นที่ชายหาดด้วยความรู้สึกสบายอกสบายใจ, พักผ่อนอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็ม่อยหลับหรือสัปหงกไปตามเรื่องตามราวภายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่น และมองไปยังท้องทะเลอันงดงามไงล่ะ!” คนตกปลาจ้องมองไปที่นักท่องเที่ยวคนนั้น “แต่ นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ก่อนที่คุณมาถึงที่นี่หรอกหรือ ?”

เรื่องข้างต้น – เล่าโดยนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อว่า Heinrich Boll – ซึ่งบอกถึงความหวังและความกลัว เกี่ยวกับความร่ำรวยของตนเองของนักท่องเที่ยวคนนี้. นักท่องเที่ยว กำลังมองไปที่คนตกปลาที่เขาเห็นว่าขี้เกียจ ซึ่งกำลังสัปหงกอยู่บนเรือลำเล็กๆ ภายใต้แสดงแดดอันอบอุ่นของดวงอาทิตย์, แล้วระลึกขึ้นมาถึงอดีตที่น่ากลัวของตัวเขาเองขึ้นมาได้ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยกลายไปเป็นคนยากจน เป็นเพราะว่าเขาถูกโกง ซึ่งตอนนั้นเขาเองก็ไม่มีทางเลือก. ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็ได้ฉายให้เห็นสัญชาตญานที่เป็นความหวังเกี่ยวกับความร่ำรวยที่มีเหนือความยากจน.

โดยไม่ต้องคิดขึ้นมาใหม่อีกเป็นคำรบที่สอง เขาได้ลากเส้นแผนที่ซึ่งนำไปสู่การผลิดอกออกผลที่ขยายตัวออกไป. และในตอนจบ, ก็สามารถยืนหยัดรักษาคำมั่นสัญญาอันหนึ่งเอาไว้ได้ ซึ่งได้รับการทึกทักเอาเองว่า มันได้ให้ความหมายต่อความพยายามเหล่านี้ทั้งหมดของเขา: นั่นคือ ได้บรรลุถึงอิสรภาพจากการใช้แรงงานและเป็นนายเหนือเวลานั่นเอง.

สิ่งที่ทำให้เกร็ดเรื่องราวอันนี้เป็นสิ่งที่น่าฉงนก็คือ โครงสร้างที่เป็นรูปวงกลมของเรื่องนั่นเอง(the circular structure of the story); คนรวยพยายามมุ่งมั่นที่จะมาถึงที่ที่คนจนปักหลักอยู่กับที่ของตนอยู่แล้ว. ดูเหมือนว่า มันจะคล้ายๆกับฟังดูแล้วไม่สมเหตุสมผลแต่จริง ซึ่งได้สร้างคำถามยุ่งๆขึ้นมาชุดหนึ่งสำหรับความร่ำรวย. ทำไม ความเจ็บปวดและความพยายามเกี่ยวกับการพัฒนาทั้งหมดซึ่งคนรวยได้รับ จึงเป็นเพียงสิ่งที่คนจนดูเหมือนว่ามีอยู่แล้วตลอดเวลา ? หรือ ที่แย่ไปกว่านั้น คนที่ร่ำรวยทำอย่างนั้นกันทำไม ทั้งๆที่ความเร่งรีบและความกุลีกุจอทั้งหมด ปรากฎว่ามันไม่เคยเลยที่จะนำไปสู่ภาวะแห่งความสนุกสนานหรือสำราญใจสำหรับคนจนเลย ? ถ้าหากว่าเรื่องเล่าอันนี้เกี่ยวกับการพัฒนาเป็นที่มาของความร่ำรวยในทรัพย์สิน เป็นที่มาของความร่ำรวยเวลา ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ สังคมที่ร่ำรวยทั้งหลายในทุกวันนี้ โดยหลักฐานและวัตถุพยานที่เห็นกัน ไม่เคยเลยที่จะไปถึงจุดนั้น การดำเนินการไปดังกล่าวทั้งหมดคงจะพลาดเป้า. ที่เป็นเช่นนี้ มันมีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ ?

ในความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องของเวลา

ดังที่หมายเหตุกันไว้บ่อยๆ การประหยัดเวลา ถือว่าเป็นแกนหลักอันหนึ่งของการกระทำทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน. นับจากเครื่องปั่นด้าย Arkwright’s Spinning Jenny ถึง Bill Gates’ web browser Explorer พวกเราต่างทราบดีว่า เทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในการพัฒนาเหล่านี้ ก็เพื่อไล่ตามความก้าวหน้า สิ่งเหล่านี้ได้คิดขึ้นมาบนความเชื่อที่ว่า การทำอะไรหลายอย่างมากขึ้นและด้วยเวลาที่เร็วกว่านั้น มันดีกว่าการทำอะไรได้น้อยอย่างและด้วยเวลาที่นานกว่า. ความจริงแล้ว ความสามารถในการประหยัดเวลา มักจะเป็นเครื่องหมายคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งได้มาเปลี่ยนแปลงแบบแผนของผลิตผลและการการบริโภคมาเมื่อ 200 ปีหลังนี้.

นับจากจุดเริ่มต้นมาเลยทีเดียว. สายตาที่ยาวไกลของผู้คน(ไม่ว่าทั้งชายและหญิง) ต่างมองเห็นความยิ่งใหญ่และอิทธิพลครอบงำ เกี่ยวกับความคิดเรื่องอิสรภาพ-เสรีภาพ ซึ่งตระหง่านขึ้นจากเส้นขอบฟ้า มันเป็นที่ที่ความเหน็ดเหนื่อยและการตรากตรำทำงานหนักถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว มันเป็นการเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสามารถของผู้คนที่จะผูกพันกับกิจกรรมต่างๆที่พวกเขาเองชื่นชอบ อย่างเช่น การออกไปล่าสัตว์ในยามเช้า การไปตกปลาในยามบ่าย และการขี่ม้าในยามเย็น การมีเวลาได้วิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมหรืองานเขียนต่างๆหลังอาหารเย็นหรือยามค่ำคืน. วันคืนแห่งจินตนาการอันบรรเจิดนี้เป็นอุดมคติอันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นของคนหนุ่มอย่าง Karl Marx เท่านั้น. แต่อะไรล่ะที่มันเกิดขึ้นกับแนวคิดแบบยูโธเปียอันนี้ ? ที่ไหนล่ะ ที่เวลาทั้งหมดเคลื่อนไป ?

การใช้ประโยชน์จากรถยนต์สามารถมารับใช้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างเหมาะเหม็ง. นับจากเริ่มแรกเลยทีเดียว รถยนต์ได้รับการต้อนในฐานะที่เป็นจุดสุดยอดของการประหยัดเวลา ทำให้เวลาสั้นลงดุจดั่งกับการเปลี่ยนฉากละคร โดยการไปสู่เป้าหมายปลายทางได้ตามที่ใจปรารถนา. แต่ในทางตรงข้ามกับความเชื่อของผู้คน คนขับรถไม่ได้ใช้เวลาน้อยลงยิ่งไปกว่าคนที่ไม่ได้ขับรถเลย ในการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง. พวกเขาเพียงแต่เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไกลกว่าต่างๆ. อำนาจของความเร็วได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นระยะทางหรือกิโลเมตรที่มากกว่าบนถนน. และเวลาที่ประหยัดได้นั้น กลับได้รับการสร้างขึ้นมาอีกครั้งกลายไปเป็นเรื่องของระยะทางที่ไกลกว่า. ผลที่ตามมาก็คือ พลเมืองเยอรมันถัวเฉลี่ยในทุกวันนี้ เดินทางคนละ 15,000 ก.ม.ต่อปี ซึ่งผิดไปจากปี ค.ศ.1950 ที่พวกเขาเดินทางคนละ 2000 ก.ม.ต่อปีเท่านั้น.

ถ้าหากมองกันอย่างกว้างๆ โดยตัดข้ามส่วนต่างๆสลับกันไป – จากการขนส่งไปสู่การสื่อสาร, จากผลผลิตไปสู่ความบันเทิง – เวลาที่ประหยัดลงไปได้ กลับถูกเปลี่ยนไปสู่ระยะทางที่ยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการนัดหมายได้มากขึ้น ทำให้ผลิตผลงานออกมาได้มากขึ้น และผู้คนมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น. ชั่วไมงที่ได้รับการประหยัดได้ถูกกินหรือใช้ไปโดยการเจริญเติบโตใหม่ๆ. และหลังจากนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง การเพิ่มขยายอันนี้ก็ได้ให้กำเนิดแรงกดดันอันใหม่ขึ้นมาโดยสิ่งประดิษฐ์ของการประหยัดเวลานั่นเอง – อันนี้มันเป็นการเริ่มต้นขึ้นของวงจรที่หมุนวนกลับมาอีกครั้ง.

การได้มาซึ่งผลผลิตจำนวนมากมายมหาศาลกองเท่ากับยักษ์ ไม่ได้นำเราไปสู่งานที่ต้องทำน้อยลงและมีเวลามากขึ้นแต่อย่างใด. ในทางตรงข้าม ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่เส้นทางใหม่ของการผลิตและสินค้าที่ทำๆกันออกมา. มันมีหลักฐานที่ว่า ทุกๆคนพยายามบากบั่นทำงาน ตามส่วนของชั่วโมงปฏิบัติงานตามปกติทุกวันนั้น ก็เพื่อต้องการที่จะรักษาระดับของผลผลิตที่ออกมาได้อย่างสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลานั่นเอง – แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและเราอยากจะใช้เวลาให้น้อยลง เพื่อจะได้ไปทำในสิ่งที่ตนปรารถนามากขึ้น แต่เราทั้งหลายก็ทำไม่ได้อยู่ดี. จริงๆแล้ว มันเป็นการเพิ่มขึ้นของความไม่ผ่อนปรนระหว่างเวลาและผลผลิตที่จะต้องทำให้ได้ตามจำนวนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง. ดังนั้นความคิดที่เป็นยูโธเปียในตอนแรก มาถึงตรงนี้มันก็ได้กลายไปเป็นยูโธเปียของความมั่นคงและความร่ำรวย ซึ่งได้ไปตัดรอนยูโธเปียของความเป็นอิสระที่ทุกคนคาดหวังกันไว้ลงจนหมดสิ้น.

ทำไมมันจึงไม่เคยพอ ?

คนตกปลาในเรื่องที่เล่ามาตั้งแต่ต้น เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นความน่าประหลาดใจเกี่ยวกับแรงกระตุ้นที่ไม่เคยสิ้นสุดในสังคมแห่งความร่ำรวย. สุดท้ายแล้ว คนรวยก็ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากคนที่ยากจนเลย กล่าวคือ เขาก็ได้มาถึงซึ่งความพึงพอใจด้วยการนั่งตกปลาในตอนเช้าและสัปหงกในยามบ่าย นั่นคือผลตอบแทนแห่งความพยายามบากบั่นเพื่อที่จะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น เหมือนกับที่คนจนๆกำลังทำอยู่.

ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ได้รับการทดสอบกันมาแล้ว: John Maynard Keynes, หนึ่งในนักคิดที่ยิ่งใหญ่ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในคริสตศตวรรษที่ 20 รู้สึกประหลาดใจว่า การประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างมากนั้น มันไม่ได้นำพาไปสู่จุดของความอิ่มตัวแต่ประการใด. ในบทความเรื่อง“Essays in Persuasion”ของเขานั้น ได้คาดการณ์เอาไว้ว่า – สิ่งจำเป็นซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เกี่ยวกับการผลิต อาจสูญเสียนัยะสำคัญไปภายใต้เงื่อนไขของความร่ำรวย, นั่นคือ ความอุดมสมบูรณ์หรือภาวะที่มีอย่างล้นเหลือนั้น แทนที่โอกาสเช่นนี้จะทำให้เกิดการแบ่งปันและกระจายผลผลิตไปอย่างทั่วถึง กลับกลายเป็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญน้อยลงไปทุกที และไม่ได้มีการแบ่งสรรทรัพย์สินจำนวนมากกันอย่างเหมาะสม. สังคมที่ร่ำรวย ยังคงล้มเหลวที่จะดำเนินรอยตามความสอดคล้องกับความคาดหวังอันนั้น. พวกเขากลับเอาเบ็ดไปเกี่ยวเอาหลักการแห่งความไม่รู้จักพอขึ้นมา ทำให้พวกเขาไม่รู้จักอิ่ม. อันนี้ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามกันว่า ทำไมพวกเขาจึงเมินเฉยต่อแนวคิดเกี่ยวกับความพอเพียงกันเล่า ?

ให้เรามาลองพิจารณาเรื่องต่อไปนี้กัน… สิ่งที่เป็นแก่นสารในสังคมสมัยใหม่ในปัจจุบันโดยทั่วไปคือ”อำนาจเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสินค้าและการบริการ” แต่อันนี้มันก็ยังมีสาระน้อยกว่าการที่มันทำหน้าที่เป็นพาหะของการแสดงออก. นั่นคือสิ่งที่สินค้าพูด ไม่ใช่สิ่งที่สินค้าทำ. ในสังคมสมัยใหม่ สินค้าคือเครื่องมือการสื่อสาร. มันสถาปนาระบบของ”เครื่องหมาย”โดยผ่านผู้ซื้อที่สร้างถ้อยแถลงเกี่ยวกับตัวเขาเองหรือตัวเธอเองออกมา. ในขณะที่วันเวลาเก่าๆ สินค้าได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะทางสังคม, แต่ในทุกวันนี้มันบอกถึงความจงรักภักดีต่อวิถีชีวิตหรือสไตล์การใช้ชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะสไตล์หนึ่ง.

จนถึงบัดนี้ ผลผลิตเป็นจำนวนมากถูกทำให้สมบูรณ์และไม่สามารถที่จะพัฒนาไปยิ่งกว่านั้นได้อีกแล้ว; ผู้ซื้อใหม่ๆอาจพบว่า สินค้าเหล่านี้มันเป็นต้นทุนหรือมีความสำคัญทางสัญลักษณ์มากขึ้น. รถยนต์นั้นไม่อาจที่จะเร็วกว่านี้ได้อีกแล้ว หรือสะดวกสบายไปยิ่งกว่านี้ ดังนั้นมันจึงถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นเรื่องของการสร้างความฉงนฉงายและความน่าประหลาดใจทางด้านเทคโนโลยี. นาฬิกาข้อมือก็ไม่อาจที่จะแสดงเวลาได้เที่ยงตรงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ดังนั้นบทบาทใหม่ของมันจึงถูกทำขึ้นเพื่อมารับหน้าที่ในด้านความสามารถทางด้านการกีฬา เมื่อมันกลายเป็นนาฬิกาจับเวลา หรือกลายมาเป็นเป็นนาฬิกาดำน้ำ. ส่วนโทรทัศน์ ภาพของมันไม่อาจที่จะคมชัดไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ดังนั้นมันจึงถูกเปลี่ยนไปทำหน้าที่จำลองโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน มีการผลิตโทรทัศน์แบบจอกว้าง มีการปรับปรุงทางด้านเสียง เพื่อให้ผลดุจเดียวกับที่เราได้ชมกันในโรงภาพยนตร์แทน. บรรดานักออกแบบและนักโฆษณาทั้งหลายต่างนำเสนอความตื่นเต้นเร้าใจและเอกลักษณ์ใหม่ๆของประดิษฐกรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ประโยชน์ของสินค้าได้รับการเติมแต่งกันขึ้นมาใหม่ๆอยู่เสมอ.

ในบริบทอันนั้น ความสัมพันธ์กันระหว่างผู้บริโภคและตัวสินค้าได้รับการก่อรูปขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วโดยจินตนาการ, ซึ่งเป็นสิ่งที่ดัดแปลงได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ความรู้สึกและความหมายเป็นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่คงที่; ลักษณะรูปธรรมที่ดัดแปลงได้ง่ายอันนี้ ทำให้มันล้าสมัยได้รวดเร็วเช่นกัน – ซึ่งความจริง เป็นความจงใจให้มันล้าสมัย เพื่อผลให้เกิดการบริโภคอยู่ตลอดเวลา – และสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะถูกนำมาตักตวงผลประโยชน์โดยบรรดานักออกแบบทั้งหลายด้วยวิธีการอันหลากหลายไม่มีสิ้นสุด. ตามความเป็นจริงแล้ว จินตนาการเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมดสำหรับการธำรงรักษาการเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ. และด้วยเหตุผลอันนั้น ความคาดหวังที่ว่า สังคมที่ร่ำรวย วันหนึ่งน่าจะมาถึงระดับหนึ่งของความอิ่มตัว ก็จะไม่มีวันมาถึงได้: เมื่อสินค้าได้กลายเป็นสัญลักษณ์ต่างๆทางวัฒนธรรมไปแล้ว ดังนั้น มันจึงไม่มีจุดจบของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ.

ความกระเหม็ดกระแหม่ และการอยู่ดีกินดี

พ้นไปจากธรณีประตูหรือ ณ จุดเริ่มต้นนี้ สิ่งต่างๆได้เริ่มกลายเป็นหัวขโมยทางด้านเวลาไป. สินค้าต่างๆจะต้องได้รับการเลือก ซื้อ จัดการ ถูกใช้ ผ่านประสบการณ์ บำรุงรักษา ทำความสะอาดเสมอ ปัดฝุ่น ซ่อมแซม เก็บเอาไว้ และทำลาย. นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการนัดพบที่ผู้คนทั้งหลายต่างปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีการนัดหมายล่วงหน้ากัน ตกลงกัน จดใส่ลงไปในบันทึกประจำวัน รักษาเอาไว้ กำหนด และทำตาม. แม้กระทั่งวัตถุที่มีความงามส่วนใหญ่และสิ่งที่มีคุณค่าเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ต่างๆก็ยังมาแทะเล็มหรือมากัดกินเวลาของเราไปด้วย

ความเป็นไปได้มากๆ – นั่นคือ, สินค้า การบริการ เหตุการณ์ต่างๆ – มันเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนในสังคมที่มีความร่ำรวย, แต่วันและเวลาในวิถีปกติอย่างเดิมๆ วันหนึ่งๆก็ยังคงมี 24 ชั่วโมงเหมือนก่อน. ความขาดแคลนของเวลายังคงเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจเอาชนะได้อย่างต่อเนื่อง มันเป็นเหมือนเทพธิดาแห่งความพยาบาทจองเวรต่อความมั่งคั่งร่ำรวย. คนรวยๆอาจจะมีสิ่งต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่คนเหล่านี้ก็ยากจนเวลา. ในข้อเท็จจริง ในสังคมซึ่งมีทางเลือกอย่างหลากหลาย ผู้คนมิได้เป็นทุกข์จากการขาดแคลน แต่ต้องเป็นทุกข์ทรมานจากการที่มีโอกาสมากเกินไป. ขณะที่ความอยู่ดีกินดีได้ถูกคุกคามโดยความขาดแคลนเรื่องของเวลาเป็นประการแรก, ประการที่สอง มันได้ถูกคุกคามโดยความสับสนเกี่ยวกับเป้าหมาย. การแพร่พันธุ์ของทางเลือกซึ่งขยายตัวมากขึ้น มันได้ทำให้เกิดความยุ่งยากเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่จะรู้ว่าเราต้องการอะไร และต้องตัดสินว่าเราไม่ต้องการอะไร ? และจะต้องทะนุถนอมสิ่งที่เรามีอยู่.

ความอยู่ดีกินดีของมนุษย์มีอยู่สองมิติ: นั่นคือ เรื่องของวัตถุและเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุ. ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ซื้อวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงเป็นอาหารและนำมาเตรียมสำหรับอาหารมื้อเย็น เขาจะมีความพึงพอใจทางวัตถุ นั่นคืออาหารที่จะใส่เข้าไปในท้องของเขา และความพึงพอใจที่ไม่ใช่เรื่องของวัตถุสำหรับอาหารมื้อเย็น ซึ่งก็คือการได้ปรุงอาหารอย่างสนุกสนานด้วยการทำอาหารตามเมนูที่ตนต้องการโดยเฉพาะ.

ความพึงพอใจที่ไม่ใช่วัตถุอันนี้ต้องการความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสัมพันธ์กับเรื่องของเวลา. คุณค่าที่สมบูรณ์ของสินค้าและบริการ อาจประสบได้เมื่อพวกมันได้ถูกให้ความเอาใจใส่: นั่นคือ พวกมันจะต้องถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม, ให้ความสนุกเพลิดเพลินเพียงพอ และต้องฝึกฝนอย่างระมัดระวัง. การที่เรามีสิ่งต่างๆมากมายจนเกินไปทำให้เวลาสำหรับความพึงพอใจกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของวัตถุหดหายไป; การมีทางเลือกมากจนเกินไป ได้ไปทำลายความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ให้ลดน้อยถอยลง.

อันที่จริง บ่อยทีเดียว มันเป็นเรื่องของการขาดความสามารถในการจัดการเกี่ยวกับเรื่องของเวลา เรื่องของเวลาจึงถือได้ว่าเป็นแก่นแกนของปัญหา. ศิลปะของการดำรงชีวิตต้องการความรู้อันหนึ่งเกี่ยวกับมาตรการที่ถูกต้อง. มีคนอยู่จำนวนน้อยที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้. สังคมบริโภคยุคใหม่ ยังคงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในความมั่งคั่งของเวลา(ที่มีเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยี). ในยุคของทางเลือกที่มีอย่างพรั่งพรูนี้ ความสามารถในการโฟกัส ซึ่งแสดงนัยะถึงอำนาจที่จะกล่าวคำว่า”ไม่” กลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างสรรค์ชีวิตที่ร่ำรวยมากขึ้น.

โดยไม่มีความสามารถดังกล่าวเกี่ยวกับการจัดสรรเรื่องของเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำพูดของนักเขียนบทละคร don von Horvarth อาจกลายเป็นการขออภัยที่เป็นสากล: นั่นคือ “ข้าพเจ้าได้กลายไปเป็นอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิงแล้ว; มันเป็นเพียงสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยหลบเลี่ยงที่จะแสดงมันออกมา… มันดำเนินไปโดยไม่จำต้องพูดว่า การขาดเสียซึ่งความร่ำรวยของเวลา หรือการไม่มีเวลาให้กับตัวเองและผู้อื่นอันนี้ เป็นที่มาของการที่ทำให้เรามีความใจกว้างน้อยลง มีความเมตตากรุณาน้อยลง มีการอุทิศตัวน้อยลง และมีอิสรภาพน้อยลง” – นี่คือความยากจนของคนสมัยใหม่ ซึ่งคนตกปลาเข้าใจมาตั้งแต่ต้น และนักท่องเที่ยวคนนั้นรับรู้เกี่ยวกับมันด้วยความไม่เต็มใจ.

 
 

คณิตศาสตร์ปากมูล ดร.เกษียร เดชะพีระ

 
 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เริ่มโฆษณาปูกระแส "อัตราความเสียหายเฉลี่ยต่อวันอันเกิดจาก ม็อบสมัชชาคนจนยึดเขื่อนปากมูล" มาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม โดยผ่านปากผู้บริหาร กฟผ. และนาย ตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะชงเรื่องส่งลูกต่อให้นายสาวิตต์ โพธิวิหค รมว.ประจำสำ นักนายกฯ ผู้กำกับดูแล กฟผ. แถลงปาวๆ ตามว่า :-"ตนได้รับรายงานว่า เราสูญเสียประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 1.5-2 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากไม่ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ คิดว่าน่าเสียดายที่ต้องสูญเสียเงินไปเปล่าๆ" (มติชนรายวัน, 9 มิ.ย. 43,น.27)

นับเป็นตัวเลขความเสียหายสูงมากน่าตกใจ ท่ามกลางอาการไม่ทรงก็ทรุดทางเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะ ท่วมหูท่วมหัวไทยทั้งชาติภายใต้ฝีมือบริหารของทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ในขณะนี้ แต่อย่าเพิ่งตกใจตื่นตูมตามคุณสาวิตต์ จนพยักพเยิดให้เจ้าหน้าที่ กฟผ.ทั่วอีสานทั้ง 500 ลุยเคลียร์ม็อบ หรือกดดันให้คณะกรรมการกลางแก้ไขปัญหาลงมติเปิดเครื่องปั่นไฟต่อ โดยไม่ฟังให้รอบด้าน ตรองให้ถ้วนถี่ และชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบตัวเลข "ความเสียหาย" ข้างต้นกับตัวเลขอื่นๆ ที่ กฟผ. ไม่ยักบอกให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นประเทศชาติอาจขาดทุนเสียหายเพราะเขื่อนปากมูลมากกว่านี้หลายเท่า !

ก่อนอื่นตัวเลขที่ กฟผ.ไม่ได้รายงานคุณสาวิตต์และไม่เคยบอกให้สาธารณชนทราบเลยก็คือ …..เขื่อนปากมูลทำให้ กฟผ.ขาดทุนไปแล้วถึง 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6,726 ล้านบาท!(ตามอัตราแลก เปลี่ยนปัจจุบันที่ประมาณ 38 บาท/ดอลลาร์)(ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้างล่างนี้ประยุกต์ดัดแปลงจาก Grainne Ryder and Wayne White, "Pak Mool cost  more than it’s worth," The Nation, 10 June 2000, A5)

อะฮ้า! มันขาดทุนบานตะไทขนาดนั้นเข้าไปได้ยังไงกัน? อย่างนี้ครับ ผมจะพยายามแจกแจงคณิตศาสตร์ปากมูลที่ กฟผ.ไม่อยากให้เรารู้สู่กันฟัง ต้นทุนการสร้างเขื่อนปากมูลเบ็ดเสร็จทั้งสิ้นตอนนี้อยู่ที่ 233 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,850 ล้านบาท เพื่อให้คุ้มทุน รายงานธนาคารโลกปี พ.ศ. 2539 คำนวณว่าเขื่อนปากมูลควรจะผลิตไฟฟ้าให้ได้เป็นมูลค่า ปีละ 28 ล้านดอลลาร์ หรือราว 12% ของต้นทุนการสร้างเขื่อน 233 ล้านดอลลาร์ ถ้าทำได้ตามนี้ เขื่อนปากมูลก็จะคุ้มทุนใน 8 ปี กฟผ.ก็จะได้เฮ และชาติไทยก็จะได้ไชโย!

แต่อนิจจา รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ของทีดีอาร์ไอที่ทำส่งคณะกรรมการเขื่อนโลกระบุว่า เอาเข้าจริงเขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยเป็นมูลค่าปีละ 7 ล้านดอลลาร์ เท่านั้นในสองปีหลังที่ผ่านมา แปลว่าเมื่อครบกำหนดคุ้มทุน 8 ปี ในปี พ.ศ.2545 เขื่อนปากมูลก็จะปั่นไฟได้เป็นมูลค่าเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น เพียง(7 x 8 =) 56 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น

56 ล้านดอลลาร์นี่แหละครับคือ คุณค่าทางเศรษฐกิจของเขื่อนปากมูลในปัจจุบัน ลงทุนสร้างไป 233 ล้าน กะว่าปั่นไฟ 8 ปี ก็คุ้ม แต่พอปั่นไป 8 ปีจริงได้คืนมาเพียง 56 ล้าน นั่น หมายความ ว่าขาดทุนไปถึง(233- 56 =) 177 ล้านดอลลาร์ หรือ 6,726 ล้านบาท ใน 8 ปี หารเฉลี่ยแล้วตกวันละ(6,726 หารด้วย [365 x 8] + 2 หรือ 2922 =) 2.3 ล้านบาททุกวันที่เดินเครื่องปั่นไฟที่เขื่อนปากมูล กฟผ.จึงขาดทุนวันละ 2 ล้าน 3 แสนบาท หรือเดือนละ 69 ล้านบาท หรือปีละ 840 ล้านบาทต่างหาก!

และจุ๊ๆ…พ่อแม่พี่น้องไม่ต้องห่วงครับ หน่วยงานฉลาดๆ อย่าง กฟผ.เขาไม่ผูกขาดความขาดทุนนี้ไว้คน เดียวให้โง่หรอก เขาย่อมค่อยๆ บรรจงผลักภาระขาดทุนวันละ 2.3 ล้านบาท นี้มาใส่ไหล่บ่าพวกเราประชา ชนชาวไทยผู้ใช้ไฟฟ้าทั้ง 61 ล้านคน ให้ช่วยกันแบ่งเบาแบกรับไว้คนละนิดละหน่อยอย่างนุ่มนวลแนบเนียน ไม่กระโตกกระตากตกแค่คนละ 3 สตางค์กว่าๆ ต่อวันหรือบาทเศษๆ ต่อเดือนหรือ 13 บาทสามสลึง ต่อปีเท่านั้น ไม่เท่าไหร่ ขี้ไก่ชัดๆ กะอีเศษเงินแค่นี้เพื่อเห็นแก่ชาติและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ กฟผ.คนไทยจะทน ไม่ไหวก็ให้มันรู้ไปสิ ใช่ไหมครับ? แหะๆ

ฉะนั้น กฟผ.เจ้าของโครงการ ธนาคารโลกผู้ปล่อยกู้โครงการ รัฐบาลเปรมผู้ริเริ่มโครงการ รัฐบาลน้าชาติผู้ อนุมัติโครงการ รัฐบาลอานันท์ผู้ไม่สั่งยกเลิกโครงการ รัฐบาลชวนผู้ก่อสร้างโครงการจนแล้วเสร็จ ล้วนไม่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใดทั้งสิ้น เราคนไทยผู้รักชาติและใจใหญ่เท่าแม่น้ำโขง-ชี-มูลรวมกันขอยืดอกจ่าย เอง

กฟผ.ย่อมได้ เฮ! ธนาคารโลกย่อมได้ฮา! และรัฐบาลทุกชุดได้ไชโย! ยกเว้นสมัชชาคนจนดื้อรั้นไม่รักชาติเท่านั้นที่โห่ประท้วงเขื่อนปากมูลไม่ยอมเลิก เฮ้อออ……… กฟผ.อาจแก้ตัวว่าเขื่อนปากมูลน่าจะใช้งานได้นาน 25 ปี ก่อนถึงอายุขัย….. (ครับ เขื่อนก็ตายเป็นเหมือนกันเนื่องจากการสะสมตัวของตะกอนหน้าเขื่อนจนมันเต็มตื้นขึ้นมากระทั่ง ผลิตไฟฟ้าหรือทำชลประทานไม่ได้อีกต่อไป ความจริงเขื่อนในบ้านเราก็เท่งทึงกันไปบ้างแล้ว เพียงแต่ ทางราชการท่านปิดไว้ เพราะกลัวพวกเราแตกตื่นตกใจเดี๋ยวจะเลยเลิกคิดสร้างเขื่อนหมด ท่านจึงไม่รื้อ เขื่อนทิ้งแต่ปล่อยซากไว้ให้เราดูเล่นเฉยๆ แบบพีระมิดหรือสุสานของ "การพัฒนา" แบบไม่ยั่งยืนอะไรทำนองนั้น)

…และใน 25 ปี นั้นก็เดินเครื่องปั่นไฟไปเรื่อยๆ ก็จะได้ไฟฟ้าเป็นมูลค่าตั้ง(7 x 25 =) 175 ล้าน ดอลลาร์นู่น ไม่ใช่แค่ 56 ล้านดอลลาร์ ใน 8 ปี อย่างที่ว่าสักหน่อย ถ้าจะเอาสีข้างเข้าถูแบบนั้นมันก็พูดได้ แต่มองข้ามอะไรที่สำคัญไปบางอย่างเช่น 1)ต้นทุนค่าสร้างเขื่อนปากมูล 233 ล้านดอลลาร์นั้นมันมีค่าเสียโอกาส(opportunity cost) ของมันอยู่ ถ้าไม่เอามาสร้างเขื่อนประโยชน์ต่ำแบบนี้ เงินมหาศาลตั้งหลายพันล้านบาทดังกล่าวประเทศไทยเราก็เอาไปใช้อย่างอื่นได้ เช่น ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซขนาดกำลังผลิตเต็มพิกัด 150 เมกะวัตต์ เปิดใช้ไป 8 ปี ก็คุ้มทุนแล้ว เป็นต้น

แต่เขื่อนปากมูลนี่เปิดใช้ไป 8 ปี แล้วก็ยังขาดทุน ส่วนอีก 17 ปี ที่เหลือนั้นต่อให้เดินเครื่องปั่นไฟต่อ เราก็จะไม่ขาดทุนน้อยลงกว่า 177 ล้านดอลลาร์ แม้สักแดงเดียวแต่อย่างใด เพราะอย่าลืมว่าถ้าไม่สร้างเขื่อนเรามี "โอกาส" จะนำเงิน 233 ล้านดอลลาร์ไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย 12% ต่อปีแทนได้ปีละ 28 ล้าน ดอลลาร์สบายใจเฉิบ อัตราความเสียหายใน 17 ปี หลังจึงจะคิดจากต้นทุนแรกสร้างคงที่แค่ 233 ล้านดอลลาร์ไม่ได้แต่ต้องคิดเปรียบเทียบกับประโยชน์ทั้งหมดที่ประเทศเราพึงมีพึงได้หากนำเงินก้อนนี้ไปใช้อย่างอื่น ซึ่งรวมเบ็ดเสร็จแล้วค่าเสียโอกาสใน 17 ปีหลังจะสูงถึง(17 x 28 ล้าน =) 476 ล้านดอลลาร์ หรือ 18,088 ล้านบาท

2)ฉะนั้นต้นทุนของไฟฟ้าที่เขื่อนปากมูลจะผลิตได้ใน 17 ปี หลังจึงเท่ากับค่าเสียโอกาสที่จะใช้เงิน 233 ล้านดอลลาร์ ไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ใน 17 ปี คือ 476 ล้านดอลลาร์ด้วย และต่อให้ใช้เขื่อนปากมูลเดินเครื่องปั่นไฟไปอีก 17 ปี ก็จะได้ไฟฟ้ามาเป็นมูลค่าเพียง(17 x 7 ล้าน =) 119 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แปลว่าขาดทุนค่าเสียโอกาสไปอีก 476 – 119 = 357 ล้านดอลลาร์ หรือนัยหนึ่งทุกๆ 4 ดอลลาร์ ที่ กฟผ.เสียไปเพราะเขื่อนปากมูล(8 ปี แรกในรูปเงินค่าก่อสร้างจริง ส่วน 17 ปี หลังในรูปค่าเสียโอกาสที่จะใช้เงินก้อนเดียวกันไปทำอย่างอื่น)

กฟผ.ได้ไฟฟ้าคืนจากเขื่อนปากมูลมาเป็นมูลค่าเพียง 1 ดอลลาร์ เท่านั้นจ่าย 476 ได้ 119 หรือจ่าย 4 ได้ 1 นี่แหละครับพี่น้องคือสัดส่วน cost-efficiency หรือประสิทธิภาพ การลงทุนของเขื่อนปากมูลที่เจ้าหน้าที่ กฟผ.พร้อมจะรักษาไว้สุดชีวิต แม้ต้องลุยเลือดเนื้อเพื่อนคนไทยร่วมชาติ ชาวบ้านแม่มูนมั่นยืนเข้าไปก็ตาม ลงทุนสูตรวิบัติแบบนี้ ถ้าบริษัทประเทศไทยไม่ขาดทุนฉิบหายวันนี้ก็ไม่รู้จะไปขาดทุนฉิบหายวันไหน แล้วล่ะครับ

ทำใจเถิดครับว่าเงินค่าก่อสร้างเขื่อนปากมูลที่ขาดทุนไป 177 ล้านดอลลาร์นั้นถึงไงชาวไทยเราก็ไม่ได้คืน ไม่ว่าจะใช้เขื่อนผลิตไฟฟ้าต่อหรือไม่ก็ตามแทงบัญชีรายได้ประชาชาติศูนย์ไปได้เลย แล้วหัวร่อสมน้ำหน้าตัวเองซะที่เชื่อ กฟผ. แต่เรายังมีทางฟื้นฟูบูรณะทะนุถนอมรักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติของเราที่หลงเหลืออยู่ได้บ้าง หากคิด พิจารณาอย่างรอบคอบและตัดสินใจด้วยปัญญา มิใช่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ข้อแรกสุด อย่าลุยชาวบ้าน กฟผ.ไม่ใช่หน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคงและปราบปรามของรัฐ ไม่มีความชำนาญด้านนี้ มิหนำซ้ำยังเป็นคู่กรณี จึงไม่ใช่ธุระกงการและไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ขืนลุยเข้าไปมีแต่เสียหาย อาจถึงบาดเจ็บล้มตาย พวกเราก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น ธนาคารโลกและนานาอารยประเทศ เจ้าหนี้ก็จะประณาม กฟผ.อาจได้หน้าแต่ชาติไทยชาวไทยไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากบาดแผลซ้ำเติม

ข้อสอง เปลี่ยนขาดทุนเป็นกำไร โดยเปลี่ยนเขื่อนปากมูลเป็นห้องทดลองเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความ สมานฉันท์และการฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติ โดยหยุดผลิตไฟฟ้าและเปิดประตูเขื่อนให้น้ำมูลได้ไหลและปลานา นาพันธุ์ได้อพยพเคลื่อนย้ายไปวางไข่ฟักตัวหากินตามธรรมชาติ ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมาธิการพิเศษในสังกัดวุฒิสภาเพื่อศึกษาติดตามและเสนอ มาตรการฟื้นฟูบูรณะธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนแม่น้ำมูลในระยะยาว ที่มีวุฒิสมาชิกตัวแทนชาวบ้าน นักวิชาการ กฟผ.หน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้องเช่นกรมประมงเป็นสมาชิก ส่วนกรณีจะใช้เขื่อนเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอีกโสตหนึ่งด้วยสลับบ้างหรือไม่ ในช่วงไหนของปีนานเท่าใด ในลักษณะเงื่อนไขอย่างไร ให้เป็นไปตามนโยบายและระเบียบหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการกำหนดโดยรัฐ บาลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่รับไปปฏิบัติด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ เราจะประหยัดค่าบำรุงรักษาและเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเขื่อนปากมูลลง และประหยัดค่าชดเชยความเสียหายซึ่งเหลือที่จะประมาณได้แก่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบนับพันๆ ครัวเรือน

ในทางกลับกันธรรมชาติของแม่น้ำและพันธุ์ปลาจะค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟู ชาวบ้านจะเปลี่ยนสภาพ จากม็อบ ผู้ประท้วงและผู้คอยรับค่าชดเชยช่วยเหลือจากรัฐไปเป็นชาวประมงรายย่อยผู้สามารถพึ่งตนเองอย่างพอเพียง สร้างผลผลิตเพิ่มรายได้ให้ระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นภาระแก่ผู้อื่นเช่นปัจจุบันและคนไทยร่วม ชาติก็จะได้ไม่ต้องตีกันฆ่ากัน ทำร้ายทำลายกันอย่างโฉดเขลา เพียงเพื่อเขื่อนที่สอบตกคณิตศาสตร์จนขาดทุนย่อยยับเหล่านี้

 

ขนมปุยฝ้าย พฤศจิกายน 10, 2005

Filed under: - สูตรอาหาร - — Korkai @ 11:58 pm
 
ส่วนผสม
แป้งสาลี 200 กรัม
ผงฟู 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
ไข่ไก่ 2 ฟอง
เอส พี (อิมัลซิไฟอิ่ง เอเจนท์ สำหรับเค้ก) 2 ช้อนชา
น้ำ 1/2 ถ้วย
นมข้นจืด 50 กรัม
กลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา
น้ำมะนาว 1-1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
- นำหม้อนึ่งขึ้นตั้งไฟ เพื่อต้มน้ำให้เดือด
- ร่อนแป้ง และ ผงฟู เข้าด้วยกัน พักไว้
- นำน้ำตาลทราย ไข่ไก่ เอสพี และ น้ำ มาตีให้เข้ากันด้วยความเร็วสูง (ใช้หัวตีรูปตะกร้อ) จนส่วนผสมข้นขาว
- เติมส่วนผสมของแป้งที่ร่อนแล้วลงไป ตีต่อด้วยความเร็วต่ำ
- เติมนมข้นจืด กลิ่นมะลิ และ น้ำมะนาว ตีต่อให้เข้ากัน
- แบ่งส่วนผสมที่มีเสร็จแล้วมาผสมแต่ละสีตามชอบ
- หยอดส่วนผสมลงในพิมพ์ (ที่รองถ้วยกระดาษไว้แล้ว) จนเกือบเต็มถ้วย อาจตกแต่งด้วย ผลไม้สับ หรือ ลูกเกด ได้ตามชอบ
- นึ่งด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 10-15 นาที
หมายเหตุ : การนึ่งขนมด้วยไฟอ่อน เพื่อช่อวยให้หน้าขนมแตกสวย

 

โดนัทยีสต์

Filed under: - สูตรอาหาร - — Korkai @ 11:49 pm
แป้งขนมปัง 6+1/4 ถ้วย (700 กรัม)
แป้งสาลี 3+1/4 ถ้วย (300 กรัม)
ผงฟู 4 ช้อนชา
นมผง 1/2 ถ้วย
ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำ 2+1/4 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
เกลือ 2 ช้อนชา
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
เนยขาว 1/2 ถ้วย (100 กรัม)
น้ำตาลทราย/ไอซิ่ง/น้ำตาลโดนัท (สำหรับคลุก) 1+1/2 ถ้วย (300 กรัม)
น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วย (400 กรัม)

1. ร่อนแป้ง ผงฟู นมผง เข้าด้วยกัน ใส่ยีสต์เคล้าให้เข้ากัน
2. ผสมน้ำตาล น้ำ เกลือ ไข่ และกลิ่นวานิลลา ลงในแป้ง นวดให้เข้ากัน ในยขาวนวดต่อจนแป้งเนียน
3. พักก้อนโดที่ผสมได้ที่แล้ว หมักให้ขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง นำมานวดไล่อากาศ
4. ตัดก้อนโดก้อนละ 50 กรัม หรือ ตามน้ำหนักที่ต้องการ คลึงโดให้กลม พักโด 5-10 นาที กดรูตรงกลาง ทำโดให้เป็นรูปวงแหวนหรือคลึงแป้งให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหนาประมาณ 1/2 ซ.ม. ใช้พิมพ์โดนัทกดให้เป็นวง วางโดให้ขึ้นเท่าตัวก่อนนำไปทอด
5. ตั้งกะทะใส่น้ำมันตั้งไฟให้ร้อนปานกลาง นำขนมลงทอดให้เหลือทั้ง 2 ด้าน พักให้เย็น ก่อนนำไปคลุกกับน้ำตาลทราย หรือ ไอซิ่ง หรือ น้ำตาลโดนัท หรือ อาจนำไปเคลือบหน้าด้วย Fondant (Frosting Sugar) ตามชอบ

++ เวลาทอด ควรใช้น้ำมันร้อนจัด ไฟปานกลาง และไม่ควรกลับไปมาบ่อยครั้ง
ปริมาณที่ได้ต่อ 1 สูตร : จำนวนโดนัท 40 ชิ้น ชิ้นละ 65 กรัม แคลอรี่ 176.5 ต่อชิ้น

** สูตรและเกร็ดความรู้นี้นำมาจาก หนังสือขนมอบ รวบรวมและเรียบเรียงโดย อ.ทิพาวรรณ เฟื่องเรือง

 

วาฟเฟิลช็อคโกแลตชิพ

Filed under: - สูตรอาหาร - — Korkai @ 11:44 pm
 
ส่วนผสม
แป้งอเนกประสงค์ตราว่าว 30 กรัม
แป้งสาลีตราบัวแดง 120 กรัม
ผงฟู 1 ช้อนชา
แพตโก้-3 1/4 ช้อนชา
ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
นมข้นจืด 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/4 ช้อนชา
น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
เนยสดแช่เย็นหั่นชิ้นเล็ก ๆ 120 กรัม
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
ช็อคโกแลตชิพ 50 กรัม

วิธีทำ
- ร่อนแป้งอเนกประสงค์ตราว่าว แป้งสาลีตราบัวแดง ผงฟู แพตโก้-3 เข้าด้วยกัน เติมยีสต์ พักไว้
- ละลายน้ำตาลทรายแดง เกลือ นมข้นจืด ไข่ไก่ และ กลิ่นวานิลลา กับน้ำ เทลงนวดกับส่วนของแป้งที่พักไว้
- ค่อย ๆ เติมเนยสดแช่เย็นหั่นชิ้นเล็ก ๆ นวดจนแป้งเนียน
- เติมช็อคโกแลตชิพ นวดพอเข้ากัน พักไว้ประมาณ 30 นาที
- ตัดแบ่งแป้งเป็นก้อน ๆ ละ 30 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม พักไว้ประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งขึ้นเป็น 2 เท่า
- นำวางอบด้วยพิมพ์วาฟเฟิล โดยใช้ความร้อนปานกลาง ประมาณ 5 นาที หรือ จนกระทั่งสุก
- สามารถเสิร์ฟพร้อมซอสช็อคโกแลต หรือ น้ำผึ้ง ตามชอบ

สูตรนี้นำมาจาก "ตำราทำขนมจากแป้งข้าวสาลี เล่ม 5" หน้า 137

 

Icon 7 ไอคอนจิ๋วๆ + หมีแพนด้า

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 11:26 pm

ภาพเหล่านี้รวบรวมมาจากเวบไซด์หลายๆ แห่งนะคะ ขอบคุณทุกแหล่งที่มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
 
 

                 

                               

 

                   

                       

 

                                 

                                  

                                                         

 
              

cat002_2.gif cat002_1.gif

bear001_5.gif bear001_4.gif bear001_3.gif bear001_2.gif bear001_1.gif

dac013_3.gifdac013_4.gif dac013_1.gif dac013_2.gif

dac012_2.gif

dac005_5.gif dac005_2.gif dac005_1.gif

dac004_5.gifdac004_4.gifdac004_3.gifdac004_1.gif

dac003_5.gif dac003_4.gif dac003_3.gif dac003_2.gifdac003_1.gif

dac002_5.gif dac002_4.gif dac002_3.gif dac002_2.gif dac002_1.gif

dac001_1.gif

cup001_6.gif cup001_5.gif cup001_4.gif cup001_3.gifcup001_2.gif

corgi007_5.gif corgi007_1.gif

corgi004_5.gifcorgi004_4.gifcorgi004_3.gifcorgi004_2.gifcorgi004_1.gif

corgi003_5.gifcorgi003_4.gifcorgi003_3.gif corgi003_2.gif corgi003_1.gif

cir001_6.gif cir001_5.gif cir001_4.gif cir001_2.gif cir001_3.gif cir001_1.gif

choco-p2.gif choco-p.gif

chi005_2.gif chi005_1.gif

cat004_5.gif cat004_4.gif cat004_3.gif cat004_2.gif cat004_1.gif

heart10.gifheart9.gifheart5.gifheart4.gifheart2.gifheart1.gif

ham015_6.gif ham015_5.gif ham015_4.gif ham015_3.gif ham015_2.gif ham015_1.gif

ham011_6.gif ham011_5.gif ham011_4.gif ham011_3.gif ham011_2.gif ham011_1.gif

ham008_4.gif ham008_3.gif ham008_2.gif ham008_1.gif

ham006_2.gif ham006_1.gif ha.gif

dac025_5.gifdac025_4.gifdac025_3.gif dac025_2.gifdac025_1.gif

dac024_5.gif dac024_4.gif dac024_4.gif dac024_3.gif dac024_2.gif dac024_1.gif

dac023_4.gif dac023_3.gif dac023_2.gif dac023_1.gif

dac022_4.gif dac022_3.gif dac022_2.gif dac022_1.gif

dac019_5.gif dac019_4.gif dac019_3.gif dac019_2.gif dac019_1.gif  

                     

  

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

 
    

              

           
                        

       

           

        

 

Icon 6 ดุ๊กดิ๊ก แต่ง Blog แต่งสเปชจ้า

Filed under: Uncategorized — Korkai @ 11:25 pm
 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.